foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
คงคลายความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง จากการระบาดของโควิด-19 จนทางรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในการป้องกันโรคไปเป็นระยะที่ 5 แล้ว ที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจได้ผ่อนคลายมากขึ้น สามารถเดินทางข้ามจังหวัดไปเยี่ยมยามถามข่าวญาติมิตรได้ทั่วไทย รวมทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไทยเฮา เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัว การงานมีเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เท่าเดิมแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขอให้พ่อ-แม่พี่น้องสุขซำบายดีเด้อครับ

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75
paya supasit

ju juความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง ไผก็แขวนอ้อนต้อน เสมอด้ามดังเดียว

        ## ความตาย ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นได้ดอกพ่อเอย @โควิด-19 ##

pee pop header

"ผีปอบ" ถ้าถามผมผู้เขียนก็จะนึกถึงความสนุกสนานมากกว่าความน่ากลัว โดยเฉพาะ "ปอบหยิบ" ในตำนานจากหนังชุด "ผีปอบ" ที่นำแสดงโดย "ณัฐนี สิทธิสมาน" โดยการแต่งตัวของปอบหยิบในยุคนั้น หลายคนคงติดภาพยายแก่ใส่เสื้อคอกระเช้า  นุ่งผ้าถุง ยกมือสองข้างขึ้นทำท่าหยิบจับ ออกวิ่งไล่ชาวบ้านไปทั่ว หรือที่วิ่งหลบลงในโอ่งน้ำ ซึ่งใบก็ไม่ได้ใหญ่โตนักแต่ก็ลงไปอยู่ด้วยกันได้ตั้งหลายคน นั่นช่างมีความบันเทิง ตื่นเต้น สนุกสนานมาตลอดในหลายๆ ภาคต่อเนื่องกันมา จนกลายเป็นตำนานของ "ผีปอบ" เลยทีเดียว วันนี้ไม่ได้มารีวิวหนังนะครับ แต่มีหลานๆ ถามว่า "อาวทิดหมู ผีปอบมันมีอีหลีบ้อ เว้าให้ฟังแหน่" ก็เลยเป็นที่มาของบทความนี้

pee pop 01

ภาพยนตร์ "บ้านผีปอบ" ในตำนานเรื่องแรกฉายปี พ.ศ. 2532 มีภาคต่อมาอีกมากมาย...

"บ้านผีปอบ" เป็นภาพยนตร์ไทย ประเภทหนังผี ที่ไม่สยองแต่ผสมผสานด้วยความตลกขบขัน ที่มีการสร้างภาคต่อมาถึง 14 ภาคตั้งแต่ปี 2532−2554 ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่มีภาคต่อมากที่สุด เป็นหนังที่นำเอาตัวละครผีปอบมาจากนิยายของ เหม เวชกร มาถึงเรื่องความเป็นมาของผีปอบนั้นเป็นอย่างไร? ความจริง หรือความเชื่อ กันแน่?

ความเชื่อเรื่อง "ปอบ"

"ปอบ" เป็นผีจำพวกหนึ่ง ที่อยู่ในความเชื่อพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะในภาคอีสาน และในฝั่งเพื่อนบ้านของไทยอย่าง สปป.ลาว (ในภาคอื่นๆ ก็มีแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป แต่ก็ไม่เป็นข่าวกันมากนัก) โดยเชื่อกันว่า "เป็นผีที่กินของดิบๆ สดๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม" โดยการสืบค้นหาแล้วพบว่า การเป็นผีปอบนั้น มักจะเป็นกับผู้ร่ำเรียนวิชาทางไสยศาสตร์ คาถาอาคม ของขลัง เวทมนตร์ คงกระพัน ซึ่งคนที่จะเรียนรู้วิชาเหล่านี้ได้ จะต้องมีความมั่นคง เชื่อมั่น และสามารถทำตามข้อปฏิบัติของครูบาอาจารย์ได้ ถ้ากระทำผิดข้อห้ามที่กำหนดไว้ไม่ได้ ซึ่งในภาษาอีสานจะเรียกว่า "คะลำ" หรือ "ขะลำ" จึงกลายเป็น "ปอบ" ซึ่งความเป็นปอบนี้จะเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง คะลำ สำหรับ ผู้ที่ร่ำเรียนวิชาความรู้)

ซึ่งข้อห้ามดังกล่าวนี้ยกตัวอย่างเช่น ห้ามลอดราวตากผ้า (ที่อาจมีผ้าชุดชั้นใน ผ้าถุง) ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน ห้ามลอดใต้บันได เป็นต้น ในอดีตนั้นคงจะทำได้ไม่ยากนัก บ้านเมืองไม่ได้เจริญอย่างปัจจุบัน สามารถเดินหลบหลีกได้ แต่พอมายุคสมัยที่บ้านเรือนเจริญขึ้นไม่ได้มีแค่บ้านชั้นเดียวหรือสองชั้น แต่เป็นอพาร์ทเมนต์ คอนโดมีเนียม นับสิบ นับร้อยชั้น การจะไม่ลอดใต้ถุนบ้านมันก็คงทำไม่ได้แล้วล่ะ

คลิปตัวอย่าง "บ้านผีปอบ" สั้นๆ เพื่อความบันเทิง ใครเคยดูบ้าง? (มีหักมุกตอนจบด้วย)

"ปอบ" เป็นผีที่ไม่มีตัวตนเหมือนพวกผีกระสือหรือผีกองกอย แต่ "ปอบ" คือจิตวิญญาณมิจฉาทิฏฐิ จะเข้าแฝงร่างสิงสู่คนที่เป็นสื่อให้ และใช้ร่างหรือรูปลักษณ์ของคนๆ นั้น ไปกระทำการไม่ดีต่างๆ และเชื่อด้วยว่า หากวิญญาณปอบเข้าสิงสู่ผู้ใด จะกินตับไตไส้พุงของผู้ที่โดนสิงจนกระทั่งตาย ผู้ที่โดนกินจะนอนตายเหมือนกับนอนหลับธรรมดาๆ ไม่มีบาดแผล ซึ่งเรียกกันว่า "ใหลตาย"

ในทางมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ อธิบายว่า ความเชื่อเรื่องปอบ นั้น เป็นกลไกการสร้างความเชื่อของคนในชุมชน เนื่องจากไม่วางใจบุคคลแปลกหน้า หรือแม้แต่กระทั่งคนในชุมชนเดียวกันเอง ที่มีพฤติกรรมแปลกออกไป ซึ่งในสมัยโบราณ บุคคลที่โดนกล่าวหาว่าเป็นปอบ จะถึงกับถูกขับไล่ให้ออกจากชุมชนไปเลยทีเดียว

ปอบ เป็นผีที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคมไทย มีการนำไปอ้างอิงถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายประการ อาทิ ภาพยนตร์ชุด บ้านผีปอบ เป็นต้น ตามตำนานของทางพระพุทธศาสนาเล่าว่า ผีปอบ คือ ผีสายยักษ์ อยู่ในสายการปกครอง ของท้าวเวสสุวัณ ที่เข้าสิงร่างมนุษย์ ก็เพื่ออาศัยร่างมนุษย์กินอาหาร โดยเฉพาะอาหารสดคาว หรือ สัตว์เป็นๆ เช่น ไปหักคอเป็ด ไก่ ในเล้ากิน หรืออาศัยร่างเหมือนเป็นร่างทรง จะเข้าสิงร่างมนุษย์ที่มีวิบากกรรมทางนี้ คือ อดีตเคยนับถือผีเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกยามมีทุกข์ จนเป็นประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา มีจิตผูกพันกับผี และกรรมทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี บางทีก็ฆ่าสัตว์เล็ก เช่น เป็ด ไก่ บางทีก็ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย เป็นต้น

จากความเชื่อ มาสู่ ความขัดแย้ง

ในความเชื่อของชาวอีสาน (ไม่แน่ใจว่าภาคอื่นๆ ยังมีอยู่หรือไม่) ผีปอบเป็นผีที่มีความน่ากลัวอย่างมาก หากมีคนตายที่ผิดปกติมักจะกล่าวกันว่า "ถูกปอบกิน" แต่กระนั้นก็มีอาการบ่งบอกที่ชัดเจนว่า ตายอย่างไรจึงจะเรียกว่าปอบกินได้ แต่วันนี้เราจะทำความเข้าใจกันว่า "ปอบ" คืออะไร

ตามคติความเชื่อของชาวอีสาน ปอบเป็นผีชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ "วิญญาณ" ของคนที่ตายไปแล้ว น่าจะจัดอยู่ในจำพวกของ "สาง" หรือถ้าพูดแบบจักรวาลทัศน์ก็เป็นพวก "อสุรกาย" ปอบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งผู้ที่เรียนวิชาอาคมแล้วไม่สามารถรักษาของหรือข้อ "คะลำ" ได้ ก็จะกลายเป็นปอบเรียกว่า "ปอบวิชา" อีกพวกหนึ่งเป็นปอบที่เกิดจาก "การปลูกว่าน" แล้วดูแลไม่ถูกวิธี ทำให้ว่านชนิดนั้นกลายเป็นปอบ หรือในบางครั้งคนปลูกเป็นปอบ

