foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
10 มิถุนายน 2541 คือวันแรกที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์นี้ในระหว่างรอชมพิธีเปิดฟุตบอลโลกในปีนั้น วันนี้ครบรอบ 20 ปีพอดี แม้จะไม่ตรงกับวันเปิดฟุตบอลโลกที่รัสเซีย แต่ก็ใกล้เคียงกันมากครับ เนื้อหาเริ่มต้นจากความคิดคำนึงว่า "ชาติกำเนิด" ตนเองเป็นฅนอีสาน เล่าเรื่องราวของท้องถิ่นตัวเอง จนมาถึงภาษา วัฒนธรรม การละเล่นรื่นเริง ตลอดจนอาหารการกินต่างๆ มานำเสนอเรื่อยมา หมดหรือยัง? ต้องบอกว่ายัง... ยังมีอีกมากที่เราจะนำเสนอต่อไป โปรดติดตาม...

Facebook Likebox

fb like isangate

IsanGate Radio Online

radio online banner

Administrator

mail webmaster

paya header

ju juไฟไหม้ป่าจั่งเห็นหน้าหนู น้ำท่วมฮูจั่งเห็นจิหล่อ

## ไม่ถึงเวลาเลือกตั้ง ก็จะไม่เห็นหน้านักการ(กิน)เมือง ##

attalak isan

เชี่ยนหมาก

chian mak 06เชี่ยนหมาก หรือ ขันหมาก ของภาคอีสานมีเอกลักษณ์โดดเด่นจากภาคอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ไม่พียงแต่ใช้เป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนและไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แต่ยังสื่อความหมายเชิงวัฒนธรรม กล่าวคือ แสดงถึงความสามารถในเชิงช่างฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ของชายชาวอีสาน หากประดิษฐ์เชี่ยนหมากได้งดงามจะได้รับการยกย่อง ทำนองเดียวกับฝ่ายหญิงที่มีฝีมือในการทอผ้า

มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม มีช่างไม้คนหนึ่งมีความพึงใจในลูกสาวหมอยากลางบ้าน จึงทำเชี่ยนหมากอย่างสุดฝีมือเพื่อเป็นของกำนัลในการสู่ขอ เชี่ยนหมากดังกล่าวมีความงดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน ในที่สุดช่างไม้ก็ได้แต่งงานสมตามความปรารถนา เรื่องราวดังกล่าวเป็นที่ประทับใจจนกลายเป็นธรรมเนียมที่ฝ่ายชายนิยมทำเชี่ยนหมากเอง เพื่อมอบให้แก่สาวผู้เป็นที่รักหรือคู่หมั้นหมายของตนเอง อันเป็นการแสดงถึงฐานะและถือเป็นการให้เกียรติต่อฝ่ายหญิงด้วย ต่อมาในภายหลังจึงมีการจ้างทำเชี่ยนหมากเกิดขึ้น

ลักษณะเชี่ยนหมากอีสานเป็นกล่องไม้ไม่พบในภูมิภาคอื่น อาจเนื่องมาจากช่างส่วนใหญ่มีความถนัดเชิงช่างด้านการทำเครื่องไม้มากกว่าวัสดุอื่นๆ อีกทั้งยังหาไม้ในท้องถิ่นได้ง่าย ราคาถูก และมีความทนทานสูง ไม้ที่ใช้มักมีขนาดความกว้างใกล้เคียงกับขนาดของฝาบ้าน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเชี่ยนหมากจะทำด้วยไม้แทบทั้งสิ้น มักใช้ไม้มงคลในท้องถิ่น เช่น ไม้ยอป่า รวมถึงไม้อื่นๆ อาทิ ไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้จำปา ไม้โมกมัน ไม้กะบาก ไม้เนื้อแข็งเพื่อความทนทาน เช่น ไม้มะค่า ไม้มะเกลือ ไม้ประดู่ ไม้จิก เป็นต้น

chian mak 07

แม้ว่าเชี่ยนหมากไม้พื้นบ้านอีสานส่วนใหญ่จะมีรูปทรงที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันตรงที่ความประณีตและการตกแต่งลวดลาย สามารถบ่งบอกฐานะของเจ้าของได้ คือ เชี่ยนหมากของชาวบ้านทั่วไปมักทำด้วยฝีมือที่ไม่ประณีตมากนัก เพราะมุ่งที่การใช้สอยเป็นสำคัญ ตรงกันข้ามกับเชี่ยนหมากของผู้มีสถานภาพทางสังคมสูงอย่างคหบดี หรือเสนาบดี ก็มักจะมีความประณีตวิจิตรงดงามกว่าของชาวบ้านทั่วไป เช่น มีการลงรักและเขียนลายทองเพิ่มเติม เป็นต้น

ส่วนประกอบของเชี่ยนหมาก

ส่วนประกอบของเชี่ยนหมากแบ่งได้เป็น 4 ส่วนได้แก่

1. ปาก หรือ ส่วนบนสุด มักแบ่งเป็น 3 ช่อง มากหรือน้อยกว่านี้ก็มี ด้านบนของช่องกั้นส่วนมากจะมีความโค้ง และบางตัวมีกระดูกงูหรือคิ้วไม้ หรือกระดูกสัตว์เดินบนขอบปากเพื่อความงามและความทนทาน

2. ลำตัว มักเป็นจุดเด่นในการแสดงลวดลาย เป็นแผ่นไม้สูงประมาณ 12 เซนติเมตร อาจแกะลายเหมือนกันทั้งสี่ด้าน หรืออาจแตกต่างกันในแต่ละด้าน

3. ส่วนเอว คือ ส่วนที่เชื่อมส่วนลำตัวและส่วนขา โดยมากส่วนเอวนี้จะไม่มีการตกแต่ง พบว่าบางตัวมีการใส่คิ้วเดินรอบ และบางตัวมีการเจาะช่องใส่ลิ้นชักด้วย

4. ส่วนขา มีการเจาะเป็นช่อง ฉลุเป็นรูปขาหรือแค่สลักลายเป็นรูปขาเท่านั้น

chian mak 08

รูปแบบของเชี่ยนหมากอีสานมี 2 แบบ คือ ทรงกล่องสี่เหลี่ยม และทรงคางหมูหรือทรงแอวขันปากพาน พบว่า ช่างนิยมทำทรงกล่องสี่เหลี่ยมมากกว่าทรงแอวขันปากพาน มีขนาดเฉลี่ย 25 x 25 x 20 เซนติเมตร ขณะที่ทรงกล่องสี่เหลี่ยมมีขนาดเฉลี่ยที่ 22 x 22 x 21 เซนติเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับวัฒนธรรมการนั่งพื้น ด้านนอกมักทาสีดำหรือทาผิวไม้ด้วยน้ำมันให้มีสีเข้ม แล้วแกะเป็นลายขิดหรือลายอื่นๆ อาจพบการระบายสีตกแต่งเพิ่มเติมด้วย

