foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันใด๋กะสิฮอดออกพรรษาแล้วน้อ ทางอีสานบ้านเฮากะมีบุญใหญ่หลายหม่อง สกลนคร เพิ่นกะมีแห่ผาสาทเผิ้ง นครพนมกับจังหวัดใกล้แม่น้ำใหญ่กะมีไหลเฮือไฟ ตามริมแม่น้ำโขงหลายหม่องหลายบ่อนกะสิมีปรากฏการณ์ลูกไฟ (บั้งไฟพญานาค) ให้ได้ไปเฝ้าชมความมหัศจรรย์นี้ ชาวบ้านกะได้ทำบุญตักบาตรพระกัน หลังจากนั้นไปตลอด ๑ เดือน กะสิแม่น งานบุญกฐิน ในทุกแดนดินไทย สาธุๆ นำเด้อครับ

Our Sponsor

adv200x300 1

adv200x300 2

Facebook Likebox

IsanGate Radio Online

radio online banner

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75
paya header

ju ju  เห็นของกินอยากบวช เห็นหีสวดอยากสิก

     ## อย่าเป็นคนโลเล เห็นของกินอยู่วัดมากมายก็อยากบวช พอเห็นหญิงงามก็อยากสึก ##

isan vocation

การปลูกปอ (ปอกระเจา ปอแก้ว)

การปลูกปอ ก็เป็นผลมาจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 - 2509 (ยุครัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) กล่าวคือ เมื่อมีแผนงานสร้างรายได้จากภาคเกษตร จึงมีการมองหาช่องทางว่าจะนำพืชชนิดใดมาให้เกษตรกรปลูก แล้วนำผลผลิตไปสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างไร ปอ จึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่ง ที่ชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือในราว พ.ศ. 2512 - 2518 นิยมกันมาก

ก่อนจะอ่านบทความต่อต้องสร้างบรรยากาศร่วม ด้วยการเปิดฟังเพลงนี้ไปด้วยครับ (เพลง ผู้ใหญ่ลี ต้นฉบับเดิม โดย ศักดิ์ศรี ศรีอักษร (ต้นฉบับเดิม พ.ศ.2504) คำร้อง/ทำนอง : พิพัฒน์ บริบูรณ์)

ในสมัยโน้นเกษตรกรทั่วไปรู้จักดีกับการทำนาตามฤดูกาล พอฝนมาก็เริ่มไถนา หว่านกล้า ปักดำ ไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยวขึ้นยุ้งฉาง จบไปอีกหนึ่งฤดู ข้าวที่ได้ก็มีพอได้กินตลอดทั้งปี  บางส่วนก็ัเลือกไว้ทำเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกฤดูกาลต่อไป บางส่วนที่เหลือก็นำไปแลกเกลือไว้ทำปลาแดก แลกผ้ามาทำเครื่องนุ่งห่ม  ที่เหลือเกินจึงนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินไว้ซื้อสิ่งของอื่นๆ พอมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจออกมา ทางราชการก็สั่งการผ่านผู้ใหญ่บ้านไปยังประชาชน ให้เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น โดยการเร่งบำรุงดินด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (หนี้แรกเริ่มมา) ทำนาอย่างเดียวไม่พอต้องทำอย่างอื่นด้วย ทั้งไร่ปอ ข้าวโพด มันสำปะหลัง เลี้ยงไก่ เป็ด และสุกร ตามเพลงนั่นแหละเพื่อเงิน เงิน เงิน

ploog por 1

ปอ ก็ถูกเลือกให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่ง เพราะปอเป็นพืชที่ปลูกไม่ยากเลย เพียงแต่หาพื้นที่ป่าละเมาะที่น้ำท่วมไม่ถึง (นาโคก) มาถางให้โล่ง ไถพรวนสักหน่อย พอเข้าเดือนเมษายนก็นำเมล็ดปอไปหยอดในหลุม (ที่ขุดด้วยจอบ หรือเสียม หรือไม้ปลายแหลม) หลุมละ 3 - 4 เมล็ด เกลี่ยดินมากลบ เหยียบให้แน่น พอสิ้นสงกรานต์เริ่มมีฝนโปรยลงมาบ้าง ปอก็เริ่มงอก ได้แดดดีๆ ความชื้นจากละอองฝนปอก็จะงดงามได้โดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยใดๆ มากนัก

