foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
กรมอุตุเพิ่นประกาศว่า "เข้าสู่หน้าหนาวแล้ว" ทางใด๋ได้สัมผัสความหนาว ไอหมอกยามเช้า ได้อวดเสื้อกันหนาวสีสวยๆ กันก็ยินดีด้วยครับ ส่วนทางบ้านอาวทิดหมูนั่น นำ้หัวกะลดลง ถิ่มไว้แต่ขยะพลาสติกไว้ให้แยงเต็มท่ง ลมบ่ทันอ่วยมาเลยครับ หลูโตนเสื้อกันหนาวอยู่บ่ฮู้ว่ามื้อใด๋สิได้ออกมาโชว์นำหมู่ ส่วนเรื่องข้าวในนาบ่ต้องเว้าเถิง "เน่าตายเรียบ" ขอรับ ย้านได้ไปหาลำขอเข้าเพิ่นกินอยู่ปีนี้ ไผมีพอกินกะแบ่งมาทางนี้แหน่เด้อจักสอบ สองสอบ ปลูกบ่ทันดอก น้ำไหลลงโขงเบิดแล้ว...

Our Sponsor

adv200x300 2

Facebook Likebox

IsanGate Radio Online

radio online banner

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75
paya header

ju ju  ความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง ไผก็แขวนอ้อนต้อน เสมอด้ามดังเดียว

        ## ความตาย ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้น ##

life header

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 dead act

พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย

tagbart2ชีวิตขั้นสุดท้าย คือ การตาย คำว่า ตาย ได้แก่ การสิ้นลมหายใจ ร่างกายของคนตาย เรียก ซากศพ คำว่า ศพ เป็นคำไทย ภาษาบาลีว่า ว สันสกฤตว่า ศว แปลว่า ศพ ประเพณีเกี่ยวกับศพมีดังนี้

เทวทูต คนใช้ของเทวดา หรือสิ่งที่ปรากฏอยู่รอบๆ ตัวเราเรียก เทวทูต มี 5 อย่าง คือ

  1. ความเกิด
  2. ความแก่
  3. ความเจ็บ
  4. ความต้องโทษ
  5. ความตาย

เมื่อเห็นคนแก่ เจ็บ คนต้องโทษ และคนตาย พระศาสนาสอนให้คนน้อมนึกมาใส่ตัว จนเกิดความสลดใจ ไม่กล้าทำกรรมอันเป็นบาป ถ้าไปพิจารณาในเวลาคางแข็ง หรือเขียนคาถาเทวทูตใส่ปากคนตายเทวทูตจะช่วยอะไรไม่ได้

คาถาเทวทูต

  1. อหัมปิ โขมหิ ชาติธัมโม ชาติง อนตีโต หันทาหัง กัลยาณัง กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาฯ
    เรามีความเกิดเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเกิดไปไม่ได้ เอาเถอะ เราจะรีบทำความดีด้วย กาย วาจา ใจ ก่อนตาย
  2. อหัมปิ โขมหิ ชราธัมโม ชรัง อนตีโต หันทาหัง กัลยาณัง กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาฯ
    เรามีความแก่เป็นธรรมดาจะล่วงพ้น
  3. อหัมปิ โขมหิ พยาธิธัมโม พยาธิง อนตีโต หันทาหัง กัลยาณัง กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาฯ
    เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เอาเถอะเราจะรีบทำความดีด้วย กาย วาจา ใจ ก่อนตาย
  4. เย กิร โภ ปาปานิ กัมมานิ กโรนติ เต ทิฏเฐว ธัมเม เอวรูปา วิวิธา กัมมการณา กริยันติ กิมังคัง ปรัตถ หันทาหัง กัลยาณัง กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาฯ
    คนที่ทำกรรมชั่ว จะถูกเขาทำกรรมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันทันตาเห็นไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เอาเถอะเราจะรีบทำความดี ด้วยกาย วาจา ใจ ก่อนตาย
  5. อหัมปิ โขมหิ มรณธัมโม มรณัง อนตีโต หันทาหัง กัลยาณัง กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาฯ
    เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้เอาเถอะเราจะรีบทำความดีด้วยกาย วาจา ใจก่อนตายบอกทางสวรรค์ ถ้าคนป่วยมีอาการหนักจวนจะสิ้นลมหายใจ เขาจัดดอกไม้ธูปเทียนให้คนป่วยประณมมือถือเตือนให้ระลึกถึงคุณพระ
  • ทางคดีโลก ถือว่าให้นำเครื่องสักการะนั้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
  • ทางคดีธรรม สอนให้คนรู้จักไหว้พระ อย่าอยู่โดยไม่รู้จักให้ทานรักษาศีลภาวนา

อาบน้ำศพ

ศพที่ถูกฆ่าตาย ตกน้ำตาย ตกต้นไม้ตาย เป็นต้น ถือว่า ตายโหง ไม่นิยมอาบน้ำศพ เพียงแต่มัดแล้วนำไปฝังที่ป่าช้า เพราะถือว่าตายไม่บริสุทธิ์ ที่ไม่เผาเพราะกลัวจะเกิดความเดือดร้อนแก่ญาติพี่น้อง แต่ถ้าเป็นการตายธรรมดานิยมอาบน้ำด้วยน้ำหอม

  • ทางคดีโลก ถือว่าอาบเพื่อปราศจากมลทิน
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้คนเป็นเอาศิล สมาธิ ปัญญาเป็นน้ำอาบ กาย วาจา ใจ ให้สะอาด

หวีผมศพ

การหวีผมให้ศพ หวีไปข้างหลังครึ่งหนึ่ง ข้างหน้าครึ่งหนึ่ง

  • ทางคดีโลก ถือว่าหวีสำหรับคนตายและคนเกิดเมื่อหวีแล้ว หักออกเป็นสองท่อนทิ้งเสีย
  • ทางคดีธรรม ถือว่าเป็นการเตือนให้พิจารณาว่า ความเกิดกับความตาย เป็นของคู่กัน เกิดแล้วต้องตาย ตายแล้วต้องเกิด ผู้ที่ไม่ตายคือผู้ที่ไม่เกิด

นุ่งห่มผ้าศพ

ใช้ผ้าขาวนุ่งสองชั้น ชั้นในเอาชายพกไว้ข้างหลัง ชั้นนอกเอาชายพกไว้ข้างหน้า แล้วห่มผ้าเฉลียงบ่า

  • ทางคดีโลก ถือว่า นุ่งเอาชายพกไว้ข้างหลังเป็นการนุ่งของคนตาย นุ่งเอาชายพกไว้ข้างหน้าเป็นการนุ่งของคนเป็น
  • ทางคดีธรรม ถือว่า ที่นุ่งผ้าขาวเป็นการสอนให้มีสุจริต เพราะสุจริตเป็นธรรมที่ขาว

รดน้ำหอมศพ

เมื่อยกศพขึ้นบนเตียงแล้ว เอามือขวาของศพยื่นออกไปบนเตียง เอาหมอนใบเล็กๆ รองหันหัวศพ ไปทางทิศตะวันตกใช้น้ำอบน้ำหอมรด ถ้าผู้ตายเป็นพ่อแม่ ลูกหลานจะนำขมิ้นทาที่หน้าและเท้าพิมพ์ไว้เคารพบูชา

  • ทางคดีโลก ถือว่า เป็นการแสดงความเคารพต่อศพ และให้ศพมีกลิ่นหอม
  • ทางคดีธรรม ถือว่า สอนให้เคารพต่อบุคคล วัตถุ สถานที่ และให้รักษาศิลเพราะศิลมีกลิ่นหอมกว่ากลิ่นน้ำอบน้ำหอม

เงินใส่ปากศพ

เงินใส่ปากศพใช้เงินฮาง เงินเหรียญเงินบาท

  • ทางคดีโลก ถือว่าให้ค่าเสบียงอาหาร ค่ารถ ค่าเรือ แก่ผู้ตายสำหรับเดินทางไปสวรรค์
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนคนเป็นให้รู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์ อย่าตระหนี่ ถี่เหนียว ไม่รู้จักกินรู้จักใช้เวลาตายไปเขาเอาเงินยัดใส่ปาก ก็เอาไปไม่ได้ ปล่อยให้เขาแย่งกันชุลมุนวุ่นวาย

คำหมากใส่ปากศพ

ผู้ชอบกินหมาก เขาก็ตำหมากใส่ปากให้

  • ทางคดีโลก ถือว่าเป็นการแก้ทุกข์ ถ้าได้กินจิตใจก็สบาย
  • ทางคดีธรรม สอนให้คนรู้ตัวว่าคนตายเป็นอย่างนี้ เวลาเป็นอยากกินอยากเคี้ยวเวลาตายเอาใส่ปากให้ก็ไม่กิน ไม่เคี้ยว

ปิดตาปิดปาก

เขาใช้ขี้ผึ้งดีปิดตาปิดปากศพ

  • ทางคดีโลก ถือว่าเพื่อป้องกันความอุจาด ลามก
  • ทางคดีธรรม ถือว่าเป็นการสอน คนเป็น ให้รู้จักระวังรักษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ทุกข์เกิดขึ้น เพราะทุกข์ที่เกิดขึ้นเกิดจากไม่สำรวมสิ่งเหล่านี้

มัดศพ

ใช้เชือกหรือด้ายมัดศพ 3 เปราะ คือที่ คอ 1 มือ 1 เท้า 1

  • ทางคดีโลก ถือว่าเพื่อกัน มิให้ศพพองขึ้นดันโลงแตก
  • ทางคดีธรรม ถือว่าเครื่องผูกมัดคนมี 3 คือ

ปุตโต คีเว เชือกคือลูกมัดที่คอ
ธนัง ปาเท เชือกคือสมบัติมัดที่เท้า
ภริยา หัตเถ เชือกคือเมียมัดที่มือ "

ตรงกับภาษิตโบราณว่าไว้ว่า "ตัณหาฮักลูกเหมือนดังเชือกผูกคอ ตัณหาฮักเมียเหมือนดังปอผูกศอก ตัณหาฮักเข้าของเหมือนดังปอกสุบตีน ตัณหาสามอันนี้มาขีนให้เป็นเชือก ให้กลิ้งเกลือกอยู่ในวัฏะสงสาร"

ปูฟากศพ

เอาไม้ไผ่ยาวขนาดโลงสับติดกันเป็นฟากให้ได้ประมาณ 7 ซี่ หรือใช้ไม้ไผ่ 7 ซีก ถักด้วยเชือกหรือหวาย ปูฟากแล้วเอาศพใส่

  • ทางคดีโลก ถือว่าให้ไฟลอดขึ้นไหม้ศพได้ง่าย
  • ทางคดีธรรม ถือว่าให้เดินตามทางวิสุทธิมรรค 7 ผู้เดินตามทางสายนี้ ถึงที่หมายง่ายไม่เสียเวลา เหมือนศพที่ปูด้วยฟาก 7 ซี่ ไฟไหม้ง่ายฉะนั้น

hedlongบันไดสามขั้น

บันไดทำด้วยก้านกล้วยหรือ ไม้ไผ่ผูกเป็นสามชั้นเหมือนบันไดธรรมดา ขนาดกว้างเท่ากับ ปากโลง วางไว้ข้างนอกหรือในโลงก็ได้

  • ทางคดีโลก ถือว่าให้ผู้ตายขึ้นลงได้ง่าย และให้พาดบันได้นี้ขึ้นไปไหว้ธาตุเกษแก้วบนสวรรค์
  • ทางคดีธรรม ถือว่าบันไดพาดบันได 3 ขั้น หมายถึงภพ 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นสถานที่อยู่ของสัตว์ซึ่งจะเกิดๆ ตายๆ

 

 

naasopตั้งศพ

ศพนั้นจะใส่ในโลงหรือไม่ก็ตาม จะตั้งไว้ในที่ใดก็ตาม ต้องหันหัวศพไปทางทิศตะวันตกเสมอ

  • ทางคดีโลก ถือว่าการนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกนอนอย่างผี หันไปทางทิศตะวันออกนอนอย่างคน
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้พิจารณาว่า การตายคือการเสื่อมไป สิ้นไป ตกไปเหมือนกับพระอาทิตย์ตกไป

ตามไฟศพ

จุดตะเกียงหรือไต้ไว้ทางหัวและเท้าศพตลอดคืน

  • ทางคดีโลก ถือว่าจุดไว้แทนไฟธาตุผู้ตายบ้าง จุดไว้กันความกลัวบ้าง
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้คนมีปัญญาเพราะปัญญานั้นเป็นแสงสว่างในโลก ที่โลกเจริญรุ่งเรืองเกิดเพราะปัญญา

ดับไฟศพ

เมื่อพระมาติกาจบแต่ละครั้ง จะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม นิยมดับเทียนหรือตะเกียงชั่วคราว

  • ทางคดีโลก ถือว่าเป็นการดับเสนียดจัญไร หรือดับความอาภัพ อัปมงคลให้สูญสิ้นไป
  • ทางคดีธรรม ถือว่าดับไฟเปรียบเหมือนตาย จุดไฟเปรียบเหมือนเกิด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วจะต้องตาย ที่ไม่ตายไม่มี จะผิดแผกแตกต่างกันบ้างก็ที่เร็วหรือช้าเท่านั้น

naasop2การเลี้ยงศพ

ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าเย็น เขาจะจัดอาหารคาว หวาน หมาก พลู บุหรี่ มาตั้งไว้ทางหัวโลงแล้วเอามือเคาะโลงปลุกให้ตื่นขึ้นมากิน

  • ทางคดีโลก ถือว่าเป็นการเลี้ยงผู้ตาย
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนคนเป็นให้รู้สึกสำนึกตัวอย่าทำบาป ทำกรรม เพราะกินเช่น ฆ่าเขาลักเขามากิน เป็นต้น เวลาตายแล้วมดกินแทน

 