ลวดลายที่พบบนเชี่ยนหมากส่วนมากมักเป็นลายที่แกะเป็นเส้นลายรขาคณิต เช่น ลายฟันปลา สามเหลี่ยม เส้นกากบาท ข้าวหลามตัด เส้นทแยง รองลงมา คือ ลายประแจจีน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เครื่องหมายสวัสดิกะ อันมีความหมายแสดงถึงความเป็นอยู่ที่ดี ลายก้านขดหรือลายขอ ซ่อนอยู่ในลายเส้นสานไขว้กันคล้ายเครื่องจักสาน ส่วนลายอื่นๆ ที่นิยมสลักได้แก่ ลายดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังพบลายเส้นอิสระคล้ายฮูปแต้มอีกด้วย หากต้องการให้ลายมีความชัดเจน จะถมลายด้วยปูนขาวผสมยางไม้ ถมลงในช่องที่แกะไว้ ปูนขาวจะช่วยให้เห็นลวดลายชัดเจนยิ่งขึ้น

chian mak 09

สีที่พบบนตัวเชี่ยนหมากส่วนมากเป็นสีดำที่ทำจากรักน้ำเกลี้ยง พบสีอื่นๆ บ้าง หรือไม่ก็ไม่ทาสีเลย ส่วนสีของลวดลายมักใช้สีที่ตัดกับสีดำ ที่นิยมมากที่สุดคือ สีขาว รองลงมา คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีน้ำเงินตามลำดับ

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงรูปธรรม

เชี่ยนหมากสะท้อนถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตของชาวอีสาน เป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านมีรูปแบบลอยตัว แกะสลักบนไม้มงคล ไม้เนื้อแข็ง และไม้เนื้ออ่อน มีการร่างแบบลงบนไม้และฉลุ เจาะรู เป็นส่วนๆ แล้วจึงนำมาประกอบกัน ลวดลายส่วนใหญ่เป็นลายเรขาคณิต มีการจัดองค์ประกอบแบบสมมาตร การจัดเรียงและตกแต่งลวดลาย เช่น ลายฟันปลา สามเหลี่ยม เส้นกากบาท ข้าวหลามตัด เส้นทแยง ลายประแจจีน ลายสวัสดิกะ ลายก้านขดหรือลายขอ ส่วนลายอื่นๆ ที่นิยม เช่น ลายดอกไม้ ซึ่งเกิดจากจินตนาการในพืชพรรณสิ่งแวดล้อของชาวอีสาน

chian mak 10

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงนามธรรม

รูปทรง ลวดลาย ตลอดจนวัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชี่ยนหมากไม้มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ที่ไม่พบในภูมิภาคอื่นของประเทศ มีลวดลายประดับด้านบน เป็นลายเรขาคณิตคล้ายลายที่ปรากฏบนเครื่องจักสานหรือคล้ายผ้าทอ บางชิ้นมีการแกะลายพร้อมการระบายสี บางชิ้นไม่ทาสี ส่วนฐานหรือด้านล่างมักออกแบบเป็นขา มีความคล้ายคลึงกับตู้พระธรรมและหีบที่ใช้กันโดยทั่วไปในภาคอีสาน คล้ายกับรังผึ้งที่ประดับอยู่ใต้จั่วของโบสถ์ และคล้ายกับแอวขันซึ่งเป็นฐานของโบสถ์และพระธาตุอีกด้วย

เชี่ยนหมากยังสามารถสื่อความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ กล่าวคือ แสดงออกถึงฐานะทางสังคมของเจ้าครองที่ครอบครอง แสดงออกถึงความรักที่ผู้ทำเชี่ยนหมากมอบให้คนรัก แสดงออกถึงน้ำใจไมตรียามมีแขกมาเยี่ยมเยียน เป็นต้น

redline

backled1

 

attalak isan

ผ้าทออีสาน

วัฒนธรรมการทอผ้าผูกพันกับชาวอีสานมาอย่างยาวนาน จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีทำให้ทราบว่า มีการทอผ้าใช้ในภาคอีสานตั้งแต่ช่วงต้นของยุคโลหะหรือประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว การทอผ้าถือเป็นชีวิตของหญิงชาวอีสานที่ทอไว้ใช้ในครัวเรือนมาแต่อดีต โดยถือว่าเป็นงานจำเป็นของผู้หญิงอีสานที่ต้องเรียนรู้และปฏิบัติให้ชำนาญ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวันและใช้ในพิธีการทางศาสนา และเป็นเครื่องบ่งบอกว่าผู้หญิงคนนั้นมีความเหมาะสม มีคุณสมบัติความพร้อมที่จะสามารถออกเรือนได้

ยามว่างจากงานในนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน ”

pa tor isan 01

วัฒนธรรมการทอผ้าของชาวอีสาน ได้รับอิทธิพลมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนจากหลายพื้นที่ เข้ามาอาศัยอยู่ในภูมิภาคอีสานปัจจุบัน แต่ละกลุ่มชนจะมีลักษณะและลวดลาย กรรมวิธีการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยในอีสานเหนือเป็นแหล่งทอผ้าฝ้าย ได้แก่ ผ้าขิด อีสานกลางเป็นแหล่งทอผ้าไหม ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าหางกระรอก เป็นต้น ทางตะวันออกที่เป็นชาวผู้ไท ทอผ้าไหมแพรวา ที่ทอด้วยเทคนิคจกและขิด อีสานใต้ทอผ้าไหมมัดหมี่ เส้นพุ่งตามแบบเขมร เป็นต้น

ปัจจุบัน ผ้าทอกลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของอีสาน ที่ถูกผลิตเพื่อการค้าเป็นอาชีพเสริมจากการทำนา ถึงแม้รูปแบบผ้าจะถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการใช้งานและตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีรากเหง้ามาจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ก่อให้เกิดความแตกต่างกันของรูปแบบและวิธีการผลิตผ้าในแต่ละท้องถิ่น