พอช่วงพฤษภาคม - มิถุนายน ต้นปอสูงประมาณหัวเข่า เกษตรกรจะเริ่มดายหญ้า (ภาษาอีสานเรียก "เสียหญ้า" เสีย คือการทำลาย) ทางโคราชจะเรียก "ดายหุ่น" หรือ "ทำรุ่น" บางถิ่นเรียก "เอาหุ่น" ซึ่งก็คือการ "ดายหญ้า" ในภาคกลางนั่นเอง เพื่อไม่ให้หญ้าแย่งอาหารจากต้นปอนั่นเอง ศัตรูพืชพวกแมลงก็ไม่มี จะมีและต้องระวังคือ วัว ควาย นั่นเอง ที่อาจจะมากินป่าปอราบพนาสูญได้

ploog por 3

แล้วก็ถึงฤดูลงทำนาเราก็จะทิ้งป่าปอไว้ ไปจัดการเรื่องปักดำนาให้เสร็จสิ้น พอสิ้นฝนประมาณต้นตุลาคม - พฤศจิกายน ก็ได้เวลาของการตัดปอแล้ว ต้นปอที่แก่แล้วจะมีลำต้นขนาดสูง 2.5 - 3 เมตร เปลือกหุ้มต้นจะหนา การตัดก็เพียงใช้มีดอีโต้คมๆ ฟันฉับเฉียงๆ ที่โคนต้น แล้วรวบรวมมามัดรวมกัน มัดหนึ่งๆ จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 - 12 นิ้ว นำมากองรวมกันไว้ (ปกติการตัดปอจะไม่นิยมการลงแขก แต่จะเป็นการจ้างแรงงานเพื่อกระจายรายได้ในหมู่บ้าน ครัวเรือนใดมีแรงคนมากก็ไม่ต้องจ้าง)

จากนั้นก็จะทำการขนย้ายมัดลำปอไปแช่น้ำในแหล่งน้ำหัวไร่ปลายนา หรือที่สาธารณะ เช่น ลำคลองข้างถนนหนทาง เป็นต้น (แต่จะไม่แช่ในหนองน้ำสาธารณะที่เป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค) โดยปกติลำปอจะมีเนื้อไม้ที่เบา ไม่จมน้ำ การนำมัดลำปอไปแช่จึงต้องใช้ขอนไม้ที่มีน้ำหนักมากทับลำปอให้จม หรืออาจใช้ก้อนหิน ดินโคลนถ่วงน้ำหนักเพิ่ม แช่ไว้ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ ตัวเยื่อเปลือกของต้นปอจะเปื่อยยุ่ย เหลือแต่เส้นใยปอที่เหนียวนุ่ม แข็งแรง การแช่ปอนี้เมื่อเกิดการเน่าเปื่อยของเปลือกลำปอ ก็จะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว สามารถสัมผัสกลิ่นได้ไกลกว่าระยะ 50 เมตรทีเดียว

ploog por 4

ขั้นตอนต่อไปที่สุดคลาสสิกมากคือ "การลอกปอ" เพราะผู้ทำงานนี้จะได้รับทั้งวิตามินดีจากแสงแดดเต็มๆ และกลิ่นเหม็นรุนแรงจากมัดลำปอนั่นเอง ผู้เขียนเองก็เคยผ่านมาแล้ว จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะพ่อกับแม่จะให้รางวัลชุดนักเรียนใหม่เมื่อขายปอได้ หรือชุดเอาบุญ (ใส่เที่ยว) ใหม่ด้วยถ้าขายได้เงินเยอะ แต่ละคนก็จะหาทำเลเหมาะๆ ริมฝั่งน้ำที่สะดวกในการดึงมัดลำปอขึ้นมาบนฝั่ง ตัดเชือกมัดหัว กลาง ท้ายมัด ให้ขาด จากนั้นหยิบลำปอขึ้นมาสัก 3 - 4 ลำต้น ใช้เล็บมือจิกดึงเอาใยปอออกมารวมกัน แล้วดึงจากโคนต้นไปยังปลาย นำเอาใยปอมาวางเรียงกันไว้ แยกเอาลำปอเปล่าๆ ทิ้งไปอีกด้าน

