foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
เดือนสุดท้ายแห่งปีมาแล้วครับ หลายๆ คนนับถอยหลังเพื่อจะเคาท์ดาวน์นับถอยหลังสู่ปีใหม่ ปีนี้เดือนธันวาคมแต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ เว้นแต่ทางตอนเหนือที่มีเทือกเขาสูงอากาศจะมีเย็นลงบ้าง สงสัยอยู่ว่า "ปีนี้จะได้อวดเสื้อกันหนาวสวยๆ กันบ้างไหมนะ?" อากาศวิปริตแปรปรวนไปทั่วโลก แม้แต่ทะเลทรายในอียิปต์ก็มีฝนตก น้ำท่วมคนตายนับร้อย จึงไม่แปลกที่บ้านเราจะร้อนในหน้าหนาวนี้ ผลิตผลการเกษตรในช่วงต่อจากนี้อาจมีผลกระทบเสียหายมาก

Our Sponsor

uboncom 200x300 1

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Number of Page View

02695302
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
5965
7962
47266
1546597
104248
191108
2695302

Your IP: 34.228.41.66
2018-12-16 18:44
paya header

ju juไผผู้มัวเมาคร้าน การงานตั้งต่อ บ่มีวันสิพบพ้อ เงินล้านค่าแพง

     ## ใครเกียจคร้านการงาน มัวแต่รอบัตรคนจน จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ อีหลีเด้อ!  ##

mp3

earn kwan 06เอิ้นขวัญ วรัญญา

เอิ้นขวัญ วรัญญา มีชื่อและนามสกุลจริงว่า ศรัญญา มหาวงค์ เกิดวันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดสกลนคร มาดาชื่อว่า นางศุภวรรณ มหาวงค์ และ นายอดิศักดิ์ มหาวงค์ จบการศึกษาจาก โรงเรียนสว่างแดนดิน เมื่อครั้งยังเด็กขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงมาหลายสิบเวที จนไปคว้าแชมป์การประกวดในงานประจำปีของวัดโพธิ์ชัย (วัดหลวงพ่อพระใส) จังหวัดหนองคาย

อ.อ้วน อวบอั๋น ไปพบจึงพามาบันทึกเสียงส่งให้ ครูสลา คุณวุฒิ ในที่สุด ด.ญ.ศรัญญา มหาวงค์ ก็ได้เป็นน้องสาวหล้าของโครงการน้องใหม่ไต่ดาว โดยมี อ.วัชรินทร์ วิเศษ ตั้งชื่อให้เป็น เอิ้นขวัญ วรัญญา ในชุดนี้ครูสลามอบเพลงจังหวะสนุก "บ่กล้าบอกครู (แต่หนูกล้าบอกอ้าย)" และครูเพลงคนใหม่ วิริยะ ก้อนทอง ส่งเพลง "คิดฮอดรอกอดแม่" ให้เอิ้นขวัญ ใช้เป็นบันไดไต่ดาว

เอิ้นขวัญ วรัญญา นักร้องเพลงลูกทุ่งหญิง สังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ หนึ่งในนักร้องกลุ่ม น้องใหม่ไต่ดาว โครงการ 1 รวมดาวที่ราบสูง เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบันจากผลงานเพลง บ่กล้าบอกครู (แต่หนูกล้าบอกอ้าย), คนกำลังน้อยใจ, ผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน และ สั่งน้ำตาไม่ได้

ตั้งแต่ มีเพลง "ผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน" ออกมามัดใจคอลูกทุ่ง บวกกับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงเป็นโชว์เต็มวง "เดอะนางเดอ" นักร้องสาวของแกรมมี่โกลด์ อย่าง "เอิ้นขวัญ วรัญญา" ดูดีโดดเด่นกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว ทั้งนี้นักร้องสาวเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การโชว์เป็นวง ทำให้ตนได้ปล่อยของมากขึ้น จึงทำให้เรตติ้งพุ่ง เนื่องจากแฟนๆ ได้ชมการแสดงที่มีความหลากหลาย และครบเครื่องมากขึ้นด้วย

"ปรับมาได้เกือบปี ฟีดแบ็กดี เวลาไปโชว์มีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งเพลงลูกทุ่งแท้ๆ สตริงเก่า ซึ่งเป็นพี่ๆ ในแกรมมี่ส่วนหนึ่งทำให้เอิ้นขวัญได้โชว์ลีลาทั้งการร้อง  และการแสดงหน้าเวทีมากขึ้น หนูแฮปปี้มากนะ เป็นการเล่นสดทำให้เราได้พัฒนาเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ เวลาเล่นต้องปรับมุกไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ แฟนส่วนใหญ่ชมว่าสนุกดี มีเพลงให้ฟังได้แล้วแนวไม่น่าเบื่อ เพลงช้าก็ไม่ช้าง่วงเหงา เพลงก็จัดเป็นสเต็ปสนุกๆ ค่อยขยับเพื่อความสนุก มีแฟนชมว่าสวยขึ้นด้วยดูดีขึ้น ด้วยมีการพัฒนาเรื่องการแต่งหน้า การแต่งตัว" แม้ราศีศิลปินชื่อดังจับมากขึ้น แต่นักร้องสาวที่ก้าวมาจากโครงการน้องใหม่ไต่ดาว ยังคงวางตัวเหมือนเดิมมิเปลี่ยนแปลง โดยตัวตนที่แท้จริงเป็นคนสบายๆ ชอบความสนุกสนาน ชอบเล่นตลกให้คนรอบข้างหัวเราะ แล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ในการทำงานที่ดูเคร่งขรึม

earn kwan 02

"หนูเป็นคนสนุกสนานตลกๆ แต่บางทีภาพที่ปล่อยออกไปขรึมๆ เข้มๆ แต่จริงชอบตลก สนุกสนาน ที่ต้องเข้มก็อาจเป็นเพราะแนวเพลง ที่มีเนื้อหาค่อนข้างจริงจัง แฟนเพลงที่เห็นชีวิตจริงๆ หนูเขาก็จะขำนะ บอกว่าฮาไม่เหมือนในทีวีเลย ชีวิตจริงชอบทำให้คนอื่นหัวเราะ บางทีเหมือนเล่นตลกเลยนะ บางทีก็แบบร้องเพลงเพี้ยนๆ ทำอะไรโก๊ะๆ เต้นตลกๆ เวลาทำให้คนอื่นหัวเราะ แล้วรู้สึกมีความสุข คือทุกวันนี้มีแต่เรื่องเครียดๆ พอได้ทำให้คนอื่นหัวเราะเราก็มีความสุขไปด้วย ออกแนวบ๊องๆ"

เป็นนักร้องของค่ายลูกทุ่งยักษ์ใหญ่มากว่า 7 ปี แต่ยังไม่มีอัลบั้มเป็นของตนเอง นักร้องสาวยืนยันว่า ไม่เคยรู้สึกน้อยใจ เชื่อว่าทางต้นสังกัดมีเหตุผล ในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด

earn kwan 03

"ตอนนี้มีแพลนในค่ายนะคะ แต่ต้องรอดูจังหวะที่เหมาะสม อาจารย์ก็เริ่มหาแนวทางแล้วจะเป็นทิศทางไหน หนูไม่น้อยใจว่าอยู่กับแกรมมี่โกลด์มา 7 ปีแล้วไม่มีอัลบั้มเดี่ยว ตอนแรกหนูเป็นนักร้องคิดว่ามีเพลงร้องเป็นของตัวเองก็ดีแล้ว แล้วมีเพลงพิเศษอยู่เรื่อยๆ ทำให้เราได้ศึกษาการทำงานของพี่ๆ เขาด้วย ไม่ได้อยู่นิ่งๆ หยุดไม่ทำอะไรเลย ซึ่งทางผู้ใหญ่ก็ต้องใช้เวลาคัดสรรผลงานกับเราให้มากที่สุด อย่างเพลงผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน ก็ใช้เวลาคัดสรรพอสมควร พอได้ทำออกมาก็มีคุณภาพที่ดี ได้รับกระแสตอบรับเยี่ยมมาก นี่คือตัวอย่างที่ดีว่า การไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง ผลงานจะออกมาดี ทำให้เรามีเวลาได้บ่มตัวเอง ฝ่ายผลิตตั้งใจเต็มที่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับแฟนเพลงว่าการสนับสนุน และชื่นชอบผลงานเราแค่ไหน ที่ผ่านก็มีคำถามมาตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ฟังผลงานใหม่ อัลบั้มใหม่ พอเขาได้ฟังบอกว่าเพราะมากนะ โหลดแล้ว เป็นกำลังใจที่ดีสำหรับหนูมากๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามผลงานหนู และคอยเชียร์ตลอดทั้งหน้าเวทีคอนเสิร์ต และโลกโซเชียล"