ประเภทของผ้าอีสานแบ่งตามเทคนิคการผลิต

1. ผ้าขิด เกิดจากการใช้ด้ายพุ่งพิเศษเพื่อใส่สีและลวดลายต่างจากสีพื้น โดยใช้ไม้ค้ำสำหรับทอลายขัดเรียกว่า "การเก็บขิด" มีหน้าที่ยกด้ายเส้นยืนให้สลับกันเป็นลวดลาย โดยลวดลายขิดมีลักษณะเหมือนกันตลอดหน้าผ้า ผ้าขิดมีความสัมพันธ์กับความเชื่อ ประเพณีท้องถิ่นจากลวดลายประกอบกับกรรมวิธีผลิต มีวิธีการที่ซับซ้อน ใช้ความพยายามและความอดทนในการทอให้เป็นผืนผ้า จึงถือว่าผ้าขิดเป็นของสูง ไม่นิยมใช้ผ้าขิดเป็นผ้านุ่งที่ต่ำกว่าเอว

pa tor isan 02

2. ผ้ามัดหมี่ เป็นการสร้างลวดลายโดยวิธีย้อมสี โดยออกแบบลวดลายก่อนย้อมสีด้วยเส้นพุ่งเตรียมลายกรอบไม้หน้ากว้างเท่ากับหน้ากว้างผ้า ออกแบบโดยใช้เชือกมัดส่วนที่ไม่ต้องการสีไว้ แล้วนำมาย้อมสีก่อนนำมาทอ ลายผ้าของชาวผู้ไทมักทำเป็นลายหยักแหลมหรือเป็นลายคมๆ เหมือนฟันปลา เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "หมี่กาบ" ได้แก่ลายกาบหลวง ลายตุ้ม ลายตุ่มมะจีบ ลายนาค และลายปราสาท เป็นต้น

pa tor isan 03

3. ผ้าไหมแพรวา แต่เดิมหมายถึง ผ้าไหมที่มีความยาวขนาด 1 วา ชาวกาฬสินธุ์นิยมใช้เป็นผ้าสไบ ผ้าโพกหัว หรือผ้าพันคอ เฉพาะในโอกาสสำคัญเท่านั้น ซึ่งอาจจะแสดงถึงฐานะทางสังคมในแง่การมีผ้าสวยงาม มีคุณค่าเป็นสมบัติติดกาย เฉพาะผ้าแพรวาของชาวภูไทในจังหวัดกาฬสินธุ์นั้นมีลวดลายวิจิตรงดงาม ต้องใช้ความสามารถและเวลาในการทอมาก ด้วยเป็นลายผสมระหว่างลายขิดและลายจก บางผืนอาจต้องใช้เวลาทอมากกว่า 3 เดือน เช่น ลายนาค ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกาฬสินธุ์มีความวิจิตรงดงามมากและละเอียดกว่าลายอื่นๆ

pa tor isan 04

4. ผ้ายก (ผ้าไหมยกทอง จังหวัดสุรินทร์) เกิดจากการรวมกลุ่มนักออกแบบโดยการนำของ อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย ซึ่งนำความรู้จากการออกแบบลวดลายไทยและลายชั้นสูงแบบราชสำนักโบราณ เมื่อครั้งศึกษาที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษา วิทยาเขตพาะช่าง มาประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าแบบพื้นเมือง รวบรวมชาวบ้านท่าสว่างมาทอผ้ายามว่างจากการทำไร่ไถนา จัดตั้งกลุ่มทอผ้ายกทอง "จันทร์โสมา" งานที่สร้างชื่อสียงคือ การทอผ้ายกทองทูลเกล้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รวมถึงการทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำ 21 ประเทศ และผ้าคลุมไหล่ภริยาผู้นำที่เข้าร่วมประชุม APEC 2003

pa tor isan 05

5. ผ้าย้อมคราม ครามเป็นวัสดุย้อมสีเส้นใยผ้าทั้งฝ้ายและไหมที่ได้จากต้นครามธรรมชาติ มีกลิ่นหอมเฉพาะตน สีครามที่ได้จากธรรมชาติเป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ นำมาเปลี่ยนคุณสมบัติให้เป็นสีที่ละลายน้ำได้ตามกรรมวิธีโบราณ โดยไม่ใช้สารเคมีแล้วทำการย้อมเย็นโดยการจุ่มลงในหม้อคราม แล้วผ่านออกซิเจนเปลี่ยนคุณสมบัติกลับคืนเป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ จุ่มลงย้อมหลายๆ ครั้งจนกว่าจะได้โทนสีเข้มตามต้องการ นิยมใช้ย้อมฝ้ายและทอด้วยทคนิคมัดหมี่และขิด ลวดลายบนผืนผ้าแสดงถึงวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรม

pa tor isan 06

ลายผ้าอีสาน

ลักษณะเด่นของผ้าอีสาน ได้แก่ ลวดลายบนผืนผ้า ลายผ้าอีสานตามที่ได้ทอกันมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิมในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ มีลวดลายที่คล้ายคลึงกันในแต่ละเทคนิค มีแม่ลายที่ใกล้เคียงกันที่เกิดจากเทคนิคหลักดั้งเดิม ได้แก่ ขิดและมัดหมี่ ส่วนการยกทองป็นผ้าที่กิดขึ้นในภายหลัง โดยมีรูปแบบลายจากภาคกลางและราชสำนัก อย่างไรก็ตามสามารถแบ่งลวดลายได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

  • ลายสัตว์ เช่น ลายนาค ลายนาคเชิงเทียน ลายนาคสองหัว ลายนาคสองแขน ลายนาคเกี้ยว ลายอึ่ง เป็นต้น
  • ลายพันธุ์ไม้ เช่น ลายดอกแก้ว ลายขอ ลายบัวคำ ลายขอไต่เครืออุ้มแบด ลายขอพระเทพ เป็นต้น
  • ลายสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ลายโคมเก้า ลายกงเก้าหมากจับ ลายนกเชิงเทียน ลายจี้เพชร ลายกง ลายอัก เป็นต้น
  • ลายจากความเชื่อ ความศรัทธา และจินตนาการ เช่น ลายร้อยดวงใจ ลายใบเสมา ลายหัวใจ ลายปราสาท ลายหมากเบ็ง เป็นต้น

pa tor isan 07

ลักษระเด่นและคุณค่าเชิงรูปธรรม

ลายผ้าอีสาน มีลักษณะเป็นลวดลายกราฟิกเรขาคณิต ซึ่งเกิดจากวิธีการทอที่เกิดจากการขัดกันของเส้นพุ่งและเส้นยืน โดยมีรูปแบบลวดลายเกิดจากจินตนาการของผู้ทอ ในการประยุกต์จากสิ่งรอบตัว ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ ได้แก่ สัตว์ พันธุ์ไม้ สิ่งของเครื่องใช้ ความเชื่อและศาสนา ใช้ทคนิคการทอแบบต่างๆ ทั้งการก็บขิดและมัดหมี่ซึ่งเป็นเทคนิคหลักที่ใช้ โดยวัสดุที่ใช้แต่ดั้งดิมมี 2 ชนิด คือ ไหม ที่ให้ผิวสัมผัสเงามัน และฝ้าย ที่ให้ผิวสัมผัสด้านหรือเป็นลายนูนที่เกิดจากการเพิ่มเส้นพุ่งของการขิด การใช้สีแต่ดั้งเดิมมาจากการย้อมสีธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ แก่นไม้ เมล็ด ดอก หรือจากสัตว์ ได้แก่ ครั่ง จึงมีสีหลักเป็นโทนธรรมชาติ เช่น สีครามจากต้นคราม สีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากต้นเข สีดำจากมะเกลือ เป็นต้น

