foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันใด๋กะสิฮอดออกพรรษาแล้วน้อ ทางอีสานบ้านเฮากะมีบุญใหญ่หลายหม่อง สกลนคร เพิ่นกะมีแห่ผาสาทเผิ้ง นครพนมกับจังหวัดใกล้แม่น้ำใหญ่กะมีไหลเฮือไฟ ตามริมแม่น้ำโขงหลายหม่องหลายบ่อนกะสิมีปรากฏการณ์ลูกไฟ (บั้งไฟพญานาค) ให้ได้ไปเฝ้าชมความมหัศจรรย์นี้ ชาวบ้านกะได้ทำบุญตักบาตรพระกัน หลังจากนั้นไปตลอด ๑ เดือน กะสิแม่น งานบุญกฐิน ในทุกแดนดินไทย สาธุๆ นำเด้อครับ

Our Sponsor

adv200x300 1

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Visitors Counter

02510692
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
231
10222
51539
1362953
110746
200435
2510692

Your IP: 54.163.20.57
2018-11-18 01:02
paya header

ju ju  แนวบักต้อง บ่ห่อนหล่นไกลกก แนวผมดกบ่ห่อนมีหัวล้าน

     ## ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น  ##

morlum never die

คำว่า "ลำ" มีความหมายสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นชื่อของเรื่อง อีกอย่างหนึ่งเป็นชื่อของการขับร้องหรือการลำ ที่เป็นชื่อของเรื่องได้แก่เรื่องต่างๆ เช่น เรื่องนกจอกน้อย เรื่อง ท้าวก่ำกาดำ เรื่องขูลูนางอั้ว เป็นต้น เรื่องเหล่านี้โบราณแต่งไว้เป็นกลอน แทนที่จะเรียกว่า เรื่องก็เรียกว่า ลำ กลอนที่เอามาจากหนังสือลำ เรียกว่า กลอนลำ

"ลำ" อีกอย่างหนึ่งหมายถึง การขับร้อง หรือ การลำ การนำเอาเรื่องในวรรณคดีอีสานมา ขับร้อง หรือมาลำ เรียกว่า ลำ ผู้ที่มีความชำนาญในการขับร้องวรรณคดีอีสาน โดยการท่องจำเอากลอน มาขับร้อง หรือผู้ที่ชำนาญในการเล่านิทานเรื่องนั้น เรื่องนี้ หลายๆ เรื่องเรียกว่า "หมอลำ"

หมอลำ

หมอลำ มาจากคำว่า "หมอ" หมายถึง ผู้มีความชำนาญ และ "ลำ" หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองไพเราะ หมอลำจึงหมายถึงผู้ที่มีความชำนาญในการบรรยายเรื่องราวต่างๆ ด้วยทำนองพลงโดยมีการสอดเสียงแคนเข้าไป เพื่อเพิ่มความสนใจของผู้ฟัง เวลาลำก็จะมีคนเป่าแคนคลอเสียงไปด้วย และต้องสร้างเวทีสำหรับลำ ในขั้นแรกนั้นคงจะเป็นลักษณะ "หมอลำพื้น" คือ เล่าเรื่องตามพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา คือ เล่าเรื่องพื้นเพบ้านของตน หมอลำจะนำผ้าขาวม้าพาดเฉียงไหล่แล้วสมมตินามตามท้องเรื่อง ต่อมาจึงมีการพัฒนาจนเป็นที่นิยมกลายเป็นเพชรน้ำเอกของภาคอีสาน โอกาสที่จะมีการแสดงหมอลำ คือ งานทำบุญให้ทาน งานรื่นเริงในหมู่บ้าน และงานฉลองช่วงออกพรรษา

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ความโดดเด่นอยู่ที่เรื่องราวพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา เรื่องเล่าพื้นบ้านที่หมอลำนำมาลำเป็นบทกลอน มีจังหวะท่วงทำนองและองค์ประกอบอื่นๆ ที่นำมาใช้สื่อสารกับผู้ชมผู้ฟัง

