foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
นับวันถอยหลังจะสิ้นปีแล้ว อุณหภูมิของอากาศรอบข้างปีนี้ก็เปลี่ยนแปลงเร็วเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน จนแทบปรับตัวไม่ทัน ก็ระวังรักษาสุขภาพกันให้ดีนะครับ สิ่งที่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วงนี้คือ แม่น้ำโขงที่เหือดแห้ง จนเกิดปรากฏการณ์น้ำใสสีฟ้าดั่งน้ำทะเล พืชพันธุ์และสัตว์น้ำนานาชนิดได้รับผลกระทบอย่างมาก จนคาดว่าจะมีการสูญพันธุ์ได้ในไม่ช้า เป็นผลกระทบที่แก้ไขได้ยากมาก เพราะการเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่านหลายดินแดน เศร้า...

Our Sponsor

adv200x300 2

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

Number of Page View

06311270
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
4757
9897
74459
5099160
162677
284341
6311270

Your IP: 3.91.106.223
2019-12-15 13:31
paya header

ju juได้ขึ้นเฮือแล้ว อย่าลืมแพป้องไม้ไผ่ ได้เป็นใหญ่แล้ว อย่าลืมข้าผู้พลอย

        ## ได้ดิบได้ดี เจริญก้าวหน้าแล้ว อย่าลืมบุญคุณผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ##

paya kwam tuay

ความทวย โดย : อาจารย์สวิง บุญเติม ปธ.๙ M.A.

bulletประเภทของความทวย

วามทวย ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อดูตามลักษณะของการผูกปมปัญหาขึ้นมา เพื่อให้ลูกหลานทายกันแล้วจะมีลักษณะต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ

  1. ความทวยธรรมดาทั่วไป ได้แก่ ความทวยที่ผูกขึ้นตามลักษณะของสิ่งนั้น และตามธรรมชาติของสิ่งนั้น ไม่แฝงด้วยปริศนาซ่อนเงื่อนอย่างอื่น เช่น
    • ความทวย "ญาท่านบ่เว้า ญาเจ้าบ่จา" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ พระพุทธรูป พระพุทธรูปก็คือพระ คือญาท่าน ลักษณะของท่านคือไม่พูดไม่จา
    • ความทวย "บ่มีขาขึ้นกกไม้ได้" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ งู งูมันไม่มีขา แต่มันขึ้นต้นไม้ได้
  2. ความทวยแบบปัญหาเชาว์ ได้แก่ความทวยที่ผูกเป็นปมปัญหาขึ้น จากสิ่งหรือของนั้น ซึ่งถ้าจะว่าตามลักษณะก็ไม่เชิงจะใช่ ตัวอย่างเช่น
    • ความทวย "ตักบ่เต็ม" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ บก คือความไม่เต็มนั่นเอง
    • ความทวย "ตากบ่แห้ง" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ ชุ่ม คือความไม่แห้งนั่นเอง
  3. ความทวยแบบซ่อนคำตอบไว้ในคำถามแล้ว ได้แก่ความทวยที่เอาคำตอบขึ้นมาถาม พร้อมกับความทวยคือตัวปัญหาหรือปริศนานั้น คนถูกถามจะไม่รู้ว่ามีคำตอบอยู่ในคำถามแล้ว เช่น
    • ความทวย "สัตว์สี่ขากินสัตว์ขาเดียว สัตว์หัวเขียวกินสัตว์หน้าข่วม(คว่ำ) เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ เต่ากินเห็ด เป็ดกินหอย นั่นเอง อธิบายชัดๆ ว่า สัตว์สี่ขาคือเต่า สัตว์ขาเดียวคือเห็ด สัตว์หัวเขียวคือเป็ดตัวผู้ สัตว์หน้าคว่ำคือหอย ปราชญ์อีสานท่านเอาคำตอบใส่เข้าไว้ในคำถาม คนที่ตอบได้ก็คือคนที่มีเชาว์ปัญญาดี
    • ความทวย "พีเคิ่งกลางหัวหางมันส่วย กบเขียดอยู่ห้วยงูกินเบิ๊ด" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ งูกินกบกินเขียด นั่นเอง คนที่ไม่ฉลาด เชาว์ปัญญาไม่ดี ก็จะคิดหาคำตอบจากการเปรียบเทียบเป็นลักษณะอย่างอื่นไป ซึ่งในความทวยบทนี้ลักษระของงูกินกบกินเขียด มันก็จะอ้วนตรงกลางอยู่แล้ว ซ้ำท่านยังบอกว่า กบเขียดในห้วยงูกินหมดแล้ว ดังนั้นคนมีเชาว์ปัญญาดี จึงเฉลียวใจและตอบได้
  1. ความทวยแบบสอนคุณธรรม ได้แก่ ความทวยที่เป็นปรัชญาคำสอน ซึ่งปราชญ์อีสานต้องการสอนลูกหลานด้วยการใช้ปริศนาคำตอบหรือความทวยนี้ เช่น
    • ความทวย "ตายบ่เน่า เก่าบ่เป็น" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ความดีที่คนทำไว้
    • ความทวย "พรหมสองหน้าผู้ข้าเกิดนำ" เจ้าว่าแม่นหยัง?
      ความตอบ ก็คือ พ่อกับแม่
  2. ความทวยที่มีลักษณะ 2 แง่ 2 ง่าม ความทวยนี้มีหลายคนเห็นว่า "มันหยาบ" และผู้คิดความทวยนี้ก็มี "เจตนาลามก" ข้าพเจ้าได้ใช้ปัญญาพิจารณาดูถ้วนถี่แล้ว ชี้เปรี้ยงได้เลยว่า เป็นความทวยไม่ลามก และผู้คิดความทวยนี้ขึ้นก็ไม่มีเจตนาลามก ข้าพเจ้าสงสัยแต่ว่า เจ้าคนที่พูดว่าลามกนั้น คงคิดเหมือนกับว่า ท่านปราชญ์ผู้ผูกความทวยนี้ขึ้นจะลามกเหมือนกับตัวกระมัง! ถึงได้คิดและพูดเช่นนั้น
              ความทวยนี้ ข้าพเจ้าจะยกมาให้พิจารณามากๆ เพื่อปราชญ์ผู้ฉลาดในศาสตร์และศิลป์ จะได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน เพราะท่านก็ทราบดีว่า สมัยก่อนนั้นไม่ค่อยได้ยินครูข่มขืนศิษย์ เด็กทั้งผู้หญิงผู้ชายอายุ 6-7 ขวบในปี พ.ศ. 2495-6 ยังเปลือยกายวิ่งเล่นกันอยู่ ไม่เห็นมีใครข่มขืนใครเลย จึงขอให้ท่านนักปราชญ์ทั้งหลายได้พิจารณาความทวยนี้ด้วยว่า "ลามก" หรือไม่? ตัวอย่างเช่น