ลักษระเด่นและคุณค่าเชิงนามธรรม 

ผ้าอีสานมีความสัมพันธ์กับประเพณี ความเชื่อในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่ใช้ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ผ้าผูกเปล ผ้าห่ม เสื้อผ้า ผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น การทอดกฐิน การแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ใช้ห่อคัมภีร์ใบลาน ผ้าคุมหัวนาคในงานบวช ผ้าคลุมศพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังถือว่า การทอผ้าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงอีสานที่ใช้เวลาว่างจากการทำนาและการเก็บเกี่ยว มาทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือนหรือทอผ้าเอาไว้ใช้ในงานประเพณีต่างๆ เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความพร้อมของหญิงสาวในการออกเรือน เพราะต้องใช้ความพยายามและความอดทนเป็นอย่างมาก จึงจะสามารถทอให้เป็นผืนผ้าได้

[ อ่านความรู้เพิ่มเติม : คุณค่าผ้าทออีสาน | ผ้ากาบบัวเมืองอุบล | การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ]

redline

backled1

 

attalak isan

ฮูปแต้ม

ฮูปแต้ม หรือ จิตรกรรมฝาผนัง ที่เกิดจากศรัทธาอย่างแรงกล้าของ "ช่างแต้ม" ที่มีต่อพระพุทธศาสนา มีอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังในภูมิภาคอื่นๆ นิยมถ่ายทอดเรื่องราวจากวรรณกรรมทางศาสนา เช่น พุทธประวัติ พระมาลัย ไตรภูมิ อรรถกถาชาดก ปริศนาธรรม และวรรณกรรมท้องถิ่น เช่น สินไซ การเกด พะลัก-พะลาม แต่ที่นิยมนำมาเขียนเป็นฮูปแต้ม ได้แก่ พระมาลัย พระเวสสันดร และสินไซ

hoob tam wat pokam 01

นอจากนั้น ช่างแต้มอีสานยังเขียน "ภาพกาก" ที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวอีสาน เหล่านี้ได้กลายเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สังคมของชาวอีสานได้อย่างดี ภาพจิตรกรรมอีสานเป็นศิลปะพื้นบ้านที่มีคุณค่า เป็นศิลปะที่แสดงออกอย่างซื่อๆ ไร้มายา และเป็นศิลปะสะท้อนความจริงที่มีจิตวิญญาณความเป็นคนอีสานอยู่อย่างสมบูรณ์

hoob tam wat khonkaen 02

สิ่งที่เด่นชัดในฮูปแต้ม ที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบ คือ ภาพที่ประกอบไปด้วย รูปร่าง เส้น และสี โดยจำแนกเป็นกลุ่มได้  ดังนี้

1. กลุ่มภาพมนุษย์และอมนุษย์

ภาพมนุษย์หรือภาพคน ส่วนใหญ่เป็นภาพด้านข้างไม่มีแสงเงา มีเพียงเส้น รูปร่างและสี ประกอบด้วยตัวพระ ตัวนาง รูปตำรวจ ทหาร ชาวต่างชาติและชาวบ้านอีสาน ลักษณะท่าทางเป็นกิจกรรมในวิถีชีวิตประจำวันและกิจกรรมทางศาสนา ส่วนภาพอมนุษย์เป็นภาพครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ในป่าหิมพานต์ รวมถึงภาพตัวร้ายในเรื่อง เช่น ยักษ์กุมภัณฑ์ ชูชก เป็นต้น

hoob tam wat manoot 03

2. กลุ่มภาพสัตว์

มีมากมายหลายชนิด ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก ซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติและมีสัตว์ที่เกิดจากการจินตนาการหรือเป็นสัตว์ในวรรณกรรม เช่น คชสีห์ สิงห์ มอม พญานาค การเขียนภาพสัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการขียนด้านข้าง แต่จะพบการเขียนด้านหน้าด้วยเช่นกัน ลักษณะอารมณ์ของสัตว์เหล่านี้มักเป็นแบบน่ารัก น่าชัง บางตัวดูตลก เป็นการสร้างความสนุกสนานในการชมฮูปแต้ม

hoob tam wat animal 04

3. กลุ่มภาพสิ่งของ

สิ่งของต่างๆ ประกอบด้วยหมวดเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หมวดสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา หมวดเครื่องดนตรี รวมถึงหมวดเครื่องแต่งกาย

4. กลุ่มภาพสถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรม ประกอบด้วยธาตุ ธาตุบุคคลสำคัญ บ้านเรือน ปราสาทบนสวรรค์ ธรรมาสน์ เถียงนา ศาลา เป็นต้น ลักษณะการเขียนภาพสถาปัตยกรรมมีทั้งเขียนเป็นรูปด้านหน้าหรือด้านข้าง และวาดในลักษณะ 3 มิติ ประกอบด้วยด้านบน ด้านหน้า และด้านข้าง (Isometric)

hoob tam wat arkan 05

5. กลุ่มภาพธรรมชาติ

ภาพธรรมชาติที่นิยมเขียนในกลุ่มนี้ ได้แก่ ต้นไม้กับโขดหิน ภาพต้นไม้ในฮูปแต้มมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการเขียนลำต้นโค้งเป็นธรรมชาติ นิยมตัดเส้นใบ ส่วนโขดหินเขียนด้วยเส้นโค้งซ้อนและต่อนื่องกัน ระบายสีแถบใหญ่ด้านใต้ขนานกับเส้นโค้งนั้นด้วยสีส้มหรือสีน้ำตาล คล้ายงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสต์

hoob tam hin tonmai 06

กรรมวิธีและวัสดุในการเขียนฮูปแต้ม

การจัดเตรียมวัสดุในการเขียนฮูปแต้มและเทคนิคการทำผนังสิม มีความสำคัญและส่งผลต่อฮูปแต้มเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ต้องทำผนังให้เหมาะสมต่อการเขียนฮูปแต้ม โดยการทำปูนฉาบผนังด้วยสูตรที่ผสมเป็นพิเศษ หรือ "ชะทาย" เป็นส่วนผสมของเปลือกหอยนำมาเผา แล้วนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับกาวเปลือกยางบงและเครือเขาคำ และผสมกับทรายละเอียด บางสูตรอาจนำหนังวัวหรือควายมาเผาจนไหม้หมดแล้วแช่เอาน้ำเหนียวๆ หรือนำน้ำอ้อยมาผสมปูนด้วย พื่อป้องกันสีฮูปแต้มที่ผิดเพี้ยน เมื่อฉาบผนังด้วยชะทายเป็นที่เรียบร้อยก็ต้องทำการไล่ความเค็มออกจากพื้น ด้วยการนำน้ำต้มใบขี้เหล็กไปฉีดที่ผนังทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นมาถึงขั้นตอนการตรียมการรองพื้นผนังที่จะแต้มฮูป ใช้ดินสอพองผสมกับกาวน้ำมะขามทาบางๆ รองพื้นผนังสิม เมื่อแห้งแล้วจึงจะแต้มฮูปได้