ในกรณีที่มนุษย์เป็นปอบ ไม่ได้หมายความว่าร่างกาย หรือตัวตนของเขาเองที่เป็นปอบ แต่มันหมายความว่าคนๆ นั้นเลี้ยงปอบ หรือมีเชื้อปอบติดตัว คล้ายกับคนที่ติดเชื้อโรคสามารถรักษาให้หายได้ เมื่อเป็นแล้วจะต้องหาเลี้ยงปอบที่ตนมี โดยการให้ไปกินคนนั้นคนนี้ ปอบที่มีคนเลี้ยงจึงเรียกว่า "ปอบเจ้า" แต่เมื่อใดที่เจ้าของปอบตายลง ปอบจะตามไปอยู่กับลูกหลานของเจ้าของเดิม เรียกว่า "ปอบเชื้อ" แต่ถ้าเจ้าของเดิมไม่มีลูกหลาน มันจะไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น คำ (ป่าชุ่มน้ำ) โพน ดอน ฯลฯ เรียกว่า "ปอบเฮื้อ" (เฮื้อ = ที่รกร้าง) จัดว่าเป็นปอบที่อันตรายมาก เพราะไม่มีเจ้าของดูแล มันจึงสามารถหากินเองได้โดยไม่มีใครควบคุม

pee pop 02

เมื่อความเชื่อเรื่อง "ปอบ" ยังฝังแน่นอยู่ในความคิดของคนอีสาน การเยียวยารักษา และพิธีกรรมที่เป็นเครื่องปลุกขวัญกำลังใจ ให้กับคนในหมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พิธีกรรมปราบผีปอบ” มีทั้งพิธีกรรมที่ทำในระดับตัวบุคคล หรือกลุ่มคนที่เชื่อว่า "ถูกผีปอบเข้าสิงร่าง" ส่วนใหญ่จะนิยมนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีกรรม สวดคาถาอาคม รดน้ำมนต์ ขจัดปัดเป่าวิญณาณร้ายให้ออกไปจากตัว จากนั้นก็จะทำพิธีผูกข้อมือด้วยด้ายสายสิญจ์ ที่ปลุกเสกไว้แล้ว ถ้าอาการของคนไข้หรือคนที่เชื่อว่าถูกผีเข้านั้นหายเป็นปลิดทิ้ง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อเรื่องผีปอบกันมากขึ้น (ซึ่งในทางพุทธแท้ๆ ไม่มีบัญญติไว้ ไม่ต้องสอบทาน เสาะหา เหตุผลในย่อหน้าถดไป)

ส่วนในระดับชุมชนใหญ่ๆ ถ้าหมู่บ้านไหน มีคนเสียชีวิตติดต่อกันหลายศพ อาจจะพบว่า ประชาคมของชุมชนนั้น เชื่อว่าเกิดจากฝีมือของผีปอบ ผู้นำชุมชนก็จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการพาชาวบ้านลงขัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้าง “หมอผี” มาช่วยปราบผีปอบ

ขบวนการปราบผีปอบ จึงเป็นอีกธุรกิจหรือการดำเนินการหารายได้จากความเชื่อนี้ ซึ่งจะมี "หมอผี" หรือ "เกจิดัง" เป็นที่รับรู้กันในชุมชนย่านนั้น โดยคิดราคากันเป็นรายหัว เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าราคาถูกๆ นะ รายหัวนี่ไม่ใช่หัวปอบ แต่เป็น "รายหัวคนที่ได้รับผลกระทบ" ซึ่งก็คือชาวบ้านในชุมชนนั้นที่มีความกลัว โดยผู้นำชุมชน หรือคณะกรรมการหมู่บ้าน จะประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านผ่านเสียงตามสาย ให้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อเป็น "ค่ายกครู" ให้คณะที่จะมาทำพิธีปราบปอบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเก็บครอบครัวละ 100 บาท ถ้าเป็นหมู่บ้านใหญ่เช่นมี 500 หลังคาเรือน ก็จะเก็บเงินได้กว่า 50,000 บาท ไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ

“การปราบผีปอบ” หากเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล กลุ่มคน หรือชุมชน การว่าจ้างเป็นไปโดยความสมัครของคนในชุมชน ผ่านการประชุมในระดับหมู่บ้าน ทำเพื่อให้เกิดความสบายใจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่เดือดร้อนผู้อื่น แต่บางกรณีก็ต่างออกไป มีทำให้เกิดการใส่ร้ายกล่าวหาตัวบุคคลว่า "เป็นปอบ" สร้างความสับสนแตกแยกกันขึ้นในหมู่บ้าน ชุมชน ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ผ่านคำพูดของกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็นหมอผีกลุ่มนี้เท่านั้น และทำให้มีผู้เดือดร้อน ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ตามที่เคยปรากฎเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ก่อนหน้านี้ และยิ่งเป็นยุคสื่อสังคมออนไลน์ใกล้ตัว ที่มีการไลฟ์สดก็ยิ่งดูน่ากลัว แพร่กระจายเป็นวงกว้าง

pee pop 03

ความขัดแย้งของกลุ่มคนโดยปกติก็มีกันอยู่ทั่วไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ความขัดแย้งนั้น นำเอาไปผูกกับความเชื่อเรื่อง "ผีปอบ" ก็จะสร้างรอยร้าวแตกแยก ยากที่จะประสาน ไม่ฟังเหตุและผลของกันและกัน และถ้ามีกลุ่มที่เป็นผู้นำหรือมีความเชื่อในการปราบผีปอบมาชี้ว่า "เป็นปอบ" ก็อาจถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ถูกผลักออกจากกลุ่มไม่คบค้าสมาคมด้วยเลย

“กลุ่มคน” ที่จะถูกยัดเยียดข้อหาว่า "เป็นปอบ" จะมีพฤติกรรมเด่นๆ อยู่ 2 แบบคือ

กลุ่มแรก เป็นคนที่ขยันขันแข็งทำมาหากิน ได้ผลผลิตเกินหน้าเกินตา จนถูกมองว่าเกินความเป็นจริง อย่างเช่น พื้นที่ทำนาแค่ 5 ไร่ เพื่อนบ้านคนอื่นจะปลูกข้าวได้ผลผลิตประมาณ 30 – 50 กระสอบ (ขึ้นอยู่กับพื้นที่) ขณะที่คนที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็น "ปอบ" จะสามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากกว่า 100 กระสอบ ซึ่งในอดีตคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า "ต้องเป็นปอบ หรือ เป็นผู้ที่สามารถใช้เวทมนต์คาถา จึงจะสามารถทำเช่นนั้นได้" แต่ปัจจุบัน ทฤษฎีการทำนา 1 ไร่ 1 แสนบาทก็พิสูจน์ได้แล้วว่า การปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูงกว่าคนอื่น สามารถทำได้จริงผ่านความรู้ทางการเกษตรและความขยันขันแข็ง

กลุ่มที่ 2 เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านติดต่อกันหลายศพ โดยไม่ทราบสาเหตุ ฆาตกรลี้ลับอันดับแรกที่คนจะคิดถึงก็คือ “ผีปอบ” ในกลุ่มนี้จะแบ่งได้เป็นอีก 2 แบบคือ ปอบที่เข้าไปกินคนแบบเงียบแล้วตายแบบสงบ บางครั้งเรียกว่า "ไหลตาย" และแบบที่เข้าสิงร่างคนทั้งเป็น แล้วพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย มีอาการเกร็ง ชักกระตุก ตาลอย สั่นสะท้านไปทั้งตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ อาการแบบนี้ชาวบ้านจะสรุปกันทันทีว่าผีเข้า และผีตนนั้นส่วนใหญ่ก็คือ "ผีปอบ" นั่นเอง (ในภายหลังทางการแพทย์ก็พิสูจน์ได้ว่า การไหลตาย คือโรค ไม่ใช่ผีแต่อย่างใด)

ดร.เชิดศักดิ์ ฉายถวิล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “หมู่บ้านผีปอบ” เปิดเผยว่า จากผลการวิจัยประเภทของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ มีอยู่ 2 ชนิดคือ ปอบถูกกล่าวหา ซึ่งมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งของคนในหมู่บ้าน ที่มีปัญหาข้อพิพาทหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน และกลุ่มผีปอบที่เชื่อว่าโดนผีเข้าสิงร่างอย่างจริงจัง คือมีลักษณะคล้ายผีปอบ แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันได้ โดยยังไม่มีนิยามความหมายได้ว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยได้ลงพื้นที่คลุกคลีกับคนในหมู่บ้านปอบแห่งนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

“ขณะนี้กำลังรวบรวมเก็บข้อมูลและลงพื้นที่หมู่บ้านผีปอบ จังหวัดศรีสะเกษ แต่ขอไม่ระบุชื่อหมู่บ้าน เพราะเกรงจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนในหมู่บ้าน เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นการรวมตัวกันของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ และถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ของตนในแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน การทำวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจว่า คนที่ถูกกล่าวหาเป็นผีปอบและถูกขับไล่ออกจากชุมชนหรือถิ่นฐานเดิม แล้วมารวมตัวดำเนินชีวิตกันภายในหมู่บ้านเดียวกันโดยที่ไม่มีปัญหาอย่างชุมชนเดิมที่เคยอาศัยอยู่”

“ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบส่วนใหญ่ มักมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ หรือมีพฤติกรรมทั้งในเชิงบวกและลบ ที่แตกต่างหรือไม่ปฏิบัติตามกลุ่ม แม้หมู่บ้านแห่งนี้จะเหลือผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบโดยตรงเพียงไม่กี่คน แต่ข้อครหา ที่ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ ว่าปอบคืออะไร ยังส่งผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวแม้จะเป็นรุ่นลูกหรือหลานก็ตาม ”

ดร.เชิดศักดิ์ กล่าวถึงเป้าหมายงานวิจัยชิ้นนี้ โดยมุ่งหวังให้คนในชุมชนคลี่คลายความกลัวจากความเชื่อ และค้นหาสิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยในเรื่องปอบอยู่ โดยจะนำผลการวิจัย ไปเผยแพร่ต่อในชุมชนอื่นๆ ที่มีความเชื่อเรื่องผีปอบ ในมุมมองเชิงวัฒนธรรม เพราะเห็นว่าวัฒนธรรมคือ วงจรชีวิต อาชีพ การดำรงชีวิตอยู่กับสังคม

“คนในภาคอีสานตกเป็นเครื่องมือความเชื่อเรื่องผีปอบ ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน และมีผลกระทบต่อโครงสร้างภายในชุมชนหรือครอบครัวได้ เพราะหากหมู่บ้านใดก็ตามที่เชื่อเรื่องนี้ ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านสูญหายไป ตอนเย็นๆ ไม่กล้าออกจากบ้านไปพบปะพูดคุยกันตามวิถีชนบท” ดร.เชิดศักดิ์ กล่าว

รายการทีวีชุมชน ช่อง ThaiPBS สารคดี "ชุดสักการะ" ตอน ผีปอบ

ผีแม่ม่าย

นอกจาก "ผีปอบ" แล้วยังมีผีอีกตนที่ชาวอีสานเกรงกลัวกันมาก คือ "ผีแม่ม่าย" ถ้าใครเดินทางไปในแถบชนบทอีสานช่วงฤดูแล้ง อาจจะได้เห็นตามรายทางที่ผ่านมี "หุ่นฟางสวมเสื้อสีแดง" ตั้งไว้ตามรั้วบ้าน ที่ตัวหุ่นมีอวัยวะเพศทาสีแดงปักไว้ให้เห็นชัดเจนว่าเป็นผู้ชาย เป็นระยะๆ บ้างก็อาจมีป้ายแขวนที่คอด้วยว่า "บ้านนี้ไม่มีผู้ชาย" ไม่ต้องคาดเดาก็รู้แน่นอนว่า คงมีผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวถึงแก่ความตายแล้ว 2-3 คนติดต่อกัน ในหมู่บ้านแห่งนี้แน่แล้ว

ความเชื่อในเรื่อง "ผีแม่ม่าย" นี้เพิ่งจะมีมาไม่นานประมาณสัก 10-15 ปีได้ เป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นใหม่ในภาคอีสาน คนที่ทำหุ่นดังกล่าวไปปักก็เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่หมอผีหรือเข้าจ้ำแต่อย่างใด เป็นความเกรงกลัวว่าจะสูญเสียสามี และเป็นอุปทานหมู่ด้วย หมายถึงไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ครอบครัวเดียว แต่เชื่อและทำกันทั้งหมู่บ้านย่านนั้น แต่ก็ไม่ได้นัดหมายประชุมปรึกษาหารือกัน เพียงแต่ได้ยินข่าวเมื่อไปร่วมงานศพ ได้ยินเสียงซุบซิบว่า ชายคนนี้ตายเพราะผีแม่ม่ายมาเอาไป เหมือนกับหมู่บ้านโน่น หมู่บ้านนั้น เขาว่าตั้งแต่ทำหุ่นผู้ชายใส่เสื้อแดงแล้ว ก็ไม่มีคนตายอีก กลับมาแล้วก็เลยทำขึ้นมาเองแต่ว่า ให้มีหุ่นคล้ายผู้ชาย สวมใส่เสื้อสีแดง จะใหญ่โต สูงเพียงใดไม่ได้กำหนด

pee mae mai 01

การที่ "ผีแม่ม่าย" มาเอาชีวิตแต่ผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วไป ไม่มีคำอธิบายใดๆ นอกจากความกลัวจากคำเล่าลือที่ได้ยินมา การที่จะรักษาชีวิตของ "สามี" หรือ "ผัว" ไว้ได้โดยไม่ต้องลงทุนมากมายคือ การทำหุ่นฟางที่แสดงความเป็นชายไว้หน้าบ้าน (ก็ปักส่วนความเป็นชายสีแดงเด่นไว้ด้วย) เพื่อให้ผีแม่ม่ายมาเอาไป การสวมใส่เสื้อสีแดงไว้ก็เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายๆ สะดุดตา ส่วนป้ายห้อยคอนั้นคงจะยืนยันว่า "ผีแม่ม่าย" มีการศึกษาอ่านภาษาไทยออกได้รู้ว่า ในบ้านไม่เหลือผู้ชายแล้ว นั่นเอง (ไปอ่านเหตุผลเต็มๆ ที่นี่ครับ)

จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถระบุแลยืนยันได้ชัดเจนว่า ที่แท้จริงแล้ว "ผีปอบ ผีแม่ม่าย" คืออะไร มีอยู่จริงหรือไม่? แต่สำหรับผู้เขียนนั้นเชื่อว่า "ที่ใดมีการศึกษา ความก้าวหน้าทางการรักษาโรคภัยเข้าถึง มีหมอที่สามารถอธิบาย วินิจฉัย สอบสวนโรค ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ที่นั้นจะไม่มี "ผีปอบ" แน่นอน"

 

redline

backled1

 

nok hasadee link

ตำนานนกหัสดีลิงค์ (ต่อ)

คำว่า นกหัสดีลิงค์ นี้ เป็นชื่อนกใหญ่ชนิดหนึ่งในเทวนิยายว่า อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ รูปตัวส่วนใหญ่เป็นนก เว้นแต่จงอยปากเป็นงวงอย่างงวงช้าง ชื่อนกหัสดีลิงค์ไม่ค่อยปรากฎในเทวนิยาย คนส่วนมากทราบเรื่องนกขนาดใหญ่ในนิยายก็มี เช่น หงส์ พญาครุฑ นกหัสดิน สำหรับนกหัสดิน รูปร่างเป็นนกทั้งตัวใหญ่โต ขนาดโฉบเฉี่ยวเอาช้างในป่าไปกินเป็นอาหารได้ ไม่เกี่ยวโดยตรงกับนกหัสดีลิงค์

นกที่มีจงอยปากเป็นงวงช้างนี้ ปรากฏในภาษาบาลีว่า หัตดีลิงค์สกุโณ (หัตดี คือ ช้าง ลิงค์ แปลว่า เพศ สกุโณ แปลว่า นก) ในภาษาสันสกฤต คือ หัสดิน ลิงคะ แปลอย่างเดียวกัน ไทยเลือกใช้คำว่า หัสดีลิงค์ แปลกที่คำนี้ไม่มีในปทานุกรม กรมตำรากระทรวงธรรมการ พิมพ์ พ.ศ. 2470 ไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2525 ค้นคว้าต่อไปพบในอักขราภิธานศรันท์ ของหมอปรัดเล พิมพ์ พ.ศ. 2416 หน้า 328 และพบในปทานุกรม บาลีไทย-อังกฤษ-สันสกฤต ของกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2513 หน้า 867 หรือแม้ในบาลีสยามอภิธานของนาคะประทีป เรียบเรียงไว้ พ.ศ. 2465 ก็มีปรากฏคำนี้อยู่ แสดงว่าคนไทยเรารู้จักคำนี้มานาน

nok hasadee link 02

นกหัสดีลิงค์ เป็นชื่อเต็มๆ ของนกประเภทนี้ แต่ในล้านนานั้นเรียกเพียงสั้นๆ ว่า “นกหัส” ส่วนชื่ออื่นที่ปรากฏก็มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ” ซึ่งเมื่อแปลออกมามีความหมายว่า นกมีเพศเหมือนช้าง เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์นี่ไม่ปรากฏชัดเจนเฉพาะเรื่อง แต่พอจะประมวลได้จาก นิทานชาดกบ้าง ตำราสัตว์ป่าหิมพานต์บ้าง เมื่อสรุปจะได้ความสังเขปว่า นกหัสดีลิงค์นี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ลำตัวเป็นนก มีปีก มีหางอย่างนก แต่มีหัวเป็นช้าง มีลำตัวที่ใหญ่อีกทั้งมีกำลังเทียบเท่าช้าง 5 เชือกมารวมกัน นกหัสดีลิงค์ที่ว่านี้นั้นน่าจะถือกำเนิดในอินเดียก่อนแล้ว จึงแพร่เข้ามาในดินแดนล้านนาดังปรากฏในหนังสือของ ส.พลายน้อยว่า เรื่องนกประหลาดในวรรณคดี หรือนิยายปรัมปรานี้มีอะไรแปลกๆ เป็นเรื่องที่น่าคิดเล่น ชื่อนกในนิยายชองชาติต่างๆ ที่พบจะเทียบเคียงกันได้ก็มีนกเฮาะของจีน นกร้อคของอาหรับ และนกรุค (rukh) ซึ่งท่านผู้รู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอย่างเดียวกัน

