foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันใด๋กะสิฮอดออกพรรษาแล้วน้อ ทางอีสานบ้านเฮากะมีบุญใหญ่หลายหม่อง สกลนคร เพิ่นกะมีแห่ผาสาทเผิ้ง นครพนมกับจังหวัดใกล้แม่น้ำใหญ่กะมีไหลเฮือไฟ ตามริมแม่น้ำโขงหลายหม่องหลายบ่อนกะสิมีปรากฏการณ์ลูกไฟ (บั้งไฟพญานาค) ให้ได้ไปเฝ้าชมความมหัศจรรย์นี้ ชาวบ้านกะได้ทำบุญตักบาตรพระกัน หลังจากนั้นไปตลอด ๑ เดือน กะสิแม่น งานบุญกฐิน ในทุกแดนดินไทย สาธุๆ นำเด้อครับ

Our Sponsor

adv200x300 1

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Visitors Counter

02337362
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6267
6026
18521
1219686
137851
176213
2337362

Your IP: 54.158.208.189
2018-10-24 10:51
paya header

ju ju  แนวบักต้อง บ่ห่อนหล่นไกลกก แนวผมดกบ่ห่อนมีหัวล้าน

     ## ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น  ##

mp3

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร

saksri sriakson 01

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เกิดที่ย่านวัดป่าน้อย หรือวัดมณีวนาราม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2480 เป็นลูกคนที่ 2 ของนางผ่องจิต และนายทองคำ ศรีอักษร โดยมีพี่น้อง 3 คน เป็นหญิง 2 และชาย 1 โดย นวลพรรณ ศรีอักษร น้องสาวคนเล็ก ก็ดำเนินรอยตามพี่สาว โดยการเป็นนักร้อง และใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า พริ้ว แพรชมพู เจ้าของบทเพลง รักน้องจริง อย่าทิ้งน้องนะ ซึ่งเป็นเพลงดังในสมัยนั้น

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิไลวัฒนา พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งเทพี งานแห่ต้นเทียนพรรษา หลังจบการศึกษาชั้นต้น ศักดิ์ศรี ศรีอักษร เข้ากรุงเทพฯ ด้วยหวังที่จะศึกษาต่อที่โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร แต่เมื่อได้ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียน และเห็นว่า เธอต้องกลับมาเริ่มเรียนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานใหม่ จึงเดินทางกลับบ้านโดยไม่ทันเขียนใบสมัคร

เมื่อจบการศึกษาชั้นต้นจากอุบลฯ "ศักดิ์ศรี" เข้ากรุงเทพฯ ศักดิ์ศรีมาเป็นครูอนุบาลอยู่พักหนึ่ง เมื่อได้ข่าวทราบว่า ครูไพบูลย์ บุตรขัน ลงประกาศแจ้งความต้องการรับสมัครนักร้อง เพื่อคัดเลือกให้บันทึกแผ่นเสียง เธอจึงไปสมัครและโชว์การร้องเพลง ร้องหมอลำ และการฟ้อนเพื่อเอาชนะใจครู

ในที่สุด ครูไพบูลย์ก็ให้เธอไปฝึกร้องเพลงอยู่กับ พิพัฒน์ บริบูรณ์ สักระยะหนึ่ง ซึ่ง "พิพัฒน์" นั้น เป็นหุ้นส่วนในการสร้างนักร้องกับครู และในระหว่างรอการบันทึกแผ่นเสียง ความสัมพันธ์ระหว่างสาวอุบลฯ กับนักธุรกิจทำแผ่นเสียงก็สุกงอมจนถึงขั้นแต่งงานกัน

ปี 2500 "ศักดิ์ศรี" บันทึกเสียงเพลงชุดแรก 3 เพลง คือ "กระถินบนถระถาง" "เหนือฟ้าฝั่งโขง" และ "สาวฝั่งโขง" ซึ่งเป็นผลงานของครูไพบูลย์ และหลังจากนั้นเธอก็เดินสายร้องเพลงไปกับ วงดนตรี พิพัฒน์ บริบูรณ์