hoob tam animal 07

การแต้มฮูปใช้วิธีร่างเส้นดินสอลงไปบนผนังก่อน จากนั้นจึงลงสีฉากหลังก่อนแล้วจึงวาดรายละเอียดพิ่มเติม แล้วใช้พู่กันที่ทำจากรากดอกเกด (ดอกลำเจียก) นำมาทุบปลายแล้วลงสี ส่วนสีแต้มนั้นได้มาจากวัสดุธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น สีครามได้มาจากต้นคราม สีเหลืองได้จากยางต้นรง สีแดงหรือสีน้ำตาลแดงได้จากดินแดงประสานกับยางบง สีดำได้จากเขม่าไฟป่นละเอียดหรือหมึกแท่งจากจีน สีขาวได้จากการฝนเปลือกหอยกี้ สีเคมีนำมาจากสีบรรจุของตราสตางค์แดง มีตัวเชื่อมหรือตัวประสานระหว่างสีกับผนัง คือ ยางบงหรือยางมะตูมผสมน้ำ บ้างก็ใช้ไขสัตว์แล้วนำมาผสมกับสีฝุ่นที่บดละเอียด วัสดุธรรมชาติเหล่านี้ทำให้โทนสีของฮูปแต้มอีสานมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว

องค์ประกอบของฮูปแต้ม

เนื่องจากช่างแต้มมีอิสระเเสรีในการแสดงออกอย่างเต็มที่ รูปแบบและกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์ในฮูปแต้มอีสานจึงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ในภาพรวมแล้วองค์ประกอบในฮูปแต้มอีสานคล้ายกับการแสดงหนังตะลุง ผืนผนังภายในและภาพภายนอกของสิมเปรียบได้กับจอหนัง มีตัวละครที่กำลังแสดงอริยาบถต่างๆ ตามท้องเรื่องจากตอนหนึ่งเชื่อมต่อกับอีกตอนหนึ่งใกล้ๆ กับเนื้อเรื่องแต่ละตอนจะมีคำบรรยายภาพด้วยตัวอักษรกำกับไว้ด้วย มีทั้งตัวอักษรธรรม อักษรไทยน้อย และอักษรไทยปัจจุบัน อักษรเหล่านี้เป็นตัวเสริมให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจในภาพมากยิ่งขึ้น ช่างแต้มจะใช้เส้นแถบเป็นสิ่งแทนการคั่นเนื้อเรื่องแต่ละตอน หรือไม่ก็ปล่อยช่องว่างรอบองค์ประกอบภาพเพื่อมิให้เกิดความสับสนระหว่างเนื้อหาแต่ละตอน ช่องว่างจะเกิดคุณค่าคล้ายกับที่พักสายตา คล้ายกับการเว้นวรรคของประโยคหรือการขึ้นบรรทัดใหม่ของคอลัมน์ในการเขียนหนังสือ

hoob tam sinchai 08

พื้นผนังหรือฉากหลังไม่มีการรองพื้นด้วยสีหนัก จะรองพื้นด้วยสีขาวล้วนหรือขาวนวล ทำให้บรรยากาศของภาพดูสว่างสดใส ช่างแต้มจะร่างรูปทรงของตัวละครต่างๆ ลงบนผนังสีขาวนั้น มีการลงสีตกแต่งเครื่องประดับตัดเส้นลงรายละเอียดในบางส่วนที่เป็นรูปทรงของตัวละคร จุดเด่นขององค์ประกอบภาพจึงอยู่ที่ตัวละคร สำหรับสิมบางหลังช่างแต้มจะระบายสีบางๆ มีน้ำหนักอ่อนๆ บริเวณใกล้เคียงกับตัวภาพหรือตัวละคร ทำให้เกิดความเด่นชัดมากขึ้น มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ เกิดความรู้สึกนุ่มนวลมากกว่าที่เป็นสีขาวโดดๆ

hoob tam naisim 09

ช่างแต้มในงานฮูปแต้ม

หากพิจารณาฮูปแต้มอีสานทั้งหมดจะพบว่า ลักษณะรูปร่าง ลายเส้น ตลอดจนสีมีความแตกต่างกัน โดยอาจจำแนกลักษณะงานที่สร้างสรรค์โดยช่างแต้มได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มช่างพื้นบ้านแท้ คือช่างแต้มที่ถ่ายทอดและฝึกฝนกันอยู่ในท้องถิ่น ลักษณะงานจึงเป็นศิลปะพื้นบ้านอีสานแท้ กลุ่มนี้ได้แก่ ช่างแต้มในเขตจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
    hoob tam group1 2 10
  • กลุ่มที่ได้อิทธิพลช่างหลวงกรุงเทพฯ คือช่างแต้มที่เคยไปกรุงเทพฯ อาจเป็นช่างหลวงหรือที่ได้รับการฝึกฝนจากช่างหลวง นำมาผสมผสานกับเนื้อหาสาระและเทคนิควิธีการพื้นบ้าน กลุ่มนี้ได้แก่ ช่างแต้มผู้เขียนภาพวัดหน้าพระธาตุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ลักษณะภาพจึงคล้ายกับภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบประเพณีนิยม
  • กลุ่มที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมผสมล้านช้าง-กรุงเทพฯ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นช่างแถบลุ่มน้ำโขง ที่แสดงลักษณะวัฒนธรรมล้านช้างผสมผสานกับอิทธิพลวัฒนธรรมหลวง พบฮูปแต้มกลุ่มนี้ได้ในเขตจังหวัดนครพนม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น
    hoob tam group3 11

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงรูปธรรม

ลักษณะเด่นของฮูปแต้มอยู่ที่ภาพที่ปรากฏประกอบด้วยรูปร่าง เส้นและสี รูปร่างของฮูปแต้มอีสานเริ่มเขียนจากรอบนอก (Outline) แล้วลงสีพื้น จากนั้นตัดเส้นรายละเอียดภาพในรูปร่าง ไม่มีการระบายแสงเงา ไม่เน้นกล้ามเนื้อและสัดส่วนที่เหมือนจริง เป็นรูปร่างที่เน้นการสื่อความหมายและอารมณ์ของตัวละคร การเขียนรูปร่างมักมาจากของจริง แต่ช่างแต้มนำมาเขวียนในรูปแบบและความรู้สึกของช่างแต้มเอง โดยเขียนอย่างอิสระไม่มีกรอบตายตัวที่บังคับให้เขียนให้เหมือนจริงด้วยสัดส่วน แสงเงา หรือกล้ามเนื้อ แม้จะไม่เหมือนจริง แต่ก็เป็นเสน่ห์ของฮูปแต้มอีสาน เส้นเป็นเส้นอิสระไม่แข็งหรือเกร็ง ดูแล้วสบายๆ คล้ายเส้นของภาพการ์ตูน สีและโครงสีเป็นลักษณะเด่นเฉพาะของฮูปแต้ม เป็นโครงสีที่มีบรรยากาศสว่างสดใส พื้นหลังสีขาวนวล ช่วยขับให้ตัวละครลอยเด่นออกมา เป็นศิลปะพื้นบ้านที่บริสุทธิ์ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เน้นประโยชน์ใช้สอยมาเป็นอันดับแรก เหมือนการเขียนแบบง่ายๆ แต่เมื่อพิจารณาถ้วนถี่จะเห็นการเก็บรายละเอียดที่สมบูรณ์และประณีตอย่างมาก