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม นอกจากสร้างความบันเทิงแก่ผู้ฟังแล้ว ยังมีการนำไปใช้รักษาคนไข้อีกด้วย เรียกว่า "ลำผีฟ้าผีชง" เป็นการขอขมาบรรพบุรุษที่เข้ามาสิงสถิตในคนไข้

เสริมความหมายของคำในภาษาอีสาน

"หมอ" หมายถึง ผู้ชำนาญในการใช้สิ่งต่างๆ ส่วน “ลำ” หมายถึง ร้อง หรือ การร้อง หมอลำ หมายถึง ผู้มีความชำนาญในการร้อง หรือหมายถึงนักร้อง ในภาคอีสาน คำว่า “หมอ” เป็นที่รู้จักกันดี และใช้กันมาก เช่น

  • หมอแคน คือ ผู้เป่าแคน ผู้ชำนาญในการเป่าแคน
  • หมอมอ หรือ หมอโหร หรือ หมอดู คือ ผู้ชำนาญในการทำนายโชคชะตา ราศี ดวง ฤกษ์งามยามดี
  • หมอเอ็น คือ ผู้ชำนาญในการบีบนวดเส้นเอ็นตามร่างกาย บางทีเรียก หมอจับเส้น
  • หมอน้ำมนต์ คือ ผู้ชำนาญในการใช้น้ำมนต์
  • หมอยา คือ ผู้ชำนาญในการใช้สมุนไพร
  • หมอธรรม คือ ผู้ชำนาญในการใช้วิชา (ธรรม) ในทางไสยศาสตร์
  • หมอสูตร คือ ผู้ชำนาญในการทำพิธีสูตรต่างๆ เช่น สูตรขวัญ ชาวบ้านอาจเรียก "พ่อพราหมณ์"
  • หมอเสน่ห์ คือ ผู้ชำนาญในการทำเสน่ห์
  • หมอมวย คือ ผู้ชำนาญในการใช้วิชามวย

มีคำอื่นอีกที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “หมอ” คือ “ช่าง” ซึ่งเป็นทั้งคำนามและคำขยายความ ซึ่งมีความหมายว่า ฉลาด หรือชำนาญ เช่น “ช่างบั้งไฟ” “ช่างตีเหล็ก” และ “ช่างแคน” เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า “หมอ” ใช้สำหรับ “ผู้ใช้” ส่วน “ช่าง” ใช้สำหรับ “ผู้ทำ” เช่น “ช่างแคน” หมายถึง ผู้ชำนาญในการทำแคน (ผลิต) ส่วน “หมอแคน” หมายถึง ผู้ชำนาญในการใช้แคน เป่าแคน นั่นเอง

วิวัฒนาการของหมอลำ

ความเจริญก้าวหน้าของหมอลำก็คงเหมือนกับความเจริญก้าวหน้าของสิ่งอื่นๆ เริ่มแรก คงเกิดจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่านิทาน นิทานที่นำมาเล่าเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม โดยเรียกลูกหลานให้มาชุมนุมกัน ทีแรกนั่งเล่า เมื่อลูกหลานมาฟังกันมากขึ้นจะนั่งเล่าก็ไม่เหมาะ ต้องยืนขึ้นเล่า (เพื่อให้ทุกคนมองเห็นโดยทั่วกัน) เรื่องที่นำมาเล่าต้องเป็นเรื่องที่มีในวรรณคดี เช่น เรื่องกาฬเกษ สังข์สินชัย เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่าไม่ออกท่าออกทางก็ไม่สนุก ผู้เล่าจึงจำเป็นต้องยกไม้ยกมือแสดงท่าทางประกอบเป็น พระเอก นางเอก เป็นนักรบ เป็นเสนาอำมาตย์ เป็นตัวตลก เป็นต้น

morlum 01

เพียงแต่เล่าอย่างเดียวก็ไม่สนุกอีก จึงจำเป็นต้องใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงสูงต่ำประกอบ และหาเครื่องดนตรีประกอบ เช่น กลอง ซุง ซอ ปี่ แคน เพื่อให้เกิดความสนุกครึกครื้น ผู้แสดงมีเพียงแต่ผู้ชายอย่างเดียวดูไม่มีรสชาติเผ็ดมัน จึงจำเป็นต้องหาผู้หญิงมาแสดงประกอบ เมื่อผู้หญิงมาแสดงประกอบจึงเป็นการลำแบบสมบูรณ์ เมื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องต่างๆ ก็ตามมา เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิงเด่น ยาด(แย่ง)ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชันขันท้า เรื่องตลกโปกฮาก็ตามมา จึงเป็นการลำที่สมบูรณ์แบบ