เพราะตามเรื่องก็ว่า เป็นนกใหญ่มีอำนาจไม่ผิดอะไรกันนัก ขุนวิจิตรมาตราได้เล่าถึงเรือง นกเฮาะ ไว้ว่า ในทะเลเหนือของจีน มีนกมหึมาเรียกว่า ไต้เฮาะ รูปร่างใหญ่โตมหึมาเหลือประมาณ ถึงเดือน 6 หน้าคลื่นลม นกเฮาะจะกางปีกออกปกฟ้ามิด เริ่มวิ่งฝ่าระลอกคลื่นเป็นระยะไกล 3,000 ลี้ก่อน แล้วก็โผทยานขึ้นสู่อากาศเป็นระยะสูง 9,00 ลี้ บินมาอาศัยอยู่ในเกาะมลายู นกเฮาะฝรั่งว่าเป็นนกที่เรียกว่า นกรุค (rukh) ถ้าเป็นนกรุคก็ตรงกับนกร้อค (roc) ตามที่มีในอาหรับราตรี เมื่อเช่นนี้นกเฮาะก็เห็นจะเป็นนกร้อคนั่นเอง เสียงเฮาะกับร้อคเข้ากันได้ดีอาจจะเป็นคำเดียวกัน แต่หากเรียกเพี้ยนกันไปตามสำเนียงแขกและสำเนียงจีน

nok hasadee link 13

นิยายเรื่องนกร้อคของอาหรับเล่าว่า นกร้อคเป็นนกใหญ่อยู่ในเกาะทางทะเลจีน คราวหนึ่งพวกเดินทะเลไปจอดทอดสมออยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง ได้ขึ้นไปบนเกาะและพบไข่เข้าฟองหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก จึงเอาขวานผ่าออกพบลูกนกขนาดมหึมาอยู่ข้างใน ก็เอาไปทำเป็นอาหารเลี้ยงกัน คนที่กินเข้าไปปรากฏว่า ผมหงอกกันหมด คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยหนวดเคราดำเป็นมัน

พอรุ่งเช้านกร้อคกลับมารู้ว่าพวกเดินเรือกินลูกของมันก็โกรธ มันขนก้อนหินมาทุ่มจนเรือแตกจมทะเล เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตเก่งกาจของนกร้อค ซึ่งก็เห็นจะพอๆ กันกับนกรุคที่เล่ามาแล้ว ตามภาพเขียนของเปอร์เซียแสดงให้เห็นกำลังของนกรุคที่สามารถใช้เท้าจับช้าง ได้ข้างละตัวและที่ปากยังคาบช้างได้อีกตัวหนึ่ง นกร้อคกับนกรุคจึงน่าจะเป็นตัวเดียวกันอย่างแน่นอน

การที่เล่าเรื่องนกเฮาะ นกรุค และนกร้อค เท่าที่จะมีเรื่องกล่าวเท้าความถึง ก็เพื่อให้นำมาเปรียบเทียบกับ นกหัสดีลิงค์ ว่า เป็นนกที่ใหญ่โตเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นนกชนิดเดียวกันก็ได้ แต่เมื่อนำมาเขียนเป็นรูปภาพก็แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความนึกคิด

nok hasadee link 04

ความเข้าใจอย่างช่างเขียนจะกำหนดให้เป็นอย่างไร ส่วนเรื่องของนกหัสดีลิงค์ที่ ปรากฏอยู่ในพงศาวดารโยนกในการสร้าง เมืองหริภุญชัย ว่า พระวาสุเทพดาบส ถึงกล่าวว่า เราควรสร้างนครในสถานที่นี้ แต่นครอันเราจักสร้างนี้จักควรตั้งเป็นรูปทรง สัณฐานดังใดฤาจะดี พระสุกทันตฤาษีจึงกล่าวว่า เมื่อครั้งอนุสิษฏฤาษีสหายแห่งเราสร้างเมืองหฬิทวัลลี (เมืองสัชนาลัยสวรรคโลก) นั้นวางสัณฐานเมืองดังรูปเกล็ดหอย เมืองนั้นคนทั้งหลายอยู่เป็นสุขเกษม สำราญยิ่งนัก เราจะสร้างนครครั้งนี้ควรจะเอาเยี่ยงนั้น พระวาสุเทพดาบสจึงว่า ทำไฉนจึงจักได้เกล็ดหอย ในตำนานลำพูนว่า พระดาบสทั้งสองไปเองสู่สำนักพระอนุสิษฏฤาษี

พระอนุสิษฏฤาษี ปฏิสันถารต้อนรับกันแล้ว พระดาบสทั้งสองก็แจ้งยุบลเหตุอันมีประสงค์นั้นแก่พระอนุสิษฏสหายแห่งตน พระอสุสิษฏดาบสก็รับจะจัดหาหอยสังข์หรือเกล็ดหอยส่งไปให้ ครั้นพระดาบสทั้งสองลากลับไปแล้ว พระอนุสิษฏดาบสจึงให้นกหัสดีลิงค์ไปยังมหาสมุทร นำเอาหอยสังข์ขนาดใหญ่มาได้ แล้วก็ให้นำหอยนั้นไปส่งแก่พระดาบสทั้งสอง ยังสถานที่อันจะสร้างนครนั้น จากพงศาวดารการสร้างเมืองลำพูนจะเห็นได้ว่า นกหัสดีลิงค์ก็มีส่วนช่วยในการสร้างเมืองแก่ฤาษีทั้งสอง

ทั้งนี้เนื่องด้วย เป็นนกที่มีขนาดลำตัวที่ใหญ่มีกำลังมากมายสามารถนำเอาสิ่งที่ เกินวิสัยของสัตว์ทั่วไปจะพึงกะทำได้นำมาให้แก่ฤาษีทั้งสอง การรับรู้เรื่องสัตว์หิมพานต์เป็นสิ่งที่มีอยู่ในความเชื่อของคนล้านนามาแต่โบราณ บางทีอาจจะมีมาก่อนที่จะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาก็อาจเป็นไปได้ เมื่อได้หันมานับถือพุทธศาสนาแล้วก็แปลงความเชื่อที่มีต่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้น เข้ามารับใช้คติในทางพุทธศาสนา แล้วในประวัติพุทธศาสนาเองก็ดี วรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาเองก็ดี ก็เอ่ยถึงสัตว์เหล่านั้นด้วย ที่บางครั้งก็มาช่วยเหลือพระพุทธเจ้า ช่วยเหลือเหล่าพระสาวก จึงไม่แปลกที่จะเราจะเห็นสัตว์ประเภทต่างๆ ที่มีรูปร่างไม่เหมือนกับสัตว์ที่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงปรากฏอยู่ตามศาสนสถาน ไม่เว้นแม้แต่จะนำเข้ามาใช้ในพิธีกรรมแห่งความตาย อย่างนกหัสดีลิงค์นั้นถ้าหากจะกล่าวว่าจริงๆ แล้วในตำนานก็ดีในหนังสือทางศาสนาก็ดีต่างก็บอกถิ่นที่อยู่ลักษณะของนกหัสดีลิงค์ไว้ดังนี้ว่า นกชนิดนี้มีถิ่นที่อยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ณ สถานที่นั้นเองเป็นป่าไม้ที่ชื่อว่า หิมพานต์ นิสัยของนกหัสดีลิงค์ชอบที่จะกินของสดๆ เป็นอาหาร

ส่วนสำเนียงเสียงร้องของนกชนิดนี้ ในหนังสือสัตว์หิมพานต์กล่าวไว้ว่า "หัสดีลิงค์ก็โผผินส่งเสียงสำเนียงฟังวังเวงใจ” สำหรับรูปร่างของนกชนิดนี้มีลักษณะของการผสมกันระหว่างช้างกับนก โดยมีลักษณะที่หัวเป็นช้าง ส่วนลำตัวเป็นนกทั่วๆ ไป แต่ทว่า นกหัสดีลิงค์นี้มีพละกำลังมากเท่ากับช้าง 5 ตัวรวมกันเลยทีเดียว ดังปรากฏอยู่ในหนังสือธัมมปทัฏฐคาถา ภาคที่ 2 โดยมีเรื่องเล่าไว้ว่า

nok hasadee link 07

ในอดีตมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า โกสัมพี เมืองนี้มีพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าปรันตปะ ปกครองอยู่และทรงมีพระราชเทวีองค์หนึ่ง ซึ่งทรงพระครรภ์แก่องค์หนึ่ง ในวันหนึ่งพระราชากับพระเทวีทรงนั่งผิงแดดอุ่นอยู่ที่กลางแจ้ง พระราชาก็ได้ให้พระเทวีห่มผ้ากัมพลสีแดงของพระองค์ ขณะที่ทรงนั่งปราศรัยกันอยู่นั้น ก็ได้มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็น พระเทวีทรงห่มผ้ากัมพลสีแดง จึงชะลอปีกบินโผลงโดยนักหัสดีลิงค์เข้าใจว่า พระเทวีเป็นก้อนเนื้อฝ่ายพระราชาทรงตกพระทัยด้วยเสียงโผลงของนกหัสดีลิงค์ จึงเสด็จหนีเข้าสู่พระราชนิเวศน์