7 ปีกับการเป็นนักร้องของค่ายแกรมมี่โกลด์ เอิ้นขวัญมีความสุขสุดๆ นอกจากได้เดินบนเส้นทางที่ตนฝันไว้มาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ยังมีรายได้ส่งไปให้ พ่อ แม่ ซื้อที่ทำมาหากิน  และได้ส่ง "น้องเมย์"  วนิดา มหาวงค์ น้องสาวแท้ๆ วัย 18 ปี  เรียนหนังสือช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว

earn kwan 01

"เบื้องต้นพ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวลูกนะ บางทีมีคนมาแซวว่ามีลูกเป็นนักร้องก็อมยิ้ม แต่ไม่แสดงออกอะไรมาก แม่จะพบผู้คนมากกว่าพ่อ คุณพ่อชอบอยู่ในทุ่งนา ที่บ้านเกิด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บ้านเอิ้นขวัญฐานะปานกลาง ที่บ้านทำนา กับไร่อ้อย รายได้ก็โอเค หนูเองพอร้องเพลงมีรายได้ก็ส่งให้คุณแม่ทุกเดือน เอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ซื้อนาให้พ่อ 6 ไร่ ไว้ปลูกอ้อย และต่อเติมบ้าน หนูรู้สึกภูมิใจ และดีใจนะ สมัยเด็กๆ ไม่คิดจะทำได้ขนาดนี้ มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ก่อนเพื่อนที่เรียนหนังสือ เพราะได้ทำงานไปด้วย แล้วหนูก็ส่งน้องสาวแท้ๆ เรียนหนังสือ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร รู้สึกดีใจนะคะที่ได้ส่งน้องเรียน คือหนูช่วงมัธยมทำงานด้วย เรียนด้วย การได้ส่งน้องเรียนเหมือนทดแทนเรา ที่ไม่ได้เรียนเต็มที่

คือหนูร้องเพลงมาตั้งแต่ ป. 4 ประกวดในโรงเรียน มีงานวงอิเล็กโทนไปกับอาจารย์ ได้รายได้สตาร์ตวันละ 50 บาท ป. 4 ได้ 50 บาทก็ดีใจมาก จากนั้นก็ขยับขึ้นมาวงดนตรี มีแดนเซอร์ จนกระทั่งมาประกวดงานสงกรานต์วัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใส จ.หนองคาย อายุต่ำกว่า 15 ปี ก็ชนะได้ที่ 1 ปีถัดมาก็ประกวดอายุมากกว่า 15 ปี ก็ได้ 1 อีก คณะกรรมการที่ไปตัดสินท่านเป็นลูกศิษย์ของครูสลา คุณวุฒิ ท่านก็พามาแนะนำ เป็นช่วงที่ครูท่านกำลังหานักร้องดาวรุ่งเข้าโครงการน้องใหม่ไต่ดาว ทำให้มาอยู่แกรมมี่ และเป็นเอิ้นขวัญได้ในวันนี้

การเรียนไม่ได้ทิ้งนะคะ ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน เหลือเก็บอีกนิดก็จบค่ะ เพราะบางทีตารางสอบตรงกับงาน ก็ต้องรับผิดชอบการทำงานด้วย ที่เรียนคณะนี้เพราะชอบในวิชาชีพด้านนี้ หนูเป็นคนที่อ่อนเลข ถ้าไปเรียนทางเลขน่าจะไปไม่ไหว ส่วนตัวชอบงานในวงการ และตอนนี้ก็ตรงกับสายอาชีพที่เราทำงานแล้วด้วย"

earn kwan 04

นอกจากงานเพลงแล้ว นักร้องสาวจากสกลนคร ยอมรับว่า หากมีโอกาส ก็อยากลองงานแสดงบ้าง หลังจากได้สัมผัสงานท้าทายกับการเล่นมิวสิกวิดิโอ โดยมี "แอน ทองประสม" เป็นนางเอกในดวงใจ และมีพระเอกอย่าง "ณเดชน์ คูกิมิยะ" เป็นพระเอกที่ชื่นชอบ

"จริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากลอง เคยเล่นเอ็มวีแล้วก็รู้สึกท้าทาย ถ้าหากมีผู้ใหญ่ให้โอกาสก็อยากจะลองดู ตอนเด็กๆ ไม่เคยฝันว่าเป็นดารา แต่ฝันอยากเป็นนางแบบ รูปถ่ายเด็กๆ จะโพสต์ท่ากระจุยกระจายเลย ตอนเด็กถ่ายรูปโพสต์ท่าเลย จริงๆ ตอนเด็กไม่รู้นะว่านางแบบคืออะไร แต่เห็นเขาเดินสวยๆ ใส่ชุดสวยๆ ก็ชอบ ตอนเด็กๆ ก็ชอบแต่งชุดเอาเชือกมาผูก เอาอะไรมาตกแต่งเสื้อผ้าเดินเล่นกัน หนูไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครเมื่อก่อนไม่ได้รู้จักหรอกนะคะว่าใครเป็นนางแบบ เห็นในหนังสือ ในทีวีก็ชอบ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงนะคะ อยากเล่นบทแบบขำๆ คอมเมดี้ จะได้ไม่ซีเรียสเพราะหน้าเราดูเคร่งเครียดอยู่แล้ว อยากเล่นบทสดใส อย่างเล่นบทสนุกๆ ให้คนอื่นดูแล้วหัวเราะมีความสุขกับเราไปด้วย

นางเอก ชอบพี่แอน ทองประสม ชอบบทบาทที่พี่เขาแสดงออกมาเหมือนเลย เหมือนเขาไม่ได้แสดง แต่เป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ที่สำคัญพี่เขาสวยด้วยดีด้วย และเก่งด้วย ถามว่าถ้าวันหนึ่งเราได้รับบทนางเอก อยากเล่นกับพี่ ณเดชน์ คูกิมิยะ หนูชื่นชอบพี่เขา ที่สำคัญเขาเป็นคนอีสานด้วย เวลาพูดอีสานดูน่ารักดี ชัดเจนไม่เขิน ชอบที่เขาเล่นละครดี วางตัวดี โดยรวมน่ารักดี เก่ง ส่วนใหญ่ติดตามผลงานพี่เขาย้อนหลังทางยูทูบ เพราะว่า เวลาที่ละครออนแอร์ส่วนใหญ่ตรงกับเวลาที่หนูขึ้นเวทีคอนเสิร์ตค่ะ"

earn kwan 05

วันว่างจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วไทย เจ้าของเสียงอันไพเราะเพลงผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน ใช้ไปกับการพักผ่อน และไปออกกำลังกายด้วยการตีแบดมินตัน "วันว่างหนูจะไปออกกำลังกายด้วยการตีแบดมินตัน กับเพื่อนๆ น้องๆ ตีประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อครั้ง การได้ออกกำลังกายเสียเหงื่อรู้สึกสบายตัวนะ เวลาไปทำงานก็ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อย เลือดลมหมุนเวียนดี ที่สำคัญนักร้องต้องเดินทางบ่อยด้วย ร่างกาย และสุขภาพก็ต้องแข็งแรงบ้าง"

ส่วนเป้าหมายในอนาคต "เอิ้นขวัญ วรัญญา" บอกว่า ยังไม่มีอะไรชัดเจน ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุด...