จากการมีหมอลำชายเพียงคนเดียวค่อยๆ พัฒนาต่อมาจนมีหมอลำฝ่ายหญิง มีเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ เพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งเพิ่มผู้แสดงให้มีจำนวนเท่ากับตัวละครที่มีในเรื่อง มีพระเอก นางเอก ตัวโกง ตัวตลก เสนา อำมาตย์ ครบถ้วน ซึ่งพอจะแบ่งยุคของวิวัฒนาการได้ดังนี้

ลำโบราณ ลำพื้น

ลำโบราณ เป็นการเล่านิทานของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟัง ไม่มีท่าทาง และดนตรี ประกอบ

หมอลำพื้น เป็นหมอลำที่เก่าแก่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า หมอลำพื้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่บางคนบอกว่า หมอลำพื้นเกิดมีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยคนอีสานแรกรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่หมอลำนำมาใช้ลำจะเป็นเรื่องชาดกต่างๆ

ลำพื้น บางทีเรียกว่า “ลำเรื่อง” คำว่า “พื้น” หรือ “เรื่อง” มีหมายความว่าเป็น “นิทาน” หรือ “เรื่องราว” ดังนั้น ลำพื้น จึงมีความหมายว่า การบอกเรื่องราว หรือการเล่าเรื่อง

ในสมัยก่อนลำพื้นหรือลำโบราณนี้เป็นที่นิยมมาก ทุกๆ หมู่บ้านมักจะว่าจ้างหมอลำพื้นมาลำในงานเทศกาลต่างๆ หมอลำพื้นจะใส่เสื้อและกางเกงขายาวสีขาว และลำเรื่องชาดก เวทีลำจะใช้บนพื้นดินปูด้วยสาดหวาย หรือเป็นเวทียกพื้นขึ้นเล็กๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยผู้ฟัง จะลำตั้งแต่เวลาสองทุ่มไปจนถึงหกโมงเช้า (สว่างคาตาเลยทีเดียว)

ลำคู่หรือลำกลอน

กลอน หมายถึง บทร้อยกรองต่างๆ เช่น โคลง ร่าย หรือกาพย์กลอน “หมอลำกลอน” ตามรูปศัพท์แล้ว หมายถึง หมอลำที่ลำโดยใช้บทกลอน ซึ่งความจริงแล้วหมอลำประเภทใดๆ ก็ล้วนแต่ใช้กาพย์กลอนเป็นบทลำทั้งสิ้น ที่ได้ชื่อว่า “หมอลำกลอน” นั้นก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นข้อแตกต่างจาก “หมอลำพื้น” ซึ่งปรากฏว่ามีหมอลำ 2 ชนิดนี้ในขณะเดียวกัน หมอลำกลอนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะที่หมอลำพื้นได้ค่อยๆ สูญหายไป

morlum klon 2

หมอลำพื้น กับ หมอลำกลอน ต่างกันตรงที่ หมอลำพื้นเป็นการลำเดี่ยวและลำเป็นนิทาน ส่วนลำกลอนเป็นการลำสองคน ลักษณะโต้ตอบกันอาจจะเป็นได้ว่าการลำกลอนได้พัฒนามาสองทางคือจากลำ “โจทย์แก้” ซึ่งเป็นการลำแบบตอบคำถาม ชายถามหญิงตอบ หรือหญิงถามชายตอบ อย่างที่สองคือ “ลำเกี้ยว” ซึ่งเป็นการลำในทำนองการเกี้ยวพาราสีระหว่าง หญิง-ชาย