ระหว่างเดินสายร้องเพลง สองสามีภรรยาได้เก็บประสบการณ์จากการแสดงลำกลอน ซึ่งมีนำเอาเรื่องราวของชายชาวอีสานชื่อ "ลี" มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านมาเล่นล้อเลียน ทำให้พิพัฒน์นำพล็อตนี้มาเขียนเป็นเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ในภายหลัง

 saksri sriakson 03

จากปี พ.ศ. 2502 - 2504 ทุกครั้งที่วงพิพัฒน์ บริบูรณ์ เปิดวิกทำการแสดงที่ใด "ศักดิ์ศรี" ก็จะออกมาร้องเพลง "ผู้ใหญ่ลี" และได้รับการตอบรับจากแฟนกันล้นหลาม โดยเฉพาะข้าราชการสายปกครองที่ถูกพูดถึงในเนื้อหาของเพลงดังกล่าว

เมื่อหยั่งกระแสจนมั่นใจแล้ว พิพัฒน์จึงให้ภรรยาบันทึกแผ่นเสียงเพลง "ผู้ใหญ่ลี" และตัวเขาใช้นามปากกา "อิง ชาวอีสาน" ในการแต่งคำร้อง ตอนแรกเขาสั่งตัดแผ่นออกขาย 300 แผ่น ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว

เพลงนี้ก็ทำให้ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร กลายเป็นตำนาน และปรากฏการณ์ของวงการเพลงลูกทุ่งไทยมาจวบจนถึงปัจจุบัน มันก็ทำให้เธอเป็นสาวอีสานคนแรกที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของวงการลูกทุ่ง และก็กลายเป็นภาพพจน์ประจำตัวของเธอไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อใครได้ฟังคำว่า “หมาน่อยธรรมดา“ คนที่รู้จักก็คงจะนึกถึงเธอ และยิ้มกันออกทุกครั้งไป ความดังของเพลง ก็ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อวงจาก วงพิพัฒน์ บริบูรณ์ เป็น วงศักดิ์ศรี ศรีอักษร

ความโด่งดังของเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ทำให้ไนต์คลับชื่อดังของกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้ นักร้องลูกทุ่งอย่าง ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ได้เข้าไปร้องขับกล่อมแขก ไม่ว่าจะเป็นที่ "มอนติคาร์โล", "แมนดาริน" หรือ "โลลิต้า" แต่เธอร้องอยู่ได้แค่ 3 เดือนก็ต้องเลิกราไปเพราะแพ้ควันบุหรี่

saksri sriakson 02

นอกจากนี้ นักร้องสาวชาวอุบลฯ ก็ได้รับบทเป็นนางเอกหนังไทยให้กับ "อุษาฟิล์ม" ในปี 2507 เรื่อง "ลูกสาวผู้ใหญ่ลี" โดยเธอแสดงเป็นลูกสาวผู้ใหญ่ลี และมี ดอกดิน กัญญามาลย์ รับบทเป็น "ผู้ใหญ่ลี"

หลายปีต่อมา กระแสผู้ใหญ่ลีซาความนิยมลง พิพัฒน์ก็ได้เปลี่ยนทำนองเพลงโดยใช้จังหวะวาทูซี่ ชื่อเพลง "ผู้ใหญ่ลีวาทูซี่" และศักดิ์ศรีเป็นผู้ขับร้องเช่นเคย และอีกไม่กี่ปีถัดมา ถึงจุดอิ่มตัวของชีวิตการร้องเพลง พิพัฒน์และศักดิ์ศรีจึงยุบวงดนตรี

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ในวัย 68 ปี เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตและโรคชรา เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยครอบครัวได้นำศพไปประกอบพิธีที่วัดสะพานใหม่ดินแดน ฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2548 เวลา 16.00 น.

ตำนานเพลง "ผู้ใหญ่ลี"

ในตำนานเพลงลูกทุ่ง ต้องยอมรับว่าเพลง "ผู้ใหญ่ลี" เป็นเพลงอมตะ และน่ารักอีกเพลงหนึ่งของวงการลูกทุ่งไทย และมีอานุภาพมากที่สุดเพลงหนึ่ง ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนโน้น ทั้งยังเป็นเพลงที่แวดวงวิชาการพูดถึงบ่อยๆ “ผู้ใหญ่ลี” เป็นเพลงลูกทุ่งเสียดสีสังคม ที่โด่งดังในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสาร ระหว่างข้าราชการกับชาวบ้านอย่างมีอารมณ์ขัน ประโยคที่ว่า สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา นั่นคือบุคลิกอมตะของผู้ใหญ่ลี ที่เซ่อๆ ไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของคำว่า ''สุกร'' ที่ทางราชการสั่งมา ขณะเดียวกันก็เป็นการล้อเลียน คนอีสาน ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่า เป็นตัวแทนของคนบ้านนอกทั่วประเทศไทยด้วย