งันเฮือนดี

เฮือนที่มีศพอยู่ เรียก เฮือนดี ที่เรียกเช่นนั้นถือเอานิมิตของผู้มา คือบรรดาญาติ พี่น้องเมื่อได้ยินข่าวใครตายลงจะพากันนำข้าวของเงินทองมาช่วยเหลือ มาคบงันจนงานเสร็จ

suadapitamสวดมาติกา

ก่อนจะเอาศพใส่ในโลง นิมนต์พระสงฆ์มา มาติกาทั้งเช้าและค่ำ เวลาจะมาติกา เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาศพ แล้วอาราธนาศีล 5 เอามือเคาะโลงบอกให้ผู้ตายมารับศิลด้วย เสร็จแล้วพระสงฆ์สวดมาติกา

  • ทางคดีโลก ถือว่าการให้ศีล และสวดมาติกานั้นเป็นการให้บุญแก่ผู้ตาย
  • ทางคดีธรรม ถือว่าเป็นการสอนให้คนเป็นให้รู้จักรับศีลกินทานเสียแต่เมื่อยังเป็นคน เวลาตายไปแล้วจะทำอะไรไม่ได้ แม้เขาจะปลุกให้ตื่นขึ้นมารับศีลก็ลุกไม่ได้ นี่คือคนตาย

สวดยอดมุข

ยอดมุข คือ ยอดธรรม ยอดธรรมได้แก่ พระอภิธรรมพระที่นิมนต์ไปสวดมาติกาและยอดมุขเป็นจำพวกเดียวกัน แต่เวลาสวดแบ่งหน้าที่กัน สองรูปสวดยอดมุข นอกนั้นสวดมาติกา การสวดก็สวดไปพร้อมกันและจบพร้อมกัน

  • ทางคดีโลก ถือว่าการสวดมาติกา และยอดมุขเป็นการให้บุญแก่ผู้ตาย
  • ทางคดีธรรม ถือว่าเป็นการชดใช้บุญคุณของท่านผู้มีพระคุณ เช่น พระพุทธเจ้าไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แสดงพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ โปรดเป็นการชดใช้ค่าข้าวป้อน และน้ำนม

ngansopยกศพออกจากเรือน

ผู้ป่วยนอนตายอยู่ในห้องใดก็ตั้งศพไว้ห้องนั้น เมื่อจะยกศพลงจากเรือนไม่ให้ลอดขื่อ เปิดฝาห้องนั้น แล้วยกออกมาทางระเบียงลงนอกชาน

รดน้ำศพ

เมื่อยกศพออกจากเรือนแล้ว พระท่านจะสวดทำน้ำมนต์ เจ้าของบ้านเอาน้ำมนต์ รดจากที่ตั้งศพออกไปเทหม้อน้ำกินน้ำใช้คว่ำปากหม้อไว้ การทำดังนี้ถือว่าน้ำเก่าเป็นน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ให้เททิ้งเสีย ถ้าผู้ตายเป็นพ่อแม่เขาจะเอากระดานปูเรือน 2-3 แผ่นมาต่อโลงให้ถือว่า ได้แบ่งเรือนให้พ่อแม่ที่ตายไปได้มีที่อยู่อาศัย พลิกและผูกบันได พอยกศพลงถึงพื้นดินแล้วพลิกบันไดแล้ว เอาเรียวหนามผูกปลายติดกันติดไว้ที่ประตูเรือน พอยกศพออกไปแล้วถอนกิ่งไม้นั้นออก

  • ทางคดีโลก ถือว่าทำเพื่อป้องกันมิให้ผีจำเรือนของตนได้
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้คนเป็นพิจารณาว่าความยึดมั่นว่า นั่นเรา นั่นของเรา นั่นเป็นตนตัวของเรา

suadsopส่งสะการศพ

ดอกไม้ธูปเทียนเรียก เครื่องสักการะ ก่อนจะยกศพลงจากเรือน ลูกหลานของผู้ตาย จัดเครื่องสักการะไปเคารพศพ ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นๆ นำเครื่องสักการะไปเคารพที่ป่าช้า การกระทำทั้งนี้ ถือว่า หากได้พลาดพลั้งต่อผู้ตาย ผู้ตายจะได้ยกโทษให้ หากมิได้ประมาทพลาดพลั้ง ก็ชื่อว่าได้บำเพ็ญกุศล เคารพต่อวุฒบุคคลอีกโสดหนึ่ง

harmlongการหามศพ

ไม้หามใช้ไม้ไผ่บ้าน 2 ลำ เอาโลงขึ้นตั้งขันด้วยตอกชะเนาะหามข้างละ 3-4 คน เอาเท้าศพไปก่อนห้ามพักกลางทาง ห้ามเปลี่ยนบ่า ห้ามข้ามนา ข้ามสวน ที่ทำดังนี้ด้วยถือว่าเป็นของคะลำ

การจูงศพ

ใช้ด้ายหรือเชือกจูงศพ ถ้าผู้ตายมีลูกหลานเป็นผู้ชาย ก็ให้บวชเป็นพระหรือเณร เป็นหญิงให้นุ่งขาวห่มขาวบวชเป็นชีจูงศพไปป่าช้า เมื่อแจกข้าวแล้วจึงสึก หรือจะอยู่ไปตลอดก็ได้

  • ทางคดีโลก ถือว่าเกิดมาทั้งทีไม่เสียชาติเกิด มีลูกชายลูกหญิงได้บวชจูงไปถึงป่าช้า
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้ลูกจูงพ่อแม่ขึ้นจากหลุมลึกด้วยการสอนให้พ่อแม่มีศิลธรรมอันดี

haesophaesop2

หว่านข้าวสาร

เมื่อหามศพออกจากบ้านมีการหว่านข้าวสารไปตลอดทาง

  • ทางคดีโลก ถือว่าให้ผีลงมาเก็บกินข้าวสาร เวลาหามศพไปจะได้ไม่หนัก
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนคนเป็นให้พิจารณาดูว่าข้าวสารคือแก่นข้าว คนเราถ้าถึงแก่นคน ก็ไม่ต้องเกิดตายอีก ข้าวสารก็เหมือนกันจะเอาไปเพาะปลูกก็ไม่เกิดอีก

หว่านข้าวตอกแตก

ข้าวเปลือกที่ใช้คั่วด้วยไฟให้แตกเรียกข้าวตอกแตก ข้าวนี้ใช้โรยไป ตลอดทางเหมือนข้าวสาร

  • ทางคดีโลก ถือว่าให้ผีอยู่ในโลงลงมาเก็บกิน
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนให้คนเป็นพิจารณาดูคนตาย ว่าคนตายรูปกับนามแตกจากกัน เหมือนข้าวตอกแตกที่แตกออกจากกัน

ไม้ขีดทาง

เมื่อหามศพผ่านไป เขาจะใช้ไม้ขีดทางหรือหักกิ่งไม้ไว้ เพื่อให้ผู้ตายตามไป ข้างหลังได้สังเกต อีกอย่างหนึ่งเป็นการลวงตาผีที่กลับมา มันจะเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ทางไปบ้านของเรา เพราะมีขีดและกิ่งไม้ขวางทาง

kongfonที่ปลงศพ

ศพที่จะปลงศพนั้น เขาเอาไข่ 1 ใบ ข้าว 1 ปั้น เสี่ยงทายถ้าไข่แตกตรงไหนให้ฝัง หรือเผาตรงนั้น โดยถือว่าตรงนั้นเจ้าของเขาอนุญาตให้แล้ว ผู้ตายก็พอใจอยู่ที่นั่นแล้ว แล้วปลงศพที่ตรงนั้นหาฟืนมากองเป็นกองเรียก กองฟอน ปักหลักสี่หลักที่มุมทั้งสี่เรียก หลักสะกอน เวียนสามรอบ ก่อนจะยกศพขึ้นตั้งกลางกองฟอนหามศพเวียนรอบกองฟอน 3 รอบ การเวียนต้องเวียนซ้าย

  • ทางคดีโลก ถือว่าเวียนซ้ายเป็นการแสดงความเคารพต่อศพ
  • ทางคดีธรรม ถือว่าแม่น้ำคือสงสาร ไหลหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาดระยะ ตัวคนคือตัวกิเลสเกิดมาแล้วต้องสร้างกรรม ครั้นสร้างแล้วได้รับผลกรรมเกิดขึ้นมาอีก ถ้าไม่ตัดกิเลสขาด เป็นต้องมาเกิดอยู่ร่ำไป กระแทกกองฟอน เมื่อจะยกโลงขึ้นตั้ง ให้เอาโลงกระแทกกองฟอน 3 ครั้ง ที่ทำดังนี้ เป็นการสอนคนเป็น ให้พิจารณาดู อย่าว่าแต่คนเป็นเลยแม้คนตายแล้วก็ยังถูกระแทกแดกดัน แล้วจะได้ระมัดระวังตัวต่อไป

haesop3paosop2

ล้างหน้าศพ

paofaiก่อนล้างต้องพลิกศพ เอาผ้าห่อศพออก เพื่อไฟจะได้ไหม้เร็ว แล้วทุบเอาน้ำมะพร้าวและน้ำอบ น้ำหอมล้างหน้าศพ

  • ทางคดีโลก ถือว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่ใสสะอาดการล้างก็เพื่อให้ศพสะอาด ปราศจากมลทิน
  • ทางคดีธรรม ถือว่าสอนคนเป็นให้เอาน้ำคือ สุจริตธรรมชำระล้างใจให้สะอาด โยนผ้าข้ามโลง เมื่อล้างศพแล้วโยนผ้าข้ามโลง 3 ครั้ง แล้วเอาผ้านั้นไปให้พระนั่งสวดมาติกา เสร็จแล้วจะเก็บไปหรือถวายพระก็ได้ ตามตู้หนังสือใบลาน ผ้าห่อหนังสือ โดยมากเป็นผ้าวา หรือผ้าซิ่น เพราะคนโบราณชอบถวายผ้าให้เป็นสงฆ์ ถือว่าเป็นการทำบุญให้ผู้ตายอีกโสดหนึ่ง

ไม้ข่มเหง

ไม้แก่นสองท่อน ยาวท่อนละ 2 วาเศษใช้สำหรับบังคับมิให้โลงตกลงจากกองฟอน การเอาไม้ข่มเหงไว้เช่นนี้ ถือว่าเป็นการสอนคนว่า "คนเรานั้นไม่ว่าจะชั่วดีมีจน ใหญ่เล็กเพียงไหน ก็ต้องมีผู้ปกครองคอยควบคุมดูแล ว่ากล่าวตักเตือนอยู่ตลอด"

หว่านกาละพฤกษ์

sangkatanหมากเงินหมากทอง เรียก หมากกาละพฤกษ์ เขาเอาผลไม้ ก้านกล้วยตัดเป็นท่อนๆ หรือไม้ขีดไฟ เสียบสตางค์เข้าไปในนั้น ก่อนจะเผาศพมีการหว่านกาละพฤกษ์ ผู้คนวิ่งวุ่นกันเก็บเอา ดูแล้วน่าสนุกสนานยิ่งนัก มาติกาบังสุกุลศพ ก่อนจะเผานิมนต์พระสวดมนต์มาติกา เสร็จแล้วโยงด้ายจากโลงให้พระชักบังสุกุล เสร็จแล้วพระให้พร แล้วลงมือเผาต่อไป

วันที่ไม่ควรเผาศพ วันพระ วันอังคาร และวันถูก 9 กอง ถือว่าเป็นวันที่ไม่ควรเผา วันพระนั้นเป็นวันที่พระสงฆ์ทำกิจพระศาสนา ญาติโยมก็พากันไปรักษาศิล ฟังธรรม วันอังคารถือว่าเป็นวันแข็ง ถ้ามีความจำเป็นจะต้องเผาให้ทำการอุปโลกน์เสียก่อน คือเมื่อนำศพไปถึงป่าช้าแล้ว คนหนึ่งทำพิธีขุดหลุมจะฝัง พระสงฆ์ไปขอแผ่จากญาติโยม ขอให้ญาติโยมช่วยหาฟืนมาให้ แล้วจัดการเผา ส่วนวัน 9 กองนั้น เป็นอีกวันหนึ่งที่ไม่เคยเผาด้วยถือว่าวันทั้งสามนี้เมื่อเผาจะนำความเดือดร้อนมาให้

การเผาศพ

ไฟสำหรับจุดศพนั้นเขามีไว้ต่างหาก ใช้ไต้หรือจุดเทียนห้ามมิให้จุดติดต่อกัน ด้วยถือว่าไฟธรรมดาก็ดี ไฟราคะ โทสะ โมหะก็ดี ไฟทั้งนี้เป็นของร้อน ถ้าไปต่อกันเข้า จะลุกลามใหญ่โตไหม้บ้านเมือง และทำลายทรัพย์สินอาคาร บ้านเรือนให้เสียหายพินาศ เผาแล้วกลับบ้าน มีการบายศรีสู่ขวัญให้เพื่ออยู่เย็นเป็นสุขต่อไป

paosoppakao

การเก็บกระดูก

kebkradookเมื่อเผาศพครบ 3 วัน แล้วเชิญญาติพี่น้องและนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีเก็บกระดูก จัดอาหารไป 1 ที่ เมื่อถึงป่าช้าหลุมเผาศพแล้วนำอาหารไปเลี้ยงผี บอกเล่าว่าพรุ่งนี้ไปกินข้าวแจกลูกหลานเขาจะทำบุญแจกข้าว พอบอกเล่าแล้วก็กองกระดูกให้เป็นรูปคนนอนหงาย สมมุติว่าตาย หันหัวไปทางทิศตะวันตก แล้วนิมนต์พระมาบังสุกุล พอเสร็จแล้วลบรูปหุ่นนั้นเสีย ทำรูปหุ่นใหม่หันหัวไปทางทิศตะวันออก สมมติว่าเกิดใหม่ เอากระดูกใส่ในหม้อวาง ไว้ตรงกลางรูปหุ่น แล้วนิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลเป็น แล้วเขี่ยเถ้าถ่านที่เหลือลงไปในหลุมฝังไว้

บางท้องถิ่นในภาคอีสานเหนือ หลังเผาศพเสร็จแล้ว 3 วัน ถึงจะเก็บกระดูกมาทำบุญที่บ้าน ว่ากันว่า รอให้กระดูกเย็นเสียก่อน คือ เย็นโดยไม่ต้องใช้น้ำราด