ปัจจุบัน มีผลงานออกมาได้รับการกล่าวขวัญถึงหลายเพลง มีอัลบั้มเต็มในรอบ 9 ปี ภายใต้ชื่อ "ผู้หญิงธรรมดาที่กล้ารักเธอ" ล่าสุดสาว “เอิ้นขวัญ” ได้ปล่อยเพลงช้าซึ้งๆ เอาใจคนอกหักกับเพลง “ฝากเบิ่งแนเด้อ” มาให้แฟนๆ ได้ฟัง ซึ่งเพลงนี้ปล่อยออกมาได้เพียงไม่นานยอดวิวก็พุ่งไปกว่า 35 ล้านวิวแล้ว แล้วตามมาด้วย "คนบอกบ่อยู่" เพลงสาวอกหักที่น่าฟังอีกเพลง และล่าสุดเมื่อสักครู่นี้เอง (18/09/2561 : 12:00) ก็ปล่อยซิงเกิ้ลล่าสุด "หากบ่เคยฮักอ้าย"มาอีกเพลง

 

redline

backled1

 

mp3

nongnuch duangcheewan 02น้องนุช ดวงชีวัน

น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อจริง-นามสกุลจริงว่า จันทร์วิมล พานสายตา เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2502 ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ไม่มีข้อมูลว่าเรียนจบชั้นใหน ชอบร้องเพลงและได้รับการสนับสนุนจาก สวาท ศรีอุดร (ดอนเจดีย์) นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เหมือนกันกับ สรเพชร ภิญโญ รวมทั้ง แดน ดาราทอง ก็ให้การส่งเสริมด้วย

โชคชะตาลิขิตให้ทั้ง สรเพชร ภิญโญ และน้องนุช ดวงชีวัน โคจรมาพบกันและได้ใช้ชีวิตนักเพลงร่วมกัน ทั้งคู่อยากสร้างชื่อเสียงในวงการเพลง แต่ก็ดูเหมือนกับว่าจะไม่มีวันสำเร็จ สรเพชร ภิญโญ ได้บันทึกเสียงเพลงแรกชื่อ ส่งสารถึงโฆษก ไม่มีเสียงตอบรับ ส่วนน้องนุช ดวงชีวัน บันทึกเสียงเพลงแรกชือ อาลัยชายแดน พอมีคนรู้จักบ้าง ต่อมาทั้งคู่ลงทุนทำมาสเตอร์เพลงร่วมกันเป็นเพลงคู่ โดยสรเพชร ภิญโญ แต่งเพลงเองเพราะไม่มีใครยอมให้เพลง

สรเพชร ภิญโญ เดินตระเวณขายมาสเตอร์ตามห้างแผ่นเสียงต่างๆ อยู่นานหลายเดือนแต่ก็ไม่มีห้างใหนสนใจ ช่วงนี้เขามีหนี้สินแทบจะไม่มีกิน บางครั้งต้องแบมือขอเงินคนอื่นเป็นค่ารถกลับบ้าน จนกระทั้งนายห้างสุชัย วงศ์ดำเนินสะดวก บริษัทจรเข้โปรโมชั่น ทนรำคาญไม่ใหวจึงซื้อมาสเตอร์เพลงเอาไว้โดยไม่คิดจะออกเทป ต่อมาเป็นจังหวะพอดีที่ห้างขาดเทปเพลงวางตลาด จึงหยิบเอามาสเตอร์ชุด "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ของสรเพชร ภิญโญ และน้องนุช ดวงชีวัน มาทำเทปวางจำหน่ายขัดตาทัพ

ใครจะเชื่อว่าเทปที่ออกวางจำหน่ายแบบเสียไม่ได้จะทำให้ยอดขายเกินล้านตลับได้ นับเป็นประวัติศาสตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งที่ต้องจารึก และเทปชุดนี้คือ "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ทำให้สรเพชร ภิญโญ - น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อเสียงหอมฟุ้งขึ้นมาราวปฏิหาริย์ จากนั้นก็มีเพลงดังตามอีกมากมาย เช่น ผัวเมียพอๆ กัน, ทุยอดหญ้าข้าอดข้าว, ตามหาศันสนีย์ , แบ่งลูกคนละครึ่ง, หนุ่มโคราชขาดรัก และเพลง "ศัสนีย์หนีช้ำ" เป็นต้น

nongnuch duangcheewan 04

ทั้งนี้ "ลุงใหญ่ อยุธยา" เปิดเผยว่า นักร้องดังวันวานซึ่งขอเกษียณอายุงานจากสถานทูตไทยในนอร์เวย์ล่วงหน้า ได้มาปรึกษาตนว่า อยากร้องเพลงอีกครั้ง เมื่อตนเดินทางไปเมืองหมอแคน พบว่าเนื้อตัวยังแจ่มแจ๋วอยู่ แม้อายุอานามเคลื่อนมากขึ้นตามกาลเวลา จึงตัดสินใจหาเพลงใหม่ พาเข้าห้องบันทึกเสียง และถ่ายมิวสิกวิดีโอเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย

"คืออย่างนี้ครับ น้องนุช ดวงชีวัน เนี่ย ไปอยู่เมืองนอก 28 ปี ไปทำงานที่นอร์เวย์ แกเรียนหนังสือพอสมควร ก็ไปทำงานสถานทูตไปทำงานด้านแปลภาษา อีกสองปีจะเกษียณอายุ แต่ก็ออกมาก่อน ที่นี้เขาก็ติดต่อมาหาผม ก็ลองฟังเสียงดู เพราะเขาบอกว่าอยากทำเพลง ฟังเสียงแล้วใช้ได้ ผมก็ไปหาที่ จ .ขอนแก่น เพราะเขาไม่กลับไปนอร์เวย์แล้ว เผอิญๆ รูปร่างยังได้อยู่ ยังสวย ดูแลร่างกายดี งามเลย ผมก็บอกว่าได้ ถ้าน้องนุชรูปร่างสวยขนาดนี้ เป็นนักร้องได้อีก ผมก็เลยหาเพลงมาให้ สองถึงสามเดือนพอได้เพลงครบมาบันทึกแผ่นเสียง แล้วก็มาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอให้ด้วย"

nongnuch duangcheewan 05

สำหรับแนวเพลงอัลบั้มแรกในรอบ 33 ปี "ลุงใหญ่" เปิดเผยว่า มีหลากหลาย แต่เน้นความเป็นลูกทุ่งโบราณตามสไตล์ของ "น้องนุช ดวงชีวัน" และการทำงานของตนที่หนักแน่นอยู่กับแนวเดิม "แนวเพลงก็สไตล์น้องนุช ดวงชีวัน เป็นเพลงใหม่หมดนะ ไม่เอาของเก่ามาขายนะ สไตล์น้องนุช ดวงชีวัน สไตล์สมัยใหม่ และสไตล์ลูกโบราณ ปนกันไปหมดเลย แต่ยังไงๆ สไตล์ลุงใหญ่ก็หนีลุงใหญ่ไม่ได้ ใช้ดนตรีลูกทุ่งเต็มอัตราศึก วางขายทั่วไปเลยครับ สำหรับน้องนุช ดวงชีวัน คิดว่าไม่ยาก เพราะว่าแฟนเพลงเขายังถามหาอยู่ ในขณะที่ประมาณวงเดือนมิถุนายนนี้ก็จะเริ่มให้น้องนุชเข้ามาเดินสายบอกสื่อว่ากำลังจะกลับมา"

"ลุงใหญ่" กล่าวต่ออีกว่า น้ำเสียงของน้องนุชในวัย 56 ปี นั้นใสแจ๋ว และสูงน่าฟังกว่าเก่า เพราะตลอดระยะเวลาที่แขวนไมค์ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน แทบไม่ได้ใช้เสียง ทำให้ไม่มีความบอบช้ำ เหมือนกับนักร้องที่ใช้เสียงต่อเนื่องตั้งแต่เข้าวงการจนสังขารเริ่มร่วงโรย

nongnuch duangcheewan 03

"ผมกับน้องนุชไม่เจอกันประมาณสิบกว่าปีแล้วนะ คือแกกลับมาเมืองไทยก็แวะมาหาผมนะ แต่ถ้านับจากที่เพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ที่ร้องคู่กับ สรเพชร ภิญโญ และเพลง "ศัสนีย์หนีช้ำ" ที่เขาร้องเดี่ยวโด่งดังมาก เมื่อปี พ.ศ. 2525 ปีนี้ปี พ.ศ. 2558 ตอนนี้ก็ 33 ปีพอดี น้องนุชก็ไม่เคยบันทึกเสียงอีกเลย ไปอยู่ต่างประเทศ ไปๆ มาๆ ปีหนึ่งลาได้หนึ่งเดือนก็มาเยี่ยมบ้านที่ จ .ขอนแก่นตลอด"

