foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
10 มิถุนายน 2541 คือวันแรกที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์นี้ในระหว่างรอชมพิธีเปิดฟุตบอลโลกในปีนั้น วันนี้ครบรอบ 20 ปีพอดี แม้จะไม่ตรงกับวันเปิดฟุตบอลโลกที่รัสเซีย แต่ก็ใกล้เคียงกันมากครับ เนื้อหาเริ่มต้นจากความคิดคำนึงว่า "ชาติกำเนิด" ตนเองเป็นฅนอีสาน เล่าเรื่องราวของท้องถิ่นตัวเอง จนมาถึงภาษา วัฒนธรรม การละเล่นรื่นเริง ตลอดจนอาหารการกินต่างๆ มานำเสนอเรื่อยมา หมดหรือยัง? ต้องบอกว่ายัง... ยังมีอีกมากที่เราจะนำเสนอต่อไป โปรดติดตาม...

Facebook Likebox

IsanGate Radio Online

radio online banner

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Visitors Counter

01820718
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2695
3808
26287
706341
93244
149473
1820718

Your IP: 54.166.228.35
2018-07-22 15:28

 

View     Stat
paya header

ju ju        คันได้กินลาบซิ้น  อย่าลืมแจ่วแพวผัก
 ได้กินพาเงินพาคำ  อย่าลืมกระเบียนฮ้าง

                 ## ได้กินพิซซ่าอย่าลืมส้มตำปลาแดก (ได้ดีอย่าลืมญาติพี่น้อง ชาติกำเนิดตน) ##

isan vocation

การปลูกปอ (ปอกระเจา ปอแก้ว)

การปลูกปอ ก็เป็นผลมาจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 - 2509 (ยุครัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) กล่าวคือ เมื่อมีแผนงานสร้างรายได้จากภาคเกษตร จึงมีการมองหาช่องทางว่าจะนำพืชชนิดใดมาให้เกษตรกรปลูก แล้วนำผลผลิตไปสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างไร ปอ จึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่ง ที่ชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือในราว พ.ศ. 2512 - 2518 นิยมกันมาก

ก่อนจะอ่านบทความต่อต้องสร้างบรรยากาศร่วม ด้วยการเปิดฟังเพลงนี้ไปด้วยครับ (เพลง ผู้ใหญ่ลี ต้นฉบับเดิม โดย ศักดิ์ศรี ศรีอักษร (ต้นฉบับเดิม พ.ศ.2504) คำร้อง/ทำนอง : พิพัฒน์ บริบูรณ์)

ในสมัยโน้นเกษตรกรทั่วไปรู้จักดีกับการทำนาตามฤดูกาล พอฝนมาก็เริ่มไถนา หว่านกล้า ปักดำ ไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยวขึ้นยุ้งฉาง จบไปอีกหนึ่งฤดู ข้าวที่ได้ก็มีพอได้กินตลอดทั้งปี  บางส่วนก็ัเลือกไว้ทำเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกฤดูกาลต่อไป บางส่วนที่เหลือก็นำไปแลกเกลือไว้ทำปลาแดก แลกผ้ามาทำเครื่องนุ่งห่ม  ที่เหลือเกินจึงนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินไว้ซื้อสิ่งของอื่นๆ พอมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจออกมา ทางราชการก็สั่งการผ่านผู้ใหญ่บ้านไปยังประชาชน ให้เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น โดยการเร่งบำรุงดินด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (หนี้แรกเริ่มมา) ทำนาอย่างเดียวไม่พอต้องทำอย่างอื่นด้วย ทั้งไร่ปอ ข้าวโพด มันสำปะหลัง เลี้ยงไก่ เป็ด และสุกร ตามเพลงนั่นแหละเพื่อเงิน เงิน เงิน

ploog por 1

ปอ ก็ถูกเลือกให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่ง เพราะปอเป็นพืชที่ปลูกไม่ยากเลย เพียงแต่หาพื้นที่ป่าละเมาะที่น้ำท่วมไม่ถึง (นาโคก) มาถางให้โล่ง ไถพรวนสักหน่อย พอเข้าเดือนเมษายนก็นำเมล็ดปอไปหยอดในหลุม (ที่ขุดด้วยจอบ หรือเสียม หรือไม้ปลายแหลม) หลุมละ 3 - 4 เมล็ด เกลี่ยดินมากลบ เหยียบให้แน่น พอสิ้นสงกรานต์เริ่มมีฝนโปรยลงมาบ้าง ปอก็เริ่มงอก ได้แดดดีๆ ความชื้นจากละอองฝนปอก็จะงดงามได้โดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยใดๆ มากนัก

