foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
เดือนสุดท้ายแห่งปีมาแล้วครับ หลายๆ คนนับถอยหลังเพื่อจะเคาท์ดาวน์นับถอยหลังสู่ปีใหม่ ปีนี้เดือนธันวาคมแต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ เว้นแต่ทางตอนเหนือที่มีเทือกเขาสูงอากาศจะมีเย็นลงบ้าง สงสัยอยู่ว่า "ปีนี้จะได้อวดเสื้อกันหนาวสวยๆ กันบ้างไหมนะ?" อากาศวิปริตแปรปรวนไปทั่วโลก แม้แต่ทะเลทรายในอียิปต์ก็มีฝนตก น้ำท่วมคนตายนับร้อย จึงไม่แปลกที่บ้านเราจะร้อนในหน้าหนาวนี้ ผลิตผลการเกษตรในช่วงต่อจากนี้อาจมีผลกระทบเสียหายมาก

Our Sponsor

adv200x300 2

uboncom 200x300 1

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Number of Page View

02718823
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6606
7582
22065
1589136
127769
191108
2718823

Your IP: 52.201.244.140
2018-12-19 23:46
paya header

ju juไผผู้มัวเมาคร้าน การงานตั้งต่อ บ่มีวันสิพบพ้อ เงินล้านค่าแพง

     ## ใครเกียจคร้านการงาน มัวแต่รอบัตรคนจน จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ อีหลีเด้อ!  ##

art local people

ทองใส ทับถนน

tongsai 11ทองใส ทับถนน

ครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม ดนตรีพื้นเมือง (พิณอีสาน)

ครูทองใส ทับถนน คือ หนึ่งในจำนวนผู้มีผลงานทางด้านศิลปกรรมของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานทางการศึกษาระดับชาติ จากผลงานทางด้านดนตรีและศิลปะการแสดง "การดีดพิณ" ครูทองใส ทับถนน จนเป็นที่ยอมรับ ยกย่องในระดับต่างๆ ดังกล่าว จึงสมควรที่จะได้มีการบันทึกประวัติชีวิตและผลงาน ครูทองใส ทับถนน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบถึงความเป็นมาของชีวิตศิลปิน และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2490 ที่บ้านหนองกินเพล ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ พ่อปิ่น - แม่หนู ทับถนน มีอาชีพทำนา และอาชีพเสริมเป็นศิลปินพื้นบ้านอีสาน (หมอลำ) วัยเด็กศึกษาเล่าเรียนที่บ้านเกิด จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีภรรยาคู่ชีวิตคือ นางประมวล (สกุลเดิมจันไตร) มีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่ นางพิณทอง มณีเนตร นายสีแพร ทับถนน และนางบุญสวย ทับถนน

tongsai 2ครูทองใส ทับถนน คือ หนึ่งในจำนวนปราชญ์ศิลปิน ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านศิลปะการแสดง คือ การดีดพิณ ลีลาลายพิณโบราณจากพิณสองสาย และท่วงทำนองการดีดพิณของครูทองใส ได้รับการยอมรับว่า คือ มือพิณชั้นครู ระดับปรมาจารย์มีลูกศิษย์จากทุกสารทิศ มาเรียนรู้มากมาย ทั้งที่ครูทองใสเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อาชีพหลักคือ การทำนา จบการศึกษาแค่ชั้น ป. 4 แต่มีความรู้ ความสามารถทางด้านศิลปะการแสดง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูภูมิปัญญาไทย ทำหน้าที่ถายทอดความรู้ทางด้านการดีดพิณของตนเอง ให้กับคนทั่วไปได้เรียนรู้

บ้านหนองกินเพล ตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีตำนานหมู่บ้านที่เล่าขานกันต่อๆ มาน่าสนใจว่าประมาณปี พ.ศ. 2400 ได้มีชนกลุ่มหนึ่งเดินทางรอนแรมมาจากอำเภอเขื่องใน เพื่อหาที่พักอาศัยและที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ มาถึงบริเวณแม่น้ำมูลเลยพากันหยุดพักกินข้าว และเห็นว่าเป็นที่ลุ่มที่ดอน เหมาะสมที่จะตั้งเป็นที่อยู่อาศัย ได้พากันข้ามแม่น้ำมูลมายังฝั่งอำเภอวารินชำราบ (ปัจจุบัน) ซึ่งมีท่าน้ำติดกับแม่น้ำมูล จึงได้พากันตั้งรกรากปลูกที่พักอาศัยกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งในสมัยนั้นยังขาดผู้นำหมู่บ้านจึงยังไม่มีการตั้งชื่อหมู่บ้าน