isan banhao 13

  • ความทวย "ขนแย่มแยะแปะกันมีแฮง"
    ความตอบ "ขนตาเวลาหลับนอน" ก็เท่านั้น ไม่ได้คิดไปไกลเหมือนคนสมัยนี้
  • ความทวย "ผู้หญิงเห็นผู้หญิงกลาย ผู้ชายเห็นผู้ชายเด้าเข้าบ่เข้าคลำเบิ่งเอา"
    ความตอบ "ผู้ชายฝนพร้า (ลับมีด)" ซึ่งการลับมีด ร่างกายทั้งท่อนบนและท่อนล่าง จะเคลื่อนไหวไปตามจังหวะที่ผลักมีด ผู้ผูกปัญหาก็จะผูกไปตามกิริยาอาการนี้ก็ไม่เห็นจะต้องมีหยาบหรือลามกตรงไหน
  • ความทวย "ทางเทิงกะดำ ทางหลุ่มกะดำ มักตำกันเวลากลางคืน"
    ความตอบ "ขนตาเวลาหลับนอน" ลามกตรงไหน? คิดดู
  • ความทวย "นกโก่นโต่น สี้ก้นแม่เจ้าของ"
    ความตอบ "ลูกกุญแจ" ดูซิหยาบตรงไหน
  • ความทวย "นาหนองน้อย บ่มีจอกบ่มีแหน มีปลาซิวหัวแปโตหนึ่งอยู่หั่น"
    ความตอบ "ปากกับลิ้น" ดูซิลามกตรงไหน
  • ความทวย "นอนหงายให้เขาขี่ เอามือตี่ยัดใส่"
    ความตอบ "เกิบ" มันก็คนใส่รองเท้า หยาบตรงไหน สงสัยคนคิดแบบนั้นหยาบเอง
  • ความทวย "ยาวค่าคืบ ยัดเข้าหลืบฮูหนังทั่งไปทั่งมา น้ำแบ้นไหลออก" (ความทวยคิดขึ้นใหม่)
    ความตอบ "คนแปรงฟัน" ดูซิลามกตรงไหน
  • ความทวย "เสียกแพ่แว่ แหย่เข้าฮูหนัง"
    ความตอบ "หลอดยาดม" ดูซิลามกตรงไหน?
  • ความทวย "เสียกข่านหล่านจำกั่นจำบัก ยกขาขึ้นผู้อยู่หลุ่มมีแฮง"
    ความตอบ "คนกั้งคันยู (ร่ม)" ดูซิลามกตรงไหน
  • ความทวย "อูดหลูด ปูดหลูดออก ปูดหลูดเข้าเอาหัวตำ ผู้หยิงชอบกำ ยามมื้อเช้ามื้อแลง"
    ความตอบ "สากกะเบือ" ดูซิลามกตรงไหน
  • ความทวย "ฮูเนิน แม่นฮูคัน ฮูซันแม่นฮูลูก"
    ความตอบ "ฮูคราด" ลามกตรงไหน

จากความทวยและคำตอบนี้ เราจะเห็นได้ว่า ปราชญ์โบราณอีสานท่านผูกคำทวยขึ้นมา จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง แม้คำทวยจะระคายความรู้สึกของคนคิดมากในยุคปัจจุบัน แต่สมัยก่อนโน้นท่านคงไม่ได้คิดจะให้ลามก เพราะดูจากคำตอบแล้วไม่เห็นมีอะไรลามกเลย นี่แหละวัฒนธรรมของฅนอีสานขนานแท้

isan banhao 14


รู้จักความทวย | ลักษณะของความทวย | ประเภทของความทวย | ความทวยเรียงตามอักษร

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1