พอช่วงพฤษภาคม - มิถุนายน ต้นปอสูงประมาณหัวเข่า เกษตรกรจะเริ่มดายหญ้า (ภาษาอีสานเรียก "เสียหญ้า" เสีย คือการทำลาย) ทางโคราชจะเรียก "ดายหุ่น" หรือ "ทำรุ่น" บางถิ่นเรียก "เอาหุ่น" ซึ่งก็คือการ "ดายหญ้า" ในภาคกลางนั่นเอง เพื่อไม่ให้หญ้าแย่งอาหารจากต้นปอนั่นเอง ศัตรูพืชพวกแมลงก็ไม่มี จะมีและต้องระวังคือ วัว ควาย นั่นเอง ที่อาจจะมากินป่าปอราบพนาสูญได้

ploog por 3

แล้วก็ถึงฤดูลงทำนาเราก็จะทิ้งป่าปอไว้ ไปจัดการเรื่องปักดำนาให้เสร็จสิ้น พอสิ้นฝนประมาณต้นตุลาคม - พฤศจิกายน ก็ได้เวลาของการตัดปอแล้ว ต้นปอที่แก่แล้วจะมีลำต้นขนาดสูง 2.5 - 3 เมตร เปลือกหุ้มต้นจะหนา การตัดก็เพียงใช้มีดอีโต้คมๆ ฟันฉับเฉียงๆ ที่โคนต้น แล้วรวบรวมมามัดรวมกัน มัดหนึ่งๆ จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 - 12 นิ้ว นำมากองรวมกันไว้ (ปกติการตัดปอจะไม่นิยมการลงแขก แต่จะเป็นการจ้างแรงงานเพื่อกระจายรายได้ในหมู่บ้าน ครัวเรือนใดมีแรงคนมากก็ไม่ต้องจ้าง)

จากนั้นก็จะทำการขนย้ายมัดลำปอไปแช่น้ำในแหล่งน้ำหัวไร่ปลายนา หรือที่สาธารณะ เช่น ลำคลองข้างถนนหนทาง เป็นต้น (แต่จะไม่แช่ในหนองน้ำสาธารณะที่เป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค) โดยปกติลำปอจะมีเนื้อไม้ที่เบา ไม่จมน้ำ การนำมัดลำปอไปแช่จึงต้องใช้ขอนไม้ที่มีน้ำหนักมากทับลำปอให้จม หรืออาจใช้ก้อนหิน ดินโคลนถ่วงน้ำหนักเพิ่ม แช่ไว้ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ ตัวเยื่อเปลือกของต้นปอจะเปื่อยยุ่ย เหลือแต่เส้นใยปอที่เหนียวนุ่ม แข็งแรง การแช่ปอนี้เมื่อเกิดการเน่าเปื่อยของเปลือกลำปอ ก็จะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว สามารถสัมผัสกลิ่นได้ไกลกว่าระยะ 50 เมตรทีเดียว

ploog por 4

ขั้นตอนต่อไปที่สุดคลาสสิกมากคือ "การลอกปอ" เพราะผู้ทำงานนี้จะได้รับทั้งวิตามินดีจากแสงแดดเต็มๆ และกลิ่นเหม็นรุนแรงจากมัดลำปอนั่นเอง ผู้เขียนเองก็เคยผ่านมาแล้ว จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะพ่อกับแม่จะให้รางวัลชุดนักเรียนใหม่เมื่อขายปอได้ หรือชุดเอาบุญ (ใส่เที่ยว) ใหม่ด้วยถ้าขายได้เงินเยอะ แต่ละคนก็จะหาทำเลเหมาะๆ ริมฝั่งน้ำที่สะดวกในการดึงมัดลำปอขึ้นมาบนฝั่ง ตัดเชือกมัดหัว กลาง ท้ายมัด ให้ขาด จากนั้นหยิบลำปอขึ้นมาสัก 3 - 4 ลำต้น ใช้เล็บมือจิกดึงเอาใยปอออกมารวมกัน แล้วดึงจากโคนต้นไปยังปลาย นำเอาใยปอมาวางเรียงกันไว้ แยกเอาลำปอเปล่าๆ ทิ้งไปอีกด้าน