ploog por 2

เมื่อได้ใยปอมากพอประมาณก่อนที่เปลือกปอจะแห้ง ก็จะหอบนำไปบริเวณน้ำที่สะอาด ทำการตีกับพื้นน้ำให้เยื่อเปลือกหลุดออกมาจนได้เส้นใยที่ใสสะอาด นำไปตากแดดให้แห้งต่อไป กว่าจะได้เส้นใยปอที่ดีมีราคาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องขยันอดทน ทำงานละเอียดทีเดียว ใจร้อนการลอกปอก็จะหลุด ขาดเป็นช่วงๆ ได้เส้นใยไม่ยาว หรือใจเย็นจนปล่อยให้เปลือกปอแห้งตอนเอาไปล้างก็จะไม่สะอาด ทำงานซ้ำซ้อนอีกหลายรอบ รวมทั้งการได้กลิ่นเหม็นติดตัว เสื้อผ้า หน้าผม สมัยนั้นยังไม่รู้จักการใช้ผ้าปิดปาก จมูก หรือถุงมือดอกครับ ที่ทนทำก็เพื่อเงินล้วนๆ

ความบันเทิงที่มีในการลอกปอก็จะได้จากการฟังวิทยุทรานซิสเตอร์ เพลงลูกทุ่ง หมอลำ หรือละครวิทยุ หมู่บ้านไหนมีคนเชี่ยวชาญทางร้อง ทางลำก็จะขับร้องกลอนลำ กลอนสอย กลอนเพอะ (เรื่องทางเพศ) สนุกสนานกันไปทั้งวัน ค่าจ้างลอกปอในสมัยนั้นผู้เขียนเคยได้มัดละ 6 สลึง ถึง 2 บาท คนที่เก่งๆ ก็จะได้รับค่าจ้างวันละ 20 - 30 บาททีเดียว

ploog por 5

เมื่อตากปอจนแห้งแล้วก็จะนำมามัดเป็นโค่น (ม้วนใหญ่) น้ำหนักประมาณโค่นละ 100 - 150 กิโลกรรม นำส่งขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อถึงบ้าน ใยปอจะถูกส่งไปเข้าโรงงานทอกระสอบ สมัยนั้นจะอยู่ที่แถวอำเภอสีคิ้ว สูงเนิน เมืองโคราชโน่น กลายมาเป็นกระสอบป่านใส่ข้าวเปลือก ข้าวสารดังที่เห็นนั่นแล

ความเหม็นของการแช่ปอ ลอกปอ เสื้อผ้า เส้นผม ไปจนถึงโรงเรียน บรรดาเพื่อนๆ ก็จะทำหน้าเหยเกแหย่เพื่อนๆ ว่า ตัวเหม็น แต่ก็ไม่โกรธกัน คุณครูก็ไม่ดุว่าอะไร กลับยกย่องเสียอีกว่า "มีความขยันช่วยงานทางบ้าน รู้จักหาเงินมาใช้จ่ายช่วยครอบรัว เป็นตัวอย่างที่ดี" แต่ควรอาบน้ำ สระผมให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้สะอาดตากแดดจัดๆ ให้แห้งจะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นติดตัว

ploog por 6

นอกจากนั้น น้ำแช่ปอที่มีกลิ่นเหม็นนั้นยังส่งผ่านไปยังสัตว์น้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำนั้นด้วย พอน้ำแห้งขอดพวกเราชาวบ้านก็จะไปหา "ปลาข้อน" คือ ปลาที่รวมกันอยู่บริเวณน้ำลดใกล้จะแห้ง (ภาษากลาง ปลาตกคลัก) ปลาที่อึด ทน อย่างพวก ปลาดุก ปลาเข็ง (หมอ) ปลาค่อ (ช่อน) ปลาหลด ก็จะรวมกันอยู่เราก็เอาสวิงไปช้อนเอามาล้างน้ำ ทำอาหารกินกัน (แม้กลิ่นของน้ำแช่ปอในตัวปลาจะยังมีอยู่) การจะให้กลิ่นเน่าของลำปอหายคงต้องเอาปลาไปแช่น้ำเลี้ยงในกระชังน้ำไหลผ่านเยอะๆ สักเดือน สองเดือนโน่นแหละกลิ่นถึงจะลดลงได้

วันนี้ การปลูกปอ เป็นอดีตไปแล้ว คือมีการปลูกน้อยลงในบางพื้นที่ เดินทางผ่านไปหลายๆ ที่ตามถนนหนทางก็ไม่ค่อยจะเห็นการแช่ปอ ลอกปออีกแล้วครับ ความรู้เรื่องการปลูกปอสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนไทย โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

pla kon
หาปลาข้อนกันยามแล้ง

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1