ลำโจทย์แก้ มีต้นตอมาจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ที่มาของลำโจทย์แก้ คือการ “เทศน์โจทย์” ซึ่งเป็นการเทศนาระหว่างพระสงฆ์สองรูป หรือหลายๆ รูป เนื้อความของการเทศน์จะเกี่ยวกับเรื่องราวในพุทธศาสนาและธรรมจริยา ในตอนแรกๆ นั้น ลำโจทย์แก้ได้ลอกเลียนแบบมาจากเทศน์โจทย์โดยตรง ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงแต่ว่าลำโจทย์แก้กระทำโดยฆราวาสสองคน และเป็นการลำในขณะที่เทศน์โจทย์เป็นการพูด

“ลำเกี้ยว” เชื่อว่า มีต้นกำเนิดมาจากหมอลำในจังหวัดอุบลราชธานี และถิ่นใกล้เคียงทางตอนใต้ของลาว ลำเกี้ยวจะใช้คำ “ผญา” ซึ่งเป็นคำกลอนเกี้ยวพาราสีเป็นหลักในการลำ ข้อแตกต่างระหว่างผญา และลำเกี้ยว คือ

  • ผญา เป็นการเกี้ยวจริงๆ ในชีวิตจริง ในขณะที่ลำเกี้ยวเป็นการแสดงสมมติ เพื่อความสนุกเพลิดเพลินของคนดู
  • ผญา เป็นการเกี้ยวในที่ลับเฉพาะที่เป็นส่วนบุคคลในขณะที่ลำเกี้ยวกระทำในต่อหน้าสาธารณชน
  • ผญา เล่นกันโดยไม่มี “แคน” ในขณะที่ลำเกี้ยวต้องใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบ

ในระยะเริ่มแรกของการลำกลอน การลำระหว่างหมอลำผู้ชายสองคน จะลำเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นที่นิยมมากอยู่ระยะหนึ่ง และหลังจากการลำระหว่างผู้ชายสองคนได้หมดความนิยมลงไป ก็เกิดมีการลำระหว่างชาย-หญิงขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่หมอลำโจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม หมอลำกลอนจะต้องเอาใจใส่ฝึกซ้อม และท่องจำเนื้อหา ความรู้ต่างๆ เพื่อโต้ตอบคำถามของหมอลำฝ่ายตรงข้าม หากว่าฝ่ายใดไม่สามารถเอาโต้ตอบคำถามได้ ก็อาจจะถึงต้องลงจากเวที และจะต้องเป็นที่อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง

เมื่อผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการลำกลอนขึ้นแล้ว การลำเกี่ยวกับเพลงรักต่างๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน และก็เป็นคำเรียกร้องจากผู้ฟังด้วย เพราะผู้ฟังต้องการฟังเพลงรักที่สนุกสนานมากกว่าความรู้ทางวิชาการ ดังนั้นทุกวันนี้การลำกลอนจึงคงมีแต่การลำในลักษณะการลำเกี้ยวเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่โจทย์แก้ กำลังเป็นที่นิยม ก็มีการลำที่เป็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น นั่นคือ “ลำชิงชู้” ซึ่งเป็นการลำเพื่อที่จะช่วงชิงหญิงสาว “ชิงชู้” หมายความว่า การชิงชัยเพื่อให้ได้มาซึ่งชาย หรือหญิง หรือคู่รักของตัว

ลำชิงชู้ ประกอบด้วยชายสองหญิงหนึ่ง ผู้ชายสองคนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเก่ง ความหล่อเหลา ความร่ำรวย เพื่อที่ฝ่ายหญิงจะตัดสินในเลือกไว้เพื่อเป็นคนรัก การลำที่รู้จักกันระหว่างชายสามหญิงหนึ่งเรียกว่า “ลำสามเกลอ” หรือ “ลำสามสิงห์ชิงนาง” “สามเกลอ” หมายความถึงเพื่อนสนิทสามคน “สามสิงห์” หมายถึง ราชสีห์สามตัว “ชิง” หมายถึง “การต่อสู้แย่งชิง” “นาง” หมายถึง “ผู้หญิง” ดังนั้นลำสามเกลอหรือลำสามสิงห์ชิงนาง จึงหมายความถึง การลำของผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้า คนหนึ่งเป็นชาวนา และอีกคนเป็นข้าราชการ