จากนั้นเล่ากันว่า ก่อนจะมีชื่อหมู่บ้านเป็นบ้านท่ากกไฮ เพราะว่า เดิมทีมีต้นไฮขนาดใหญ่หลายคนโอบอยู่ที่ท่าน้ำ ทางเกวียนลงสู่แม่น้ำมูล วันหนึ่งได้มีพ่อค้าขายปลาแดก (ปลาร้า) นั่งเรือผ่านมา และจอดเรืออยู่ใต้ต้นไฮใหญ่ เพื่ออาศัยร่มเงาพักผ่อนเอาแรง แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือ กิ่งไฮตกลงมาใส่ทับคนในเรือเสียชีวิต ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า บ้านท่ากกไฮ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ส่วนสาเหตุที่เป็น บ้านหนองกินเพล นั้น ด้วยความบังเอิญสมัยนั้น มีพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนสัญจรเดินทางผ่านไปมาระหว่าง หมู่บ้านและอำเภอบ่อยๆ พอมาถึงบริเวณทุ่งนา ทุกวันพระสงฆ์ในวัดจะตีกลองเพลเป็นประจำ ผู้คนที่ผ่านไปมาก็จะพูดและนัดหมายกันว่าพบกันที่ หนองเพล คือ ลักษณะการนัดพบกันกินข้าวเที่ยงที่หนองน้ำ จึงเป็นเหตุให้เปลี่ยนชื่อจาก บ้านท่ากกไฮ เป็น บ้านหนองกินเพล มาจนถึงทุกวันนี้

โดยสภาพทั่วไปชาวบ้านหนองกินเพล เป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรเป็นหลัก เช่น ทำนา ทำสวน ปลูกพืชไร่ และเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำมูล ชาวบ้านจึงมีอาชีพส่วนหนึ่งคือ การประมงจับปลาจากแม่น้ำมูล และความรู้ในการทำเครื่องมือจับปลา เช่น สานแห ไซ ส่วนผู้หญิงมีความรู้ในด้านการทอผ้าและทอเสื่อ และที่บ้านหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ หมู่บ้านแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่มีอายุถึงร้อยกว่าปี คือ หมู่บ้านที่เป็นถิ่นกำเนิดของสองพ่อลูก ศิลปินดนตรีพื้นบ้านผู้ยิ่งใหญ่คือ

หนึ่ง พ่อหมอลำปิ่น ทับถนน ชาวบ้านหนองกินเพล เป็นศิลปินพื้นบ้านผู้มีความสามารถทางด้านการแสดงหมอลำ กับ การเล่นหนังบักตื้อ (หนังปราโมทัย หรือหนังตะลุงทางภาคใต้) เมื่อว่างเว้นจากฤดูกาลทำนา จะพาคณะออกตระเวนเล่นตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ทำให้มีลูกศิษย์มาฝากตัวเรียนรู้วิชาหมอลำ กับ หนังบักตื้อ มากมาย รวมทั้งยังเป็นผู้มีน้ำใจ จึงมีเพื่อนพ้องศิลปินพื้นบ้านมาเยี่ยมเยือนที่บ้านหนองกินเพลเป็นประจำ ทำให้บ้านหนองกินเพล สมัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะการแสดง เพราะเป็นแหล่งรวมของศิลปินพื้นบ้านของอีสาน

สอง ลูกชาย นายทองใส ทับถนน จึงได้รับการถ่ายทอดมรดกทางศิลปินมาตั้งแต่กำเนิด เพราะเกิดมาท่ามกลางวงล้อมของครอบครัว และหมู่ศิลปินพื้นบ้าน ซึมซับอยู่กับเสียงดนตรี เสียงร้อง ของศิลปินหลายคน จนสามารถพัฒนาตนเองเป็น ศิลปินนักดนตรีพื้นบ้าน พิณอีสาน เจริญรอยตามบิดา มาจนถึงทุกวันนี้

