ปอง ปรีดา - IsanGate : ประตูสู่อีสาน

foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
พี่น้องที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำใหญ่ โขง ชี มูล เตรียมตัวรับสถานการณ์น้ำท่วมเอ่อล้นขึ้นฝั่งนะครับ ขณะนี้พื้นที่ริมฝั่งโขงไล่มาจากหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ จนถึงอุบลราชธานี ต่างก็มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมเป็นบริเวณกว้างแล้วครับ ขอให้เตรียมขนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง อพยพสัตว์เลี้ยงต่างๆ ไปยังที่ปลอดภัย เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม หยูกยา ไฟฉาย และเรือพาหนะ ไว้ให้พร้อม เป็นห่วงพี่น้องสู่ผู้สู่คนเด้อครับ ขอให้ปลอดภัย...

Our Sponsor

adv200x300 1

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Visitors Counter

01955867
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2008
3923
2008
858045
94156
134237
1955867

Your IP: 54.224.220.72
2018-08-20 10:00
paya header

ju ju        ไผผู้เฮียนฮ่ำฮู้ วิชาปราชญ์ทางใด ก็ให้มีใจจด เผิ่งวิชาที่ตนฮู้

                 ## เรียนรู้ในศาสตร์ใดก็ให้กระจ่าง เพื่อเป็นทางสร้างชีวิตตน ##

mp3

ปอง ปรีดา

pong preeda smปอง ปรีดา เป็นนักร้องลูกทุ่งเสียงดี มีความพิเศษตรงที่ร้องเพลงเสียงสูงได้ดี เนื่องจากมีปอดที่ใหญ่ เขาเคยประกาศประโยคเด็ดว่า “กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง” นอกจากนั้นก็ยังนักแต่งเพลงฝีมือดีจากดินแดนที่ราบสูง เขาสร้างสรรค์ผลงานเพลงเอาไว้มากมาย และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักดินแดนบ้านเกิดอย่างยิ่ง เมื่อเป็นผู้ที่ร้องเพลงที่บอกเรื่องราวถึงแม่น้ำโขงเอาไว้มากที่สุดในประเทศไทย ปอง ปรีดา มีชื่อเสียงโด่งดังจากเพลง “สาวฝั่งโขง"

ปอง ปรีดา มีชื่อจริงว่า คำปัน ผิวขำ เกิดเมื่อปี 2475 ที่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาชั้น ม. 2 (ระบบเก่า) แผนกช่างไม้ โรงเรียนช่างไม้ขอนแก่น (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น) ซึ่งในระบบนี้ ระดับชั้นสูงสุดคือ ม. 3 ปอง ปรีดา ให้เหตุผลที่ไม่เรียนให้จบว่าขี้เกียจเรียน ขณะที่ลึกๆ อาจจะเป็นเพราะการอยากเป็นนักร้อง

ปอง ปรีดา ชื่นชอบเพลงของ สมยศ ทัศนพันธุ์ อย่างมาก และจะคอยจำเนื้อเพลงจากรถขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้าน หรือไม่ก็จากหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน นอกจากนั้นเขาก็ยังตระเวนร้องเพลงประกวดตามเวทีต่างๆ และก็กวาดรางวัลมาได้เสียมากมาย ด้วยความช่วยเหลือของเพลง “บทเรียนชีวิต” และ “เสน่ห์แม่นาง" ของสมยศ ทัศนพันธุ์

เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น ปอง ปรีดา หนุ่มรูปร่างผอมดำ ก็ตัดสินใจเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อตามหาฝันในการเป็นนักร้องของเขา ด้วยความช่วยเหลือของพนักงานไฟฟ้าที่มาที่หมู่บ้านเพื่อสำรวจติดตั้งไฟฟ้า เมื่อมาถึงกรุงเทพ พนักงานไฟฟ้าคนนั้นพา ปอง ปรีดา มาฝากที่วงสมยศ และวงอื่นๆ อีกหลายวง แต่ก็ถูกปฏิเสธเสียทั้งหมด จนผู้อุปการะต้องยอมโบกธงเลิกรา (บางตำราบอกว่าเขาเคยมาสมัครเป็นนักร้องวงดุริยางค์ทหารอากาศด้วย) และปอง ปรีดา ต้องไปขายแรงงานเป็นกรรมกรโรงเลื่อยที่ย่านเกียกกาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ และต่อมาเมื่อครูสุดใจ เจริญรัตน์ ครูมวยแห่งค่ายมวยเกศสงคราม เห็นแวว จึงชวนมาหัดชกมวย เขาหารายได้เสริม ด้วยการตระเวนชกมวยในเมืองหลวงและปริมณฑลในชื่อ “วิเชียร ศิษย์จำเนียร“ (บางตำราบอกว่า สิงห์น้อย เกศสงคราม) และมีสถิติการชก 25 ครั้ง ไม่เคยแพ้ใคร โดยครั้งแรกชนะน็อคที่บ้านแพน

