foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ฝนยังไม่หมดแต่ก็เบาบางลงนะครับ หลังจากช่วงก่อนเข้าพรรษาฟ้ารั่วหลายแห่ง หลายจังหวัด จนได้ข่าวว่าที่หว่านข้าวในนาไปโดนน้ำพัดหายไปมากเหมือนกัน เห็นทีจะต้องทำนาดำแทนก็มี ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็ฝายน้ำล้นพังเกิดความเสียหาย น้ำท่วมบ้าน ท่วมไร่นาไปก็มาก ฝนอาจจะทิ้งช่วงไปในช่วงนี้ในบางพื้นที่ ใครมีสระกักเก็บน้ำก็คงจะช่วยบรรเทาไปได้บ้าง ขอเป็นกำลังให้พี่น้องบ้านเฮาเด้อครับ ช่วยกันปลูกป่า ปลูกต้นไม้เสริมตามหัวไร่ปลายนากันเถอะ ...😭🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

e mil

No. of Page View

paya supasit

ju juคันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า

        ## ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้ว ก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้าง @อย่าลืมบุญคุณคนที่เคยเอื้อเฟื้อเรา ##

nang nguak header

กะเดิบโดง กะเดิบซลา

นิทานพื้นบ้าน (ไทยกูย) โดย อารีย์ ทองแก้ว
จาก วารสารศิลปะและวัฒนธรรม ลุ่มน้ำมูล มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ 2547

มีครอบครัวหนึ่งฐานะยากจน ประกอบด้วยแม่และลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อ “นางกะเดิบโดง” พ่อของนางกะเดิบโดงได้ตายจากไปนานแล้ว ฐานะของครอบครัวนี้ยากจนข้นแค้น แต่ก็มีความซื่อสัตย์ไม่คิดคดโกงใคร ตั้งใจในการประกอบสัมมาอาชีพ แต่ชาวบ้านก็รังเกียจด้วยความยากจนของครอบครัวนาง

วันหนึ่ง 'แม่' ของนางกะเดิบโดง ไปขุดหน่อไม้ในป่าและทําเสียมหลุดจากด้ามไปติดอยู่ในกอไผ่ นางพยายามดึงยังไงก็ดึงออกไม่ได้สักที จนตะวันบ่ายคล้อยใกล้ค่ํา ก็หมดปัญญา นางจึงพูดบนบานว่า "ถ้าใครสามารถเอาเสียมของนางออกมาจากกอไผ่ได้ นางจะยกลูกสาวคนเดียวให้"

นางพูดยังไม่ทันขาดคํา ก็มีเสียงหนึ่งถามว่า “พูดจริงใช่ไหม?” นางก็ตอบว่า "ใช่"

nang nguak 01

ทันใดนั้นก็ปรากฏมี 'งู' ตัวใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยออกมา และเอาเสียมออกจากกอไผ่มาให้ แม่นางกะเดิบโดงตกใจมาก ที่เห็นงูใหญ่ขนาดเท่าต้นมะพร้าว แต่ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เพราะได้ลั่นวาจาออกไปแล้วจึงถือเอาความสัตย์

ฝ่ายงูถามแม่นางกะเดิบโดงว่า "เราจะไปบ้านนางได้อย่างไร" นางก็บอกให้ไปตามเปลือกหน่อไม้ ที่นางจะแกะทิ้งไว้เป็นระยะๆ ตามรายทางจนถึงบ้านของนาง

เมื่อกลับนางถึงบ้านแล้ว นางก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ลูกสาวฟัง นางกะเดิบโดงนั้นตกใจมาก แต่ก็ยอมทําตามความประสงค์ของแม่ด้วยความกตัญญู พอตกกลางคืน 'งูใหญ่' ก็ไปที่บ้านของนางกะเดิบโดงจริงๆ และเข้าไปอยู่ในห้องของนางกะเดิบโดง

'งูใหญ่' นี้ ที่จริงเป็นงูเทพ จําแลงกายมาเพื่อลองใจแม่นางกะเดิบโดงว่า จะรักษาคําสัตย์หรือไม่?

nang nguak 02

เมื่อเข้าไปในห้อง งูจึงคืนร่างเป็นเทพรูปงาม และบอกความจริงแก่นางกะเดิบโดง และได้นางเป็นภรรยาในคืนนั้น พร้อมกับเนรมิตทรัพย์สินเงินทอง สร้างความร่ํารวยให้ครอบครัวนี้ จนเป็นที่ร่ําลือไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