เด็กชายทองใส ทับถนน มีแววศิลปินมือพิณมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะมีความสามารถเล่นพิณได้ตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ จากความสนใจ และแรงบันดาลใจที่ได้เห็น ครูพิณ ดีดพิณสองสายได้อย่างไพเราะน่าฟัง จึงเกิดความรู้สึกเบื้องต้นอยากจับต้องสัมผัส ตัวพิณ อยากเป็นเจ้าของพิณและอยาก ดีดพิณ ให้ได้เหมือนกับครูพิณที่ตนเองประทับใจและชื่นชมในฝีมือ เมื่อได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ พิณตัวแรก เมื่ออายุ 4 ปี จากการรบเร้าให้แม่ขอพิณ จากครูพิณที่มาพักแรมที่บ้านให้

tongsai4

จากนั้นมาเด็กชายทองใสได้เริ่มต้นฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ การดีดพิณด้วยตนเองอย่างจริงจัง จนสามารถเล่นพิณประกอบจังหวะดนตรีหมอลำ ร่วมกับคณะของพ่อหมอลำปิ่นได้ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่ออายุ 8 ปี เด็กชายทองใสเริ่มเรียนรู้ ลายพิณโบราณ จากครูพิณพื้นบ้านหลายคน เริ่มต้นจาก พ่อปิ่น ถือเป็นครูคนแรกที่ให้คำแนะนำเบื้องต้นในการดีดพิณ จากนั้นเรียนรู้กับครูบุญ ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายแม่เป็นผู้ถ่ายทอดลายพิณ แบบลายลำเพลินโบราณให้

จนกระทั่งพบกับ ครูบุญชู โนนแก้ว ชาว บ้านโนนสังข์ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ศิลปินมือพิณพิการตาบอด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพ่อหมอลำปิ่น ซึ่งมีฝีมือการดีดพิณลายโบราณเก่งมาก จนเด็กชายทองใสประทับใจ อยากเล่นพิณได้เหมือนกับครูบุญชู จึงขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์และได้เรียนรู้ลายพิณพื้นบ้านอีสานแบบโบราณ โดยเฉพาะ ลายพิณลุ้นตุ๋ย ซึ่งเป็นที่มาของลายพิณปู่ป๋าหลาน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับครูทองใสในเวลาต่อมา เมื่อเรียนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชีวิตของเด็กชายทองใส มีความสนใจที่จะเรียนรู้วิชาการดีดพิณต่อไป จึงตั้งใจฝึกฝนตนเองด้วยวิธีการจดจำ ลายพิณพื้นบ้านจากครูพิณคนเก่า และเสาะแสวงหา ลีลาลายพิณ จากศิลปินมือพิณคนอื่นๆ ตลอดเวลา

รวมทั้งยังได้มีโอกาสเล่นกับคณะหมอลำของพ่อปิ่นตามงานแสดงต่างๆ ทำให้ฝีมือการดีดพิณของเด็กชายทองใสพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนสามารถเล่นพิณประจำให้กับวงหมอลำของพ่อปิ่น และวงดนตรีพื้นบ้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จนได้ชื่อว่าเป็นมือพิณที่มีฝีมือและชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยนั้น

ด้วยความเป็นสายเลือดศิลปิน มือพิณอย่างครูทองใส จึงตัดสินใจที่จะประกอบอาชีพศิลปินตามรอยบิดา คือ หมอลำปิ่น ทับถนน หากแต่เป็นการก้าวเดินตามรอยเท้าที่มีความเหมือน และความต่างจากพ่อปิ่น ความเหมือน คือ ทั้งพ่อปิ่น และ ครูทองใส เป็นศิลปินที่มีความสามารถทางด้านการแสดงออกทางด้านดนตรีพื้นบ้านเหมือนกัน ความต่าง คือ พ่อปิ่น เด่นทางด้านการแสดงหมอลำที่อยู่ด้านหน้าเวที แต่ลูก คือ ครูทองใส เด่นทางด้านการเล่นดนตรีพื้นบ้าน คือ การดีดพิณ จึงเป็นศิลปินที่ต้องอยู่เบื้องหลังของนักแสดงด้านหน้าเวที