hoob tam wat chaisri 12

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงนามธรรม

ฮูปแต้ม เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านเรื่องราวพุทธประวัติ พุทธชาดก และวรรณกรรมพื้นบ้านอีสาน มีเรื่องราวนรก สวรรค์ เป็นสิ่งเตือนใจให้คนไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี และมีปริศนาธรรมให้ขบคิดประเทืองปัญญา นอกจากนั้น ฮูปแต้มยังเล่าเรื่องราวชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของคนอีสานในสมัยนั้น ส่วนวรรณกรรมพื้นบ้าน เช่น เรื่องสินไซ จะแฝงด้วยแก่นธรรมของพุทธศาสนา โดยนำมาเล่าผูกเรื่องให้สนุกสนาน เพิ่มความสนใจแก่ชาวบ้านผู้ชม นอกจากเนื้อหาเชิงนามธรรมแล้ว ฮูปแต้มยังสะท้อนบุคลิกแบบอีสาน คือ ความตรงไปตรงมา ซื่อๆ ง่ายๆ แม้รูปร่างหน้าตาสีสันจะไม่สวย ไม่วิจิตร แต่มีความสนุกสนานในตัวเอง

 

redline

backled1

 

attalak isan

ศิลปะถ้ำ

การเขียนสีและภาพสลักภายในถ้ำเพิงหิน เพิงผา หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ศิลปะถ้ำ" นั้น ในประเทศไทยพบมากที่สุดในภาคอีสาน มีมากถึง 151 แห่ง พบมากบริเวณแถบเทือกเขาภูพานตอนที่พาดผ่านและกระจายอยู่ทั่วไป ภาพเขียนหรือศิลปะถ้ำเหล่านี้อาจแสดงโดดๆ มีเนื้อความเล่าเรื่องในตัวเอง หรือภาพประกอบกันเป็นเรื่องราว โดยแสดงให้เห็นถึงการเล่าเรื่องการล่าสัตว์ การทำการเกษตรกรรม การละเล่นงานรื่นเริง การประกอบพิธีกรรม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเชื่อและพิธีกรรม

ศิลปะถ้ำในอีสานที่เก่าแก่มีอายุมากกว่า 5,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนมาถึงยุคหินใหม่ ซึ่งปรากฏภาพเขียนผนังถ้ำมากที่สุด นอกจากการเขียนภาพแล้ว ยังมีการนำเอาโลหะมาตอกให้เกิดร่องเป็นเส้นเป็นภาพ เครื่องมือโลหะนี้เป็นการบ่งบอกว่า เป็นยุคหินใหม่ ส่วนภาพเขียนสีนั้นแสดงการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การจักสาน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นยุคที่ก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์

silapa tam 02

กลุ่มภาพเขียนที่อำภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นกลุ่มภาพขนดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มี 3 แห่ง คือ ผาขาม พบภาพลายเส้นสีแดงมีรูปร่างคล้ายปลา ผาแต้ม พบภาพสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ภาพฝ่ามือ ภาพคน ภาพเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ภาพลายเรขาคณิต ซึ่งเขียนด้วยสีแดง ผาหมอนและผาหมอนน้อย ภาพเขียนที่ปรากฏมีสีแดงเข้ม อาทิ ภาพคน ภาพมือ ภาพสัตว์และภาพลายเรขาคณิต มีกลุ่มภาพสัตว์และคนถือธนู และข้างๆ กันมีภาพสัตว์มีเขา สันนิษฐานว่า เป็นควาย และรอบๆ มีต้นข้าวล้อมอยู่ สันนิษฐานว่า กำลังทำนา ภาพที่โขงเจียมสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น อาทิ การล่าสัตว์ การปลูกข้าว การจับสัตว์ การจักสาน ป็นต้น

สถานที่เขียนภาพมักเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับที่ผาแต้มที่ถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ ประการแรก เป็นผาที่มีทางเดินยาวเหยียดหันหน้าลงสู่แม่น้ำโขง เหมาะกับการที่ผู้คนจะมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก บนหลังเขาเป็นที่ราบ มีโขดหินเพิงผาหินงดงามเหมาะกับการที่จะมาพักอาศัยและประกอบพิธีกรรม ประการที่สอง ทิวทัศน์โดยรอบงดงาม อยู่ในตำแหน่งที่ไม่อับในเรื่องลม ก่อให้เกิดความรู้สึกที่สัมพันธ์กับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ประการที่สาม ผาแต้มแสดงความสัมพันธ์ 3 สิ่ง คือ ภูเขา ที่ราบ และแม่น้ำโขง เหมาะแก่การทำพิธีกรรมเนื่องด้วยความอุดมสมบูรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ผาแต้มเป็นเพิงผาแห่งความอุดมสมบูรณ์

silapa tam 05

เทคนิคการเขียนภาพศิลปะถ้ำ

เทคนิคการเขียนภาพศิลปะถ้ำในอีสาน มี 4 ลักษณะ คือ

1. การพ่นสีรอบตัวแบบ (Stencil) โดยเอามือวางทาบกับผนังถ้ำแล้วพ่นสีด้วยปากทับรอบๆ มือ เช่น ถ้ำพระอานนท์ อำภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ถ้ำฝ่ามือแดง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น

silapa tam 06

2. การชุบสีหรือเอาสีทาบนมือแล้วทาบลงไป (Print, Stamp) ภาพมือคนบางแห่งมีภาพเดียว บางแห่งมีเป็นร้อยๆ ภาพ ทำอยู่เป็นกลุ่มเดียวในแหล่งเดียว ไม่มีภาพอื่นเลยก็มี เช่น ถ้ำพระ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย แบบทาบสีและขูดสีบางส่วน เช่น ผาหมอนน้อย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น