ยังมีอีกครอบครัวหนึ่ง มีลูกสาวชื่อ นางกะเดิบซลา และน้องชายอีกหนึ่งคน เมื่อแม่ของนางกะเดิบซลาได้ยินเรื่องความร่ำรวยนี้เข้า ก็เกิดความอิจฉาและอยากร่ํารวยกับเขาบ้าง จึงแวะเวียนไปบ้านนางกะเดิบโดง เพื่อถามแม่ของนางกระเดิบดงถึงสาเหตุของความร่ำรวยในครั้งนี้  ฝ่ายแม่ของนางกะเดิบโดงก็เล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง โดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด

แม่ของนางกะเดิบซลา เมื่อกลับมาถึงบ้านก็คว้าเสียม ตะกร้า เพื่อไปหาหน่อไม้ ในใจก็คิดถึงแต่ความร่ํารวยตลอดทาง อยากได้เขยรูปงามเพื่อให้ผู้คนร่ําลือเหมือนแม่นางกะเดิบโดงบ้าง

เมื่อไปถึงป่าไผ่ นางก็เอาเสียมไปเสียบไว้กับกอไผ่กอเดิม ที่แม่นางกะเดิบโดงทําเสียมติด แล้วนางก็ทําทีร้องหาคนช่วยว่า "เอาเสียมออกจากกอไผ่ไม่ได้ ใครสามารถเอาออกมาให้ได้ แล้วนางจะยกลูกสาวให้" นางร้องเกือบทั้งวันก็ยังไม่มีใครมาช่วย

จนใกล้ค่ํา นางเกือบหมดความอดทนแล้ว จู่ๆ ก็มี 'งูใหญ่' ตัวหนึ่งอาสาจะเอาเสียมให้นาง นางดีใจมากบอกว่า ให้รีบไปบ้าน นางจะทิ้งเปลือกหน่อไม้ไว้เป็นที่สังเกตตลอดจนถึงบ้าน

แม่นางกะเดิบซลาดีใจรีบกลับบ้าน แล้วบอกแก่นางกะเดิบซลา ให้เตรียมตัวรับว่าที่ผัวงู นางกะเดิบซลาเป็นคนดี แต่ขัดใจแม่ไม่ได้ จึงจําใจต้องทําตามที่ผู้เป็นแม่บอกมา

คืนนั้น 'งูตัวใหญ่' มาที่บ้านนางกะเดิบซลา แม่ของนางดีใจรีบพาเข้าห้องลูกสาว กําชับให้ปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย ส่วนตัวเองจะเข้านอนคอยเงี่ยหูฟังสถานการณ์

สักพักหนึ่ง ได้ยินเสียงนางกะเดิบซลาร้องบอกว่า "งูใหญ่ได้กลืนข้อเท้าตนเองแล้ว" แม่นางกะเดิบซลาได้ยินดังนั้น ก็ให้ขัดเคืองยิ่งนัก นางตะคอกให้ลูกเงียบ เพียงสามีหยอกเล่นนิดหน่อย ก็ทํากระโตกกระตากให้คนอื่นรู้

nang nguak 03

สักครูหนึ่งนางกะเดิบซลา ก็ร้องดังขึ้นอีกว่า "งูได้กลืนมาถึงเอวแล้ว" แม่นางก็บอกให้เงียบ สักพักนางกะเดิบซลา ก็ร้องอีกว่า "งูกลืนนางถึงคอแล้ว" แม่ของนางก็บอกให้เงียบ

รุ่งเช้าแม่นางกะเดิบซลาตื่นขึ้นมาหุงหาอาหาร จนสายก็ยังไม่เห็นลูกสาวและลูกเขยออกจากห้อง จึงเอะใจ เคาะประตูไม่มีใครตอบ จึงลงเดินไปหารอบๆ บ้าน เห็นงูใหญ่ท้องป่อง เนื่องจากกลืนกินนางกะเดิบซลา ไปนอนขดตัวอยู่ในสวนหม่อนหลังบ้าน