tongsai5

ครูทองใส ย้ำกับลูกศิษย์ทุกคนว่า "ไม่มีใครที่จะสามารถเรียนรู้และเก่งได้ด้วยตนเอง ทุกคนต้องมีครูครูคนแรก คือ พ่อแม่ ครูคนที่สองคือครูที่โรงเรียน ส่วนครูพิณ แม้จะเรียนรู้โดยวิธีการจดจำและนำมาฝึกปฏิบัติเองแบบครูพักลักจำ หรือครูนิรนาม แต่ก็ยังถือว่าจำเอามาจากคนอื่นอยู่นั่นเอง" ศิษย์ต้องมีครู ครูของทองใส ครูทองใสจัดลำดับ ทำเนียบครูพิณ ที่ถือว่าเป็น ครู ที่ได้ให้ความรู้กับครูทองใสเป็น มือพิณ ที่มีความสามารถทางด้านการดีดพิณ การสอนพิณ และการทำพิณ และเป็น ครูภูมิปัญญาไทย - ดนตรีพื้นบ้านพิณอีสาน ในวันนี้ คือ

  • ครูคนแรก คือ บิดา หมอลำปิ่น ทับถนน ผู้ถ่ายทอดมรดกทางสายเลือดศิลปินให้กับครูทองใส ถึงแม้ว่า พ่อหมอลำปิ่นจะไม่เก่งด้านดารดีดพิณ แต่เก่งทางด้านระนาด แต่ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกจนสามารถเจริญรอยตามรอยเท้าเข้าสู่ อาชีพศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ครูคนที่สอง คือ ครูบุญ จากบ้านท่างอย อำเภอวารินชำราบ ผู้สอนลายพิณลำเพลิน เป็นครูพิณคนแรกที่ครูทองใสพอใจในฝีมือการดีดพิณและเริ่มต้นเรียนรู้ลายพิณ จนเกิดความมั่นใจสามารถเล่นพิณประกอบหมอลำได้ตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี
  • ครูคนที่สาม คือ ครูบุญชู โนนแก้ว ครูพิณพิการตาบอดผู้สอนลายพิณโบราณ เป็นครูพิณที่ครูทองใสได้รับการถ่ายทอดลายพิณโบราณได้มากที่สุด อันเนื่องมาจากความประทับใจในลายพิณของครู จึงตั้งใจรับการถ่ายทอดเอาลายพิณได้มากที่สุด
  • ครูในการทำพิณ คือ ลูกศิษย์สอนการทำพิณ ครูทองใสไม่อายที่จะเรียนรู้วืธีการทำพิณจากลูกศิษย์ที่มาเรียนดีดพิณ คือ อ.ยงยุทธ พะหล ปัจจุบันอายุ 65 ปี เคยเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ปัจจุบันมีอาชีพทำพิณขายทั่วไป
  • ครูที่ยิ่งใหญ่และจะต้องจดจำตลอดไป คือ อ.นพดล ดวงพร เจ้าของและหัวหน้าวงดนตรีเพชรพิณทอง ผู้สอนและให้คำแนะนำเทคนิค วิธีการต่างๆ การเล่นการแสดงหน้าเวที การวางตัว การสังเกตความสนใจ ความพอใจของผู้ฟัง และเคล็ดลับทุกอย่างทำให้ นายทองใส ทับถนน จากมือพิณธรรมดามาเป็นมือพิณทองใส ทับถนนได้ในวันนี้

noppadol 01เมื่อ อายุ 21 ปี เข้าวัยเกณฑ์ทหาร ครูทองใส ใช้ชีวิตทหารรับใช้ชาติที่กองพันทหารปืนใหญ่ ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 6 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ครูทองใสได้พบจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นมือพิณในปัจจุบัน คือการประยุกต์ฝีมือลายพิณพื้นบ้านอีสานตามที่ครูทองใสถนัด พัฒนามาเป็นการดีดพิณแบบประยุกต์ตามแบบดนตรีสากล เพราะมีโอกาสได้เล่นร่วมกับ วงดนตรีสากล ของกองพันทหารปืนใหญ่เป็นประจำ ทำให้ต้องเรียนรู้ที่จะเล่นลายพิณโบราณต่างๆ ให้เข้ากับดนตรีของเพลงลูกทุ่ง เพลงสากล ซึ่งครูทองใสก็สามารถที่จะ "ปรับวิธีการดีดพิณ" ให้เข้ากับแนวดนตรีสากลได้อย่างกลมกลืน