3. ภาพวาดด้วยสิ่งที่คล้ายพู่กัน (Painting) ลักษณะการวาดมี 3 แบบ คือ แบบเงาทึบ (Silhouette) ได้แก่ ภาพคนที่แสดงสัดส่วนและสรีระของคนอย่างชัดเจน แสดงลักษณะกล้ามเนื้อที่แขนขา และภาพคนที่ไม่แสดงลักษณะทางสรีระชัดเจน หรือลักษณะของกล้ามเนื้อแต่มีอวัยวะทุกส่วน บางครั้งดูคล้ายประเภทลิง ค่าง แบบเส้นรอบนอก (Outline) ได้แก่ภาพคนเขียนด้วยลายเส้นเดี่ยวและเส้นคู่ ใช้เส้นแบบง่ายๆ คือ เส้นตรง เส้นโค้ง ลักษณะคล้ายกิ่งไม้ ไม่เน้นสรีระของตัวคน แต่แสดงลีลาของภาพ ส่วนภาพสัตว์ที่เขียนเป็นเส้นทึบ แสดงลักษณะทางสรีระได้อย่างชัดเจน มีการเน้นลักษณะเด่นของสัตว์และแบบไม่แสดงลักษณะทางสรีระชัดเจน และแบบโครงร่างที่ต้องการให้เห็นภาพใน (X-ray Style)

silapa tam 07

4. การขูดให้เป็นรอย (Carving) โดยใช้โลหะฝนเซาะร่อง จาร ขูดขีด ตอก แกะ ให้หินเป็นรอย แหล่งที่พบภาพประเภทนี้ เช่น ถ้ำผาแดง เขากระดานเลข อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ใช้วิธีตอกให้เป็นรูปร่างแล้วขัดผิวหินให้เรียบ ถ้าผาลาย ภูผายนต์ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ใช้วิธีการฝนเซาะร่อง การสลัก เป็นภาพลายเรขาคณิตคนและสัตว์ เป็นต้น

สีที่ใช้เขียนภาพ

สีแดงได้จากฮีมาไทด์ (Haematite) สีขาวได้มาจากชอล์กหรือดินขาว (Kaolin) สีดำได้จากถ่านกราไฟต์ (Graphite) สีเหลืองได้มาจากลิโมไนต์ (Limonite) เป็นต้น สันนิษฐานว่า การนำสีมาใช้ต้องนำแร่มาบดผสมกับกาวหรือยางไม้และไขสัตว์ก่อนเพื่อให้สีติดทนนาน

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงรูปธรรม

ลักษณะเด่นของภาพเขียนบนผนังถ้ำคือรูปร่างของภาพเขียนสี มีทั้งแบบทึบ (Silhouette) แบบโปร่งที่เห็นเฉพาะเส้นรอบนอก (Outline) และแบบที่วาดโครงร่างที่ต้องการให้เห็นภายใน (X-ray Style) มักเขียนด้วยสีแดงจากแร่เฮมาไทต์หรือดินเทศ นำมาฝนให้เป็นผงแล้วผสมกับกาวหรือยางไม้และไขสัตว์ สีแดงเป็นสีที่ใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายใยสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เทคนิคการเขียนที่เด่นๆ มี 4 วิธี คือ 1) การพ่นสีรอบตัวแบบ (Stencil) 2) การชุบสีหรือเอาสีทาบนมือแล้วทาบลงไป (Print, Stamp) 3) การวาดด้วยสิ่งที่คล้ายพู่กัน และ 4) การขูดให้เป็นรอย (Carving) ลักษณะภาพแบ่งเป็นกลุ่มที่ด่นๆ คือ คน สัตว์ เครื่องมือ และสัญลักษณ์

silapa tam 08

ลักษณะเด่นและคุณค่าเชิงนามธรรม

ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำนั้นบ่งบอกเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ภาพการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การจักสานเครื่องมือดำรงชีวิต และการสื่อความหมายหรือการบันทึกบางอย่างเป็นภาพสัญลักษณ์ นักวิชาการเชื่อว่า ภาพเขียนสีเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสองแนวคิด คือ แนวคิดแรกเป็นวิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย เพราะสีแดงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นสีแห่งความตาย จากหลักฐานทางโบราณคดี การฝังศพของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มักโรยด้วยฝุ่นสีแดง และไหที่บ้านเชียงที่เขียนด้วยสีแดงก็เพื่อฝังให้กับคนตาย ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่าภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเขียนเพื่อพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์

การประยุกต์เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม

ตัวอย่างนี้เป็นการนำเอาฮูปแต้มผนังถ้ำ "ภาพเขียนที่ผาแต้ม" นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมรับใช้ชุมชน เป็นผลงานการออแบบ อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า อุบลราชธานี ที่ได้นำเอาอัตลักษณ์จากภาเขียนสีที่ผาแต้มมาเป็นแนวคิดในการออกแบบส่วนตกแต่งอาคาร เครื่องหมาย/สัญลักษณ์ของส่วนบริการสาธารณะ เป็นต้น

silapa tam 09 silapa tam 10
silapa tam 11 silapa tam 12

 

redline

backled1

 

attalak isan

 

ไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์ การขุดพบโครงกระดูกไดโนเสาร์บนทือกเขาภูเวียงได้สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดพบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ซอโรพอด และโครงกระดูกไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่ชื่อว่า "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน" ซึ่งนำชื่อภูเวียงมาเป็นชื่อสกุล และอัญชิญพระนามาภิไธยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นชื่อชนิดนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่ในตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น เป็นพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นการจัดแสดงเรื่องราวของซากดึกดำบรรพ์

dino sao 04

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม โครงกระดูกไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม การศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีสู่สาธารณชน เพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไป

การค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย

สืบเนื่องจากในปี พ.ศ. 2513 หน่วยสำรวจธรณีวิทยา จากสหรัฐอเมริกา ได้เข้าไปสำรวจแหล่งแร่ในพื้นที่เทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และได้พบ แร่ยูเรเนียม ชนิดคอฟฟินไนต์ เกิดร่วมกับแร่ทองแดงชนิดอะซูไรต์และมาลาไคต์ ทำให้ต่อมา องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานปรมาณู เข้าไปสำรวจเพิ่มเติมด้วย ระหว่างปี พ.ศ. 2518 ตลอดจนปี พ.ศ. 2523 กรมทรัพยากรธรณีได้เข้าไปทำการเจาะสำรวจในรายละเอียด

ในปี พ.ศ. 2519 นายสุธรรม แย้มนิยม นักธรณีวิทยา ได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์เศษกระดูกไดโนเสาร์บริเวณพื้นลำห้วยประตูตีหมา และต่อมาวินิจฉัยได้ว่าเป็นเศษส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบนด้านซ้ายของ ไดโนเสาร์ซอริสเชีย ในกลุ่มซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มี 4 ขา คอยาว หางยาว) โดยถือได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย ที่นำไปสู่การสำรวจและวิจัยอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน

dino sao 02

นับจากการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2519 กรมทรัพยากรธรณี โดย โครงการความร่วมมือด้านบรรพชีวินวิทยา ไทย-ฝรั่งเศส ได้ทำการสำรวจไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบกระดูก ฟัน และรอยตีนไดโนเสาร์จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่พบอยู่ในหินทราย หมวดหินเสาขัวยุคครีเทเชียสตอนต้น (ประมาณ 130 ล้านปีมาแล้ว) มีทั้งไดโนเสาร์ซอโรพอดและเทอร์โรพอด หลากหลายสายพันธุ์ และมีขนาดตั้งแต่ตัวเท่าแม่ไก่ ไปจนถึงมีลำตัวยาวจากหัวจรดหางมากกว่า 15 เมตร