แม้วงการเพลงหมุนเวียนเคลื่อนตัวไปมากจากสมัยที่ "น้องนุช ดวงชีวัน" รุ่งโรจน์กับเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ และเพลงศัสนีย์หนีช้ำ แต่ "ลุงใหญ่" เชื่อว่า ผลงานใหม่ของ "น้องนุช" น่าจะได้รับความนิยมจากแฟนพันธุ์แท้ไม่น้อย

nongnuch duangcheewan 01

"คือจริงๆ สมัยนี้มันมั่นใจอะไรไม่ได้หรอก แต่ด้วยความรู้สึกผมเชื่อว่า เหมือนกับมวยนั่นแหล่ะ คือเป็นเทรนเนอร์เขา เคยเป็นโปรโมเตอร์เขาก็คงจะพอไหว คงพอจะสู้ได้ และอีกอย่างหนึ่งผมไปฟังเสียงของน้องนุชมาล่าสุด เสียงเขาเด่นกว่าเดิม ดีกว่า และสูงกว่าเดิมตั้งครึ่งหนึ่ง เพราะว่าตัวเขาไม่ได้ร้องเพลงเลย พักคอมาตั้ง 20 ปี ไม่ได้ร้องเพลง อยู่นอร์เวย์มีงานรับเชิญ แต่ก็ต้องข้ามออกนอกประเทศมาเบลเยียม เพราะนอร์เวย์คนไทยอยู่น้อย แต่ก็ไม่ได้ร้องมากหรือว่าใช้เสียงเยอะ" ลุงใหญ่กล่าว

redline

backled1

 

art local people

sorapetch 01สรเพชร ภิญโญ

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นายเสมอ จันดา อาจจะไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเขาผู้นี้เป็นคนแต่ง และขับร้องเพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" คู่กับนักร้องหญิงชื่อ น้องนุช ดวงชีวัน คงจะต้องร้องอ๋อแน่นอน เสมอ จันดา ใช้นามปากกาว่า สรเพชร ภิญโญ ในการเขียนเพลงและขับร้อง เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2493 ณ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 6 บ้านหัวบึง ตำบลบึงพะไล อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา

เรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วอยากเป็นนักร้อง แต่ไปสมัครที่ใหนก็ไม่มีใครรับ จนมีโอกาสได้พบกับ สวาท ศรีอุดร นักจัดรายการวิทยุชื่อดังในนาม "ดอนเจดีย์" จึงได้รับการสนับสนุน ได้บันทึกเสียงเพลงแรกชื่อ "ส่งสารถึงโฆษก" โดยแต่งเพลงเอง ร้องเอง เพราะไม่มีใครยอมร้องเพลงของเขา หลังจากมีชื่อเสียงโด่งดังจึงได้ศึกษาต่อ จนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อพุทธศักราช 2551

นายเสมอ จันดา ก่อนจะมีชื่อเสียงด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง เคยเป็นนักร้องและเป็นหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งชื่อ "คณะดอนเจดีย์" ต่อมาได้ตั้งวงดนตรีลูกทุ่งของตนเอง ชื่อวงดนตรี “สรเพชร ภิญโญ” ทั้งยังเป็นนักร้องนำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จนถึงปัจจุบัน และมีผลงานโดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั่วไปในฐานะของครูประพันธ์เพลงลูกทุ่ง โดยประพันธ์ทั้งคำร้องและทำนอง ให้นักศิลปินหลายท่านขับร้อง จนเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อาทิ พิมพา พรศิริ จินตรา พูนลาภ ยิ่งยง ยอดบัวงาม เป็นต้น

บทเพลงลูกทุ่งที่สร้างชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน คือ ผลงานประพันธ์เพลง “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ” จนทำให้ เสมอ จันดา ได้รับรางวัลเกียรติคุณหลายรางวัล เช่น รางวัลเกียรติคุณแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ประเภทเพลงลูกทุ่งยอดนิยม จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย และรางวัลเกียรติคุณทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะเพลงติดอันดับข้ามปีในเพลง "หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ" จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เป็นต้น

sorapetch 02

เพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" นี้มีที่มาว่า เสมอ จันดา ประพันธ์เพลงนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการขายให้ค่ายเพลง นำไปให้นักร้องชื่อดังต่างๆ ร้องแล้วจัดจำหน่าย แต่ไม่มีใครสนใจอยากได้ เขาจึงทำเดโมเทปดนตรีพร้อมร้องเองเป็นไกด์ไว้ โดยใช้ชื่อว่า สรเพชร ภิญโญ ร้องคู่กับน้องนุช ดวงชีวัน นำไปเสนอขายที่ไหนก็ไม่สนใจ จนกระทั่งนายห้างสุชัย วงศ์ดำเนินสะดวก เจ้าของ บริษัทจรเข้โปรโมชั่น ทนรำคาญไม่ใหวจึงซื้อมาสเตอร์เพลงเอาไว้ โดยไม่คิดว่าจะเอามาให้ใครร้องและออกเทป

sorapetch 04

แต่เป็นจังหวะพอดีที่ขาดเทปเพลงและนักร้องจะวางตลาดจำหน่าย นายห้างสุชัยจึงนำเพลงของสรเพชร ภิญโญ ออกมาขัดตาทัพ ใครจะเชื่อว่าเทปที่ออกวางแบบเสียไม่ได้จะทำให้ยอดขายเกินล้านตลับ นับเป็นประวัติศาสตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งที่ต้องจารึก และเทปชุดนี้คือ "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ทำให้ สรเพชร ภิญโญ - น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อเสียงหอมฟุ้งขึ้นมาราวปฏิหาริย์ จากนั้นก็มีเพลงดังตามอีกมากมาย เช่น ผัวเมียพอๆ กัน, ทุยอดหญ้าข้าอดข้าว, ตามหาศันสนีย์ , แบ่งลูกคนละครึ่ง, หนุ่มโคราชขาดรัก เป็นต้น

sorapetch 05

รางวัลเกียรติยศ

  • รางวัลเกียรติคุณแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ประเภทเพลงลูกทุ่งยอดนิยม จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย
  • รางวัลเกียรติคุณทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะเพลงติดอันดับข้ามปีในเพลง "หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ" จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง 2525
  • รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เพลง หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ 2538
  • ศิลปินมรดกอีสาน (ประเภทประพันธุ์เพลงลูกทุ่ง) 2552 หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น

sorapetch 06

ปัจจุบัน สรเพชร ภิญโญ แต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องภาคอีสานหลายคน

ผลงานประพันธ์เพลง

  • เมียป๋าเพราะซาอุฯ, รอรักที่อู่รถ (สมโภชน์ ดวงสมพงษ์)
  • น้ำตาเมียซาอุฯ, สาวหมอลำจำได้ (พิมพา พรศิริ)
  • ถูกหลอกออกโรงเรียน (จินตหรา พูนลาภ)
  • ขอแค่มอง (รักคนชื่อต้อย) (ธนา พาโชค)

sorapetch 03

นายเสมอ จันดา เป็นผู้มีความเข้าใจวิถีของชาวอีสานอย่างแท้จริง โดยได้สะท้อนผ่านผลงานการประพันธ์เพลงลูกทุ่งของเขาเสมอมา ทั้งทำนองและคำร้อง จนทำให้บทเพลงที่ประพันธ์นั้นได้กลับมาร้องใหม่อยู่เสมอ และเป็นบทเพลงที่สะท้อนภาพสังคมชนบทอีสาน ที่เรียบง่ายแต่งดงามได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ นายเสมอ จันดา ยังทำคุณประโยชน์ให้กับชุมชน สังคมและประเทศชาติ โดยเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐในโอกาสต่างๆ

 

redline

backled1

 

art local people

kampoon boontawee 02ครูคำพูน บุญทวี

นายคำพูน บุญทวี (26 มิถุนายน 2471 - 4 เมษายน 2546) นักเขียนสารคดี เรื่องสั้น และนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวไทอีสาน และชีวิตคนในคุก ได้รับรางวัลซีไรต์เป็นคนแรกของไทย เมื่อ พ.ศ. 2522 จากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน และได้รับยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2544