ส่วนพระเทวีไม่อาจจะเสด็จไปโดยเร็ว เพราะทรงพระครรภ์แก่ นักหัสดีลิงค์โผลงและจับพระนางไว้ในกรงเล็บแล้วก็บินขึ้นสู่อากาศ ธรรมดานกเหล่านี้มีกำลังเท่าช้าง 5 เชือก นกหัสดีลิงค์พาพระนางไปสู่ป่าหิมพานต์แล้ว ก็ไปจับที่ต้นไทรต้นหนึ่งเพื่อที่จะกินพระนาง จากสิ่งที่ปรากฏในตำนานก็ดีหรือหนังสืออื่นๆ ก็ดีต่างก็ยืนยันว่า นกหัสดีลิงค์นั้นเป็นนกที่มีการผสมกันระหว่างช้างบวกกับนก มีกำลังมากมายมหาศาลเท่ากับช้าง 5 ตัวมารวมกัน อาศัยที่ป่าหิมพานต์

ส่วนที่ว่า เมื่ออยู่ในป่าเหตุโฉนทำไมต้องเกี่ยวกับสวรรค์ชั้นดุสิต นี่เป็นปัญหาที่จะต้องวิเคราะห์กันต่อ เพราะในสวรรค์นั้นสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ส่วนการที่มีสัตว์อื่นๆ เช่น ช้างเอราวัณก็ดีแท้จริงแล้วเป็นการจำแลงตนของเทวดาเท่านั้น หรือแม้แต่เทวดาองค์อื่นๆ จะมีสัตว์เป็นพาหนะก็จะมีอยู่ในสถานที่ต่างหากไม่อยู่รวมกัน ถ้าหากต้องการใช้งานจึงเรียกหาดังนี้ เป็นต้น ถึงจะอย่างไรก็ตาม คนล้านนาก็ได้ยึดถือเอานกหัสดีลิงค์และสัตว์หิมพานต์ตัวอื่นๆ มาใช้ในการต่างศพของผู้มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

nok hasadee link 10

สาระสำคัญ

เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี หรืออาญาสี่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร ถือเป็นราชสกุลที่มาแต่เมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า เมื่อท่านเหล่านี้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ให้เชิญศพขึ้นเมรุรูปนกหัสดีลิงค์ หรือ นกสักกะไดลิงค์ แล้วชักลากออกไปบำเพ็ญกุศลที่ ทุ่งศรีเมือง เป็นเวลา 3 วัน จึงเผาศพ การทำศพแบบนักหัสดีลิงค์นั้น จำกัดเฉพาะกลุ่มเจ้านายอุบลฯ เท่านั้น ผู้ไม่ใช่เจ้านายไม่อนุญาตให้ทำศพแบบนี้ ระยะแรกการเผาศพทำที่ทุ่งศรีเมือง มาภายหลังเมื่อ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ปกครองเมืองอุบลฯ ให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมืองเสีย และอนุญาตให้พระเถระผู้ใหญ่ที่ทรงคุณธรรม เมื่อมรณภาพให้จัดประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ได้ด้วย

เครดิตและขอขอบคุณ ผู้เขียนต้นฉบับโดย นายตัวดี ท.ทิวเทือกเขา

สรุป

ในภูมิภาคเอเชียถือว่า ให้ความสําคัญกับการตายมากกว่าการเกิด ซึ่งแตกต่างกันกับชาติตะวันตก จุดใหญ่ที่เป็นการพิสูจน์ถึงความเชื่อขั้วตรงข้ามคือ การนับศักราช ข้อแตกต่างการนับศักราชแบบของพุทธศาสนาคือ นับเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 3 เดือน แต่ทางคริสต์ศาสนานั้นเริ่มนับเมื่อพระเยซูประสูติ ด้วยความแตกต่างดังกล่าว จึงเป็นตัวกําหนดพิธีกรรมและการให้ความสําคัญต่อสิ่งๆ นั้น แตกต่างกันออกไป

วัฒนธรรมการปลงศพแบบนกหัสดีลิงค์ เป็นความเชื่อโบราณในแถบลุ่มแม่น้ําโขง เริ่มตั้งแต่ เมืองเชียงรุ้งแสนหวี แคว้นสิบสองปันนา ล้านนาเชียงใหม่ ล้านช้างหลวงพระบาง ดินแดนจําปาสัก เรื่อยจนถึงดินแดนอีสาน ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีผู้ครองนคร ก่อนที่จะมีการกั้นอาณาเขตด้วยระบบการเมืองการปกครองแบบสมัยใหม่ อาณาจักรเมื่อครั้งเก่าก่อนนั้น มีการผสมผสานกันโดยเฉพาะด้านประเพณีความเชื่อ ยิ่งถ้าเป็นเชื้อชาติเดียวกันด้วยนั้นรากแก้วแห่งความเชื่อดั้งเดิมย่อมยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้รายละเอียดปลีกย่อยจะแตกต่างไปบ้าง เมื่อเรามองตํานานนกหัสดีลิงค์ที่ปรากฏ โดยเฉพาะรูปลักษณ์ก็ไม่แตกต่างกัน ล้วนมีลักษณะหัวเป็นช้าง ตัวเป็นนกตามจินตนาการ ซึ่งเป็นความเชื่อที่คนบางกลุ่มเชื่อว่ามี เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องพระยานาค ความเชื่อเช่นนี้เป็นการยากที่จะพิสูจน์ชัดว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และไม่มีเหตุผลจําเป็นที่ต้องพิสูจน์ เพราะความเชื่อเช่นนี้จะมีตัวพิธีกรรมและตํานานรองรับมากมาย เป็นสิ่งที่สังคมได้สถาปนาขึ้นเพื่อเหตุผลทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งถือเป็นการควบคุมสังคมอย่างหนึ่งให้เกิดความสงบสุขและสามัคคีกลมเกลียวกัน ส่งผลให้เกิดการขัดเกลาทางสังคมโดยอาศัยความเชื่อให้ลูกหลานมี หิริโอตัปปะ ไม่ดื้อด้านหยาบโลนหรือเป็นผู้ที่ลุแก่คําาสอนของผู้อาวุโส

การขัดเกลาดังกล่าวล้วนส่งผลต่อการปกครองในราชอาณาจักรนั้นๆ เนื่องจากมีความเชื่อเป็นแบบแผนสําคัญในการมีกิจกรรม หรือพิธีกรรมเกี่ยวข้องกัน ทั้งการเกิด การเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางสังคม หรือแม้กระทั้งการตาย เทคนิควิธีการเกี่ยวกับการปลงศพนั้น มีความละเอียดซับซ้อนขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคม ไพร่ ทาส คนธรรมดาสามัญ ก็ปลงศพตามมีตามเกิด ส่วนเจ้านายชั้นปกครองล้วนใช้ความเชื่อทางศาสนามาเป็นตัวรองรับ ซึ่งได้แก่ การเผาในเมรุเพราะเป็นความเชื่อของพราหณ์เกี่ยวกับโลกและจักรวาล อันมีเขาพระสุเมรุอยู่กลางจักรวาล หรือ การปลงศพแบบนกหัสดีลิงค์ มีความเชื่อรองรับว่าจะนําพาไปสู่ภพภูมิที่ชนชั้นของตนเองมีความเชื่อว่า ควรที่จะไปอยู่ การสร้างงานด้วยเทคนิคต่างๆ ก็เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่โครงสร้างนก การเคลื่อนที่ของนก การติดประดับตกแต่ง จนกระทั้งการเคลื่อนไหวของงวง การกระพริบตา ล้วนเพื่อเสริมให้เห็นเกิดความสมจริง สะท้อนให้เห็นถึงความอัจฉริยภาพของคนโบราณเป็นอย่างมาก ยิ่งในขบวนแห่มา การจัดแบ่งรูปขบวนและผู้คนเข้าร่วมงานเป็นจํานวนมาก เห็นถึงความจงรักภักดีต่อศพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หรือพระเถระผู้ใหญ่ ล้วนสะท้อนเห็นความกลมเกลียวสมัครสมานเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชนแทบทั้งสิ้น

ดังนั้นการตายของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ลาว-ไทย โดยเฉพาะในราชวงศ์ชั้นสูงนั้น ล้วนมีความเชื่อของชนชาติฝังอยู่หยั่งรากลึก ยากต่อการหักโค่นไปได้และถือเป็นการสร้างพลังขับเคลื่อนระบบสังคม การเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถเดินควบคู่ความเชื่อและศาสนาเพื่อดํารงรักษาเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่สืบต่อไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงไปแห่งโลกใบนี้

อ้างอิง

สุจิตต์ วงษ์เทศ. หลวงพ่อขี้หอม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2544.
สุวิชช คูณผล. ตําานานนกหัสดีลิงค์และวิธีเผาศพ. ม.ป.ท. : ม.ป.ป.
อรรถ นันทจักร์. รวมบทความว่าด้วยนกหัสดีลิงค์. มหาสารคาม : ประสานการพิมพ์, 2536.