นับเป็นการค้นพบที่สำคัญ ทำให้คนไทยมีความตื่นตัว เดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งไดโนเสาร์ที่เทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง และรวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรหลุมขุดค้นที่ 2 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2532 และได้เสด็จพระราชดำเนินพาคณะกรรมการรางวัลนานาชาติสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2551

การค้นพบแหล่งไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียง ถือเป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไดโนเสาร์ซอโรพอด สกุลและชนิดใหม่จากภูเวียงที่ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Phuwiangosaurus sirindhornae) ที่ใช่ชื่อภูเวียงเป็นชื่อสกุล และใช้นามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นชื่อชนิดนั้น ยิ่งทำให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง

dino sao 03

ทำให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานมีความเห็นว่า สมควรก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงขึ้น และได้เลือกพื้นที่สาธารณประโยชน์โคกสนามบินเนื้อที่ 100 ไร่ เป็นสถานที่ก่อสร้าง โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างในส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ ด้วยพื้นที่ใช้สอย 5,500 ตารางเมตร กรมทรัพยากรธรณีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำกับดูแล โดยได้ทำการจัดนิทรรศการถาวร และเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2544

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ กรมทรัพยากรธรณี เพื่อศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีสู่สาธารณชน เพื่อการอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ของสังคมและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไป

อาคารพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบริการ ได้แก่ ร้านขายของที่ระลึก ห้องอาหาร ห้องบรรยาย ส่วนวิชาการ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ ห้องทำงาน ห้องสมุด และส่วนนิทรรศการ ได้แก่ ห้องจัดแสดงชั้นล่างและชั้นบน จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดโลก หิน แร่ ซากดึกดำบรรพ์ และหุ่นจำลองไดโนเสาร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี โทรศัพท์ 043-438204-6

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง จากขอนแก่นเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ผ่านอำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ ถึงทางแยกไปอำเภอภูเวียง ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร จึงแยกตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2038 อีก 22 กิโลเมตรถึงอำเภอภูเวียงและเดินทางต่อไปอีก 10 กิโลเมตรถึงพิพิธภัณฑ์

dino sao 05

การค้นพบซากไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว

การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว ในปี พ.ศ. 2537 โดยท่านพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ต่อมาในปลายปีเดียวกัน ทางคณะสำรวจไดโนเสาร์ จาก กรมทรัพยากรธรณี ได้เริ่มเข้าไปทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่า ที่ภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย โดยนักวิชาการได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์บริเวณภูกุ้มข้าวเป็นธารน้ำแข็งโบราณ ที่มีเหล่าไดโนเสาร์มาดื่มกินน้ำ แต่ว่าเกิดภัยพิบัติเฉียบพลันขึ้น ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก

dino sao 06

พบซากไดโนเสาร์จำนวนมากในชั้นหินเสาร์ขัว ยุคครีเตเซียสตอนต้น อายุประมาณ 130 ล้านปี แหล่งขุดค้นแห่งนี้พบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืชจำนวนมากกว่า 700 ชิ้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนของไดโนเสาร์ประมาณ 7 ตัว นอกจากนี้ยังมีซากปลาโบราณพันธุ์ใหม่ของโลกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นปลาน้ำจืดมีชื่อว่า “เลปิโดเทส” ยาวประมาณ 30–60 เซนติเมตร อยู่ในยุคมีโซโซอิค หรือ 65 ล้านปีที่แล้ว คาดว่าบริเวณที่พบคงเป็นบึงขนาดใหญ่แล้วเกิดภัยแล้งทำให้ปลาตาย และถูกซากโคลนทับไว้กลายเป็นฟอสซิลจนถึงปัจจุบัน นับว่าภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งที่พบซากฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

จากนั้นทีมสำรวจก็ได้ลงมือขุดค้น พบกระดูกและซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์เป็นจำนวนมากที่นี่ ทางกรมทรัพยากรธรณี จึงได้ตั้งเป็นศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้นในปี 2538 โดยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์และจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น มีการจัดสร้างอาคารหลุมขุดค้นขึ้นชั่วคราว เพื่อใช้ป้องกันซากกระดูกและบังแดดฝน ให้ร่มเงาแก่ทีมสำรวจ

dino sao 08

ปี 2542 กรมทรัพยากรธรณี สร้าง “อาคารพระญาณวิสาลเถร” ที่ตั้งชื่อตามสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ให้เป็นอาคารหลุมขุดค้นถาวร พร้อมกับเปิดตัวแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ให้คนทั่วไปได้รับรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ปี 2544 อาคารพิพิธภัณฑ์สิรินธรส่วนแรกสร้างแล้วเสร็จ ก่อนจะทำการทดลองเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2550 จากนั้นได้ทำการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปีถัดมา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดในวันที่ 9 ธันวาคม 2551

dino sao 07

พิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีการออกแบบเลียนแบบชั้นหินให้กลมกลืนกับภูมิประเทศภูกุ้มข้าว ภายนอกอาคารมีการจัดทำหุ่นจำลองไดโนเสาร์หลายพันธุ์จัดแสดงไว้ได้อย่างน่าดูชม ขณะที่ภายในอาคารนั้นจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร นำเสนอเรื่องราวของไดโนเสาร์อย่างครบเครื่อง น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเมื่อก้าวเข้าสู่ภายในโถงต้อนรับของพิพิธภัณฑ์ เราก็จะได้พบกับหุ่นจำลอง “สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส” ที่ยืนเด่นกลางโถงอ้าปากแยกเขี้ยวทำหน้าถมึงทึง ซึ่งเจ้าตัวนี้ถือเป็นไฮไลท์ของภูกุ้มข้าว เพราะมันเป็นบรรพบุรุษของ “ไทรันโนซอรัส เร็กซ์” หรือ เจ้า “ที-เร็กซ์” จอมโหดแห่งเรื่อง “จูราสสิกพาร์ก” ที่ใครเคยดูหนังเรื่องนี้คงจะคุ้นเคยกันดี

dino sao 09

ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร (อังกฤษ: Sirindhorn Museum) เป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย อยู่ที่อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยา ที่มีการจัดแสดงซากกระดูกไดโนเสาร์ และแสดงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในมุมมองต่างๆ ทั้งเชิงวิชาการ การอนุรักษ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ต่างๆ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร ได้รับพระราชทานนามจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" มีการจัดแสดงแบ่งเป็น 8 โซน [ คลิกไปอ่านเพิ่มเติม ]

redline

backled1

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250