คำพูน บุญทวี เดิมชื่อ คูน (ชื่อละครตัวเอกในนิยาย ลูกอีสาน) เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2471 ที่ บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร) เป็นบุตรคนโตจากทั้งหมด 7 คนของ นายสนิท และนางลุน บุญทวี

การศึกษาในวัยเยาว์

ในวัยเด็กของท่าน เนื่องจากพ่อของท่านมีอาชีพเป็นครูในหมู่บ้าน จึงทำให้มีโอกาสดีกว่าเพื่อนๆ ในเรื่องการเรียน ท่านเริ่มเรียนถึงชั้น ป. 4 ที่โรงเรียนบ้านทรายมูล จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อชั้น ม. 2 ที่โรงเรียนสุรเวชวิทยาลัย อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี แล้วจึงมาเรียนต่อชั้น ม. 4 จากโรงเรียนอรุณศึกษา อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี แล้วจึงมาเรียนต่อที่โรงเรียนสายปรีชาบัณฑิต อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้น ม. 6 ในปี 2488 ซึ่งในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นการศึกษาระดับสูงสุดระดับอำเภอ

เมื่อจบการศึกษาชั้น ม. 6 จากโรงเรียนสายปรีชาบัณฑิต ที่อำเภอยโสธร คุณคำพูน บุญทวี จึงกลับมาอยู่ที่บ้านทรายมูล พร้อมกับชักชวนเพื่อนๆ ในหมู่บ้านตั้งคณะหมอลำและรำวง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จด้านรายได้ จึงเข้ามาหางานที่กรุงเทพฯ

เส้นทางสู่อาชีพครู ขายแรงงาน ผู้คุมในคุก สู่นักเขียน

จากลุ่มน้ำชีเมืองยโสธร สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ที่หนุ่มสาวบ้านทุ่งหลายคนใฝ่หา คุณคำพูน บุญทวีเริ่มต้นทำงานเป็นครู สอนอยู่ที่โรงเรียนสัตบุตรบำรุง อยู่หลายปี แต่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นครูประจำจึงตัดสินใจลาออก แล้วจึงเข้าทำงานหลายแห่งหลายอาชีพ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ทั้งกรรมกรขายแรงงาน ถีบสามล้อ ขายผลไม้ เลี้ยงม้าแข่ง และรีดนมวัว ผ่านประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน แต่ก็ไม่ย้อท้อสำหรับสายเลือดแห่งนักสู้จากบ้านทรายมูล เมืองยโสธร

kampoon boontawee 03

จากประสบการณ์ ทำงานเป็นครูที่โรงเรียนสัตบุตรบำรุงมาหลายปี จึงทำให้ คุณคำพูน บุญทวี คิดว่า ตนเองน่าจะเหมาะกับอาชีพครูมากว่าอาชีพอื่น ในปี 2490 จึงตัดสินใจสมัครสอบเป็นครูประชาบาลที่ภาคใต้ โดยได้รับการบรรจุครั้งแรกที่ โรงเรียนบ้านควันขัน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล จากนั้นในปี 2492 จึงได้ย้ายมารับตำแหน่งครูใหญ่ โรงเรียนสุไหงมูโซะ อำเภอระงู จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเกาะ และในตอนนั้นได้แต่งงานกับ นางประพิศ ณ พัทลุง มีบุตรด้วยกัน 6 คน ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่ครอบครัวไม่สะดวก อีกทั้งทำเรื่องย้ายกลับภาคอีสานไม่ได้ จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูในปี 2497 กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่จังหวัดพัทลุง

เมื่อมาอยู่กับภรรยาที่จังหวัดพัทลุง ท่านจึงได้สมัครเป็นครูสอนภาษาจีนที่ โรงเรียนเอกชนขื่อจุ่งฮั้ว ในตำแหน่งครูใหญ่ ภายหลังจึงลาออกจากการเป็นครูเพราะประสบปัญหาด้านการเงิน จึงเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่เดินทางกลับจังหวัดพัทลุง

kampoon boontawee 04

กลับมาอยู่ที่จังหวัดพัทลุงได้สมัครเข้าทำงานเป็น "ผู้คุม" ที่เรือนจำจังหวัดพัทลุง และสอนหนังสือนักโทษเป็นเวลา 9 ปี ทำให้ชีวิตในครอบครัวเริ่มดีขึ้น และมีโอกาสสอบเข้าเรียนเป็น นักเรียนราชฑัณฑ์ ที่เรือนจำบางขวาง กรุงเทพฯ ได้ แต่ยังเรียนไม่จบหลักสูตร จึงขอย้ายกลับมาทำงานที่เรือนจำพัทลุงเหมือนเดิม เนื่องจากภรรยาป่วยหนัก

คุณคำพูน บุญทวี กลับมาทำงานที่เรือนจำพัทลุงอยู่ระยะหนึ่ง จึงสอบบรรจุเป็นข้าราชการสามัญของกรมราชฑัณฑ์ได้ แล้วย้ายไปประจำอยู่ที่เรือนจำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 4 ปี แล้วจึงย้ายไปประจำที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี และย้ายไปประจำอยู่ที่เรือนจำจังหวัดระนองในเวลาต่อมา

คุณคำพูน บุญทวี เริ่มงานเขียนครั้งแรกในหนังสือพิมพ์เสียงตานี เป็นเรื่องตลกขบขัน เมื่อครั้งทำงานอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นเมื่อย้ายไปอยู่ที่จังหวัดระนอง จึงมีแนวความคิดอยากจะเป็นนักเขียน โดยมีแรงบันดาลใจจากการเขียนงาน เพราะภรรยาป่วยหนักไม่มีเงินรักษา เกิดความกลุ้มหนักต้องหันหน้าเข้าอบายมุข ติดเหล้า ติดการพนัน ยิ่งทำให้ครอบครัวย่ำแย่ลงไป ภายหลังจึงเลิกยุ่งอบายมุขทั้งปวง หันหน้าเข้าห้องสมุด มุ่งหน้าอ่านเรื่องสั้น นวนิยาย วรรณคดี เรื่องแปล เมื่ออ่านมากๆ จึงมีแนวความคิดอยากจะเป็นนักเขียน

kampoon boontawee 05

เขาเริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งยังเป็นผู้คุม ตอนนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว เขาจึงมุมานะอ่านหนังสือ และเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขาเขียน คือ "ความรักในเหวลึก" ส่งไปที่นิตยสาร ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่ง อาจินต์ ปัญจพรรค์ เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น "นิทานลูกทุ่ง" พร้อมทั้งสนับสนุนให้เขาเขียนหนังสือต่อไป เขาจึงเขียนนวนิยายเรื่องแรกคือ มนุษย์ 100 คุก

พอเขียนหนังสือได้สักระยะหนึ่งรู้สึกจะหมดเรื่องเขียน อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้แนะนำให้อ่าน "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ผลงานการแปลของ “สุคนธรส” มาอ่านเพื่อเป็นแนวทางในการเขียนเรื่องราววิถีชีวิตของชาวอีสาน จนเป็นที่มาของเรื่องราวชีวิตชาวอีสานในอดีตชื่อ "ชีวิตของลูกผู้ชายชื่อคำพูน บุญทวี" แต่เมื่อ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้อ่านต้นฉบับเลยแนะนำว่าน่าจะใช้ชื่อว่า "ลูกอีสาน" เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนอีสาน และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” ระหว่างปี 2518 – 2519

kampoon boontawee 06

หลังจากนั้นนิยายเรื่อง "นักเลงตราควาย" ได้รับการตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน ในปีระหว่างปี 2522-2523 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา นับแต่นั้นเป็นต้นมาคุณลุงคำพูน บุญทวี ได้สร้างสรรค์ผลงานเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี หรือนิทานพื้นบ้าน ตลอดมา

ในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต หลังจากนางประพิศ ณ พัทลุง ภรรยาคนแรกได้เสียชีวิต คุณคำพูน บุญทวี จึงได้ใช้ชีวิตคู่กับคุณลันนา เจริญสิทธิชัย หรือ “กิมหลั่น” เจ้าของสาระนิยาย “เจ๊กบ้านนอก” พร้อมกับก่อตั้ง สำนักพิมพ์โป๊ยเซียนบ้านบางบัวทอง นนทบุรี เพื่อพิมพ์หนังสือของครอบครัว จนถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต คุณคำพูน บุญทวี ได้สิ้นลมหายใจลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 รวมอายุได้ 74 ปี

kampoon boontawee 08

เกียรติยศแห่งชีวิตนักเขียนบ้านทรายมูล

  • นิยาย “ลูกอีสาน” ได้รับรางวัล "วรรณกรรมดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2519 ได้รับรางวัล "วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยน (ซีไรต์)" ปี 2522 คัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้รับการแปลภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส สร้างเป็นภาพยนตร์ โดย ครูวิจิตร คุณาวุฒิ
  • นิยาย “นายฮ้อยทมิฬ” ได้รับ "รางวัลชมเชย งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2520 ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์
  • วรรณกรรมเยาวชน “สัตว์พูดได้” ได้รับเกียรติบัตรยกย่องจาก ชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม เมื่อ 5 มิถุนายน 2534 และกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาให้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ในการจัดงานช่อการะเกด ครั้งที่ 7 ที่สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 และจัดทำ "มุมหนังสือคำพูน บุญทวี" ที่ห้องสมุดสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อเป็นที่ศึกษาค้นคว้าสำหรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจ
  • วันที่ 7 ธันวาคม 2543 สภาวัฒนธรรมอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร จัดงานเชิดชูเกียรติ "72 ปี ซีไรต์ลูกอีสาน" จัดกิจกรรมเสวนาทางวรรณกรรม บริจาคหนังสือคำพูน บุญทวี ให้กับห้องสมุดโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร
  • เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2544 สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้พิจารณาประกาศเชิดชูเกียรติ เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2544

kampoon boontawee 10

ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่ม : เรื่องสั้น นมอีเขียวขึ้นราคา, หมาหอนในหัวใจ, ลาครูไปขอเมีย, หอมกลิ่นบาทา, หอมกลิ่นปลาร้า, ลาบหัวเราะ, ลูกทุ่งเข้ากรุง, ใหญ่ก็ตายไม่ใหญ่ก็ตาย, เสือกเกิดมารวย, รวยต้องไหว้หมา, ไอ้โจร 499, ลาบกิ่งก่า พล่าปลาอีตู๋, แม่ม่ายที่รัก, พยาบาลที่รัก, นักเลงลูกทุ่ง, ผจญภัยทุ่งกุลาร้องไห้, ตารางบันเทิง, นักเลงลูกทุ่ง

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2546 นายคำพูน บุญทวี ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน รวมอายุได้ อายุ 74 ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

kampoon boontawee 07

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม พ่อเมืองยโสธร และคุณลันนา เจริญสิทธิชัย เปิด ศาลาศูนย์วรรณกรรมยโสธร "คำพูน บุญทวี" นักเขียนซีไรต์คนแรกของประเทศไทย ศาลาหลังนี้จะเปิดบริการ 10.00-18.00 น. ไม่มีระบบยืมและคืนหนังสือ หายไม่เป็นไร เพราะถือว่าคนอยากอ่าน ณ บริเวณ ลานวิมานพยาแถน (หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์พยาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พยานาค) อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

ตัวอย่างภาพยนตร์ เรื่อง ลูกอีสาน

ลำล่องอิสานรำพัน ลำล่องในภาพยนตร์เรื่อง "ลูกอีสาน"
เพชร เมืองทอง : ลำ สุรินทร์ ภาคศิริ : เขียนกลอน

redline

backled1

 

art local people

kru kamman 02คำหมาน คนไค

าจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ หรือที่หลายๆ คนรู้จักในนาม "ครูคำหมาน คนไค" เป็น อดีตครูประชาบาลโรงเรียนบ้านนอก ในสมัยปี พ.ศ. 2502 อดีตศึกษานิเทศก์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ ผู้ที่ได้นำประสบการณ์ในอาชีพครูที่ยากลำบากยิ่งนักในสมัยนั้น มาเขียนเป็นเรื่องสั้นชุด "บันทึกครูประชาบาล" และเมื่อมีผู้สนใจจะนำไปสร้างภาพยนตร์ จึงได้นำมาเรียบเรียงเป็นนวนิยายอีกครั้งในชื่อว่า "ครูบ้านนอก" ที่ถูกนำไปถ่ายทอดแปลออกไปตีพิมพ์อีกหลายภาษาในหลายประเทศ

แต่ที่ทำให้คนไทยรู้จัก "ครูคำหมาน คนไค" และสะเทือนวงการวิชาชีพครูมากที่สุด ก็เมื่อนวนิยายถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันคือ "ครูบ้านนอก" กำกับการแสดงโดย สุรสีห์ ผาธรรม และมีดารานำรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็ไม่รู้จัก คือ ปิยะ ตระกูลราษฎร์ และวาสนา สิทธิเวช มาแสดงนำ พ่วงด้วย ครูใหญ่คำเม้า ที่รับบทโดยศิลปินอาวุโสภาคอีสานตำนานพิณ นพดล ดวงพร

(เสริมเพิ่มนิดหนึ่ง มีแฟนๆ ถามเข้ามาว่าชื่อ "คำหมาน คนไค" นี่หมายถึงอะไร โดยเฉพาะคำ "คนไค" นี่อยากทราบความหมาย ชื่อ คำหมาน นี่ไม่แปลกเพราะคนอีสานส่วนใหญ่มักจะมีชื่อพยางค์เดียว เช่น สี สา มี มา หมาน ฯลฯ คำว่า "คำหมาน" จะแยกออกมาเป็น 2 คำ 2 ความหมาย คือ หมาน หมายถึง ความมีโชคดี ทำอะไรไม่ขัดข้อง ไปหาปลาได้ปลา ไปล่าสัตว์ได้เก้ง กวาง เรียกว่า ทำอะไรๆ ก็หมานเบิด ส่วน "คำ" ที่ใช้นำหน้าหมายความว่า คนดี ลูกที่ดีของพ่อแม่ จึงมักเอามานำหน้าชื่อเช่นเดียวกับคนจีนมักใช้คำว่า "กิม" นำหน้าชื่อนั่นเอง ส่วนคำว่า "คนไค" นั้นมี 2 คำเช่นกัน คือ คน กับ ไค หมายความว่า ดี ดีกว่า รวมแล้วคือ คนดีกว่าหมู่ ชื่อ "คำหมาน คนไค" จึงหมายถึง คนดีมีโชค คนดีกว่าผู้อื่น นั่นเอง)

นายสมพงษ์ พละสูรย์ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่บ้านดอนเมย ตำบลนาจิก อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ในขณะนั้น)  เป็นบุตรคนเดียวของ นายยอด กับนางทุม พละสูรย์

ด้านการศึกษา

เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่ โรงเรียนประชาบาลตำบลนาจิก 4 วัดบ้านดอนเมย นายสมพงษ์เป็นเด็กฉลาด ฝักใฝ่ในการเรียน เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 บิดา-มารดาได้อพยพครอบครัวไปทำมาค้าขายในตัวจังหวัดอุบลฯ เพื่อให้นายสมพงษ์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด คือ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ใน พ.ศ. 2492 ในระหว่างเรียนชั้นมัธยม บิดาได้ถึงแก่กรรมไปก่อน แต่มารดาก็ยังคงทำมาค้าขายอยู่ในตัวเมืองอุบลฯ ซึ่งต่อมาได้ถึงแก่กรรมในอีกปีถัดมา

นายสมพงษ์ก็ได้มาอาศัยอยู่กับญาติ คือ นายมนูญ-นางยุวพงษ์ ผาสุขมูล โดยนางยุวพงษ์เป็นญาติฝ่ายมารดามีศักดิ์เป็นป้า ส่วนนายมนูญรับราชการกรมทางหลวง ที่แขวงการทางอุบลราชธานี นายสมพงษ์นับถือบุคคลทั้งสองเสมือนพ่อ-แม่ และอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้ตลอดมา และได้ส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน ปี พ.ศ. 2498