ระหว่างที่รอให้ครบ 3 วันนั้นลูกหลานจะจัดเตรียมเครื่องทำบุญ และของถวายวัด ที่ภาคอีสานเหนือ จะมีการทำตุงเป็นผืนใหญ่ ยิ่งยาวเท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี เสมือนหนึ่งว่าให้ผู้ตายเป็นทางขึ้นสู่สวรรค์

chakanidjatagbart

ในการทำตุงนี้ ลูกหลานทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำคนละเล็กละน้อย หลังจากทำบุญที่บ้านแล้วก็นำสิ่งของที่เตรียมไว้มาที่วัด ส่วนตุงนั้นจะนำมาตั้งไว้ที่มุมโบสถ์ด้านทิศเหนือ กระดูกจะนำไปฝากวัด หรือจัดก่อเจดีย์แล้วแต่กรณี ฤดูปีหน้าฟ้าใหม่ก็มาบังสุกุลทำบุญให้ทานตามประเพณี

triamngantriamngan2

การเผาแบบคนโบราณ นอกจากจะทำเป็นโลงแล้ว ยังทำเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ ซึ่งเป็นนกที่มีขนาดใหญ่มาก คนเป็นใหญ่เป็นโตมีเกียรติยศชื่อเสียง จึงสมควรให้เผาแบบนี้ ประวัติมีว่า

haehanhaesop3

นกหัสดีลิงค์ เป็นนกใหญ่ตัวโตเท่าช้าง อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เรียก ชื่อตามเจ้าของภาษาว่า หัตถิลิงคะสะกุโณ เรียกตามภาษาของเราว่า นกหัสดีลิงค์ เรื่องย่อมีว่า พระเจ้าปรันตปะเจ้าเมืองโกสัมพี นั่งผิงแดดอยู่กับราชเทวีมีครรภ์แก่ พระนางห่มผ้ากัมพลแดง นกเข้าใจว่า ก้อนเนื้อ จึงบินมาโฉบเอาไปวางไว้ในระหว่างคาคบไม้ไทร พระนางปรบมือร้อง นกตกใจบินหนีพระนางจึงลงจากคาคบไม้ แล้วประสูติพระโอรสในขณะที่ฝนตกฟ้าร้อง จึงขนานนามพระโอรสว่า อุเทน

nokhassadeeling2nokhassadeeling

ชาวอีสาน เมื่อเจ้าเมืองหรือพระสงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ถึงแก่กรรมมักจะทำศพเป็นการใหญ่โตหีบศพทำแบบโบราณ มีบุษบกหลายชั้นทำรูปนกหัสดีลิงค์ ตั้งบนกองฟอนตั้งหีบศพบนหลังนกหัสดีลิงค์ ปลูกประรำใหญ่และสูงคร่อม มีมหรสพคบงันและทำบุญกุศลครบ 7 วัน 7 คืน ถึงวันเผาก็ทำพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์แล้วจึงเผา ผู้นำชาวอีสาน คือ พระตา พระวอ ก็ปรากฏว่า ทำศพแบบรูปนกหัสดีลิงค์ เอาศพพระวอ พระตาขึ้นตั้งบนหลังนก มีมหรสพครบ 7 วัน 7 คืน แล้วเผา ณ ทุ่งบ้านดู่ บ้านแก เขตนครจำปาศักดิ์ ลูกชายของพระตา 2 คน คือ ท้าวคำผง เจ้าเมืองอุบลฯ คนแรก นามว่า พระปทุมราชวงศา และท้าวพรหม เจ้าเมืองอุบลคนที่สอง นามว่าพระพรหมราชวงศากับลูกชายท้าวคำผง ชื่อกุทอง เจ้าเมืองคนที่สามนามว่า พระปทุมราชวงศา เจ้าเมืองทั้งสามองค์นี้ ครองเมืองอุบลมาเป็นเวลานานถึง 80 ปีเศษ เวลาถึงแก่กรรม ก็จัดทำศพแบบรูปนกหัสดีลิงค์ มีมหรสพคบงัน 7 วัน 7 คืน ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง ในเมืองอุบลราชธานี (จากประวัติเมืองอุบลฯ โดย สิน ปิติกะวงศ์ พ.ศ. 2479)

ฝ่ายพระสงฆ์เมืองอุบลฯ ที่ท่านเจ้าเมือง หรือชาวเมืองเรียกกันว่า ยาท่านธรรมบาล วัดป่าน้อย ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็น เจ้าคุณพระอริยวงศาจารย์ ปลายรัชกาลที่ 5 ท่านถึงแก่มรณภาพ ก็จัดทำศพแบบรูปนกหัสดีลิงค์ มีมหรสพคบงัน 7 วัน 7 คืน เผาที่วัดป่าน้อย เมืองอุบลฯ อีกองค์หนึ่งคือยาท่านดีโลด หรือ ที่ทางการเรียกพระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ ปี พ.ศ. 2485 ท่านถึงแก่มรณภาพ ก็จัดทำศพแบบรูปนกหัสดีลิงค์ ตั้งศพบำเพ็ญบุญ และมีมหรสพคบงันครบ 7 วัน 7 คืน ณ วัดทุ่งศรีเมือง (จากประวัติทุ่งศรีเมือง 2514)

rumnaasopmaeyai

การจัดทำศพแบบรูปนกหัสดีลิงค์นี้ถือเป็นเกียรติประวัติอย่างสูง สมควรได้รับเกียรติศักดิ์เช่นนั้น ต้องได้ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ และพระศาสนามากมาย ส่วนเจ้าเมืองและพระสงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ในภาคอีสานซึ่งได้ทำความดีมีจำนวนมาก เวลาทำศพ จะได้ทำแบบรูปนกหัสดีลิงค์นี้หรือไม่ ผู้เขียนไม่สามารถนำมาเล่าไว้ จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย (เพิ่มเติมสำหรับคำถามนี้ อ่านคำตอบได้ที่ นกหัสดีลิงค์ พิธีการปลงศพของเจ้านายชั้นสูงและพระเถระผู้ใหญ่ในอีสาน)

การเผาศพ

เกี่ยวกับการตายนี้ คนโบราณมีข้อห้ามไว้หยุมหยิม จุดประสงค์ของผู้ห้ามก็เพื่อต้องการให้เกิดความสวัสดิมงคล ผู้อยู่ก็ให้สบาย ผู้ตายให้มีสุข ข้อที่คนโบราณห้ามไว้ มีดังนี้

  1. อายุไม่ถึง 10 ปี ตายแล้วห้ามไม่ให้เผา ถ้าเผาจะเกิดความฉิบหายแก่ พ่อแม่ พี่น้อง วงศาคณาญาติ และทรัพย์สินเงินทอง
  2. ตายเพราะโรคลงท้อง (ท้องร่วง) ห้ามไม่ให้เผา
  3. ตกน้ำตาย ตกเรือนตาย ห้ามไม่ให้เผา
  4. ฟกบวมตาย ห้ามไม่ให้เผา
  5. ตายเพราะช้างม้าเหยียบ เสือกัด งูกัด ควายขวิด ตกต้นไม้ตายผีกินเหล่านี้ ห้ามไม่ให้เผา
  6. ตายเพราะมีด หอก ดาบ หลาว แหลม เหล่านี้ ห้ามไม่ให้เผา
  7. ตายเพราะสู้รบกันด้วย หลาว แหลม เหล็ก และโรคลงแดงห้ามไม่ให้เผา ถ้าเผาจักเกิดอันตรายแก่เจ้าบ้าน และพ่อแม่พี่น้อง ถ้าจะเผาให้นำไปเผาที่อื่น ห้ามเผาร่วมป่าช้า ถ้าเผาร่วมป่าช้าจักเข็ดขวางแก่ไพร่เมือง ผู้ตายเช่นนี้ ห้ามมิให้นับถือเป็นด้ำ (ผีเรือนหรือของฮักษา) ถ้านับถือเวลาทำผิดเขาจะมาถามกินวัว ควาย หมู เห็ด เป็ด ไก่ กับเราทุกวัน ถ้าเรายอมให้ก็เสียของ ถ้าไม่ให้มันก็เป็นปอบเป้าโพงผีมากินเรา
  8. เวลาหามผีลงเรือน ให้หว่านขี้เถ้ารอบเรือน เมื่อผีถึงป่าช้าแล้ว คนที่อยู่บ้านให้เอาเสื้อผ้าพี่น้องผีไปซ่อนไว้เวลากลับจากเผาห้ามเหลียวหลัง มาถึงแล้วให้แสดงอาการกลัวผี ผู้อยู่บ้านให้ปิดประตูเรือน ให้ผู้มาจากเผาผีอาบน้ำให้สะอาดทุกคน แล้วจึงเปิดประตูให้ขึ้นไปบนเรือนผู้หลัก ผู้ใหญ่จึงให้ศีลให้พร ถ้าทำได้ดังกล่าวมาจะปราศจากทุกข์โศกโรคภัย อยู่เย็นเป็นสุข
  9. เป็นกำเลิดตาย หรือคนป่วยไม่หาย ต้องการจะย้ายไปรักษาในที่อื่น ให้นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดให้แล้วจึงให้เข้าในเรือน ถ้าตายให้เอาไปที่อื่น ถ้าเผาร่วมป่าช้าจะเข็ดขวางไพร่เมือง
  10. ไม้ล้อเกวียนและตีนเกวียนที่หักแล้ว ห้ามไม่ให้เอาไปรองตีนบันได
  11. ห้ามปลุกผีนั่ง ถ้าทำจักเกิดอันตรายแก่พ่อเรือน แม่เรือน ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ข้าวของเงินทอง (จากหนังสือธรรมสอนโลก)

hilokruadnamsuadapitam2

หมายเหตุ

การฝังศพ หรือ การเผาศพ เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาตลอด เพราะเกจิอาจารย์บางคนว่าควร บางคนว่าไม่ควร โดยอ้างตำรานี่ ตำราที่ห้ามก็ห้ามเพียงว่า คะลำบ้าง จะเป็นอันตรายบ้าง จะพินาศฉิบหายถึงขายตัวบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะแก้ไขอย่างไร

สมมุติว่าห้ามไม่ให้เผา แต่เราจำเป็นต้องเผา เราจะทำอย่างไร? โบราณแนะวิธีทำไว้ดังนี้

  1. ในที่ที่ซึ่งไม่มีพระสงฆ์เป็นประธาน ถ้าเราจะเผา เราก็จัดการบวงสรวงศพ บอกให้ศพทราบความจำเป็นและร้องขอศพอย่าไปเบียดเบียน
  2. ในที่ซึ่งมีพระสงฆ์เป็นประธาน ท่านจะสั่งให้เผาก็จัดการไปตามท่าน ถ้าเราทำตามนี้ เรื่องที่ร้ายก็กลายเป็นดีแล

blueline

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 

life header

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 marry me

พิธีกรรมเกี่ยวกับการแต่งงาน

อันดับชีวิตขั้นที่ 3 ต่อจากการบวชมาก็คือ การกินดอง หรือ การแต่งงานมีคู่ครอง ชีวิตขั้นนี้โบราณถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นชีวิตต้องพึ่งตัวเอง และต่อสู้อุปสรรคนานานับประการ เป็นชีวิตที่ก้าวหน้าขึ้น เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นพ่อคน แม่คน ดังนั้นผู้ที่จะก้าวขึ้นสู่ชีวิตขั้นนี้ จะต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ การกินเลี้ยงในงานเอาผัวเอาเมียเรียก การกินดอง ที่นิยมทำกันมี 2 แบบ คือ

  • ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว ชายไปอยู่ที่บ้านของหญิง เรียก อาวาหะมงคล พิธีนี้โบราณถือว่าดีนัก ดังภาษิตที่ว่า "เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย"

saibartsuammalai

waipramjermnaa

  • ชายหญิงที่แต่งงานกันแล้ว หญิงไปอยู่ที่บ้านของชาย เรียก วิวาหะมงคลี พิธีนี้โบราณถือว่าไม่ดี ดังภาษิตว่า " เอาลูกใภ้มาเลี้ยงย่า ปานเอาผีเอาห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน"

การเลือกคู่ครอง

ชายหญิงที่สมสู่อยู่ร่วมกันโดยฐานะเป็นผัวเมียกัน เรียกว่า คู่ครอง โบราณแยกคู่ครองไว้ 2 พวก พวกหนึ่งเคยอยู่ร่วมในชาติปางก่อน อีกพวกหนึ่งได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