ครูทองใสเล่าช่วงชีวิตทหารเกณฑ์ให้ฟังตอนหนึ่งว่า "เนื่องจากเป็นคนที่มีความสามารถในการเล่นพิณ จึงมีโอกาสได้เล่นเป็นประจำอยู่กับวงดนตรีของทหาร เวลาเล่นแล้วนายทหารส่วนมากที่มาจากกรุงเทพฯ ชอบเสียงพิณอีสานมาก อยากให้เล่นพิณให้ฟังอีกหลายครั้ง ชีวิตทหารของครูทองใสจึงค่อนข้างสบาย เพราะส่วนมากจะได้เล่นพิณ จนทำให้มีเวลาฝึกฝนฝีมือพิณเพิ่มเติมจนชำนาญมากขึ้นมาอีก"

จากจุดนี้เองที่ทำให้ ลายพิณของครูทองใส เริ่มที่จะออกมาเป็น เอกลักษณ์ของตนเอง คือ การนำเอาความชำนาญจากลายพิณโบราณ มาผสมผสานกับจังหวะ ทำนองของดนตรีสากล จนเกิดเป็นลายพิณประยุกต์กึ่งพื้นบ้านโบราณอีสาน กึ่งดนตรีสากล ที่เป็นผลทำให้เกิดเป็น องค์ความรู้ใหม่ ที่ครูทองใสได้พัฒนาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แต่ได้ซึมซับไว้ในสมองและจิตใจของครูทองใสจากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา

noppadol 02เมื่อ ปี พ.ศ. 2513 พ้นจากราชการทหาร กลับมาอยู่ที่บ้าน ใช้ชีวิตเช่นเดิม คือทำไร่ ทำนา และเล่นพิณประกอบวงหมอลำตามแต่จะถูกเชิญชวน ได้ฟังประกาศรับสมัครนักดนตรีพิณอีสาน เพื่อร่วมเล่นดนตรีกับครูนพดล ดวงพร ซึ่งแยกตัวออกมาจากวงดนตรีจุฬารัตน์ ครูทองใสเกิดความสนใจจึงไปสมัครพร้อมพิณคู่กาย มีหัวพิณเป็นไม้แกะสลักรูปพญานาค จึงมีฉายาในช่วงนั้นว่า "ทองใส หัวนาค"

มีนักดนตรีมือพิณ มาสมัครมากมาย ด้วยยุคนั้นสื่อทางวิทยุเป็นที่นิยม และรายการวิทยุที่ ครูนพดล ดวงพร จัดเป็นรายการที่ชาวบ้านชื่นชอบรับฟังกันมาก จากมือพิณประมาณ 100 คน ทองใส ทับถนน ได้รับการคัดเลือกเพียงคนเดียว จึงได้รับการคัดเลือกเป็นมือพิณ คู่กายประจำวงดนตรีอาจารย์นพดล ดวงพร จากนั้นเป็นต้นมา

noppadol 03ช่วง ปี พ.ศ. 2514 อาจารย์นพดล ดวงพร จัดตั้งวงดนตรีพิณประยุกต์มีชื่อเสียงมากในช่วงนั้น และเพลงพิณของทองใส ทับถนน ที่บรรเลงนั้น สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 5 ขอนแก่น ได้ใช้เปิดเป็นเสียงประกอบในรายการต่างๆ และวงพิณประยุกต์ก็ได้แสดงออกอากาศ ทุกวันเสาร์ เพลงลูกทุ่งอีสานประยุกต์ ที่มีชื่อเสียงก็ได้กำเนิดในยุคนั้น และในปีเดียวกันนั้นเอง อาจารย์นพดล ดวงพร ได้รับเชิญให้นำวงดนตรีพิณประยุกต์ไปแสดงถวาย ณ ที่ประทับเขื่อนน้ำพอง ขอนแก่น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเพื่อพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