ผู้ใหญ่ลีเป็นเรื่องเล่า ที่ล้อเลียนการสื่อความหมายของข้าราชการกับชาวบ้าน ในยุคที่เริ่มประกาศใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2504 เป็นการเตือนข้าราชการว่า ไม่ควรใช้ศัพท์แสงที่ผู้ฟัง โดยเฉพาะชาวบ้านทั่วไปอาจจะฟังไม่เข้าใจ เพราะเมื่อฟังไม่เข้าใจเสียแล้วก็ย่อมเอาไปตีความหมายผิดๆ ทำให้การพัฒนาผิดเป้าหมายไปได้

จากเรื่องเล่าที่ล้อเลียนการตีความหมายผิด ที่กลายเป็นเพลง “รำโทน” และการละเล่นแบบชาวบ้านในแถบอีสานอื่นๆ แล้ว ในที่สุด มันก็กลายเป็นเพลงที่ดังไปทั่วประเทศ

เพลงผู้ใหญ่ลี ได้รับเลือกเป็นเพลงลูกทุ่งดีเด่นจากงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2534

saksri sriakson 04

เพลงนี้ถูกนำมาดัดแปลง และบันทึกเสียงใหม่อีกหลายครั้งโดยนักร้องคนอื่นๆ และถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โฆษณาของธนาคารกรุงไทย ชุดไม้จิ้มฟัน เมื่อ พ.ศ. 2547 โดย มีศักดิ์ นาครัตน์ เป็นผู้ร้องเพลงประกอบ แต่ก็ยังถูกประท้วงจากสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านถูกเสียดสีเรื่อง การเอาไม้ทั้งต้นมาทำเป็นไม้จิ้มฟัน จนต้องออกมาร้องเรียนว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านสมัยนี้ไม่ได้โง่ๆ เซ่อๆ อย่างในหนังโฆษณา

บทความในนิตยสาร สกุลไทย ฉบับที่ 2599 ปีที่ 50 ประจำวันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม 2547 ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า เพลงนี้น่าจะมีข้อผิดพลาดยู่หลายประการด้วยเช่น คำว่า “ตีกลอง” คำที่ถูกต้อง หากพิจารณาจากภาษาถิ่นที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเพลง น่าจะเป็น “ตีกะลอ” หรือ "ขอลอ" ซึ่งมาจากคำว่า “ตีเกราะ" โดยในสมัยก่อนผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันมักตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้านเป็นประจำ ส่วนกลองนั้นเป็นเครื่องสัญญาณที่พระใช้ตีบอกเวลาเพล

แต่ที่ผู้แต่งไม่ใช้เกราะ หรือ ขอลอ หรือ กะลอ อาจจะมีเหตุผลอื่น เช่น แถวบ้านผู้แต่งอาจใช้กลองเรียกประชุม หรือมิฉะนั้นก็อาจจะหลีกเลี่ยงคนสัปคนจะแปลงเพลงจาก “กะลอ” เป็นคำอื่นที่หยาบคายก็เป็นได้

ส่วนคำว่า “ตาสีหัวคลอน” นั้น ภาษาเพลงดั้งเดิมเขาใช้ว่า “ตาสีหัวงอน” หมายถึงคนที่มีศีรษะงอน คือศีรษะเรียวยาวและช้อยหรือโง้งขึ้นบน ส่วนคำว่า “(หัวสั่น) หัวคลอน” น่าจะเป็นอากัปกิริยาของคนที่ต้องนั่งรถ หรือนั่งเกวียนไปบนถนนหนทางที่ไม่ราบเรียบ (เช่น วันนี้นายอำเภอนั่งรถจิ๊ปมาประชุมที่หมู่บ้าน ก็นั่งหัวควย (หัวโยก/สั่น/คลอน) อยู่ ขนาดนั่งเบาะหน้า) ไม่ใช่นั่งฟังผู้ใหญ่บ้านประชุม ทางผู้แต่งจึงอาจจะบิดเบือนแปลงภาษาไป เพราะอาจไม่รู้จักคน “หัวงอน” ก็อาจเป็นได้