pong preeda 02

แต่ ปอง ปรีดา มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องมากกว่านักมวย ในชีวิตยืนยันกับตัวเองเรื่อยมาว่า "กูเกิดมาเพื่อร้องเพลง" จึงตัดสินใจเลิกชก และตระเวนประกวดร้องเพลงต่อ ก่อนจะมาขออาศัยอยู่กับพระที่วัดบางอ้อ ต่อมาได้ไปเป็นคนงานส่วนโยธา กรมช่างอากาศบำรุง แถวบางซื่อ แต่ก็มักจะหลบงานเพื่อออกไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดแถวๆ นั้น และก็มักจะคว้ารางวัลมาเป็นประจำ หลังจากตระเวนประกวดอยู่ระยะหนึ่ง และกลับมามีความมั่นใจมากขึ้น ก็วานเพื่อนให้พาไปฝากกับ ครูนารถ ถาวรบุตร หัวหน้าวงดนตรีโรงงานยาสูบ ที่คลองเตย และก็มีโอกาสได้อยู่รับใช้ครู พร้อมกับติดตามไปกับวงดนตรี และได้ร้องเพลงเมื่อนักร้องขาด จนถึงขั้นได้ร้องเพลงออกอากาศที่กรมประชาสัมพันธ์ และก็ฝันที่จะได้เป็นนักร้องอัดแผ่น ระหว่างนั้น วิม อิทธิกุล และ สกล เรืองสุข ได้ร่วมกันแต่งเพลงเขมรพวงให้ร้องด้วย

แต่ไม่ถึง 2 ปีต่อมา เมื่อมารู้ความจริงว่า โรงงานยาสูบ ไม่มีนโยบายส่งเสริมให้นักร้องบันทึกเสียง ประกอบกับความไม่ชัดเจนในรายได้ ปอง ปรีดา จึงออกมา และมาที่โรงเรียนสหมิตรดนตรี ที่ครูดนตรีชื่อดังของเมืองไทยราว 50 คนได้ร่วมกันตั้งขึ้น โรงเรียนแห่งนี้เป็นแผนกหนึ่งของ บริษัท สหมิตรดนตรี จำกัด ที่ทำธุรกิจ ผลิตเพลง ทำแผ่นเสียง และขายเครื่องดนตรีเป็นหลัก แต่ ปอง ปรีดา ก็ถูกที่นี่ปฏิเสธ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในบรรดาครูเพลงเหล่านี้ เขาก็ทนหน้าด้าน หอบข้าวของมาอาศัยอยู่ที่โรงเรียน โดยเสนอตัวทำงานรับใช้ทุกอย่าง ด้วยความขยันขันแข็งเพื่อหวังสร้างความประทับใจ ขณะที่บางครั้งตัวเองก็ต้องอดข้าวอดน้ำ ถ้าไม่มีใครเมตตามอบข้าวน้ำให้

pong preeda 03

หลังจากทนอยู่ระยะหนึ่ง ครูนคร ถนอมทรัพย์ หรือ กุงกาดิน เกิดความสงสาร และเมื่อทดลองให้เขาร้องเพลงที่ร้องยาก ซึ่งเขาก็ทำได้ดี ครูจึงตัดสินใจนำเขาไปแนะนำกับ ครูมงคล อมาตยกุล และเอาไปฝากกับวง “ประเทืองทิพย์“ ของ ครูประเทือง บุญญประพันธ์ ซึ่ง ปอง ปรีดา อยู่รับใช้ครูประเทือง 2 ปี ก็มีโอกาสได้ร้องเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ สทร. ท่าราชวรดิษฐ์ ซึ่งครูประเทืองมีหมายการแสดงอยู่สัปดาห์ละครั้ง ขณะเดียวกันตามแผนปลุกปั้น ปอง ปรีดายังต้องคอยรับใช้ครูมงคลด้วย ซึ่งระหว่างนั้นครูนครก็แนะนำเรื่องการร้องเพลง เป่าแคน และการเลียนเสียงนกกา การเป่าใบไม้ เพื่อให้เขานำไปแสดงความสามารถให้ครูมงคลได้ชมถ้ามีโอกาส