nang nguak 04

นางตกใจสุดขีดร้องให้ชาวบ้านมาช่วยฆ่างู ผ่าท้องช่วยนางกะเดิบซลาออกมาได้ เนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยเมือกงูที่ล้างไม่ออก ผิวหนังด่างดำหลุดลอกและเปื่อยเป็นจุดๆ เรื่องนี้เป็นที่ซุบซิบนินทาของคนในหมู่บ้าน ทั้งเรื่องหยิบยื่นความตายให้ลูกสาวเพราะความโลภของตนเอง รวมทั้งผิวพรรณด่างดำของลูกสาวที่คล้ายดังเกล็ดงูลอกคราบ ไม่สวยงามดังเดิม สร้างความอับอายแกนางกะเดิบซลาเป็นอย่างมาก นางจึงบอกกับแม่ของนางว่า "ขอตัวไปอาบน้ําล้างเมือกงูที่กลืนนางออก" แม่นางให้น้องชายคนเดียวของนางตามไปเป็นเพื่อนด้วย

นางกะเดิบซลาคว้าขันน้ำ และเตรียมผ้าไปผลัดเปลี่ยน เดินออกจากหมู่บ้านหาแหล่งน้ำชําระล้างร่างกาย ผ่านหนองน้ำใหญ่ น้องชายของนางให้นางลงอาบล้างที่หนองนั้น แต่นางว่าน้ำน้อยไปล้างเมือกออกไม่หมดหรอก จึงพากันเดินต่อไป ผ่านอีกห้วย บึง แม่น้ำ ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของนาง บุกป่าฝ่าทุ่งหลายวัน หลายคืน จนมาถึงมหาสมุทรใหญ่ นางบอกให้น้องชายหยุดรอที่ชายฝั่ง ส่วนนางจะลงไปอาบน้ำล้างคราบเมือกงูออก นางคว้าขันเดินลงไปในน้ําเรื่อยๆ จนลึกถึงคอ เมื่อนางเดินลึกถึงปลายคาง นางเอาขันครอบหัว แล้วมุดน้ําหายไป ไม่ยอมโผล่มาอีกเลย

น้องชายของนางรออยู่เป็นนาน ก็ไม่เห็นพี่สาวโผล่มาสักที จึงเดินร้องให้กลับบ้าน พร้อมกับบอกเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ของนางกะเดิบซลาฟัง นางเสียใจและรู้สึกผิด แต่ก็ทําอะไรไม่ได้เพราะสายเกินไปเสียแล้ว

nang nguak 05

นางกะเดิบซลา ที่หายไปในมหาสมุทร ได้ลายเป็น 'นางเงือก' อาศัยอยู่ในมหาสมุทร ไม่ยอมพบผู้คนด้วยความอับอาย ตราบเท่าทุกวันนี้ นิทานเรื่องนี้สอนใจให้เรารู้ว่า...

ความโลภ ย่อมนำมาสู่ความวิบัติ "

ตำนานนางเงือก นิทานพื้นบ้านของชาวกูย

ในนิทานจากทางฝั่งเขมรแถบลุ่มน้ำโขง (จังหวัดกระแจะ ประเทศกัมพูชา) ก็มีเรื่องราวคล้ายคลึงกันกับเรื่องนี้ แต่นางกะเดิบชลาไม่ได้เดินทางไปล้างตัวไกลถึงทะเล หรือมหาสมุทร แต่ลงไปล้างตัวในแม่น้ำใหญ่ (แม่น้ำโขง) ที่เป็นวังวนน้ำลึก (คล้ายกับแถบหลี่ผี ใน สปป.ลาว หรือสี่พันดอน) เรียกนิทานนี้ว่าประวัติ "ไตร เพสาด ប្រវត្តិ ត្រីផ្សោត" หรือ "ปลาโลมาน้ำจืด" หรือ “โลมาอิรวดี” หรือโลมาหัวบาตร หรือที่ชาวลาวเรียกขานว่า “ปาข่า” หรือ “ปลาข่า” อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง เขตมหานทีสี่พันดอน ตอนใต้ประเทศลาว ชายแดนติดต่อตอนเหนือของกัมพูชา ซึ่งโลมาอิรวดีน้ำจืด หรือ ปลาข่า ตัวสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดน สปป.ลาว และกัมพูชา ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา หลังจากติดอวนจับปลาของชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งเท่ากับโลมาน้ำจืดได้สูญพันธุ์จาก สปป. ลาว อย่างเป็นทางการแล้ว

การสูญเสียปลาข่าตัวสุดท้ายใน สปป.ลาว

redline

backled1

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)