สภาพอากาศรายสัปดาห์ [ ร้อน ถึง ร้อนที่สุด อีหลี]
คาดหมายอากาศทั่วไป 24-30 เมษายน พ.ศ. 2569
ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก และลูกเห็บตกบางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ส่วนในช่วงวันที่ 26 – 27 เมษายน 2569 ประเทศไทยตอนบนจะคลายความร้อนลง และยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่ เนื่องจากมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง
ในช่วงวันที่ 25 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 ภาคใต้มีฝนลดลง เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ จะมีกำลังอ่อนลง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ข้อควรระวัง
ในวันที่ 25 เม.ย. และ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. 69 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

ความร้อนของอากาศในปีนี้แม้จะรุนแรงกว่าปีก่อน แต่ความร้อนจากพิษภัยเศรษฐกิจกลับเร่าร้อนยิ่งกว่า ทั้งน้ำมันขาดแคลน ขึ้นราคาจนน่าตกใจ และทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าดำรงชีพต่างๆ พาเหรดขึ้นราคากันถ้วนหน้า แต่รายได้/เงินเดือนของชาวบ้านกลับไม่ขยับยืนนิ่งสงบสวนทางกับสินค้าเฉยเลย คนที่พออยู่รอดคือคนที่พอมีที่ทางทำมาหากิน ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ส่วนมนุษย์เงินเดือนที่มีที่อยู่เท่าแมวดิ้นตายนั้นคงลำบากกันน่าดู

6 กลุ่มสินค้าเฝ้าระวัง จ่อปรับขึ้นราคาหลังสงกรานต์
จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามีสินค้าอย่างน้อย 6 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์และสินค้าที่ต้องใช้พลังงานในการขนส่งสูง ได้แก่
- เครื่องดื่มและนม : เกิดจากต้นทุนขวดพลาสติกขยับตามราคาน้ำมันดิบ (เม็ดพลาสติก คือผลผลิตพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ)
- น้ำมันพืช : กระทบทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาสกัดน้ำมันและบรรจุภัณฑ์
- วัสดุก่อสร้าง : ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น และท่อพีวีซี มีต้นทุนค่าขนส่งที่ขึ้นราคาชัดเจน
- กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : มีรายงานการปรับขึ้นราคาขายส่งตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา (แต่ไม่ได้กระทบกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ดื่ม)
- สินค้าที่ใช้สารทำละลาย (Solvent) : เช่น สีทาบ้าน และเคมีภัณฑ์ เนื่องจากข้อจำกัดในการนำเข้า
- กระดาษชำระและผงซักฟอก : อยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นที่รัฐกำลังเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

นอกจากสินค้าข้างต้นแล้ว สิ่งที่คาดว่าจะขึ้นราคาตามมาคือ ค่าไฟฟ้า โดย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังไม่สรุปค่าไฟฟ้ารอบใหม่เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม จะปรับขึ้นหรือไม่ (การพิจารณาของคณะกรรมการจะมีทุกระยะ 4 เดือน) แต่หนึ่งในกรรมการ กกพ. คาดแนวโน้มค่าไฟรอบใหม่อาจแพงสุด 4.59 บาทต่อหน่วย เนื่องจากต้องพิจารณาราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังผันผวน แต่แนวโน้มค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง
- แนวทางแรก คืนหนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ทั้งหมด ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย
- แนวทางที่ 2 ยกหนี้ กฟผ. และหนี้ก๊าซธรรมชาติออกไปก่อน ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย
- แนวทางที่ 3 ใช้เงินส่วนเกินที่เหลือจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) 9,400 ล้านบาทมาอุดหนุน ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

ค่าไฟฟ้าในงวดเดือน กันยายน – ธันวาคม หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาก๊าซ LNG ปรับขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวของสหภาพยุโรป (ที่ใช้ก๊าซในการทำความร้อนในอาคารบ้านเรือน) หากเราไม่มีเครื่องมือช่วยพยุงค่าไฟฟ้า และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังต้องแบกรับภาระหนี้คงค้าง และดอกเบี้ยจ่ายตามเดิม ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นทะลุ 4 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาคธุรกิจที่ทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยประเมินค่าไฟฟ้า ในอัตราที่ต่ำก็อาจได้รับผลกระทบได้ ขณะนี้สหภาพยุโรปมีการเร่งซื้อแอลเอ็นจี เพื่อเก็บสต๊อกไว้ใช้ รับมือสงครามยืดเยื้อและใช้ในฤดูหนาว ทำให้ราคา LNG ในตลาดโลกผันผวนมาก

ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คือก๊าซธรรมชาติ (ส่วนใหญ่เป็นมีเทน) ที่ผ่านกระบวนการทำความเย็นลงเหลือประมาณ -162 องศาเซลเซียส จนกลายเป็นของเหลว เพื่อลดปริมาตรลง 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งระยะไกลทางเรือ ไร้สี ไร้กลิ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่น มีการใช้หลักๆ เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และใช้เป็นพลังงานในเรือเดินทะเลหรือรถบรรทุก
ความแตกต่างจาก LPG : LNG คือก๊าซมีเทนที่เย็นจัด (-160°C) ส่วน LPG คือก๊าซหุงต้มทั่วไป (โพรเพน+บิวเทน) ที่ทำให้เป็นเหลวด้วยความดัน ด้านความปลอดภัย LNG เบากว่าอากาศ เมื่อรั่วไหลจะระเหยอย่างรวดเร็วไม่ทิ้งสารตกค้าง ไม่เป็นพิษ ติดไฟยากกว่า LPG (ต้องมีสัดส่วนก๊าซในอากาศ 5-15%)

เรานำเข้า LNG ถ้าก๊าซขาอแคลนค่าไฟฟ้าพุ่งแน่นอน
