อาจารย์นพดล ดวงพร ร่วมกับทองใส ทับถนน ได้ถวายพิณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านตรัสว่า "เพชร นี้เป็นเพชรน้ำเอก.." ของเครื่องดนตรีอีสาน ในครานั้นสร้างความปลื้มปิติ แก่อาจารย์นพดล ดวงพร และคณะเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้อาจารย์นพดล ดวงพร ได้เปลี่ยนชื่อวงดนตรีเพลงลูกทุ่งอีสาน "พิณประยุกต์" ใหม่เป็นวง "เพชรพิณทอง" ที่ถือว่าเป็นมงคลนาม อันเกิดจากการถวายพิณในครั้งนั้น

วงเพชรพิณทอง เป็นวงดนตรีของชาวอีสานวงแรกที่ได้ไปแสดงที่ต่างๆ เทียบเท่าวงดนตรีชั้นนำของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2515 - 2540 สามารถทำรายได้ไม่น้อยกว่าวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังต่างๆ อย่างวงดนตรียอดรัก สลักใจ วงดนตรีสายันต์ สัญญา หรือวงดนตรีพุ่มพวง ดวงจันทร์ และมือพิณประจำเพชรพิณทอง ก็คือ ทองใส ทับถนน

noppadol 04เมื่อเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีใหม่ๆ ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ภายหลังจึงได้บ้างเป็นครั้งคราว ประมาณ 300 - 600 บาทในการเล่นตามงานต่างๆ การเล่นพิณบนเวทีประกอบวงดนตรี "พิณประยุกต์" ในช่วงแรกที่ใช้ พิณโปร่ง (พิณอีสานเดิมเป็นพิณโปร่งเวลาเล่นบนเวทีต้องใช้ไมโครโฟนจ่อที่ตัวพิณ) เสียงพิณที่ออกมาแม้จะมีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง แต่ความดังของเสียงพิณยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำให้คนฟังสนุกสนานกับเสียงพิณได้ อาจารย์นพดล ดวงพร ในฐานะของหัวหน้าวง จึงได้คิดที่ทำให้เสียงพิณมีความดังเพิ่มขึ้น จึงทดลองนำเอา คอนแทรค ของกีตาร์ไฟฟ้ามาดัดแปลงใส่กับพิณ และมอบหมายภาระหน้าที่สำคัญให้กับมือพิณประจำวง คือ ทองใส ทำให้เสียงพิณดังขึ้นให้เหมือนกับกีตาร์ไฟฟ้า

ครูทองใสใช้ความพยายามทดลองการปรับตัวพิณโปร่งที่เป็นไม้ มาใส่กับระบบไฟฟ้าอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งสามารถที่จะพัฒนาฝีมือการดีดพิณโปร่งมาเป็นพิณไฟฟ้าได้ ตามความต้องการและเป็นที่พอใจของ อาจารย์นพดล ดวงพร และได้ใช้พิณไฟฟ้าบรรเลงเป็นเอกลักษณ์ จุดนี้เอง ที่ทำให้ อาจารย์นพดล ดวงพร ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดประดิษฐ์พิณไฟฟ้าตัวแรกของโลก ที่ต่อมามีผู้ทำตามจนแพร่หลายจนกลายเป็นพิณไฟฟ้าในปัจจุบัน ส่วนของครูทองใสเอง การปรับเปลี่ยนจาก การดีดพิณไม้โปร่ง มาเป็น การดีดพิณไฟฟ้า ในครั้งนี้ทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ของครูทองใส คือ การปรับวิธีการดีดพิณไฟฟ้าที่เสียงดังมากกว่าพิณโปร่ง ให้ออกมาน่าฟัง ซึ่งมีปัญหาบ้างในระยะแรก แต่ต่อมาสามารถที่จะแก้ไข ทดลอง เรียนรู้และประยุกต์จนสามารถที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้