การเลือกคู่ครองหนังสือ ธรรมดาสอนโลก ว่าไว้ดังนี้

  1. หญิงชายที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ควรเลือกเป็นคู่ครองแล้วให้ทำตามประเพณี และต้องเคารพผี (ค้ำ) เรือน ถ้าไม่ทำมักเกิดโทษไม่ตายก็หย่าร้างหาความสุขความเจริญไม่ได้
  2. หญิงชายที่พ่อแม่ตายแล้ว ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าจำเป็นได้เลือกให้ปลูกปะรำนอกเรือน และ สมมาโคตรวงศ์ที่นั่นจักอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าไม่ทำดังกล่าวมาจักเกิดโทษ ไม่หม้ายก็ร้างไม่มีความเจริญรุ่งเรือง
  3. ชายหญิงที่พ่อตายแล้ว ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าเลือกจักเกิดเป็นโทษแก่ตนเองและบริวาร หาความสุขกาย สบายใจไม่ได้แล
  4. ฝ่ายชายที่พ่อตาย ฝ่ายหญิงที่แม่ตาย ไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าเลือกจักเกิดโทษ ไม่ตายก็หย่าร้าง หรือจักเป็นอันตราย แก่ลูกที่เกิดมา
  5. ฝ่ายหนึ่งทุกข์ฝ่ายหนึ่งมั่งมี ควรเลือกเป็นคู่ครอง ถ้าทุกข์ทั้งสองฝ่ายไม่ควรเลือกเป็นคู่ครองเลย จักทุกข์ได้ยากลำบากแล
  6. หญิงคนใช้ในเรือน หรือหญิงที่ชอบเล่นหอก ดาบ หลาว แหลมไม่ควรเลือกเป็นคู่ครอง เพราะจะนำความวิบัติมาสู่ตนแล
  7. พญาเอาคนใช้เป็นคู่ครองจักเกิดความฉิบหายแล
  8. เอาลูกสาวเป็นคู่ครองจักเข็ดขวาง พินาศ ฉิบหาย มากนักแล
  9. เอาทาสเป็นคู่ครองจักเกิดความฉิบหายแล
คู่ครองที่เจริญ คู่ครองที่เสื่อม
  1. มีความเคารพ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และสิ่งศักสิทธิ์
  2. รักใคร่นับถือญาติพี่น้อง
  3. เมียปฏิบัติผัวดังนี้
    • เคารพและรักผัว
    • ตื่นก่อนนอนที่หลังผัว
    • ปฏิบัติ ปัฏฐากผัว (จัดของกินของใช้)
    • วันศิล วันพระสมมาผัว
    • เวลากินให้ผัวลงมือก่อน
    • เดินบนเรือนให้ค่อยเดิน
    • อย่าพูดเสียงดัง
    • เอาเท้าผัวเช็ดผมก่อนนอน
  1. เอาเสื้อผ้าเก่ามารองหรือหนุนศีรษะนอน
  2. เอาไม้แก่นหรือไม้หางครกมอง (กระเดื่อง) ถูตัว
  3. เอาชายผ้า (กะเตี่ยว) ที่นุ่งมาเช็ดหน้า
  4. ดุด่ากัน
  5. กระทืบเท้าก่อนขึ้นบันได
  6. เอาผ้าซิ่นปัดป่ายหลังผัว
  7. กลางคืนปัดกวาดเรือน เวลาปัดกวาดเอามือผลักหลังผัว
  8. ฝน (ลับ) มีด พร้า สิ่ว ขวาน หอก ดาบ ตอนกลางคืน

pookkanbaosaoการเลือกคู่ครอง ถ้าเลือกได้ดีทำได้ถูก จะมีความสุขความเจริญอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ถึงทุกข์จนมาก่อน ก็จะมั่งมีกลายเป็นเศรษฐีไปก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่คู่ครองนั้นจะมีความรักสมัครสมานถูกต้อง ปรองดองกันได้น้อยมากเพียงใด หากเลือกแล้วแต่ไม่ได้ดี หรือหาดีไม่ได้ถือว่าเป็นกรรมของเราอยู่ก็ไม่ดี หนีก็ไม่รอด ให้ถือว่า กกมิ่งแขวนกกแนนห้อย ดังภาษิตโบราณว่า "ชะตามาตกนี่จำหนีก็ได้อยู่ แผ่นดินท่อหมากบ้า แผ่นฟ้าท่อด้งหม้อนขอเมี้ยนกระดูกดอม"

ลักษณะของชาย ชายที่ดีต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้

  • รูปสมบัติ มีรูปร่างสมประกอบ ไม่พิกลพิการเสียแข้งขา หู ตา เป็นต้น
  • คุณสมบัติความรู้ ประพฤติดีมีศีลธรรม เคารพต่อกฏหมายและจารีตประเพณีของบ้านเมือง
  • ฐานะสมบัติ มีเรือนชานบ้านช่องที่ทำมาหากิน ชายที่มีลักษณะดังนี้สมควรที่หญิงจะเลือกเอาเป็นคู่ครองอย่างแท้จริง

ลักษณะของหญิง หญิงที่ดีต้องประกอบด้วยลักษณะดังนี้

  • หญิงที่ดีสมควรที่ผู้ชายจะเลือกเอาเป็นคู่ครองต้องมีลักษณะไม่เหมือนผู้ชาย แต่เพราะผู้หญิงนอกจากเป็นเมียแล้ว จะต้องเป็นแม่เรือนอีกด้วยจึงต้องเพิ่มลักษณะแม่เรือนเข้าอีก คือ ต้องรู้จักเรือน 3 น้ำ 4
    • เรือน 3 นั้น ได้แก่
      1. เรือนผม
      2. เรือนไฟ
      3. เรือนนอน
      เรือนทั้งสามนี้ต้องรักษาให้สะอาด
    • น้ำ 4 นั้น ได้แก่
      1. น้ำกิน
      2. น้ำใช้
      3. น้ำเต้าปูน
      4. น้ำใจ
      น้ำเหล่านี้ต้องให้สะอาดและให้เต็มบริบูรณ์ ดังภาษิตว่า "หญิงใดสมบูรณ์ด้วยเฮือนสามน้ำสี่ เป็นหญิงดีเลิศล้ำสมควรแท้แม่เฮือน"

การเล่นสาว

การที่ชายไปพูดเกี้ยวพาราสีหญิงเรียก การเล่นสาว การเล่นของคนโบราณเป็นการแสดงวัฒนธรรมอันดีอย่างหนึ่ง คือ คนโบราณนั้น เมื่อสมัครรักใคร่กันแล้ว ไม่มีการล่วงเกินแม้กระทั่งจับมือถือแขน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ถึงผู้ชายจะไปค้าขายเป็นแรมปีก็รอคอย ชายก็เหมือนกัน เมื่อสมัครรักใคร่กันแล้ว ก็ทำการสู่ขอตามประเพณี

การโอม

การไปสู่ขอหญิงสาวมาให้เป็นเมียของชาย เรียก การโอม การโอมนั้นทำดังนี้ คือ จัดขันหมากธรรมดา มีหมากจีบพลูพันใส่ขัน 1 ขัน กับเงิน 3 บาท เงินนี้เป็นค่าจ้างพ่อแม่ของหญิง เรียก เงินไขปากไขคอ ใช้ให้เจ้าโคตรฝ่ายชาย 2 คน นำขันหมากนี้ไป ขอต่อพ่อแม่ของหญิง ถ้าพ่อแม่ของหญิง ยินยอมที่จะยกลูกสาวให้ก็จะรับเอาเงิน 3 บาท นั้นแล้วคาดค่าดอง ถ้าไม่ตกลงก็ส่งเงินคืน

kanmarg1ค่าดอง

ราคาตัวของหญิงหรือสินสอด เรียก ค่าดอง เมื่อพ่อแม่ของหญิงตกลงปลงใจแล้วจะต้องมาตีราคาของหญิงเป็นน้ำเงิน การตีราคานั้นถือตามฮีตบ้านครองเมือง จารีตมีว่า ถ้าเป็นเจ้าเมือง อุปราช ราชบุตร เมืองแสน เมืองจันทร์ ตีราคาค่าตัว 6 ตำลึง ถ้าเป็นลูกตาแสง นายกรม นายกอง ตีราคาค่าตัว 3 ตำลึง ถ้าเป็นลูกคนธรรมดาสามัญ ตีราคาค่าตัว 6 บาท การมาดค่าตราคาของหญิงนั้น เจ้าโคตรฝ่ายชายมักจะขอต่อรอง ถ้าตกลงกันเท่าไรจะต้องนำเงินนั้นมาให้แก่หญิงในวันแต่งงาน

suamwanการหมาย

การสู่ขออีกอย่างหนึ่ง เรียก การหมาย (หมั้น) คือ เจ้าโคตรฝ่ายชายจัดหาหมากพลู กล้วยอ้อย แล้วข้าวต้ม เต็ม 2 กระหยั่ง ให้คน 2 คน นำไปขอหญิงต่อพ่อแม่ของหญิง ถ้าพ่อแม่ของหญิงพอใจก็รับเอาไว้ ไม่พอใจก็ไม่รับ เมื่อรับของหมายแล้ว ภายหลังเกิดไม่พอใจจะแต่งงานด้วย ถ้าเป็นชายไม่พอใจของที่นำไปหมายพร้อมกับเงิน 3 บาท ตกเป็นของหญิง ชายเรียกเอาคืนไม่ได้ ถ้าหญิงไม่พอใจชายต้องเสียเงินค่าข้าวต้ม 2 กระหยั่ง เป็นเงิน 5 บาทและคืนเงินไขปาก 3 บาทให้แก่ชาย หากตกลงปลงใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหญิงจะแจกข้าวต้ม 2 กระหยั่งให้พี่น้องกินพอถึง 3 วันแล้วนำกระหยั่งเปล่า 2 ใบส่งคืน ให้แก่ฝ่ายชายแล้วตกลง หาฤกษ์งามยามดีเพื่อประกอบพิธีต่อไป

ของฝาก

สัญญลักษณ์แห่งความรักใคร่ที่ฝ่ายชายนำไปมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเรียก ของฝาก ของฝากนั้นมีสร้อยแหวน เงินคำ เป็นต้น หญิงจะต้องเก็บรักษาของนั้นไว้มิให้สูญเสีย เมื่อผู้หญิงเกิดไม่พอใจต้องส่งสิ่งของของทั้งหมดคืนให้แก่ชาย แต่ถ้าเกิดความไม่พอใจ ไปแต่งงานกับหญิงอื่นของฝากทั้งหมดตกเป็นของหญิง ผู้ชายจะเรียกเอาคืนมาไม่ได้ ของฝากชนิดนี้รู้กันเฉพาะชายหญิง จึงเรียกของชนิดนี้ว่า ของฝากปกปิด

ของฝากอีกชนิดหนึ่งเป็นของเปิดเผยรู้เห็นกันทั่วไปในพวกวงศาคณาญาติ เป็นของฝากที่นำไปสู่ขอหญิงสาวมีขันหมาก กล้วย อ้อย ข้าวต้ม 4 กระหยั่ง และตะกร้าใบเล็กสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ของมี ไข่ ถั่ว งา พลู หมาก ข้าวสาร สีเสียด เม็ดฝ้าย ข้าวเปลือก ตะกร้านี้มีจำนวนไม่เท่ากัน ถ้าจะนำไปสู่ขอหญิงที่เป็นลูกคนแรก และลูกคนสุดท้องใช้ ตะกร้า 32 ใบ ของหญิงที่เป็นลูกคนกลางใช้ตะกร้า 16 ใบ กับเงินอีก 2 บาท ให้ฝ่ายชายนำสิ่งของเหล่านี้ไปขอต่อหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิง เมื่อพ่อแม่ของหญิงรับสิ่งของเหล่านั้นไว้ ถือว่าเป็นการยินยอมยกลูกสาวให้ พ่อแม่หญิงจะเอาข้าวต้ม 2 กระหยั่ง กับเงิน 2 บาท จากฝ่ายชายแล้วส่งข้าวต้ม 2 กระหยั่ง กับค่าของฝากเป็นเงิน 10 บาทคืนให้แก่ฝ่ายชาย ส่วนของนอกนั้นพ่อแม่ ของฝ่ายหญิงจะแจกให้แก่พี่น้องของตนทั้งหมด

suamwan2mun

การปลูกเรือนใหม่

มื่อตกลงจะแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายชายจะจัดหาไม้ เครื่องเรือนนำไปปลูกที่บ้านของฝ่ายหญิง การปลูกก็บอกเล่าญาติพี่น้องให้มาช่วย สำหรับอาหารการกิน เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจัดหา การปลูกจะต้องทำให้เสร็จในวันเดียวกัน ส่วนที่นอนมีเสื่อ มีหมอน เป็นต้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงจะต้องจัดหาไว้ให้พร้อมสรรพ

kongmunpaprae

kongmun2เครื่องสมมา

สิ่งของมี เสื่อ หมอน เสื้อ ผ้าซิ่น ซึ่งฝ่ายหญิงจัดทำเพื่อนำไปสมนาคุณแก่ฝ่ายชาย เรียก เครื่องสมมา ของเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง จะต้องเตรียมไว้ก่อนวันงาน เมื่อแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำของเหล่านี้ไปสมมาแด่เจ้าโคตรฝ่ายชาย

พิธีกินดอง

การกินดอง เป็นพิธีที่จัดให้ใหญ่โตตามฐานะ ทำให้เสร็จภายในวันเดียว ณ ที่บ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เตรียมการต้อนรับญาติพี่น้องจะมาช่วยเหลือ มีอาหารการกินเลี้ยงกันอย่างอุดมสมบูรณ์ที่บ้านฝ่ายชาย ยกเครื่องขันหมาก และพาขวัญออกมาตั้งไว้ที่บ้านฝ่ายหญิง ยกเครื่องสมนา เครื่องปูที่นอน และพาขวัญออกมาตั้งไว้ เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมกันแล้วจึงทำการสู่ขวัญ พิธีสู่ขวัญน้อย เมื่อได้เวลาฤกษ์งามยามดีแล้วต่างฝ่ายต่างทำการสู่ขวัญที่บ้านใครบ้านมัน พอสู่ขวัญเสร็จแล้วก็ผูกข้อต่อแขน ฝ่ายชายแห่ขันหมากมาบ้านฝ่ายหญิง