จุดใหญ่ใจความของการประกวดประชันกันระหว่างสามชาย คือเพื่อที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงสาว ฉะนั้นแต่ละคนจึงต้องแสดงความสามารถ ยกข้อดีต่างๆ ของตัวเองให้หญิงสาวใช้เป็นเครื่องตัดสินใจ การลำนี้จึงเป็นเรื่อง ชิงรัก หักสวาท ยาดชู้ยาดผัว จึงเรียกว่า ลำชิงชู้

ลำหมู่

เป็นการลำที่มีผู้แสดงเพิ่มมากขึ้น จนเกือบจะครบตามจำนวนตัวละครที่มีในเรื่อง มีเครื่องดนตรีประกอบเพิ่มขึ้น เช่น พิณ (ซุง หรือ ซึง) กลอง การลำจะมี 2 แนวทาง คือ ลำเวียง จะเป็นการลำแบบลำกลอน หมอลำแสดง เป็นตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า แต่ก็ได้อรรถรสของละครพื้นบ้าน หมอลำได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการลำ ทั้งทางด้านเสียงร้อง ปฏิภาณไหวพริบ และความจำเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ โดยทั่วไปรูปแบบการแสดงลำหมู่เหมือนกับการแสดงยี่เกหรือลิเกในภาคกลาง เช่น ต้องมีฉากและเวที ตัวละครแต่งตัวด้วยเลื่อม ระยับ มีตัวพระ ตัวนาง ตัวผู้ร้าย ตัวตลก และตัวประกอบ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ การลำที่ใช้ภาษาอีสานและการเจรจาด้วยภาษาอีสาน ตลอดถึงท่วงทำนองและการเอื้อนเสียง นอกจากนี้ การดำเนินเรื่องจะใช้กลอนลำที่มีข้อสัมผัสและเข้ากับเนื้อเรื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งเรียกว่า “ต่อกลอน” ต่อมาเมื่อ "ดนตรีลูกทุ่ง" มีอิทธิพลมากขึ้น จึงเกิดวิวัฒนาการของลำหมู่อีกครั้งหนึ่ง กลายเป็น

ลำเพลิน ซึ่งจะมีจังหวะที่เร้าใจชวนให้สนุกสนาน ก่อนการลำเรื่องในช่วงหัวค่ำจะมีการนำเอารูปแบบของวงดนตรีลูกทุ่งมาใช้เรียกคนดู กล่าวคือ จะมีนักร้อง (หมอลำ) มาร้อง เพลงลูกทุ่งที่กำลังฮิตในขณะนั้น มีหางเครื่องเต้นประกอบ นำเอาเครื่องดนตรีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เช่น กีตาร์ คีย์บอร์ด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยนำมาผสมผสานเข้ากับเครื่องดนตรีเดิมได้แก่ พิณ แคน ทำให้ได้รสชาติของดนตรีที่แปลกออกไป ยุคนี้นับว่า หมอลำเฟื่องฟูมากที่สุด คณะหมอลำดังๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบจังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานี

ข้อแตกต่าง ระหว่าง "หมอลำหมู่" และ "หมอลำเพลิน" คือ

  • ในลำหมู่ ผู้แสดงฝ่ายหญิงทุกคนจะแต่งด้วยชุดผ้าซิ่นแบบพื้นบ้านอีสาน หรือไม่ก็ชุดไทย แต่ลำเพลินฝ่ายหญิงจะนุ่งกระโปรงแบบฝรั่ง
  • ในลำเพลิน นอกจากแคนแล้วยังมีพิณเป็นเครื่องดนตรีประกอบด้วย
  • ในลำเพลิน มีจังหวะการลำที่เรียกว่า “ลำเพลิน” ซึ่งหมายถึงจังหวะสุนกสนาน ฟังแล้วเพลิดเพลิน นั่นเอง