จากการเรียนรู้จากครูพิณ หลายคน ความพยายามในการฝึกฝน ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง และการปรับเปลี่ยนจากจุดพัฒนา คือ การประยุกต์ลายพิณโบราณกับแนวดนตรีสากล เมื่อครั้งเป็นทหาร มาถึงโอกาสที่ได้รับ คือ การปรับวิธีการเล่นพิณโปร่งมาเป็นพิณไฟฟ้า และเล่นร่วมกับวงดนตรีเพชรพิณทอง ของ อ.นพดล ดวงพร ทำให้ ครูทองใส ทับถนน สามารถก้าวผ่านจาก มือพิณธรรมดา มาเป็น มือพิณชั้นครู ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน

กว่าจะมาเป็น ครูทองใส ทับถนน วันนี้ได้ต้องใช้เวลากว่า 50 ปี ของชีวิตในการเรียนรู้ สั่งสมองค์ความรู้ ประสบการณ์และบทเรียน จากลูกชาวนาที่มีเลือดศิลปินติดตัวมาแต่กำเนิด เติบโตท่ามกลางกลิ่นไอของธรรมชาติและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนอีสาน สภาพแวดล้อมของศิลปินพื้นบ้าน จนก้าวผ่านเข้าสู่วงการศิลปินนักดนตรีมืออาชีพและร่วมเดินทางบนถนนสายดนตรี กับวงดนตรีลูกทุ่งอีสานชื่อดัง เพชรพิณทอง ในฐานะของมือพิณ

ตลอดเวลาครูทองใส ได้พยายามสร้างสรรค์และพัฒนาฝีมือ ผลงานการดีดพิณของตนเองมาโดยตลอด จนได้รับการยอมรับในวงการนักดนตรีมืออาชีพ และได้รับการยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย ด้านศิลปกรรม ดนตรีพื้นบ้าน-พิณอีสาน อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่ครูทองใส ได้รับอีกครั้งหนึ่งในชีวิต

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ใน ระบบโรงเรียน จะสิ้นสุดที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่การเรียนรู้ในชีวิตจริงของครูทองใส ดำเนินพัฒนาองค์ความรู้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการปฏิบัติจริงมาตลอดชีวิต จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความชำนาญความเชี่ยวชาญใน ด้านการดีดพิณได้รับการยอมรับจากบุคคล สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการต่างๆ เห็นได้จากการมีผู้คนมาฝากตัวเป็น ลูกศิษย์ ร่วมเรียนรู้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่อง พิณ กับครูทองใสมากมาย และการได้รับเชิญไปร่วมแสดงในงานสำคัญๆ ทางด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

กว่าระยะเวลากว่า 30 ปี บน "ถนนสายดนตรี" กับอาชีพ "ศิลปิน" มือพิณประจำวงเพชรพิณทอง ครูทองใส ได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศกับวิชาชีพนักดนตรี ดังนี้

  • ปี พ.ศ 2543 ได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติให้เป็น "ศิลปินดีเด่น" จังหวัดอุบลราชธานี สาขาศิลปะการแสดง (ด้านดนตรีอีสาน) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
  • ปี พ.ศ. 2544 ประกาศเกียรติบัตร "ผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรมดีเด่น" จาก สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา ๑๐
  • ปี พ.ศ. 2544 เกียรติบัตร "ผู้ให้การสนับสนุนพิธีเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก" จากสถาบันราชภัฎอุบลราชธานี
  • ปี พ.ศ. 2545 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2545 ด้านศิลปกรรม
  • ปี พ.ศ. 2548 ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ดนตรีศึกษา) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

3 local artistนอกจาก รางวัลเกียรติยศ ที่ครูทองใสได้รับแล้ว ที่สำคัญเหนืออื่นใดที่ครูทองใสภูมิใจที่สุด คือ การยอมรับจากประชาชนที่ชมการแสดงของวงดนตรีเพชรพิณทอง และให้การยอมรับว่า ทองใส ทับถนน คือ คนดีดพิณสองสายลายพื้นบ้าน และลายประยุกต์ที่ไพเราะที่สุดของภาคอีสานและประเทศไทย

กว่าที่จะก้าวมาสู่ความสำเร็จบนถนนสายนักดนตรีอาชีพได้ในวันนี้ ครูทองใสบอกว่า มีหลักในการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ แบบพิณสามสาย คือ ใช้ ทางสายกลาง อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และครูทองใสก็ใช้หลักข้อนี้ดำเนินชีวิตมาโดยตลอด นอกจากนั้น คุณธรรมประจำใจ ที่ครูทองใส ยึดมั่นในการเป็นนักดนตรีอาชีพมาตลอดกว่า 50 ปีที่ทุกคนรู้จัก ครูทองใส จะเห็นชัดเจนในคุณธรรม 4 ประการ คือ