พิธีแห่ขันหมาก

เครื่องขันหมากมี 3 ขัน ขันใส่เงินค่าดอง 1 ขัน ใส่หมากจีบ พลูแนบ 1 ขัน ใส่เหล้ายา 1 ขัน ทั้งสามนี้ใช้ผ้าสีต่างๆ คลุม ขันใส่เงินค่าดองให้ผู้เฒ่าเจ้าโคตรถือเดินออกก่อน ขันหมากและขันเหล้ายา ให้หญิงสาวบริสุทธิ์ 4 คน หามเดินตามหลัง พาขวัญเดินออกก่อนคู่บ่าวและญาติพี่น้องแห่แหนไปตาม เมื่อไปถึงเรือนผู้หญิงแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะออกมารับเชิญให้ขึ้นไปบนเรือน

tangdong2tangdong5

เมื่อขึ้นไปถึงแล้วเจ้าโคตรฝ่ายชายจะยกขันทั้ง 3 ให้ฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงเปิดขันค่าดองออกมานับ ถูกต้องแล้วมอบให้แก่พ่อแม่ของหญิง ส่วนขันเหล้ายาและหมากพลูก็แจกแบ่งตามกันเคี้ยวกัน อาหารการกินที่ฝ่ายหญิงจัดไว้ก็นำมาเลี้ยงดูกัน

sukwan1sukwan2

พิธีสู่ขวัญกับก่าย

พอเสร็จการเลี้ยงแล้วก็มีการสู่ขวัญกับก่าย คือ ให้หญิงชายคู่นั้นเข้าพาขวัญด้วยกัน เอามือก่ายกัน ให้แขนท้าวก่ายแขนนาง เอาแขนชายทับแขนหญิง เสร็จผูกแขนให้ชายหญิงแล้วเอาไข่มาปอก ใช้เส้นผมตัดตรงกลาง ตรวจดูไข่ว่าเต็มหรือไม่ ถ้าเต็มก็หมายความว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสมบูรณ์ตลอด แล้วยื่นไข่ครึ่งหนึ่งให้ชาย ครึ่งหนึ่งให้หญิง ชายเอาไข่ของตนป้อนหญิง หญิงเอาไข่ของตนป้อนชาย เสร็จแล้วผู้ชายจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปสมมาพ่อแม่ โคตรวงศ์ของหญิง แล้วฝ่ายชายพากันกลับไปบ้านของตน [ เรื่องที่เกี่ยวข้อง การสู่ขวัญ ]

pontkai

พิธีสมมา

เมื่อผู้ชายกลับไปแล้วเจ้าโคตรฝ่ายหญิงจะนำผู้หญิงไปสู่เรือนพ่อแม่ฝ่ายชาย เมื่อสมมาของที่จะสมมาพ่อแม่ผู้ชาย มีผ้า 1 ผืน ซิ่น 1 ผืน กับ เสื้อ 1 ผืน สมมาพ่อแม่ของผู้ชายโดยไม่คิดมูลค่าเจ้าโคตร ฝ่ายชายนอกนี้จะสมมาด้วยเสื่อสาด อาสนะอย่างหนึ่ง อย่างใดก็ได้ ตีเป็นราคาผูกเป็นเงินพอเสร็จแล้วกลับบ้านของตน

tangdong3waipram

jaobaoพิธีส่งตัวผู้ชาย

เวลาส่งผู้ชายไปอยู่เรือนผู้หญิงนั้น กำหนดเวลาโฮมแลง คือเวลาบ่าวโฮมสาว ประมาณว่า 2 ทุ่มเศษ เมื่อได้เวลาแล้ว พากันแห่ชายไปส่ง ผู้เป็นหัวหน้าร้องบอกไปว่า "แม่เฒ่าเอยลูกเขยมาแล้ว ไขป่องเอี่ยมเยี่ยมเบิ่งลูกเขย" เมื่อไปถึงแล้วฝ่ายหญิงจะมาคอยต้อนรับเชื้อเชิญขึ้นไปบนเรือน แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูกันตามธรรมเนียม

พิธีปูที่นอน

เมื่อเสร็จการเลี้ยงแล้ว ผู้เฒ่าเจ้าโคตร (ชายหญิง) ที่มีฐานะดี มีความประพฤติดี มีลูกเต้าอยู่ด้วยกันมาไม่เคยหย่าร้างกันเป็นผู้ปูที่นอน ให้ปูของผู้ชายให้สูงไว้ทางขวา ของผู้หญิงให้ต่ำไว้ข้างซ้ายผ้าปูของผู้ชาย แล้วก็ทำพิธีนอนก่อน แล้วจึงลุกขึ้นมาจูงผู้หญิงเข้าไปก่อน จูงผู้ชายเข้าไปทีหลัง แล้วปิดประตูให้ชายหญิงนอนด้วยกันพอเป็นพิธี จึงเปิดประตูให้ชายหญิงออกมานั่งข้างนอกต่อหน้าผู้เฒ่าเจ้าโคตรทั้งสองฝ่าย การมอบตัวเจ้าโคตรฝ่ายหญิง จะได้บอกสอนหญิงให้รู้จักฮีตผัวครองเมีย รู้จักฮีตบ้านครองเรือน ให้ฮักแพงอยู่ดีกินดีด้วยกันตลอด พอจบการสอนแล้ว เจ้าโคตรฝ่ายชาย จะมอบหมายสายเส้นฝากฝังผู้ชายให้เป็นลูกเป็นเต้า เป็นอันเสร็จพิธีการกินดองแต่เพียงเท่านี้

tangdong4tangdong5

การซู

ยังมีพิธีแต่งงานอีกแบบหนึ่ง การซู เมื่อชายหญิงชอบพอกันแล้ว มิได้บอกพ่อแม่ผู้หญิงให้ทราบก่อน ด้วยเกรงจะเกิดความผิดหวัง จึงตกลงกับหญิงนัดวันเวลาที่จะไปสมสู่อยู่ร่วมให้หญิงทราบ ภายหลังจึงบอกให้พ่อแม่ของหญิงทราบ แล้วทำพิธีสู่ขวัญให้

การตาบฮ้างตาบหม้าย

ในการแต่งงาน ถ้าฝ่ายใดเคยเป็นฮ้างหรือหม้ายมาก่อน ฝ่ายนั้นจะต้องตาบฮ้างหรือหม้าย เช่น เมื่อผู้ชายบริสุทธิ์ไปแต่งงานกับหญิงที่เป็นฮ้างหรือหม้าย ควรจะแต่ง 20 บาทก็ลดลงมาเพียง 10 บาท การทำดังนี้ถือว่า เป็นความยุติธรรมดีเหมือนกัน การกินดองของคนโบราณนั้น หลังจากกินดองนี้แล้วจะต้องกินอีก 5 ครั้ง

  1. ครั้งที่ 1 เรียก การแปลงขึ้น
    เมื่อชายหญิงอยู่ด้วยกันมา 9 วัน แล้วผู้ชายจะต้องจัดหาเหล้า 1 ไห ไก่ต้ม 1 ตัว ถ้วย 1 ใบ เงิน 6 ลาด ไปไหว้ผู้หญิงเอาเหล้าไหไก่ตัวไปเลี้ยงญาติฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงต้องเก็บรักษาไหเปล่า ถ้วยเงิน 6 ลาดไว้ ถ้าส่งของเหล่านี้คืนให้ชายถือว่าหย่าร้างกัน ถ้าไม่ส่งคืนถือว่ายังเป็นผัวเมียกันอยู่ การนำของเหล่านี้ไปเลี้ยงผีหญิงก็เพื่อให้ผีฝ่ายหญิงหันมานับถือชาย จะเรียกว่าเปลี่ยนแปลงของฮักษาก็น่าจะถูก
  2. ครั้งที่ 2 การกินกก
    การกินเลี้ยงในเวลาได้ลูกคนแรก เรียกการกินกก คือเมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันมาได้ลูก 1 คน หรืออยู่ด้วยกันครบ 3 ปี แต่ไม่ได้ลูกก็ต้องจัดการกินดอง ผู้ชายจัดหาหมู 1 ตัว เหล้า 6 ไห ผู้หญิงหมู 2 ตัว เหล้า 8 ไห เอาไปรวมทำอาหารไปเลี้ยงที่บ้านผู้หญิง แต่แยกกันทำ เสร็จแล้วฝ่ายชายนำอาหารไปเลี้ยงผีฝ่ายหญิง แล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน เป็นเสร็จพิธีการกินกก
  3. ครั้งที่ 3 การกินกาว
    เมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันมาได้ลูกคนที 2 ต้องจัดการกินเลี้ยงอีกครั้งหนึ่ง การกินครั้งนี้เรียก กินกาว คือฝ่ายชายจัดหาหมู 1 ตัว ควาย 1 ตัว หญิงจัดหาหมู 1 ตัว ไปทำอาหารรวมกันที่บ้านผู้หญิง เสร็จแล้วนำไปเลี้ยงผีฝ่ายหญิง แล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่าย เสร็จแล้วฝ่ายชายนำเงิน 6 ตำลึง กับควาย 1 ตัว (ถ้าควายไม่มีจะนับเอาตัวที่ฆ่าเลี้ยงเจ้าโคตรก็ได้) ไปขอหญิงจากพ่อแม่หญิงมาอยู่เรือนพ่อแม่ฝ่ายชาย ครั้นได้แล้วก็นำไปส่งที่บ้านฝ่ายชายเป็นอันเสร็จพิธีการกินกาว
  4. ครั้งที่ 4 การกินซอด
    เมื่อผัวเมียได้ลูกคนที่ 3 แล้ว ต้องจัดการกินเลี้ยงอีก ฝ่ายชายหาควายมา 1 ตัว ไปทำอาหารที่บ้านฝ่ายหญิง แล้วนำไปเลี้ยงผี เสร็จแล้วเลี้ยงเจ้าโคตรทั้ง 2 ฝ่าย
  5. ครั้งที่ 5 หมูถมฮอย
    เมื่อผัวเมียอยู่ด้วยกันได้ลูกคนที่ 4 ก็มีการกินเลี้ยงอีก การกินเลี้ยงในครั้งนี้เรียก หมูถมฮอย หรือเรียก ควายแม่ลูกผูกถุนแม่มันเลี้ยงลูกมันฆ่า การทำมีดังนี้ คือ ผู้ชายจัดหาหมูมาต้ม 1 ตัว หรือจะหาควายตัวเมียที่มีลูกติดเอามาผูกไว้เสามุมที่เรือนของหญิง แม่เอาไปเลี้ยง ลูกมันฆ่าทำอาหาร เสร็จแล้วนำไปเลี้ยงผี และหาไก่เป็นมาอีก 1 ตัว ผูกไว้ที่บันไดเรือนชั้นล่างมอบให้ผู้ที่ไปติดต่อขอหญิงมาให้เป็นเมียเอาไปเลี้ยง ไก่ตัวนี้มีชื่อว่า ไก่ซากปกนกซากห่ม แล้วนำอาหารไปเลี้ยงผู้ที่ไปขอหญิงมาให้สู่ขวัญ ให้เป็นเสร็จพิธีการกินดอง 5 ครั้ง ของคนโบราณเพียงเท่านี้

โอวาทธนญชัยเศรษฐี

เหมาะสำหรับหญิงที่จะไปเป็นแม่เรือนควรศึกษาและปฏิบัติให้ได้ จึงจะได้รับความสุขเรื่องมีอยู่ว่า ธนญชัยเศรษฐี เมื่อจะส่งนางวิสาขาไปเป็นเมียของมิคารเศรษฐี ให้โอวาทคำสอน 10 ข้อ

  1. อย่านำความผิดในบ้านไปเผยนอกบ้าน
  2. อย่านำความนินทานอกบ้านเข้ามาในบ้าน
  3. ใครให้จึงให้
  4. ใครไม่ให้ก็อย่าให้
  5. ญาติฝ่ายผัวหรือฝ่ายเมียที่ยากจนมาขอพึ่ง เขาจะให้หรือไม่ให้ก็ควรจะช่วยเหลือเขา
  6. พ่อผัวแม่ผัวทำงาน อย่านั่งดูเฉยจงช่วยเหลือท่าน
  7. ไม่บริโภคอาหารก่อนพ่อผัวแม่ผัว หามาให้แล้วจึงบริโภคภายหลัง
  8. ตื่นก่อนนอนทีหลัง
  9. ให้ยำเกรงพ่อผัวแม่ผัว เหมือนกลัวไฟหรืองูพิษ
  10. ให้เคารพพ่อผัวแม่ผัวเหมือนเทวดา

โอวาททั้ง 10 ข้อนี้ เหมาะสำหรับหญิงที่จะไปเป็นลูกสะใภ้

หน้าที่ผัว ที่ผัวจะต้องทำต่อเมีย หน้าที่เมีย ที่เมียจะต้องทำต่อผัว
  1. ยกย่องนับถือเมีย
  2. ไม่ดูหมิ่นเมีย
  3. ไม่นอกใจเมีย
  4. มอบให้เมียเป็นแม่เรือน
  5. ให้เครื่องแต่งตัวเมีย
  1. ทำการงานของผัว
  2. สงเคราะห์คนข้างเคียงผัว
  3. ไม่นอกใจผัว
  4. รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาไว้
  5. ไม่เกียจคร้านในกิจการงาน

 

blueline

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 

life header

trunfaa

 

พิธีกรรมประจำชีวิต ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ได้กำหนดลำดับเหตุการณ์ในชีวิตมนุษย์ขั้นสำคัญไว้ 4 ครั้ง คือ

เมื่ออายุผ่านมาถึงขั้นหนึ่งๆ นั้น จะต้องมีการกระทำพิธีที่เกี่ยวข้อง พิธีที่กระทำในระยะนั้นเรียกว่า "พิธีกรรมประจำชีวิต"

พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด

การกำเนิดเกิดมาเป็นคน

bornนับตั้งแต่ปฏิสนธิ (อยู่ในท้อง) จนถึงคลอดออกมา เรียก การเกิด ผู้คนเกิดมาจะดีหรือชั่ว สำคัญที่สุดอยู่ที่พ่อแม่ ถ้าทั้งสองคนนี้ดี ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นคนดี ดังนั้นคนโบราณจึงสอนให้สร้างแต่ความดีโดยวางหลักการสร้างไว้ดังนี้

การสร้างพระพุทธรูป ณ สถานที่อันเป็นส่วนรวม

เช่น ศาลาโรงธรรม หรือ ศาลากลางบ้าน คนโบราณชอบสร้างพระพุทธรูปที่สวยงามไว้ เวลาคนผ่านไปมาให้แลเห็นถนัด จักได้เกิดศรัทธามีความเคารพนับถือ

เมื่อเวลาตั้งครรภ์ น้อมนึกถึงพระพุทธรูปจิตใจก็จะสงบสบาย ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม มีศีลธรรมและรูปร่างสวยงาม เหมือนพระพุทธรูปที่สร้าง