ส่วนคำสำคัญอย่างคำว่า “หมาน้อย” นั้น แต่เดิมชาวบ้านเขาใช้ว่าคำว่า “ม้าน้อย” โดยคำว่า “ม้าน้อย” นั้น เป็นคำเรียก “หมา” อย่างล้อเลียน ซึ่งตรงกันข้ามกับ “ม้าใหญ่” ซึ่งคือม้าทั่วๆ ไป โดยเวลาใครที่อุตริกินเนื้อหมา ชาวบ้านก็จะพูดหลีกเลี่ยงไปว่ากิน “ม้าน้อย” เพื่อเลี่ยงคำว่าหมา เพราะชาวไทยทั่วๆไป ยังรับไม่ได้ที่คนจะกินเนื้อหมา คำว่า “หมาน้อย” ในเพลงนั้น ที่ถูกต้องจึงควรเป็น “ม้าน้อย” แม้ว่าความจริงจะหมายถึง “หมา” ก็ตาม ขณะที่การเรียก “หมา” ตรงๆ นั้นผิดกับเรียก “ม้าน้อย” ที่เป็นการ “เล่นคำ” อย่างใช้ภูมิปัญญา ไม่ใช่เรียกตรงๆ ทื่อๆ

อีกประการหนึ่ง เพราะว่าเดิมที เรื่องนี้มาจากถิ่นอีสานนั่นเอง คำว่า “ม้าน้อย” ในภาษากลาง หากจะออกเสียงอย่างชาวอีสานแท้ก็ต้องออกเสียงว่า “ม่าน้อย”

แต่หากมาคิดอีกที สำหรับคนภาคกลาง ผมว่า คำว่า “หมาน้อย“ ขำกว่า “ม้าน้อย“ อยู่มากทีเดียว

และจากอิทธิพลของเพลงผู้ใหญ่ลี ทำให้ นงไฉน ปริญญาธวัช หรือ กาญจนา นาคนันทน์ ประพันธ์ผลงานอันเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ อย่าง “ผู้ใหญ่ลีกับนางมา“ ออกมา ซึ่งบทประพันธ์ดังกล่าว ก็ถูกหยิบยกมาทำเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์แล้วหลายครั้ง และก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน

กาญจนา นาคนันทน์ กำหนดให้เนื้อเรื่องดำเนินไปในเขตภาคกลาง ซึ่งเป็นถิ่นที่บรรพบุรุษของท่านผู้เขียนได้มาตั้งรกราก แทนที่จะเป็นภาคอีสาน และให้ผู้ใหญ่ลี เป็นคนหนุ่มมีการศึกษา ไม่ใช่เป็นคนบ้านนอกและไม่มีความรู้ อย่างผู้ใหญ่ลีในบทเพลง

ผู้เขียนบอกว่า "ด้วยความประทับใจกับบรรยากาศแถบบ้านนอกของภาคกลาง ประกอบกับต่อมาเมื่อได้ฟังเพลง "ผู้ใหญ่ลี" เลยอยากเปลี่ยนบุคลิกผู้ใหญ่ลีเสียใหม่ จึงเริ่มแต่งนิยายเรื่องนี้ออกมาในปี 2506 และแต่งเสร็จในอีก 2 ปีต่อมา

ส่วนผู้ใหญ่ลีในชีวิตจริงของภาคนิยายนั้นเป็นครู โดยเป็นลูกของนางปุย และไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหรือทำนาแต่อย่างใด โดยครั้งหนึ่งนางปุยได้มาปรึกษาผู้เขียนเรื่องลูกชายจะไปเรียนต่อ แต่ไม่รู้จะให้เรียนสาขาไหนดี ผู้เขียนจึงแนะนำให้ไปเรียนด้านการเกษตร เพราะจะได้นำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนาที่ดินที่ไร่ของที่บ้านได้ แต่ลูกชายนางปุยไม่ชอบ เพราะเห็นว่าอาชีพชาวนาลำบากจึงไปเรียนวิชาครูแทน ผู้เขียนรู้สึกว่าขัดใจ ก็เลยตั้งใจว่าจะจับลูกชายนางปุยให้มาเป็นชาวนาให้ได้ (ในจินตนาการ )"

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1