นางสีดาฆ่า “นกหัสดีลิงค์” เมืองเกษมสีมา
รื้อฟื้นตำนาน สืบสารมรดกทางวัฒนธรรม ต.เกษม อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

เอกสารเกี่ยวข้องให้ดาวน์โหลด

lilred

ตำนานนกหัสดีลิงค์ (1) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (2) | ตำนานนกหัสดีลิงค์ (3)

เมรุุนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก ใน งานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่พระเทพวิทยาคม "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ"

redline

backled1

thai isan language

ภาษาอีสาน เป็นภาษาที่มีความเป็นมาเป็นของตนเองโดยแนบแน่นมากับภาษาลาว มีตัวอักษร อักขรวิธี คำ และความหมายของคำเป็นของตัวเอง มีรูปแบบการเขียน การพูด การเล่า การร้อง การลำเป็นของตนเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบ การพูด การเล่า การร้อง การลำนั้น นับว่าแพร่หลายมากในห้วงเวลาที่คนอ่านออกเขียนได้มีจำนวนจำกัด การสื่อความหมาย การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในหัวเมืองลาวเหล่านี้ ก่อนที่ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ จะเข้ามานั้น ส่วนใหญ่จะสื่อความหมายกันทางปาก นั่นคือ การพูด การเล่า การร้อง การลำในรูปแบบต่างๆ เช่น เล่านิทาน ลำตำนานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผญา นิทานก้อม เป็นต้น

kwai 01

ภายหลังการเข้าจัดการปกครองหัวเมืองลาวโดยฝ่ายกรุงเทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบบการศึกษาแบบใหม่ของกรุงเทพฯ ก็เข้ามาเผยแพร่ในหัวเมืองเหล่านี้ การระบาดของภาษาตามแบบกรุงเทพฯ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น พร้อมกับการขยายการศึกษาภาคบังคับ การขยายตัวของเส้นทางคมนาคมขนส่ง (ทางรถไฟ) และการขยายตัวของระบบสื่อสารมวลชน (มีโทรเลข วิทยุ) แม้ว่าจะมีความพยายามอย่างมากที่จะแทนที่ภาษาท้องถิ่นหัวเมืองลาวด้วยภาษาไทยกลาง แต่ความพยายามดังกล่าวก็ยังไม่บรรลุผลสมบูรณ์แบบ ความปนเปกันระหว่างภาษาไทยกลางกับภาษาอีสานนั้นมีนัยะให้น่าศึกษาอยู่

tum kaopoon

การตำแป้งขนมจีนด้วยครกกระเดื่อง ภาษาอีสานเรียก ตำเข้าปุ้นด้วยครกมอง

ด้วยความจำกัดในด้านความรู้และด้านเวลาของผู้เขียน จึงขอนำเสนอลักษณะความปนเปหรือความเกี่ยวพันสัก 2 ลักษณะ

“บักลาอิ่มข้าวหลาม”

1. คำที่เขียนอย่างเดียวกัน อ่านออกเสียงอย่างเดียวกัน แต่มีความหมายทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

คำว่า “อิ่ม” ในความหมายภาษาไทยกลาง หมายถึง การได้กระทำในสิ่งที่ต้องการทำอย่างเพียงพอ การได้ดูอย่างเพียงพอ การได้พูดอย่างเพียงพอ การได้ฟังอย่างเพียงพอ คือได้กระทำอย่างจุใจก็เรียกว่า “อิ่ม” เช่น กินจนอิ่ม ดูจนอิ่ม พูดจนอิ่ม ฟังจนอิ่ม เป็นความสมหวังตามสิ่งที่ต้องการอยากทำ มีความหมายในเชิงบวก

ส่วนคำว่า “อิ่ม” ในภาษาอีสานนั้น นอกจากจะมีความหมายอย่างเดียวกันกับภาษาไทยกลางแล้ว ยังมีความหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก คือมีความหมายยิ่งกว่าเบื่อหน่าย ยิ่งกสว่าเอือมระอา ยิ่งกว่าคำว่า “เซ็ง” เป็นความหมายในเชิงลบ

bug la im kaolam

มีเรื่องเล่าของชาวอีสานอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่อง “บักลาอิ่มข้าวหลาม” (บัก หมายถึง นาย เป็นคำนำหน้านามเพศชาย) หากจะพูดและหมายความตามภาษาไทย (กลาง) ก็คือ “นายลาอิ่มข้าวหลาม” จะต้องหมายความว่า "นายลารับประทานข้าวหลามมากจนอิ่ม และไม่อยากรับประทานข้าวหลามอีก" แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เป็นอย่างไรหนอ...

เรื่องมีอยู่ว่า

นายลาไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ พอเก็บเงินได้บ้างเล็กน้อยก็เดินทางกลับบ้านโดยขบวนรถไฟ มาถึงสถานีรถไฟโคราช นายลารู้สึกหิวข้าวมาก จึงตัดสินใจซื้อข้าวหลาม ในขณะที่รถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานีอย่างช้าๆ นายลาไม่มีเงินย่อยจึงเอาธนบัตรใบละร้อยบาทซื้อ (เงินร้อยบาทในสมัยนั้นเป็นจำนวนที่สูงมาก) ปรากฏว่า คนขายข้าวหลามไม่ยอมเดินตามรถไฟเพื่อทอนเงินให้นายลา นายลาต้องซื้อข้าวหลามราคาท่อนละร้อยบาท

railway korat

ปรากฏว่านายลาไม่ยอมแตะต้องข้าวหลามนั้นเลย (แม้จะหิวมาก) นายลากินข้าวหลามไม่ลง นายลาอิ่มข้าวหลาม แม้เมื่อนายลากลับมาถึงบ้านนายลาก็ไม่ยอมกินข้าวหลามเลยตลอดชีวิตของนายลา เมื่อมีคนเรียกนายลากินข้าวหลาม นายลาจะบอกปฏิเสธ พร้อมกับบอกว่า “อิ่ม”

บ้างก็ว่า ความอิ่มของบักลานี้มากถึงขั้นเดินทางผ่านป่าไผ่ แล้วมองเห็นยอดไผ่ไหวโอนไปมาทำเอา "บักลาฮากแตกย้อนคึดฮอดข้าวหลามบั้งละร้อยบั้งนั้น มิรู้ลืม"

คำว่าอิ่มตามความหมายของนายลานั้น มากกว่าเบื่อ มากกว่าแหนงหน่าย มากกว่าเอือมระอา มากกว่าเซ็ง ความรู้สึก “อิ่ม” ไม่เกิดเฉพาะกับอาหารหรือสิ่งของอื่นๆ เท่านั้น แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่บุคคลมีต่อบุคคลก็ได้ เช่น สามีที่เจ้าชู้ ชอบมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น นอกใจภรรยาอยู่เสมอก็อาจจะถูกภรรยา “อิ่ม” ได้เช่นเดียวกัน

บักลาอิ่มบั้งข้าวหลาม ลำโดย สังวาล ดาวเหนือ

“นายอำเภอหัวฆวยมาก” 

2. คำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกัน ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้การสื่อความหมายผิด ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เรื่องของความกระด้างกระเดื่อง อวดดี จองหอง ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เช่น

คำว่า “ฆวย” คำที่ออกเสียงอย่างนี้ในภาษาอีสานมี 2 ความหมาย คือ

  1. เป็นคำนาม หมายถึง "กระบือ" หรือ "ควาย" ที่เลี้ยงไว้ไถนา คนอีสานออกเสียงเป็น "ฆวย" (เลี่ยงตัวอักษรเพื่อให้ไม่หยาบโลนในภาษาไทยกลาง นะขอรับ คอมเมนต์โดยอาวทิดหมู)
  2. เป็นคำกริยา หมายถึง สั่น, คลอน, สั่นคลอน เช่น หลักไม้ที่ตอกหรือฝังไม่แน่นสามารถโยกได้คลอนได้ ภาษาอีสานจะบอกว่าหลักนั้น “ฆวย” หรือฟันที่กำลังจะหลุดซึ่งเรียกว่า ฟันโยก ภาษาอีสานก็เรียกว่า ฟันฆวย

road in bannok
ถนนหนทางในชนบทยุคหนังเรื่อง "ครูบ้านนอก" ปี 2521

มีเรื่องเล่าว่า

ครั้งหนึ่ง ท่านนายอำเภอเดินทางไปตรวจราชการในหมู่บ้านชนบทอีสาน แต่เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวกดังเช่นปัจจุบัน หนทางเป็นหลุมเป็นบ่อมาก กำนันจึงให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเอาเกวียนเทียมโคเป็นพาหนะไปรับท่านนายอำเภอ ปรากฏว่า จากสภาพหนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อมาก ทำให้ท่านนายอำเภอนั่งหัวสั่นหัวคลอนมาตลอดเส้นทาง พอเดินทางมาถึงหมู่บ้าน กำนันก็รีบถามด้วยความเป็นห่วงท่านนายอำเภอกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านว่า "การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ช่วย?"