การสร้างหิ้งพระบนหัวนอน

คนโบราณชอบสร้างหิ้งพระไว้ในห้องนอน มีพระพุทธรูปปางต่างๆ ไว้เพื่อสักการะบูชา

  • วันธรรมดา ก่อนจะนอนก็นำเครื่องสักการะ มีพระประทีป ธูป เทียน ข้าวตอก และดอกไม้ ไปสักการะ
  • วันศีลวันพระ ก็นำน้ำอบน้ำหอมพร้อมเครื่องสักการะไปหดสรงพระ สำหรับหญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ เวลาสักการะ ก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้ลูกที่ดีมาเกิด

mom baby2mom baby3

การสร้างภาพ

mom baby1ในห้องนอนของคนโบราณ มักจะมีรูปเขียน รูปหล่อ หรือรูปปั้นของคนสำคัญๆ เช่น รูปพระพุทธเจ้า รูปพระสาวก รูปวีรชน รูปบรรพบุรุษ รูปบิดามารดา เป็นต้น เวลาเข้าไปในห้องนอนแต่ละครั้งระลึกถึงบุคคลนั้น เป็นประจำเวลามีครรภ์ลูกก็จะเหมือนบุคคลนั้นๆ

การที่คนโบราณสร้างพระพุทธรูปก็ดี สร้างหิ้งพระ หรือสร้างภาพก็ดีไว้ในห้องนอน ความประสงค์ส่วนหนึ่งก็เพื่อแนะแนวทางให้สร้างคน ถ้าทำได้ก็จะนำคนดีคนงามมาเกิด เหตุผล ในข้อนี้มีอย่างไร? จะนำหลักฐานมาประกอบ

คนกลับเพศ

ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระสาวกชื่อ พระมหากัจจายน์ ท่านมีรูปร่างสวยสดงดงาม ลูกชายเศรษฐีชื่อ โสเรยยะ ไปเห็นเข้า คิดอยากได้ท่านมาเป็นเมีย พอคิดเช่นนั้นแล้ว ลูกชายเศรษฐีก็กลายเป็นหญิง อยู่ต่อมาได้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐีเมืองตักศิลา อยู่กันจนได้บุตร 2 คน เมื่อรู้สึกสำนึกตัวกลัวความผิด จึงได้ไปขอโทษต่อพระมหากัจจายน์ ท่านขมาโทษให้แล้ว ก็กลับเป็นชายตามเดิม

อีกเรื่องหนึ่ง

ฝรั่งผิวขาวสองผัวเมียแต่งงานกันใหม่ ได้ผู้ชายแขกดำเป็นคนใช้ ขยันหมั่นเพียรซื่อสัตย์และจงรักภักดี เป็นที่พออกพอใจของเมียฝรั่ง ต่อมาเมียฝรั่งตั้งครรภ์ เวลาคลอดออกมาลูกมีรูปร่างหน้าตาเหมือนแขกดำ แม้จะซักไซ้ไล่เลียงจนเรื่องขาวสะอาด แล้วก็ตาม ฝรั่งผู้ผัวก็ไม่พอใจเขา แบ่งข้าวของเงินทองให้เป็นค่าแรงแขกดำแล้วให้ออกจากเรือนไป

แขกดำลืมรูปถ่ายของตนไว้ เมียฝรั่งเวลาเดินเข้าออกในบ้านก็เห็นแต่รูปของแขกดำ ภายหลังตั้งครรภ์อีก พอคลอดลูกออกมา ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนแขกดำอีก ฝรั่งผู้ผัวจึงหายสงสัย ได้ใช้ให้คนไปตามเอาแขกดำคนใช้นั้นมาอยู่ด้วยกัน จนตลอดชีวิตนี่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก

คนบุญคนบาปมาเกิด

ขณะที่ลูกอยู่ในท้อง ถ้าเป็นคนมีบุญมาเกิด ผู้เป็นแม่จะมีความสุขกายสบายใจ ตัวอย่าง

แม่พระติสสะพอพระติสสะเกิดแม่ก็อยากทำบุญให้ทาน ถึงกับถวายข้าวมธุปายาสแด่พระสงฆ์ มีองค์พระสารีบุตรเป็นประธาน

ถ้าเป็นคนบาปมาเกิดแม่จะทนทุกข์ทรมาณมีการเจ็บไข้ได้ป่วย เวลามีอะไรมากระทบมักจะไม่พอใจ แสดงความไม่พอใจออกมานอกหน้า บางรายเป็นศัตรูต่อผู้ให้กำเนิดของตนก็มี ตัวอย่างเช่น

พระเจ้าอชาตศัตรู พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารและพระนางเวเทหิ พอเริ่มตั้งครรภ์พระนางก็อยากดื่มกินพระโลหิตของพระสวามี จนพระสวามีให้แพทย์มาเจาะพระโลหิตที่ลำแขน 1 จอกทอง พอพระนางได้เสวยอาการแพ้ท้องก็สงบ ในเวลาประสูติพระโอรส ปืนผา หน้าไม้ ในพระนครก็เกิดลุกเป็น เปลวเพลิงไปหมด

ต่อมา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเจริญวัยได้คบคิดกับพระเทวทัตแย่งเอาราชสมบัติชิงบัลลังค์ แล้วฆ่าพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นบิดาให้ตาย

คนเกิดเป็นสัตว์

สัตว์เกิดเป็นคน เวลาใกล้จะตาย ถ้าใจไปนึกไปห่วง เอาอะไรมาเป็นอารมณ์ก็มักจะเกิด เป็นสิ่งนั้น ข้อนี้มีเรื่องเล่าในพระธรรมบทว่า

"ณ เมืองอัลลกัปปะ เกิดฝนแล้ง นายโลกุตตะลิกกับนางกาลีพากันอุ้มลูกน้อยมุ่งสู่เมืองโกสัมพีเพื่อขอทาน สู้กับความหิวโหยไม่ได้ จึงทิ้งลูกน้อย ไว้กลางทาง แล้วเดินต่อไปจนถึงบ้านพักคนเลี้ยงโค ที่นั้นเขาทำบุญเลี้ยงพระปัจเจก เขาได้ให้ทานอย่างเหลือเฟือแก่สองผัวเมีย ผู้ผัวนั้นกินเกินประมาณ อาหารไม่ย่อย พอตกกลางคืนเขาก็ตาย แต่ก่อนตายเขาได้เหลือบเห็นนางสุนัขของคนเลี้ยงโค ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร เขารู้สึกรักใคร่พอใจมัน พอตายแล้วเขาได้เกิดในท้องของนางสุนัขนั้น"

ส่วนสัตว์ที่ตายแล้ว ได้มาเกิดเป็นคน มีเรื่องเล่าไว้ว่าครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถึงบูรพกรรมของภิกษุ ผู้เป็นคนใจร้ายชอบดุด่าว่ากล่าวผู้อื่น พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อน เธอเกิดเป็นเสือ ชอบจับเนื้อกินเป็นอาหารมาบัดนี้เธอเกิดเป็นคนแล้ว บวชเป็นพระภิกษุก็ยังใจคอดุร้ายคล้ายเสืออยู่

ชายเกิดเป็นหญิง

หญิงเกิดเป็นชาย ชายที่ประพฤติย่อหย่อนต่อศีลธรรม เช่น มีการเล่นชู้สู่เมียท่าน เป็นต้น ตายแล้วไปเกิดเป็นหญิง มีเรื่องเล่าไว้ว่า พระอานนท์ คราวเกิดเป็นลูกช่างทองได้เป็นชู้สู่เมีย ท่านตายแล้วได้ไปเกิดในนรก พ้นจากนรกแล้ว ได้ไปเกิดเป็นนางบำเรอสี่สิบชาติ พ้นจากนั้นได้ไปเกิดเป็นบุรุษ ถูกเขาตอนถึงเจ็ดชาติ เมื่อสิ้นกรรมแล้วได้มาเกิดเป็นพระอานนท์

ส่วนหญิงที่ต้องการจะเกิดเป็นชาย ท่านสอนให้ทำตนดังนี้

  • ให้ทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา
  • ปฏิบัติสามีให้ดี
  • ไม่นอกใจสามี

ก่อนจะสิ้นใจให้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เกิดเป็นชาย ตายแล้วก็ได้เกิดเป็นชาย

จากหลักฐานที่ยกมาเป็นตัวอย่าง เท็จจริงแค่ไหนโปรดตัดสินเอาเอง ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า ชั่วดีอยู่ที่ใจ ใครอบรมใจได้ คนนั้นเป็นคนดี การสร้างคนให้ดีผู้สร้างต้องเป็นคนดี

การสมสู่อยู่ร่วมกันนั้น ทางพระพุทธศาสนาสอนให้มีความสันโดษ คือพอใจเฉพาะในผัวเมียของตน มิให้ทำการสมสู่แบบสัตว์เดรัจฉาน หากทำแบบนั้นถือว่าบาป บางรายถึงกับตกนรกหมกไหม้ พ้นจากนรกก็มาเกิดเป็นคนใบ้บ้าเสียจริตผิดมนุษย์ บางรายก็เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ให้เขาทุบตีทรมาน การฆ่าหรือรีดลูก ในท้องให้ตาย ก็ถือว่าเป็นบาปหนักจะถูกเขาฆ่าตายถึง 500 ชาติ

สำหรับวันทำการประเวณีนั้น โบราณห้ามมิให้ทำในวันศีล วันพระ ที่บริเวณวิหาร ลานเจดีย์ ลานวัด ใกล้พระพุทธรูป ห้ามมิให้ทำกับคนต่างชาติ ต่างศาสนาอันจะเป็นการสับสนปนเป เป็นเหตุให้ไม่บริสุทธิ์

การอบรมเด็กในท้องในเวลามีครรภ์ โบราณสอนให้พักผ่อนไม่ให้ทำงานที่หนัก สำหรับการอยู่กินก็ห้ามมิให้กินอาหารที่เปรี้ยวหวาน มัน เค็ม เผ็ดร้อนจนเกินไป ด้วยกลัวเป็นอันตรายแก่เด็กในท้อง การยืน เดินนั่งนอน ก็ให้ระมัดระวัง ให้ทำบุญให้ทานรักษาศีลเมตตาภาวนา การทำทั้งนี้เป็นการรักษา และอบรมเด็กในท้องให้เป็นคนดีนั่นเอง การคลอดกำหนดเวลาตั้งครรภ์ โบราณว่าไว้ว่า

"ผู้สาวมานเก้าผู้เฒ่ามานสิบ" หมายความว่า หญิงที่มีท้องคนหัวปี (คนแรก) ครบเก้าเดือนจึงจะคลอด มีท้องคนที่สองไปมีครบสิบเดือน จึงจะคลอด เมื่อถึงเวลาจะคลอดพอรู้สึกปวดท้อง ให้ไปเชิญหมอตำแยมาไว้ ถ้ามีเครื่องรางของขลังให้เอาเก็บรักษาไว้ที่อื่น ห้ามมิให้คนยืนขวางประตู หรือบันได ห้ามมิให้พูดเรื่องซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการคลอด

mae look

เมื่อคลอดแล้วเตรียมทำเตาไฟ หาหม้อและฟืนมาจุดต้มน้ำให้อยู่ไฟ (อยู่กรรม) ต่อไป ฟืนอยู่ไฟที่กองชันไว้ให้ล้ม เวลาตกฟากไม้ไผ่ที่เอามาสับติดกันเป็นแผ่นใช้นั่งในเวลาจะคลอดเรียกว่าฟาก

เวลาตกฟาก คือเวลาที่คลอดออกมาแล้วตกถึงฟาก เวลาตกฟาก นี้ถือกันว่าเป็นเวลาเกิดและเป็นเวลาสำคัญมาก ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องจำเวลา วัน เดือน ปีเกิดของเด็กไว้ให้แม่นยำเพื่อสะดวกใน การที่จะนับอายุในเวลาบวช เวลาแต่งงานหรือจะดูฤกษ์งามยาม เวลาตกฟาก นี้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า หญิงตกหงาย ชายตกคว่ำ

คือเวลาคลอด หญิงจะต้องหงายหน้าขึ้น ชายจะต้องคว่ำหน้าลง ถ้าหญิงตกคว่ำ ชายตกหงาย ถือว่าผิดธรรมเนียม ถ้าใครเป็นเช่นนั้น เวลาคลอดออกมาเขาจะเอามือจับองคชาติ (ของลับ) เพื่อว่าต่อไปเด็กจะมีเพศนี้เขาจะต้องเป็นหมัน แต่งงานแล้วไม่มีลูก ไม่พิกลพิการ

การตัดสายแฮ่

สายที่โยงจากแฮ่ (รก) มาหาสะดือ เรียก สายแฮ่ สายแฮ่นี้จะต้องตัด เขามัดเป็นเปราะๆ ให้แน่น ให้ตัดยาวเสมอเข่าเด็ก ของที่จะตัดใช้ติว (ผิว) ไม้ฮวก (ไม้ไผ่) หรือกาบหอย ห้ามมิให้เอามีดหรือเหล็กตัด เพราะจะเป็นพิษ เขียงรอง ตัดใช้ว่านไฟ ก้อนหินหรือถ่านไฟ คนที่จะตัดก็เลือกเอาคนที่มีนิสัยใจคอดีด้วย ถือว่าเด็กที่เกิดมาจะมีนิสัยใจคอคล้ายกับผู้ตัดสายแฮ่