ถึงแม้ว่าลำเพลินจะเข้ามามีบทบาทพร้อมๆ กับลำหมู่ก็ตาม แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าลำหมู่ จนเมื่อประมาณสิบปีก่อน ลำเพลินจึงกลายมาเป็นที่นิยมของคนทั่วไป และเป็นที่น่าสนใจว่า "การฝึกซ้อมที่จะเป็นหมอลำเพลิน" นั้น ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการเป็นหมอลำหมู่

ลำซิ่ง

หลังจากที่หมอลำคู่ และหมอลำเพลิน ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป อันเนื่องมาจาก การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี วิทยุ - โทรทัศน์ ทำให้ดนตรีสตริงเข้ามาแทรกในวิถีชีวิตของผู้คนอีสาน ความนิยมของการชมหมอลำ ค่อนข้างจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดความวิตกกังวลกันมากในกลุ่มนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่แล้ว... มนต์ขลังของหมอลำก็ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยรูปแบบที่สะเทือนวงการด้วยการแสดงที่เรียกว่า ลำซิ่ง

morlum zing

ลำซิ่ง เป็นวิวัฒนาการของลำคู่ (เพราะใช้หมอลำ 2 - 3 คน) ใช้เครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมให้จังหวะเหมือนลำเพลิน มีหางเครื่องเหมือนดนตรีลูกทุ่ง กลอนลำสนุกสนานมีจังหวะอันเร้าใจ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งระบาดไปสู่การแสดงพื้นบ้านอื่นให้ต้องประยุกต์ปรับตัว เช่น เพลงโคราชกลายมาเป็นเพลงโคราชซิ่ง กันตรึมก็กลายเป็นกันตรึมร็อค หนังปราโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) กลายเป็นปราโมทัยซิ่ง ถึงกับมีการจัดประกวดแข่งขัน บันทึกเทปโทรทัศน์จำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย จนถึงกับมีบางท่านถึงกับกล่าวว่า "หมอลำไม่มีวันตาย จากลมหายใจชาวอีสาน"

หมอลำผีฟ้า

การลำชนิดนี้ เป็นการลำเฉพาะกิจ เฉพาะถิ่นหรือกลุ่มชนเท่านั้น ไม่ได้มีทั่วไปเหมือนกับการลำแบบอื่น คนอีสานบางคนมีความเชื่อว่า "โรคภัยไข้เจ็บ" เกิดจาก "เชื้อโรค" และบางคนเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของ “ผี” หรือ ภูติ ผี ปีศาจ ความเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อโรคนั้น สามารถที่จะเยียวยาให้หายได้ด้วยการรักษาโดยการใช้ยา อาจเป็นสมุนไพรในอดีตหรือยาแผนปัจจุบัน ส่วนความเจ็บป่วยที่เกิดจาก ผี หรือการกระทำผิดต่อผี ผิดต่อบรรพบุรุษนั้น เชื่อว่าต้องได้รับการรักษาจาก “ผีฟ้า” หรืออำนาจอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงคราวชีวิตจะสิ้นสุดลงก็ไม่มีใครสามารถที่จะเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้

คนป่วยที่ได้รับการรักษาจากวิธีการสมัยใหม่ หรือจาก “ยา” ไม่ได้ผลแล้ว คนไข้หรือญาติพี่น้องของคนไข้ก็จนปัญญา จำต้องหันหาที่พึ่งทางอื่น และที่พึ่งทางอื่นนั้นก็คือ “หมอลำผีฟ้า” ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่มีความเชื่อในหมอลำผีฟ้าดังกล่าว แต่เรื่องราวชีวิตก็ย่อมที่จะลองเสี่ยงดูบ้าง เผื่อฟลุ๊คหายจากโรคภัยได้