ploog por 2

เมื่อได้ใยปอมากพอประมาณก่อนที่เปลือกปอจะแห้ง ก็จะหอบนำไปบริเวณน้ำที่สะอาด ทำการตีกับพื้นน้ำให้เยื่อเปลือกหลุดออกมาจนได้เส้นใยที่ใสสะอาด นำไปตากแดดให้แห้งต่อไป กว่าจะได้เส้นใยปอที่ดีมีราคาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องขยันอดทน ทำงานละเอียดทีเดียว ใจร้อนการลอกปอก็จะหลุด ขาดเป็นช่วงๆ ได้เส้นใยไม่ยาว หรือใจเย็นจนปล่อยให้เปลือกปอแห้งตอนเอาไปล้างก็จะไม่สะอาด ทำงานซ้ำซ้อนอีกหลายรอบ รวมทั้งการได้กลิ่นเหม็นติดตัว เสื้อผ้า หน้าผม สมัยนั้นยังไม่รู้จักการใช้ผ้าปิดปาก จมูก หรือถุงมือดอกครับ ที่ทนทำก็เพื่อเงินล้วนๆ

ความบันเทิงที่มีในการลอกปอก็จะได้จากการฟังวิทยุทรานซิสเตอร์ เพลงลูกทุ่ง หมอลำ หรือละครวิทยุ หมู่บ้านไหนมีคนเชี่ยวชาญทางร้อง ทางลำก็จะขับร้องกลอนลำ กลอนสอย กลอนเพอะ (เรื่องทางเพศ) สนุกสนานกันไปทั้งวัน ค่าจ้างลอกปอในสมัยนั้นผู้เขียนเคยได้มัดละ 6 สลึง ถึง 2 บาท คนที่เก่งๆ ก็จะได้รับค่าจ้างวันละ 20 - 30 บาททีเดียว

ploog por 5

เมื่อตากปอจนแห้งแล้วก็จะนำมามัดเป็นโค่น (ม้วนใหญ่) น้ำหนักประมาณโค่นละ 100 - 150 กิโลกรรม นำส่งขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อถึงบ้าน ใยปอจะถูกส่งไปเข้าโรงงานทอกระสอบ สมัยนั้นจะอยู่ที่แถวอำเภอสีคิ้ว สูงเนิน เมืองโคราชโน่น กลายมาเป็นกระสอบป่านใส่ข้าวเปลือก ข้าวสารดังที่เห็นนั่นแล

ความเหม็นของการแช่ปอ ลอกปอ เสื้อผ้า เส้นผม ไปจนถึงโรงเรียน บรรดาเพื่อนๆ ก็จะทำหน้าเหยเกแหย่เพื่อนๆ ว่า ตัวเหม็น แต่ก็ไม่โกรธกัน คุณครูก็ไม่ดุว่าอะไร กลับยกย่องเสียอีกว่า "มีความขยันช่วยงานทางบ้าน รู้จักหาเงินมาใช้จ่ายช่วยครอบรัว เป็นตัวอย่างที่ดี" แต่ควรอาบน้ำ สระผมให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้สะอาดตากแดดจัดๆ ให้แห้งจะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นติดตัว

ploog por 6

นอกจากนั้น น้ำแช่ปอที่มีกลิ่นเหม็นนั้นยังส่งผ่านไปยังสัตว์น้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำนั้นด้วย พอน้ำแห้งขอดพวกเราชาวบ้านก็จะไปหา "ปลาข้อน" คือ ปลาที่รวมกันอยู่บริเวณน้ำลดใกล้จะแห้ง (ภาษากลาง ปลาตกคลัก) ปลาที่อึด ทน อย่างพวก ปลาดุก ปลาเข็ง (หมอ) ปลาค่อ (ช่อน) ปลาหลด ก็จะรวมกันอยู่เราก็เอาสวิงไปช้อนเอามาล้างน้ำ ทำอาหารกินกัน (แม้กลิ่นของน้ำแช่ปอในตัวปลาจะยังมีอยู่) การจะให้กลิ่นเน่าของลำปอหายคงต้องเอาปลาไปแช่น้ำเลี้ยงในกระชังน้ำไหลผ่านเยอะๆ สักเดือน สองเดือนโน่นแหละกลิ่นถึงจะลดลงได้

วันนี้ การปลูกปอ เป็นอดีตไปแล้ว คือมีการปลูกน้อยลงในบางพื้นที่ เดินทางผ่านไปหลายๆ ที่ตามถนนหนทางก็ไม่ค่อยจะเห็นการแช่ปอ ลอกปออีกแล้วครับ ความรู้เรื่องการปลูกปอสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนไทย โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

pla kon
หาปลาข้อนกันยามแล้ง

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250