การอาบน้ำเด็ก

เมื่อตัดสายสะดือแล้ว เอาน้ำอาบให้เด็ก ถ้ามีไขมันหรือเมือกติดต้องเอาน้ำมันมะพร้าวทาตามตัว แล้วเอาผ้าเช็ดจึงอาบน้ำให้ วิธีอาบน้ำให้นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างออกให้ตรง เอาเด็กวางลงในระหว่างขา หันหัวเด็กไปทางปลายเท้า แล้วเอาน้ำอาบให้และให้ดัดแข้งขามือเท้าให้ตรงด้วย เมื่ออาบน้ำแล้วเอาผ้าขาวยาวเท่าลำตัวมาเจาะเป็นรูตรงกลาง ระหว่างสะดือวางทาบลงบนท้องสอดสายสะดือเป็นวงวางไว้บนผ้า แล้วเอาเชือกรัดไว้ทั้งสองข้าง จึงเอาเด็กใส่ในกระด้ง

baby4baby1

การฮ่อนกระด้ง

ก่อนจะเอาเด็กวางลงกระด้งให้เอาเบาะปูลง แล้วเอาผ้าขาวรองจึงเอาเด็กวางลง กระด้งนั้นใช้ทางด้านหลัง แล้วนำกระด้งเด็กไปที่ประตูเรือน ทำการผอกผีพราย ผายผีป่า เอากระด้งเคาะกับประตูเบาๆ ว่า กูหุก กูหุก กุกกู กุกกู แม่นลูกสูมา เอามื้อนี้กลายมื้อนี้เมื่อหน้าลูกกู ว่าดังนี้สามหนด้วยถือว่าในระหว่าง สามวันลูกผี วันสี่เป็นลูกคน พอผอกแล้วนำกระด้งเด็กไปวางข้างแม่ของเด็ก แล้วเสกคาถาเอาด้ายสายสิญจน์วงรอบผูกข้อต่อแขนให้ทั้งแม่และเด็ก ในขั้นตอนของการฮ่อนกระด้งนั้น หากเป็นเด็กผู้หญิงจะเอาเข็ม ด้าย หรืออุปกรณ์เย็บปักถักร้อยวางลงในกระด้งก่อน แล้วค่อยเอาเบาะปูทับ ว่าจะทำให้เป็นคนเรียบร้อย เป็นแม่บ้านแม่เรือน หากเป็นเด็กชาย จะเอาสมุด ดินสอ วางลงทำเช่นเดียวกัน จะทำให้เป็นคนรักเรียนเขียนอ่าน โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

การฝังสายแฮ่

เมื่อตัดสายแฮ่ออกแล้ว เอาใบตองเกลือมาห่อ แล้วนำไปฝังใต้บันไดชานเรือน เอาไฟสุมไว้สามวันสามคืน ที่เอาไฟสุมไว้ทั้งกลางวันกลางคืน โบราณถือว่าป้องกันผีพราย มิให้มาทำอันตรายแก่เด็ก

การอยู่กรรม หรือ การอยู่ไฟ

เมื่อจะอยู่ไฟ ต้องมีการทำพิธีดับพิษไฟเสียก่อน โดยเสกข้าวสารกับเกลือ ด้วยคาถา " พุทโธ โลกนาโถ โมคัลลาโน อคคีสยายมม" เรียกคาถาบทนี้ว่า พระโมคัลลาน์ดับไฟนรก เสกคาถาแล้วเคี้ยวข้าวสารกับเกลือ พ่นที่ท้องของผู้ที่อยู่ไฟ 3 ครั้ง ที่หลัง 3 ครั้ง ที่เตาไฟ 3 ครั้ง จัดหาข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน พร้อมทั้งกระทงสังเวย ประกอบด้วยกุ้งพล่า ปลายำ เป็นการเซ่นสังเวยแม่ก้อนเส้าเตาไฟ และขอขมาลาโทษต่อพระเพลิง ธูป เทียน นั้นจะใช้อย่างละ 4 ปักที่ 4 มุมเตา ก่อนขึ้นนอนบนกระดานไฟต้องทำเข้าขื่อเสียก่อน คือ นอนตะแคงให้หมอตำแยเหยียบตะโพกซึ่งครากจากการคลอด ให้ตะโพกเข้าที่เสียก่อนแล้ว จึงขึ้นนอนบนกระดานไฟได้ ก่อนขึ้นนอนก็ต้องกราบขอขมาเตาไฟด้วย จึงจะขึ้นนอนได้

yoofai1yoofai4

นอกจากนั้นแล้ว หมอตำแยจะเสก ขมิ้น ปูนแดงและเหล้าขาวทาที่ท้อง และหลังของผู้ที่อยู่ไฟด้วยเพื่อเป็นการดับพิษร้อน การอยู่ไฟ หรือการอยู่กรรมนั้น ก็เพื่อย่างตัวและในขณะที่อยู่ไฟ ต้องกินน้ำร้อน หม้อน้ำร้อน เรียกว่า หม้อกรรม อาจจะผสมสมุนไพรลงไปด้วยก็ได้ หม้อน้ำร้อนจะตั้งไว้ใกล้ๆ กับผู้ที่อยู่ไฟ เพื่อให้สะดวกเวลาตักกินการกินน้ำร้อนเพื่อทำให้ร่างกายขับเหงื่อ ขับปัสสาะออกมาก็เป็นการขับพิษออกจากร่างกายได้อีกวิธีหนึ่ง ถ้าเป็นแม่ใหม่ต้องอยู่ไฟอย่างน้อย 15 วัน แม่เก่า 7 - 8 วัน ถ้าเห็นว่าจะปลอดภัยจะอยู่น้อยกว่านั้นก็ได้ สำหรับอาหารการกิน ผู้อยู่ไฟจะต้องคะลำ (เว้นของที่แสลง) ในระหว่างที่อยู่ไฟนั้น จะมีญาติพี่น้องนำอาหารการกิน กล้วย อ้อย มาฝากไม่ขาด แม้จะไม่มีอะไรมาฝาก ก็มาเยี่ยมถามสารทุกข์สุกดิบเป็นการแสดงออกซึ่งไมตรีจิตของพี่น้องประการหนึ่ง

การปักตาแหลวห้อ

เมื่อเข้ากรรมแล้วเขาจะทำตาแหลวห้อ (เฉลว) อันหนึ่งขนาดเท่าฝาบาตร เอาด้ายสีดำแดงขาววงรอบ ผูกติดปลายไม้ไผ่ปักไว้ข้างบันไดเบื้องขวา จนกว่าจะออกไฟการปักตาแหลวห้อไว้นี้ ถือว่าเป็นการป้องกันภูตผี ปีศาจ อีกอย่างหนึ่งแสดงให้เห็นว่าบ้านนั้นมีคนอยู่ไฟ ธรรมเนียมมีอยู่ว่า ผู้จะไปเยี่ยมก็ให้ระวังปาก คืออย่าพูดถึงเรื่องร้อน จะทำให้ผู้อยู่ไฟเกิดผด เป็นผื่นคันพุพอง

baby2baby3

การนอนอู่

ที่นอนของเด็ก ซึ่งเขาสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาห่างๆ เรียกว่า อู่ หรือ เปล ก่อนที่จะเอาเด็กลงนอนในอู่ต้องให้ครบ 3 วันเสียก่อน ในขณะที่ยังไม่นอนอู่นั้นจะเอาเด็กนอนในกระด้ง เวลาจะลงอู่ ต้องมีการเชื้อเชิญญาติพี่น้องมาทำพิธี ถ้าเป็นชายเอากระดาษดินสอลงในอู่ด้วย โดยถือว่าเวลาเด็กเจริญเติบโตขึ้น จะได้เป็นคนรู้หลักนักปราชญ์ ถ้าเป็นหญิงเอาด้ายและเข็มลงในอู่ด้วย โดยถือว่าเมื่อโตขึ้นจะได้ฉลาดในกิจบ้านการเรือนมีการเย็บปักถักร้อย เป็นต้น ซึ่งเหมือนกับการนอนกระด้ง [ เรื่องที่เกี่ยวข้อง เพลงกล่อมลูก ]

yoofai5การออกกรรม

เมื่ออยู่ไฟครบกำหนดแล้ว ก็จัดการออกกรรม พิธีทำมีการบูชาเตาไฟด้วยดอกไม้ธูปเทียนให้หมอทำน้ำมนต์ดับพิษไฟให้ ต่อไปอาบน้ำเย็น กินอาหารก็ไม่ต้องคะลำ สิ่งที่ต้องห้ามอีกอย่างคือไม่ให้สมสู่อยู่ร่วมกัน เกรงเป็นอันตรายต่อมดลูก หรือมีลูกถี่เกินไป


การเข้ากระโจม

กระโจมในสมัยก่อนจะทำเป็นโครงไม้ไผ่คล้ายสุ่มไก่ เอาผ้าคลุม มีหม้อต้มยาสมุนไพร ซึ่งได้แก่ เปลือกส้มโอ ใบส้มป่อย ว่านน้ำ ผักบุ้งล้อม มะกรูด เกลือ เป็นต้น ต้มพอน้ำเดือดแล้วต่อท่อให้ไอน้ำเข้าไปในกระโจม ก่อนเข้ากระโจม เอาว่านนางคำ ฝนหรือตำคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับเหล้าขาวและการบูร ทาให้ทั่วตัวก่อน แล้วจึงเข้ากระโจม ช่วยขับเหงื่อ ขับพิษและยังป้องกันฝ้าขึ้นหน้าอีกด้วย

yoofai2yoofai3

การประคบตัว

คือ กรรมวิธีการรักษาตัวอย่างหนึ่ง โดยใช้ลูกประคบ ประคบตามมือเท้า ท้องน้อยบริเวณหัวเหน่า เต้านม ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย และช่วยให้มดลูกกลับเข้าอู่เร็วขึ้น วิธีทำลูกประคบ ใช้ ไพล ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ใบมะขาม ใบส้มป่อย ตำเคล้ากับเกลือ ห่อผ้าขาว จุ่มน้ำที่เหลือจากการเข้ากระโจม นอกจากนั้นแล้วน้ำที่เหลือจากการเข้ากระโจมก็ดี น้ำที่เหลือจากการประคบก็ดี สามารถนำมาใช้อาบได้อีกด้วย

การนาบหม้อเกลือ

วิธีการทำ เอาเกลือบรรจุลงในหม้อตาลมีฝาละมีแล้วตั้งไฟ พอเกลือแตกดังเผียะๆ ยกหม้อเกลือวางลงบนใบพลับพลึง หรือ ใบละหุ่ง และเอาผ้าห่อหม้อตาล พร้อมใบละหุ่ง คลึงตามตัว ช่วยให้หายปวดเมื่อย ปกติแล้วจะทำวันละ 2 ครั้ง เช้า บ่าย ทุกวันจนกว่าจะออกไฟ

การนั่งถ่าน

ใช้ผิวมะกรูดตากแห้ง ว่านน้ำ ว่านนางคำไพล ขมิ้น อ้อยชานหมาก ชลูด ขมิ้นผง ใบหนาด ทั้งหมดหั่นละเอียด ตากแดด ใช้โรยบนเตาไฟขนาดเล็กๆ ให้ไอพลุ่งขึ้นสู่ก้นของผู้ที่คลอดลูกใหม่ เป็นการสมานแผลที่เกิดจาก การคลอดลูก จะพบว่าสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาจะเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ และใช้ในชีวิตประจำวัน หาได้สะดวก หากมีไม่ครบขาดอย่างใด อย่างหนึ่งก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

การอยู่ไฟ การประคบตัว การนาบหม้อเกลือ หรือแม้แต่การนั่งถ่านล้วนเป็นขั้นตอนการบำบัดรักษาด้วยความร้อนแทบทั้งสิ้น ถือว่าคนคลอดลูกเป็นคนที่มีมลทิน การคลอดลูกจะมีเลือดฝาด และสิ่งโสโครกออกมาย่อมถือว่ามีมลทิน การชำระล้างมลทินมีอยู่ 2 อย่าง คือ ชำระล้างด้วยน้ำ หรือ ไฟ เพื่อให้สิ่งที่เป็นมลทินเหือดแห้งไป

faipookkanการสู่ขวัญ

พอออกกรรมแล้วในเช้าวันนั้น ญาติพี่น้องจะจัดทำพิธีสู่ขวัญให้ด้วยถือว่าตลอดเวลาที่อยู่กรรมต้องทนทุกข์ทรมานเอาตัวย่างไฟ กินน้ำร้อน นอนไม่เต็มตา ว่ากันว่าผู้ที่อยู่ไฟจะให้นอนแต่ตอนหัวค่ำเท่านั้น พอหลังจาก 5 - 6 ทุ่มต้องให้ตื่นอยู่ตลอดจนถึงรุ่งเช้า เหตุเพราะเกรงภูตผีจะมาเอาชีวิตผู้ที่อยู่ไฟ หากมัวนอนหลับอยู่ก็จะโดนผีเอาไป นอกจากนั้นแล้วต้องอดอาหารการกิน เสียเลือดเนื้อไปเพราะการนี้ พอออกกรรมแล้ว ก็ต้องเรียกเอาขวัญคืนมา เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข แล้วผูกข้อต่อแขนให้ทั้งแม่และลูก [ เรื่องที่เกี่ยวข้อง การสู่ขวัญ ]

pookkan2pookkan4


การตั้งชื่อ

คนโบราณชอบตั้งชื่อเด็กม่วนๆ (ไพเราะ) โดยมากเป็นชื่อสองพยางค์ ถ้าชื่อบุญ ก็มี บุญมี บุญมา บุญสี บุญสา ถ้าชื่อ คำ ก็มีคำมี คำมา คำสี คำสา เป็นต้น ถ้าเป็นคนเลี้ยงยากถึงกับได้ไปประเคนเป็นลูกพระ ก็ตั้งชื่อเป็น เคน เช่น เคนมี เคนดี เคนสี เคนสา ถ้าเกิดวันแข็ง ก็ตั้งชื่อให้เป็น อ่อน เช่น อ่อนสี อ่อนสา อ่อนตา ถ้าเกิดวันจันทร์ถือว่าเป็นวันอ่อน ก็ตั้งชื่อให้ แข็ง เช่น ทอง ทองคำ ทองแดง ทองแสง เป็นต้น


ของเด็กเล่น

คนโบราณชอบเย็บผ้าทำเป็นรูปตุ๊กตา ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี ทำเป็นรูปผู้หญิงผู้ชาย เพื่อให้เป็นเพื่อนเล่นของเด็ก นอกจากนี้ ก็เลี้ยงลูกหมาไว้เป็นเพื่อนเล่นของเด็ก ถ้าเด็กมีของเล่นอย่างนี้พ่อแม่จะเบาใจ เกี่ยวกับการเกิดนี้ พ่อแม่และลูก ต่างมีความสำคัญจะดีแต่พ่อแม่ ลูกไม่ดีก็ไปไม่รอดต้องดีทั้งพ่อแม่ลูกที่ถือว่าดีนั้น คือทุกคนมีหน้าที่และต้องทำตามหน้าที่