การแต่งกาย

ในสมัยก่อน หมอลำไม่มีการพิถีพิถันในการแต่งกายแต่งหน้ามากนัก แค่แต่งให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาลเทศะ โดยหมอลำฝ่ายชายจะมีผ้าขาวคาดเอว ใส่เสื้อม่อฮ่อม มีดอกไม้ทัดหู นุ่งผ้าโสร่งไหม หมอลำฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ เสื้อแขนกระบอก แต่ในสมัยปัจจุบัน หมอลำได้รับการพัฒนารูปแบบการแต่งกายชุดสั้น ยาว ตามความเหมาะสมในรูปแบบการลำ มีเครื่องประดับแพรวพราว วูบวาบ (ทราบว่า บางคณะนั้น ค่าชุดแต่งตัวในการแสดงราคาเหยียบแสน หรือเกินกว่านั้นก็มี) การแต่งกายจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การแต่งหน้าก็มีสีสัน สวยงามทันสมัยมากขึ้น

morlum dress

กลอนลำแบบต่างๆ

กลอนที่นำมาเสนอ ณ ที่นี้มีหลายกลอนที่มีคำหยาบโลนจำนวนมาก บางท่านอาจจะทำใจยอมรับไม่ได้ ก็ต้องกราบขออภัย เพราะผู้จัดทำมีเจตนาที่จะเผยแพร่ไว้เพื่อเป็นการสืบสาน วัฒนธรรมประเพณี มิได้มีเจตนาที่จะเสนอให้เป็นเรื่องลามกอนาจาร ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า นี่คือวิถีชีวิตของคนอีสาน กลอนลำทั้งหลายทั้งปวงผู้ลำมีเจตนาจะทำให้เกิดความสนุกสนาน ตลกโปกฮาเป็นที่ตั้ง ท่านที่อยู่ในท้องถิ่นอื่นๆ ขอได้เข้าใจในเจตนาด้วยครับ สนใจในกลอนลำหัวข้อใดคลิกที่หัวข้อนั้นเพื่อเข้าชมได้ครับ

กลอนที่นำมาร้องมาลำมีมากมายหลายอย่าง จนไม่สามารถจะกล่าวนับหรือแยกแยะได้หมด แต่เมื่อย่อรวมลงแล้วจะมีอยู่สองประเภท คือ กลอนสั้นและกลอนยาว

กลอนสั้น

คือ คำกลอนที่สั้นๆ ใช้สำหรับลำเวลามีงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น งานทำบุญบ้าน หรืองานประจำปี เช่น งานบุญเดือนหก เป็นต้น กลอนสั้น มีดังต่อไปนี้
1. กลอนขึ้นลำ 2. กลอนลงลำ 3. กลอนลำเหมิดคืน
4. กลอนโต้น 5. กลอนติ่ง 6. กลอนต่ง
7. กลอนอัศจรรย์ 8. กลอนสอย 9. กลอนหนังสือเจียง
10. กลอนเต้ยหรือผญา 11. ลำสีพันดอน 12. ลำสั้น เรื่อง ติดเสน่ห์

กลอนยาว

คือ กลอนสำหรับใช้ลำในงานการกุศล งานมหรสพต่างๆ กลอนยาวนี้ใช้เวลาลำ เป็นชั่วโมงบ้าง ครึ่งชั่วโมงบ้าง หรือแล้วแต่กรณี ถ้าลำคนเดียวเช่น ลำพื้น หรือ ลำเรื่อง ต้องใช้เวลาลำเป็นวันๆ คืนๆ ทั้งนี้แล้วแต่เรื่องที่จะลำสั้นหรือยาวแค่ไหน แบ่งออกเป็นหลายชนิดดังนี้
1. กลอนประวัติศาสตร์ 2. กลอนลำพื้นหรือลำเรื่อง 3. กลอนเซิ้ง
4. กลอนส้อง 5. กลอนเพอะ 6. กลอนล่องของ
7. กลอนเว้าสาว 8. กลอนฟ้อนแบบต่างๆ  

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

 

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

กำลังแก้ไขโค๊ดให้สนับสนุน PHP version 7.x อยู่ครับ รอแป๊บ!

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1