  1. ความเพียร เป็นคุณลักษณะที่ครูทองใสบอกว่าต้องใช้มากที่สุด เพราะสมัยก่อนการเรียนรู้กับครูพิณ คือ การสังเกต การจดจำ ทำนอง การทดลอง การฝึกฝนจนชำนาญ ล้วนแต่จะต้องใช้ความเพียรทั้งสิ้น และครูทองใสได้ใช้ ความเพียร มาจนประสบความสำเร็จในการเป็นมือพิณสองสายที่กล่าวได้ว่า ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย
  2. ความอดทน นอกจากความเพียรในการฝึกฝน ความอดทนเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ให้มากที่สุด กับอาชีพนักดนตรีที่ต้องตระเวนเล่นตามสถานที่ต่างๆ บางครั้งแสดงจนเกือบสว่าง รวมทั้งปัญหาอุปสรรคนานับปการที่ต้องใช้ความอดทนสูงในการเป็นศิลปิน
  3. ความมีน้ำใจ การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ในฐานะที่อยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก จะต้องแสดงความมีน้ำใจให้กับคนอื่นเสมอ ๆ และจะได้รับน้ำใจกลับคืนมาภายหลังเอง
  4. ความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรมข้อนี้ ครูทองใสยึดมั่นมาโดยตลอด และเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จในการเป็นศิลปิน

นอกจากนี้ ครูทองใส ทับถนน ยังได้ฝากข้อคิดในการทำงาน เป็นสิ่งเตือนใจส่งไปยังศิลปินพื้นบ้านรุ่นหลัง ดังนี้

  1. ทำงานอย่างมีความสุข เพราะอาชีพศิลปินคืออาชีพที่สร้างความสุขให้กับผู้อื่น ศิลปินต้องมีความสุขกับการทำงาน โดยเฉพาะครูทองใส จะเป็นคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา
  2. สนุกสนานกับเพื่อนร่วมงาน การสร้างบรรยากาศให้เกิดความสนุกสนานจะช่วยให้การทำงานออกมาดีมีคุณภาพเองโดยอัตโนมัติ
  3. ผสมผสานชีวิตทำงานกับครอบครัว ครูทองใส เป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุด ไม่เคยมีปัญหาทางครอบครัว เพราะสามารถบริหารเวลาการทำงานด้านดนตรี กับงานทางบ้านได้อย่างลงตัว
  4. พัฒนางาน/ฝีมืออยู่เสมอ แม้จะได้รับขนานนามว่าเป็นมือพิณผู้ยิ่งใหญ่ หรือปรมาจารย์ด้านการดีดพิณ เป็นสิ่งที่คนอื่นตั้งให้ แต่ตัวครูทองใสบอกว่ายังต้องพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลาด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝนและหาประสบการณ์เพิ่มเติมทางดนตรีอีกมาก และไม่เคยคิดว่าเป็นคนมีชื่อเสียงและหลงตัวแต่อย่างใด
  5. ถ่ายทอดความรู้โดยไม่ปิดปัง เพราะถือว่าเป็นวิทยาทาน ทุกครั้งที่ถ่อยทอดและสอนลูกศิษย์ ครูทองใสจะพยายามให้ความรู้กับลูกศิษย์ทุกอย่าง ทั้งลายพิณ เทคนิค เคล็ดลับต่างๆ เพราะถือว่าได้ความรู้มาจากครู เมือเป็นครูก็ต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ทั้งหมดเช่นเดียวกัน ส่วนใครจะรับได้มากน้อยเป็นเรื่องความสามารถของแต่ละบุคคลครูทองใส ทับถนน บอกว่าต้องการถ่ายทอดลายพิณโบราณพื้นบ้านอีสาน ให้คงอยู่ไว้ ควบคู่ไปกับลายพิณประยุกต์ให้เป็นมรดกของคนอีสานตลอดไป

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1