หน้าที่ของพ่อแม่

พ่อแม่นอกจากจะดีในด้านต่างๆ มากมายหลายประการก็ตาม จะต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับลูกอีก คือ

  1. ห้ามไม่ให้ลูกทำความชั่ว
  2. สอนให้ลูกทำความดี
  3. ให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน
  4. หาคู่ครองที่สมควรให้
  5. มอบมรดกให้ในเวลาอันควร

ครอบครัวทิดหมู มักม่วน


หน้าที่ของลูก

ลูกที่ดีนอกจากจะทำตัวให้ดีแล้วจะต้องทำดีต่อพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าอีก คือ

  1. เลี้ยงดูบำรุงรักษาพ่อแม่
  2. ทำการงานช่วยพ่อแม่
  3. ดำรงวงศ์สกุลของพ่อแม่
  4. ประพฤติตนให้เป็นคนดีของพ่อแม่
  5. เมื่อพ่อแม่ตายไปแล้วให้ทำบุญอุทิศให้พ่อแม่

พ่อแม่และลูก ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ดังกล่าวให้เต็มเปี่ยม เขาก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ ถ้าต่างฝ่ายต่างเพิกเฉยไม่เอาธุระ ก็จะตรงกับภาษิตโบราณที่ว่า "พ่อแม่บ่สอนลูกเต้า ผีเป้าจกกินตับกินไต ลูกบ่ฟังคำพ่อแม่ ผีแก่เข้าหม้อนะฮกทั้งดิบ" ซึ่งก็หมายความว่า จะต้องเสื่อมเสียทั้งสองฝ่ายนั้นเอง

 

blueline

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 

life header

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

buad nak

ชีวิตขั้นที่สอง รองจากเกิดก็คือ การบวช ผู้ชายทุกคนเมื่ออายุครบแล้วจะต้องบวช การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ดีมีศีลธรรม และเป็นการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ดังนั้นการบวชจึงถือว่า เป็นประเพณีที่จำเป็นสำหรับลูกผู้ชายทุกคน

พิธีกรรมเกี่ยวกับการบวช

buadnagคำว่า บวช มาจากศัพท์ว่า ปะวะชะ แปลว่า งดเว้น ได้แก่ งดเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้น คือ เว้นจากกิจบ้านการเรือนมาบำเพ็ญเพียรทำกิจพระศาสนา มีสวดมนต์ ภาวนา เป็นต้น การบวชนั้น ถ้าเป็น สามเณร เรียก บรรพชา ถ้าเป็น พระภิกษุ เรียก อุปสมบท มี 3 อย่าง คือ

  • พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยเปล่งวาจาว่า มาเถิดพระภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อพ้นทุกข์โดยชอบเถิด เรียก เอหิภิกขุอุปสัมปทา
  • พระสาวกบวชให้ ด้วยเปล่งวาจาว่า พุทธัง สรณังคัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เรียก ติสรณคมนูปสัมปทา
  • พระสงฆ์ 5 รูป รวมทั้งพระอุปัชฌาย์บวชให้ด้วยการสวดญัตติ 1 ครั้ง อนุสาวนา 3 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง เรียก ญัตติจตุตถกรรมวาจา การบวชข้อที่ 3 นี้ เป็นการบวชที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

มูลเหตุแห่งการบวช

ในสมัยโบราณ คนที่ออกบวชย่อมบวชเพราะชรา เจ็บป่วย จนทรัพย์ สิ้นญาติขาดมิตร สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์ปรารภความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงออกบวช ส่วนคนทุกวันนี้บวชตามประเพณี เมื่ออายุครบก็บวช บวชเป็นการแก้บนบ้าง บวชตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่บ้าง

คนที่ควรบวชให้คือ คนที่ไม่ควรให้บวช คือ
  • คนมีอายุครบ 1
  • มีอาชีพชอบและมีหลักฐานดี 1
  • มีความประพฤติดี ไม่ติดฝิ่น กัญชาและสุรา เป็นต้น 1
  • มีความรู้อ่านออกเขียนได้ 1
  • ปราศจากบรรพชาโทษ และมีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่ชรา ทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ 1
  • คนมีอายุไม่ครบ 1
  • คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน 1
  • คนหลบหนีราชการ 1
  • คนมีคดีค้างในศาล 1
  • คนถูกตัดสินจำคุกฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ 1
  • คนถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด 1
  • คนมีโรคติดต่อ 1
  • คนมีอวัยวะพิการ ไร้ความสามารถจนไม่อาจปฏิบัติศาสนกิจได้สะดวก 1
คนที่มีลักษณะดังกล่าวมานี้ไม่ควรให้บวช

konpomนาค

คำว่า นาค คนที่จะบวชเขาเรียกว่า นาค แปลว่า ผู้ประเสริฐ หรือ ผู้ไม่ทำบาป เหตุที่ได้ชื่อว่า นาค เรื่องเดิมมีอยู่ว่า พญานาคแปลงตัวเป็นมนุษย์มาบวชในพระพุทธศาสนา เวลานอนหลับกลับเพศเป็นนาคตามเดิม วันหนึ่งพวกภิกษุไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสเรียกเธอมาถาม ได้ความว่าเป็นเรื่องจริง จึงสั่งให้สึกเสีย พญานาคมีความอาลัยในเพศบวช จึงกราบทูลขอฝากชื่อนาคไว้ ถ้าผู้ใดจะเข้ามาบวชขอให้ เรียกชื่อว่า นาค คำว่า นาค จึงเป็นชื่อเรียกผู้ที่จะบวชจนถึงทุกวันนี้

suadmonการประเคนนาค

เมื่อบุตรหลานมีอายุครบพอที่จะบวชเป็นพระหรือเณรได้แล้ว พ่อแม่จะนำไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดก่อนบวช ประมาณหนึ่งเดือน เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียน ทำวัตรสวดมนต์ ท่องบ่นขานนาค ทำพินธุ ปัจจุอธิษฐาน เรียนหนังสือธรรม การนำลูกหลานไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัด เขาจัดดอกไม้ ธูปเทียนใส่ขันนำตัวนาคไป เมื่อท่านรับขันแล้ว ก็ตีโปง หรือ ระฆัง เพื่อบอกให้ชาวบ้านได้อนุโมทนาสาธุการนี้ เรียกว่า การประเคนนาค

korkamaการปล่อยนาค

อีก 2 - 3 วัน จะถึงวันบวช นาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้อง เพื่อสมมาลาโทษผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ และไปสั่งลาชู้สาว ถ้ามี หากมีหนี้สินติดตัวก็รีบชำระชดใช้เสีย เพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ การปล่อยนาคให้ไปไหนมาไหนก็ได้มีกำหนด 3 วัน เรียกว่า ปล่อยนาค ทั้งนี้เพื่อให้นาคได้มีโอกาสเวลาบวช แล้วจะได้ตั้งหน้าบำเพ็ญกุศลต่อไป

attaborikanกองบวช

เครื่องใช้ที่จะนำมาบวชเรียกกองบวช ที่จำเป็นจะขาดเสียไม่ได้คือ บริขาร 8 มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าสังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็ม ประคตเอว ผ้ากรองน้ำ บริขารนอกนี้ มีเสื่อ สาด อาสนะ ร่ม รองเท้า เต้า โถน เตียง ตั่ง จะมีหรือไม่มีก็ได้ไม่จำเป็น ถ้าทำพร้อมกันหลายกองให้ขนมารวมกันไว้ที่วัด ตอนค่ำสวดมนต์ เสร็จแล้วบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว กลางคืน มีมหรสพ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต ถ้าทำบ้านใครบ้านมัน ตอนค่ำนิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน กองบวชใช้เม็ง คือ เตียงหามออกมา เตียงนั้นใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ เมื่อกองบวชมารวมกันแล้ว ก่อนจะสู่ขวัญนาค

การสู่ขวัญนาค

ต้องบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ตายแล้วด้วย

sukwannagkannag

haenaghaenag2

การแห่นาค

การแห่นาคทำตามศรัทธาของเจ้าภาพจะแห่ด้วยช้าง ม้า รถ เรือก็ได้ ที่แห่ด้วยม้าคงจะถือเอาอย่างพระสิทธัตถะคราวออกบวชเป็นตัวอย่าง นาคทุกคนต้อง โกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถ้าตั้งกองบวชไว้ที่บ้าน ให้แห่กองบวชมารวมกันที่วัด เมื่อพร้อมกันแล้วก็แห่รอบศาลาอีกครั้งหนึ่ง การสู่ขวัญนาค เมื่อแห่รอบศาลาแล้วนาคทุกคนเตรียมเข้าพาขวัญ ญาติพี่น้องนั่งห้อมล้อมพาขวัญพราหมณ์เริ่มทำพิธีสู่ขวัญ เสร็จแล้วผูกแขนนาคนำเข้าพิธีบวชต่อไป

korbuadnagkorkama

การบวชนาค

เวลาจะเข้าโบสถ์ พ่อจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าพ่อแม่ไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูง ถึงภายในโบสถ์แล้วนาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระ เสร็จกลับมานั่งที่ พ่อแม่จะยกผ้าไตรส่งให้นาค ก่อนจะรับผ้าไตรนาคต้องกราบพ่อแม่ก่อน แล้วอุ้มผ้าไตรเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปท่ามกลางสงฆ์

korbuad2korbuad3

กล่าวคำขอบรรพชาต่อ พระอุปัชฌาชย์ แล้วออกมาครองผ้า แล้วเข้าไปขอศีลกับพระอาจารย์เป็นอันได้บวชเป็นสามเณรแล้ว ต่อจากนั้นอุ้มบาตรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวคำขอนิสัย เมื่อท่านเอาบาตรคล้องคอแล้วมอบบาตรจีวรให้ ให้ออกไปยืนข้างนอก ตอนนี้พระอาจารย์คู่สวดจะสมมุติตนเป็นผู้สอน และซักซ้อมนาค แล้วออกไปซักถามนาค พอถามแล้วก็เรียกนาคเข้ามาถามต่อหน้าสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ทำหน้าที่บอกเล่าสงฆ์ แล้วอาจารย์สวดเป็นผู้ถาม พอถามเสร็จก็สวดญัติ 1 ครั้ง และอนุสาวนา 3 ครั้ง เรียก ญัตติจตุตถกรรมวาจา เป็นอันว่านาคนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว

buadpranaaboat

การบอกอนุศาสน์

เมื่อบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์จะบอก อนุศาสน์ คือ บอกกิจที่พระควรทำและไม่ควรทำ

buadpra2buadpra4

กิจที่ควรทำมี 4 คือ กิจที่ไม่ควรทำมี 4 คือ
  1. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล 1
  2. เที่ยวบิณฑบาต 1
  3. อยู่โคนไม้ 1
  4. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตร 1
  1. เสพเมถุน 1
  2. ลักของเขา 1
  3. ฆ่าสัตว์ 1
  4. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน 1

การกรวดน้ำ

พอพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์จบแล้ว ถือว่าเสร็จการบรรพชาอุปสมบทแล้ว ต่อจากนั้นพระใหม่จะนำจตุปัจจัยไปถวายพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ และพระสงฆ์ เสร็จแล้วออกไปนั่งท้ายอาสนะ คอยรับอัฏฐะบริขาร ถ้าผู้ชายถวายให้รับด้วยมือ ถ้าผู้หญิงถวายให้ใช้ผ้ากราบ รับเสร็จแล้วเข้ามานั่งที่เดิม เตรียมกรวดน้ำไว้ เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่า "ยถา..... " พระใหม่เริ่มกรวดน้ำพอท่านว่าถึง "............ มณีโชติรโส ยถา........ " ให้กรวดน้ำให้หมด การกรวดน้ำในพิธีนี้ถือว่า เป็นการแผ่ส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับบวชแต่เท่านี้ เมื่อครบ 3 วันแล้วจะมีการฉลองพระบวชใหม่ การฉลองก็คือจัดอาหารคาวหวาน มาเลี้ยงพระ และสู่ขวัญให้พระบวชใหม่

buadpra3การลาสิกขา

ผู้บวชในสมัยโบราณเป็นผู้เบื่อต่อโลก จึงไม่มีการลาสิกขา ครั้นต่อมาการบวชได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นประเพณีแล้ว ผู้บวชไม่ประสงค์จะอยู่ก็ต้องลาสิกขา การลาสิกขาก็ต้องทำเป็นกิจลักษณะพิธีทำมีดังนี้

ผู้ประสงค์จะลาสิกขาเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน ไปทำวัตร พระอุปัชฌาย์อาจารย์เมื่อถึงวันกำหนดแล้วให้จัดสถานที่ นิมนต์พระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว พระภิกษุผู้จะลาสิกขาต้องแสดงอาบัติเสียก่อนแล้วว่า "นโม 3 จบ" ว่าอดีต "ปัจจเวกขณะ 1 จบ" คำลาสิกขาว่า " สิกขัง ปัจจักขามิ คีหิติ มัง ธาเรถะ ข้าพเจ้าขอลาสิกขา ขอท่านทั้งหลายจงจดจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นคฤหัสถ์ ณ บัดนี้" ว่า 3 จบ แล้วพระเถระจะชักผ้าสังฆาฏิออก จึงออกไปเปลื้องผ้าเหลือง ออกแล้วจึงนุ่งห่มผ้าขาวเข้ามากล่าว คำขอสรณคมณ์และศีล 5 แล้วกล่าวคำ ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามะกะว่า "อหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สรณังคโต สาธุ ภันเต ภิกขุสังโฆ พุทธมามโกติ มัง ธาเรถะ" พระสงฆ์นั่งอันดับรับสาธุพร้อมกัน แล้วผู้ลาสิกขากราบ 3 หน เสร็จแล้วผู้ลาสิกขานำเครื่องสักการะไปถวาย พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี ส่วนการลาสิกขาของสามเณร ไม่มีคงอนุโลมตามอย่างพระภิกษุ

bintabart

blueline

การเกิด | การบวช | การแต่งงาน | การตาย

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1