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอบเสียงดังฟังชัดขึ้นทันทีเลยว่า “การเดินทางแย่ เพราะนายอำเภอหัวฆวยมาก”

kwian 01

คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “ภาษาไทย (กลาง) ในภาษาอีสาน” เขียนโดย ชุมพล แนวจำปา 
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม ๒๕๓๓

สภาพถนนหนทางเมื่อ 40 ปีก่อน คลิปสั้นจาก "ครูบ้านนอก 2521"

 

redline

backled1

 

pra farang

มีชาวต่างประเทศจำนวนมากที่มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน แล้วมาบวชอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นศิษยานุศิษย์ ของ หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็ปวารณาตัวบวชตลอดชีวิต จึงมีคำถามว่า "ศาสนาพุทธ มีดีอะไรจึงทำให้ฝรั่งต่างชาติละทิ้งอาชีพและอนาคตอันศิวิไลซ์มาบวชมากมายเช่นนี้"

วิถีพระป่าฝรั่ง ศิษยานุศิษย์ชาวต่างชาติ (2)

siri panyo 02พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanyo)

ข่าวที่เรียกได้ว่า กำลังเป็นที่ฮือฮาในหมู่ Social Network อย่างยิ่งทีเดียว มีการแชร์กันไปมากมาย สำหรับเรื่องราวของพระชาวมาเลเซียรูปหนึ่ง ที่รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม จนถึงขนาดยอมทิ้งทรัพย์สมบัติอันมหาศาล ถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อขอบวชศึกษาพระธรรมภายใต้ร่มกาสาวพักตร์

อาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) หรือชื่อเดิมคือ เว็น สิริปัญโญ (Ven Siripanyo) เป็นลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน (Tan Sri Ananda Krishnan) เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกา เชื้อสายทมิฬ ซึ่งนิตยสาร Forbes จัดอันดับความร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของมาเลเซีย และอันดับ 4 ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับที่ 93 ของโลก (2nd richest man in Malaysia, 4th in Southeast Asia and 93th in the world according to Forbes in 2012) และ ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์ (คุณหญิงใหญ่) มารดาซึ่งเป็นคนไทย

ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คน และมีลูกชายเพียง 1 คน คือ อาจารย์สิริปันโน ท่านจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา ท่านสิริปันโน เคยมาศึกษาธรรมกับ อาจารย์ชยสาโร ที่วัดป่านานาชาติอยู่ 3 เดือน จนเมื่อท่านเรียนจบและทำงานได้ราวหนึ่งปี ก็ตัดสินใจบวชอีกครั้งและไม่สึกตลอดชีวิต

ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 24 ปีที่แล้ว (นับถึงปี พ.ศ. 2561) โดยเป็นลูกศิษย์สาย พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และท่านไม่เคยมองย้อนกลับไป อยากใช้ชีวิตฆราวาสอีก

ท่านปฏิเสธโอกาสที่จะทำงาน เพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธที่จะรับมรดกของครอบครัว ซึ่งมีมูลค่าราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ($9.5 billion -2011) แต่กลับเลือกที่เดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนา ตามแนวปฏิบัติสายพระป่าแห่งวัดหนองป่าพงตลอดชีวิต

พวกเราชาวพุทธ ไม่ควรพูดถึงพระด้วยการเน้นชูพื้นเพชีวิตของท่านก่อนบวช (ว่าเรียนจบอะไร, ครอบครัวทำอะไร เป็นต้น) เพราะนั่นไม่สำคัญ ไม่ว่าใครจะเรียนจบอะไร พ่อแม่ทำอาชีพอะไร อยู่ในสังคมแบบไหน ก็ไม่สำคัญ เพราะว่าเมื่อ “...วรรณะ ๔ จำพวก คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม ถึงการนับว่าพระสมณศากยบุตรทั้งนั้น เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิมหมด ถึงการนับว่ามหาสมุทรนั่นเองฉะนั้น...” พวกเราจึงควรจะพูดถึงท่านที่ธรรมะและปฏิปทามากกว่า

siri panyo 03
ท่านสิริปันโน กับโยมพ่อ มหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน

พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) ท่านเป็นพระที่เล่าถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ โดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (กล่าวคือ ไม่เอาชื่อเสียงเกียรติคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาเป็นฐานเพื่อเสริมตัวเองขึ้น เพื่อยกตัวเองขึ้น) แต่มุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ธรรมะและปฏิปทาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นหลัก นี่คือสิ่งที่เราควรชูขึ้น คือ ธรรมะ ปฏิปทา การปฏิบัติตน เราควรทำอย่างนี้เหมือนกัน ใช้ตรงนี้เป็นแบบอย่าง

siri panyo 01

ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่ สำนักสงฆ์เต่าดำ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาของวัดป่านานาชาติ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

siri panyo 04
ภาพท่านสิริปัญโญ กับโยมมารดา (คุณหญิงใหญ่ ม.ร.ว.สุพินดา จักรพันธุ์)

มองพระพุทธศาสนา โดย พระอาจารย์สิริปัญโญ

ดอกบัวบานแผ่กิ่งก้านสาขาไปทุกมุมโลก

อกจาก "พระพุทธศาสนา" จะเบ่งบานในทิศตะวันตกแล้ว ก็ยังเป็นที่ยินดีที่ “เมล็ดพันธุ์แห่งพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ได้ถูกปลูกฝังลงในดินแดนของยูกันดา ทวีปอัฟริกา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาแห่งการดูแลให้เติบใหญ่ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีประโยชน์นี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างแข็งแรง แผ่ขยายไพศาลเป็นผลไม้แห่งประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งปวง” โดยมี พระพุทธรักขิตะ หรือ สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) ชาวอูกานดา ได้ก่อตั้งศูนย์พระพุทธศาสนาในประเทศยูกันดา ในนาม Uganda Buddhist Centre หรือ UBC ซึ่งถือเป็นจุดเกิดพระพุทธศาสนาในดินแดนกาฬทวีปแผ่นดินอัฟริกา

african budhist

เมื่อแรกเริ่ม สตีเว่น คาบอคโกซา รู้จัก "พุทธศาสนา" เพียงผิวเผินตามหนังสือเรียน แต่พอรู้จักพระสงฆ์ไทยจากการเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนการบริหารที่อินเดีย ก็ทำให้ท่านสนใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้ออกเดินทางไปยังพื้นที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทั้งที่ ทิเบต และเนปาล ก่อนที่จะจบลงที่ประเทศไทย ซึ่งการมาที่ไทยนอกจากมาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพหาเงินด้วยการเป็นครูดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากห่างบ้านไปท่องโลกนาน 7 ปี พอไปถึงที่บ้านญาติๆ ของท่านก็ไม่ค่อยชอบใจที่ท่านนำหนังสือธรรมะและชุดดำน้ำกลับไปด้วย เพราะคาดคิดว่า จะได้พบท่านในฐานะนักธุรกิจ นักบริหารที่ร่ำรวย โดยถึงขั้นจะเผาหนังสือและชุดดำน้ำทิ้ง และให้หันกลับไปนับถือศาสนาคริสต์ตามครอบครัว ท่านจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง

ท่านได้เดินเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปศึกษาธรรมะโดยเฉพาะ จนกระทั่งปี 2002 ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ หลังได้พบกับ ท่านปัณณาธิภา (Pannadipa) ณ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาตถาคต (Tathagata) ทีเอ็มซีTMC – Tathagata Meditation Centre ในเมืองซาน โฮเซ่ (San Jose) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) โดยมีพระอาจารย์ คือ ท่านซายาดอว์ ยู สิละนันทะ (Sayadaw U. Silananda)

พระพุทธรักขิตะ หลังจากท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนา และบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อูกานดา เพื่อทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “จะต้องกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยูกันดาให้จงได้” ซึ่งฟังดูอาจจะดูเหมือนง่าย แต่หากพอทำจริงมันยากมาก เพราะชาวบ้านยังไม่เชื่อใจ บ้างก็ว่าท่านถูกมนต์ดำ (ต้องเข้าใจว่า ในอัฟริกานั้นผู้คนยังเชื่อในเรื่องสิ่งลึกลับ ภูติผี เจ้าป่า เจ้าเขา ผู้วิเศษที่ลี้ลับอยู่) บ้างก็ว่าท่านวิกลจริต (บ้าไปแล้ว) เดินเข้ามาแกล้งสารพัด จนเป็นที่ตลกขบขัน แต่ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบง่าย และงดงาม ไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใด แต่ไขข้อสงสัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาตั้งคำถามอย่างใจเย็น จนเป็นที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้คนเปิดใจให้กับท่านมากขึ้น จนสามารถก่อตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดังกล่าว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

rakita african monk

ดาราและคนดังต่างชาติที่สนใจในพุทธศาสนา

ยังมีชาวต่างชาติอีกจำนวนมากที่มีความสนใจ และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่น เหล่าบรรดาเซเลปที่มีชื่อเสียง ศิลปิน ดาราดังในฮอลลีวู๊ด นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักปรัชญา และนักคิดนักเขียน แม้จะไม่ได้มาบวชเป็นพระสงฆ์ แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตตามหลักพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย ได้กล่าวถึงพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น

hollywood

อาร์เธอร์ โชเพนเฮาว์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน (ค.ศ.1788-1860) กล่าวว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะถือเอาผลแห่งปรัชญาของข้าพเจ้าว่า เป็นมาตรฐานแห่งความจริง ข้าพเจ้าก็ควรมีข้อผูกพันที่ต้องยอมรับพระพุทธศาสนาว่า "เด่นเป็นพิเศษเหนือศาสนาที่เหลือ" อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องเป็นที่น่ายินดีสำหรับข้าพเจ้าที่ได้พบว่า  คำสอนของข้าพเจ้าเข้ากันได้อย่างใกล้ชิดกับศาสนาซึ่งมนุษย์ส่วนมากนับถือ การเข้ากันได้นี้ต้องเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะในการคิดปรัชญานั้น ข้าพเจ้ามิได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนานั้น (พระพุทธศาสนา) อย่างแน่นอน”