ต่อมา ปอง ปรีดา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ส่งแผ่นเสียงที่ผลิตไปวางขายตามห้างแผ่นเสียง และเก็บเงินค่าแผ่นเสียง ต่อมาได้มีโอกาสเป่าแคน และทำเสียงเป่าปากในการบันทึกเสียงให้กับนักร้องหลายคน ที่ครูมงคลพามาบันทึกแผ่น รวมทั้งสุรพล สมบัติเจริญ และทูล ทองใจ ขณะเดียวกันครูนคร ก็แนะนำให้เขาลองแต่งเพลงด้วย ซึ่งเพลงแรกที่เขาแต่งได้สำเร็จคือเพลง “กลับอีสาน“ และเป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียง

แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่หมดสิ้น เพราะเพลงนี้นอกจากจะไม่ดังแล้ว ยังถูกทางการห้ามเปิด เพราะกระแสความตื่นกลัวเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสาน งานนี้ทั้งครูนคร และปอง ปรีดา ต่างก็ถูกครูมงคลดุเอาทั้งคู่

pong preeda 04

ต่อมาครูนครได้แนะนำให้เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยมีเนื้อหาชมความงามของผู้หญิง ตามแบบเพลง “เบิ่งโขง“ ของเฉลิมชัย ศรีฤๅชา ปอง ปรีดา ลองแต่งอีกครั้ง และได้ออกมาเป็นเพลง “สาวฝั่งโขง“ หลังได้รับการตรวจทานโดย ครูร้อยแก้ว รักไทย อยู่หลายครั้ง ครูมงคล ก็ตัดสินใจว่าจะลองดูกับลูกศิษย์คนนี้อีกสักครั้ง หลังจากที่ผิดหวังมาจากครั้งแรก แต่ในปี 2501 เพลงนี้ก็ได้พลิกชีวิตให้ปอง ปรีดา ได้ขึ้นมาโลดแล่นในวงการจวบจนชีวิตเข้าสู่วัยชรา และเพลง "สาวฝั่งโขง" ก็ได้รับรางวัลพระราชทาน จากงาน "กึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1" เมื่อปี พ.ศ. 2532

สำหรับชื่อ ปอง นั้น ครูมงคล เป็นคนตั้งให้ ส่วน ปรีดา นั้น สัมพันธ์ อูนากูล ตั้งให้

pong preeda 01

หลังจากเพลงดัง เขาก็ถูกบรรจุเข้าเป็นนักร้องรุ่นแรกๆ ของวงจุฬารัตน์ ที่ครูมงคลตั้งขึ้นในปี 2501 แทน วงลีลาศมงคล อมาตยกุล ขณะที่นักร้องคนอื่นๆ ก็มีครูนคร ที่ร้องเพลงสากล เบญจมินทร์ , ชัย อนุชิต ทูล ทองใจ และ พร ภิรมย์ ปอง ปรีดา ที่ผลิตเพลงดังอย่างเทพีเชียงใหม่ สาวอยู่บ้านใด๋ และสาวป่าซาง รวมทั้งเคยไปแสดงถึงประเทศลาวมาแล้ว อยู่กับวงจนถึงปี 2506 ก็ลาออกเพราะขัดแย้งกับเพื่อนในวง จากนั้นก็ไปอยู่กับวง “รวมดาวกระจาย” ของครูสำเนียง ม่วงทอง จนถึงปี 2511 ก็ลาออกเพราะมีปัญหากับคนในวง

จากนั้นในปี 2512 เขาก็กลับอีสาน และร่วมกับเพื่อนตั้งวง “ปอง ปรีดา“ ตระเวนรับงานแถวจังหวัดอุดรธานี แต่ก็เกิดปัญหาบางประการจนต้องยุบวงในปีเดียวกันนั้น ต่อมา ปอง ปรีดา ได้หันมาทำไร่ และปักหลักอยู่ที่ลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงตามงานต่างๆ ในระยะนี้มีผู้มาซื้อเพลงที่เขาแต่งด้วยเงินก้อนโต

2521 ศรชัย เมฆวิเชียร มาซื้อเพลง สาวฝั่งโขง และ สาวอยู่บ้านใด๋ ของเขาไปบันทึกเสียงใหม่จนโด่งดัง ซึ่งในการบันทึกเสียง ปอง ปรีดาก็ยังไปช่วยผิวปากให้ด้วย

pong preeda 05

จวบจนเข้าสู่วัยชรา ปอง ปรีดา ในวัยกว่า 70 ปี ก็ยังรับจ้างร้องเพลงอยู่ ปอง ปรีดา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 11.30 น ที่โรงพยาบาลชัยบาดาล ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1