เนื่องจากนายสมพงษ์เป็นนักเรียนเรียนดี จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับทุนไปเรียนต่อระดับฝึกหัดครูที่ โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ. 2498 ได้รับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2500 แล้วได้รับทุนเรียนต่อชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) ในวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และในปีเดียวกันนั้นเอง นายสมพงษ์ก็สมัครสอบชั้นประโยคเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ได้อีกด้วย

นายสมพงษ์ พละสูรย์ สำเร็จการศึกษาได้รับวุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) เป็นรุ่นแรก อีกเช่นกัน ใน พ.ศ. 2502 และได้รับการบรรจุเข้าเป็นครูในปีนี้เอง ได้เข้ารับราชการตำแหน่งครูตรี โรงเรียนบ้านอำนาจ ตำบลอำนาจ อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษาได้มุ่งมันในการทำงาน และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จนเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ดังนี้

kru kamman 06

  • พ.ศ. 2503 สอบได้รับวุฒิประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.)
  • พ.ศ. 2506 ไปช่วยราชการทำการสอนที่โรงเรียนบ้านไก่ดำ ตำบลไก่เขี่ย อำเภออำนาจเจริญ
  • พ.ศ. 2507 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร กรุงเทพฯ สำเร็จได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ในปี พ.ศ. 2509 ช่วยราชการทำหน้าที่ครูวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออำนาจเจริญ และในปีนั้นเองก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ศึกษานิเทศก์จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกรมสามัญศึกษา
  • พ.ศ. 2511 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Colorado State College รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน AID ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สำเร็จได้รับปริญญา Master of Arts (M.A.) ใน พ.ศ. 2512
  • พ.ศ. 2513 ได้เลื่อนขึ้นเป็นศึกษานิเทศก์โท ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • พ.ศ. 2518 ปรับตำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ ระดับ 6 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • พ.ศ. 2520 ช่วยราชการกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
  • พ.ศ. 2521 โอนมาเป็นนักวิชาการศึกษา 7 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหลักสูตรประถมศึกษา ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ
  • พ.ศ. 2528 เป็นนักวิชาการศึกษา 8 ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์แนะแนวการศึกษาและอาชีพ กรมวิชาการ
  • พ.ศ. 2533 ได้รับอนุมัติให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐ ตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา
  • พ.ศ. 2537 ลาออกจากราชการตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 8 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคุรุสภา ติดต่อกันถึงวาระที่ 3 ในพ.ศ.2542

แม้จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งที่คุรุสภา นายสมพงษ์ก็ยังได้ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ทางราชการอีกหลายปี เช่น พ.ศ. 2542 – 2544 เป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2544 เป็นกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของวุฒิสภา และระหว่างปี พ.ศ. 2544 – 2546 เป็นผู้ชำนาญการในสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ นอกจากนั้นยังปลีกเวลาให้แก่ภาคเอกชน โดยรับเชิญเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานทางวิชาการ เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น

kru kamman 03

อาจารย์สมพงษ์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทั้งในการสอน การนิเทศการศึกษา การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เป็นนักพูด นักคิด นักเขียน มีผลงานในด้านวิชาการ วิชาชีพ และการสื่อสารสัมพันธ์ เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญและสร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดคือ งานเขียน ซึ่งอาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ 'คำหมาน คนไค' มหัศจรรย์ยิ่งนัก” ความตอนหนึ่งว่า

“...ข้าพเจ้าเขียนหนังสือหลายเล่ม ทั้งเรื่องสั้น บทความ สารคดี เช่น จดหมายจากครูบ้านนอก (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2522) บ้านโพนทราย (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2524) ... หนังสือของข้าพเจ้ามีดังนี้

  • นิยาย ได้แก่ ครูบ้านนอก ฆ่าราชการครู (แปลเป็นภาษาอังกฤษ) บักเซียงน้อย บักสีเด๋อ บ้านโพนทราย ตักเงินจากบ่อ
  • รวมเรื่องสั้น จดหมายจากครูคำหมาน คนไค บันทึกครูประชาบาล หัวอกศึกษา ประสาคนภูธร ประสาครูบ้านนอก ไม้บรรทัดคด ครูบ้านนอกขี่เรือบิน ปากอิสาน
  • สารคดี 199 กระบวนท่าของครูมืออาชีพ ทางก้าวหน้าของครูมืออาชีพ  ครูมืออาชีพยุคปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด การฝึกกระบวนการคิดโดยการปฏบัติ ข้ามโขงไปลาว เที่ยวบาหลี
  • หนังสือสำหรับเด็ก ยอดกับทองเด็กอีสาน อาร์ทกับดอกหญ้า เพื่อนรักเพื่อนแท้ เหตุเกิดที่บ้านโพนทราย ชีวิตใหม่ (ได้รับรางวัลจากธนาคารกรุงเทพฯ) ...”

งานเขียนของอาจารย์สมพงษ์ที่เป็นบทความ และเรื่องสั้นในช่วงระยะเวลา 20 กว่าปี ตั้งแต่ พ.ศ.2521 เป็นต้นมา มีมากมาย และได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และ รายเดือน ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เป็นบทความเกี่ยวกับการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม ประมาณ 2,500 เรื่อง ส่วนที่เป็นเรื่องสั้นที่ลงพิมพ์ในวารสารรายเดือนมีประมาณ 350 เรื่อง

kru kamman 04

ในบรรดางานเขียนประเภทนวนิยาย เรื่องที่สร้างความโด่งดังให้แก่อาจารย์สมพงษ์มากที่สุดก็คือ นวนิยายเรื่อง "ครูบ้านนอก" ซึ่งนอกจากจะโด่งดังอยู่ในประเทศไทยหลายทศวรรษแล้ว ยังแพร่หลายไปยังนานาประเทศอีกด้วย ซึ่งอาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในคำนำของผู้ประพันธ์ ในการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของนวนิยายเรื่อง “ครูบ้านนอก” ความตอนหนึ่ง ว่า

“...นิยายเรื่อง ครูบ้านนอก มีความเป็นมาดังนี้ ในปี 2518 ในขณะที่ผมเป็นข้าราชการครูในจังหวัดอุบลราชานี ผมได้เขียนเรื่องสั้นชุดหนึ่ง จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง ผสมผสานกับเรื่องราวที่ผมได้รับรู้ จากคำบอกเล่าของครูและชาวบ้านที่เคยรู้เห็นเหตุการณ์ และเรื่องราวของครูประชาบาลในท้องถิ่น เรื่องสั้นชุดนั้น มีสาระเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครูประชาบาลจังหวัดอุบลฯ ในช่วง พ.ศ. 2500 – 2519 หนังสือเล่มนั้นชื่อ "บันทึกของครูประชาบาล" ประกอบด้วยเรื่องสั้น 69 ตอนๆ ละประมาณ 1 หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป ผมขอให้ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง (ขณะดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา) เขียนคำนำ และท่านได้กรุณาเขียนคำนำให้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลชมเชย "หนังสือดีเด่นประเภทนวนิยาย" ในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2519

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 บุคคลคณะหนึ่งไปพบผมที่บ้านพักในเมืองอุบลฯ บุคคลดังกล่าวขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ บันทึกของครูประชาบาล เพื่อนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมแย้งว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นรวมเรื่องสั้น ไม่มีพระเอก นางเอก คงไม่เหมาะที่จะนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมเสนอว่า ถ้าบุคคลคณะนั้นเห็นว่าสาระของบันทึกของครูประชาบาล ควรสร้างเป็นภาพยนตร์ ผมจะเขียนนิยายขึ้นใหม่ให้มีสาระตามบันทึกของครูประชาบาล

kru kamman 05

บุคคลคณะนั้นเห็นด้วย แต่ขอร่วมวางโครงเรื่องพร้อมทั้งขอตั้งชื่อเรื่องว่า "ครูบ้านนอก" ผมขอให้บุคคลคณะนั้นเขียนบทภาพยนตร์ และผมก็จะเริ่มเขียนนิยาย หนังสือครูบ้านนอกพิมพ์เสร็จ พร้อมกับภาพยนตร์เรื่อง "ครูบ้านนอก" ฉายในกรุงเทพฯ ในต้นปี 2521 หนังสือครูบ้านนอกได้ถูกพิมพ์หลายครั้ง โดยหลายสำนักพิมพ์ การพิมพ์ครั้งนี้ จึงถือเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของสำนวนภาษาไทย

การแปลและพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศมีดังนี้ ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) พิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น ครั้งแรกในชื่อออกเสียงว่า “อินาคาโนคิโอชิ” (Inaka no Kyoshi) โดยสำนักพิมพ์สถาบันอิมูรา และพิมพ์อีกถึงครั้งที่ 5 เมื่อ ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) สำนวนภาษาอังกฤษชื่อเรื่อง The Teachers of MadDog Swamp พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พิมพ์ครั้งที่ 2 โดย Silkworm Book สำนักพิมพ์สุริวงศ์ เชียงใหม่ ค.ศ. 1992 (พ.ศ.2535) สำนวนภาษาอูดู (Urdu) ชื่อเรื่อง The Death of Dream พิมพ์โดยสถาบัน MASHAL เมือง Lahore ประเทศปากีสถาน เมื่อ ค.ศ. 2003...”

งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์สมพงษ์ ที่ทำควบคู่ไปกับงานเขียนก็คือ การเป็นวิทยากร โดยเป็นวิทยากรมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นครูในโรงเรียนประชาบาล เป็นศึกษานิเทศก์ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้บริหารที่คุรุสภา นอกจากเป็นวิทยากรในประเทศแล้ว ท่านยังได้รับเชิญร่วมประชุม และเป็นวิทยากรในต่างประเทศหลายครั้งที่สำคัญ เช่น

  • พ.ศ.2523 ประชุมวรรณกรรมที่เมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
  • พ.ศ.2524 ประชุมวรรณกรรมและวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย
  • พ.ศ.2525 บรรยายเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและสังคมไทย ให้แก่คนไทยในนครนิวยอร์ค วอชิงตันดี.ซี. และลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • พ.ศ.2535 เสนอรายงาน Country Report ในที่ประชุมสภาครูอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์
  • พ.ศ.2540 เป็นผู้บรรยาย ผู้หนึ่งในการประชุมสมาคมครูของมูลนิธิชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

อาจารย์สมพงษ์ได้ให้ข้อคิดในการทำงานของตน ตลอดจนความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจไว้ในประวัติซึ่งนำมาลงไว้ในหนังสือ ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันความตอนหนึ่งว่า “...ข้าพเจ้าไม่อาจอ้างตนได้ว่า ทำงานเพื่อสังคม เพราะงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานราชการ ซึ่งข้าพเจ้าต้องทำตามระเบียบและกฎหมาย ข้าพเจ้าทำงานด้วยความสำนึกสุจริต คำสอนของพ่อแม่และเครือญาติ ทำให้ข้าพเจ้าทำงานด้วยใจสุจริต ข้าพเจ้าทำงานโดยไม่ยึดมั่นในยศตำแหน่ง แต่ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ เมื่อมีโอกาสจึงคิดและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอยู่เสมอ

kru kamman 07

ตำแหน่งทางราชการของข้าพเจ้าไม่ใหญ่ ไม่เล็ก งานราชการที่ข้าพเจ้าปฏิบัติมีส่วนร่วมคิด และร่วมทำ (อย่างมาก) ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา และวงการครูของชาติได้แก่ หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 แผนการสอนชั้น ป. 1 – ป. 6 ของกรมวิชาการ มาตรฐานวิชาชีพครู พ.ศ. 2537 ของคุรุสภา และจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539 ของคุรุสภา...”

ในด้านความเป็นครู อาจารย์สมพงษ์เชื่อมั่นว่า ตนได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากครู โดยได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครูของตน ซึ่งนำมาลงไว้ ในหนังสือชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันอีกตอนหนึ่งว่า “...เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนเรียนจบมัธยม ครูทุกคนมีอิทธิพลต่อผมมาก ผมเป็นคนเชื่อฟังครู รักโรงเรียน ไม่อยากขาดเรียน ครูบอกหรือสั่งอะไร ก็ต้องรีบทำถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ผมว่าผมสอนง่าย จัดเป็นประเภท เด็กยากจน เรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก...

เพราะความที่ผมเชื่อครู ผมจึงขยันเรียน การบ้านไม่เคยค้าง ให้ปุ๊บทำปั๊บ... ผมว่าถ้าคนเราศรัทธาในตัวครูอาจารย์แล้ว การเรียนมันจะดีขึ้นเอง เพราะเจ้าตัวขยันขึ้น รักการเรียนมากขึ้น ทำงานที่ครูมอบหมาย ถ้าสงสัยก็สอบถาม แต่ถ้านักเรียนไม่ชอบครู หรือไม่ศรัทธาครู ผลมันจะออกมาตรงกันข้ามเลย

การที่ผมเอ่ยถึงครูเก่าของผม เพราะเห็นว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้เข้าใจนักเรียน สนใจนักเรียน ตอบสนองต่อปัญหาของนักเรียนแต่ละคนเป็นรายๆ ไป เด็กมีปัญหาอย่างผมเมื่อมีครูดีๆ อย่างนี้ ก็มีกำลังใจ อยากเล่าเรียน และนิสัยที่ว่านี้พลอยติดตามตัวผมมาด้วย คือเมื่อผมเป็นครูผมก็ทำอย่างเดียวกับครูที่ผมศรัทธา ผมให้ความใส่ใจเด็ก รักและเมตตาเด็กเหมือนพี่น้อง เท่าที่สังเกตรู้สึกว่าเด็กๆ ศิษย์ผมเขารักผมมากนะ หลายคนปัจจุบันมีการงานทำรายได้ดีกว่าผมก็มี แต่เขาเรียกผมว่าครู ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ เรียกผมว่า อาจารย์ และเขายังทำตัวเป็นลูกศิษย์เหมือนกับเมื่อ 25 ปีก่อน

ที่ผมพูดมายืดยาวก็เพื่อจะอธิบายว่า ครูมีอิทธิพลต่อผมหลายทาง ทั้งด้านการเรียน ด้านนิสัย และการปฏิบัติตนต่อศิษย์ ผมจึงเชื่อว่า ถ้าบ้านเมืองเรามีครูดีๆ ที่เข้าใจปัญหาของศิษย์ และมีน้ำใจช่วยแก้ปัญหาของศิษย์เท่าที่บทบาทของครูจะทำได้ ผมว่าเด็กๆ เราจะเรียนดี เรียนเก่ง และมีความประพฤติดีมาก ปัญหาสังคมอาจน้อยกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้...

เกียรติคุณที่ได้รับการยกย่อง

  • พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกเป็น “คนดีศรีอำนาจเจริญ”
  • พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกเป็น “ศิลปินมรดกอีสาน”
  • พ.ศ. 2552 ได้รับเลือกเป็น “ปราชญ์เมืองอุบลฯ”
  • พ.ศ. 2556 ได้รับเลือกเป็น “ผู้ทดแทนคุณแผ่นดิน”

ชีวิตครอบครัว

นายสมพงษ์ พละสูรย์ แต่งงานกับนางสาวมาลัย (บุตรนายผุย นางคำปุ่น กาญจนกัณฑ์) ใน พ.ศ. 2504 มีบุตรสาว 2 คนคือ นางมาริสา ชัยชาญ และนางสาวรสมาลิน หลังจากนางมาลัยถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2509 นายสมพงษ์ได้แต่งงานอีกครั้งกับนางสาวสายัณห์ (บุตรนายสุปัน นางยุ่น พูลพัฒน์) ใน พ.ศ. 2514 มีบุตรสาว 2 คน คือ นางสาวสิริพงษ์ และนางสาววราพงษ์ ครอบครัวมีแต่ความสงบสุข ไม่เงียบเหงา เพราะการที่เป็นศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ นักเขียน นักอภิปราย ฯลฯ ย่อมได้รับการเชิญให้เข้าร่วมในงานสำคัญๆ ของสังคมอยู่ตลอดเวลา

kru kamman 01

จนกระทั่งสูงอายุมากขึ้น ร่างกายจึงทรุดโทรมลง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยขึ้น จนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559 สิริอายุ 78 ปี 8 เดือน 18 วัน

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1