ศาสตราจารย์ทางนิรุกติศาสตร์ ชาวเยอรมัน แมกซมึลเลอร์ (ค.ศ.1823-1900)  ผู้นำในการศึกษาความรู้เกี่ยวกับตะวันออก กล่าวว่า “ประมวลศีลธรรมของพระพุทธเจ้า สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยรู้จักมา”

เอช. จี. เวลส์ นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ และนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1866-1946) ผู้ริเริ่มการเขียนนวนิยายทางวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาได้กระทำไว้มาก ยิ่งกว่าอิทธิพลอื่นใดที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพื่อความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมของโลก และวัฒนธรรมที่แท้จริง”

เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญา นักเขียน นักคณิตศาสตร์ และนักต่อสู้คัดค้านอาวุธนิวเคลียร์ ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1872-1970) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1950 กล่าวว่า “พระพุทธศาสนาเป็นการรวมกันของปรัชญาแบบพินิจความจริง กับวิทยาศาสตร์ ศาสนานั้นสนับสนุน วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และติดตามวิธีการนั้นจนถึงที่สุด ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นศาสนาแห่งเหตุผล ในพระพุทธศาสนาเราจะได้พบคำตอบที่น่าสนใจ เช่น จิตใจกับวัตถุคืออะไร? ระหว่างจิตใจกับวัตถุนั้นอย่างไหนสำคัญมากกว่ากัน? เอกภพเคลื่อนไปหาจุดหมาย ปลายทางหรือไม่? พระพุทธศาสนาพูด ถึงเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังหานำทางไปได้ไม่ เพราะความจำกัดแห่งเครื่องมือ ของวิทยาศาสตร์ ชัยชนะของพระพุทธ ศาสนาเป็นชัยชนะทางจิตใจ”

ศาสตราจารย์คาร์ล กุสตาฟ จุง (ค.ศ.1875-1961) นักจิตวิทยา ชาวสวิสเซอร์แลนด์ กล่าวว่า “ในฐานะเป็นนักศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา ปรัชญาของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีวิวัฒนาการและกฎแห่งกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) ยิ่งใหญ่เหนือลัทธิอื่นอย่างห่างไกล”

อัลแบร์ต ชไวเซอร์ (ค.ศ.1875-1965) แพทย์นักสอนศาสนาชาวฝรั่งเศส นักเทววิทยา และนักดนตรี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 1952 (พ.ศ. 2495) บอกว่า “พระองค์ (พระพุทธเจ้า) ได้ทรงแสดงออกซึ่งสัจธรรมอันมีคุณค่าเป็นนิรันดร และได้ทำให้จริยธรรมมิใช่ของอินเดียเท่านั้น แต่ของมนุษยชาติก้าวหน้าไป พระพุทธเจ้าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาอัจฉริยมนุษย์ทางศีลธรรมที่โลกเคยได้มา”

albert eistineอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ (ค.ศ.1879-1955) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ กล่าวว่า “ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คืออ้างเทวดา เป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนความสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจ อย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย "พระพุทธศาสนา" ตอบข้อกำหนดนี้ได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”

อัลดัส ฮักซลี่ย์ (ค.ศ.1894-1963) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ กล่าวว่า “ในบรรดาศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งหมด "พระพุทธศาสนา" เป็นเพียงศาสนาเดียว ที่ดำเนินไปโดยปราศจากการเบียดเบียนทางศาสนา การตรวจควบคุม และการซักถามสอบสวน (ซึ่งมีลูกขุนหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการ เพื่อจะเอาผิด หรือควบคุมผู้ไม่นับถือ) ในแง่เหล่านี้ทั้งหมด ประวัติของพระพุทธศาสนายิ่งใหญ่มาก เหนือศาสนาอื่นซึ่งดำเนินไปในระหว่างประชาชน ผู้ติดอยู่กับระบบทหาร”

เจ.โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ นักฟิสิกส์ ชาวอเมริกัน (ค.ศ. 1904-1976) ผู้นำในการพัฒนาระเบิดปรมาณู กล่าวว่า “ขอยกตัวอย่าง เช่นเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเป็นอันเดียวกันใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่า ฐานะของอิเล็กตรอนเปลี่ยนไปพร้อมกับกาลเวลาใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบ ว่าไม่ ถ้าถามว่า อิเล็กตรอนหยุดพักใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่ามันเคลื่อนไหวใช่หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานคำตอบเช่นเดียวกัน เมื่อทรงได้รับคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวตนของมนุษย์ภายหลังความตาย แต่คำตอบเหล่านั้นมิใช่คำตอบที่คุ้นกับจารีตประเพณีของวิทยาศาสตร์ สมัยศตวรรษที่ 17และ 18”

สำหรับซุปเปอร์สตาร์ที่คนทั่วโลกชื่นชอบ และคลั่งไคล้กันนั้น การที่เขาสนใจ และบางรายถึงกับเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ พร้อมอุทิศตนทำงานเพื่อช่วยจรรโลงพุทธศาสนานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า "หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกของพวกเขาได้อย่างแท้จริง"

ริชาร์ด เกียร์ (Richard Gere) ดาราชื่อก้องชาวอเมริกัน ได้ชื่อว่าเป็นดาราหนุ่มที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในปี 1980-1990 ภาพยนต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากก็คือ Pretty Woman(1990) และเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา เขาก็คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 60 ในฐานะดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนต์เรื่อง "ชิคาโก"

richard gear

ริชาร์ด เกียร์ หันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง จนพบว่า ศาสนาพุทธให้คำตอบกับชีวิตของเขาได้ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และใช้เวลานอกจอช่วยเหลืองานขององค์ทะไลลามะ ในการเผยแผ่ศาสนา และเมื่อครั้งที่มีการประกาศรางวัลออสการ์ปี 1993 ท่ามกลางสายตาของผู้ชมนับล้านๆ คู่ ริชาร์ด เกียร์ ก็ใช้เวทีนี้เรียกร้องความรักและสัจธรรมให้กับมวลมนุษย์ และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (เหตุการณ์ Nine-one-one) เมื่อวันที่ 11 กันยายน  2545 นั้น ริชาร์ด เกียร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขากำลังศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ที่รัฐแมสซาชูเซตส์

เกียร์เคยพูดว่า "เราต้องคิดว่า บรรดาผู้ก่อการร้ายนั้นได้ก่อความเลวร้ายให้กับชีวิตภายหน้าของพวกเขาไว้แล้ว เรียกว่า สร้างกรรมชั่ว และเราจะต้องมองให้กว้างไกลว่า เราทุกคนต่างเกี่ยวโยงกับการกระทำครั้งนี้เช่นกัน" เขาย้ำว่า "เราต้องให้ความรักและเมตตากับทุกคน ไม่เว้นแม้พวกที่ก่อการร้าย ถ้าเราทั้งหลายสามารถที่จะมองพวกผู้ก่อการร้าย ด้วยความคิดว่าเขาเหล่านั้นคือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ยาที่จะรักษาพวกเขาได้ก็คือ ความรักและเมตตานั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่านั้นอีกแล้ว"

สตีเว่น ซีกัล (Steven Seagal) พระเอกนักบู๊ชื่อดังของฮอลลีวู้ด ชาวอเมริกัน โด่งดังขึ้นมาในฮอลลีวู้ดในฐานะพระเอกหนังแอ๊คชั่น หนังเรื่องล่าสุดของเขา คือ "Exit Wounds" ซีกัลได้ศึกษา และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมีลามะในทิเบตบางรูปพูดถึงเขาว่า "เขาเป็นอดีตลามะองค์สำคัญที่กลับชาติมาเกิดทีเดียว"

roberto baggioโรเแบร์โต บาจโจ (Roberto Baggio) นักฟุตบอลชื่อดังชาวอิตาลี หันมาสนใจพุทธศาสนา หลังผ่าตัดเข่าข้างขวา และต้องหยุดเล่นนานถึง 2 ปี ช่วงนี้เขาต้องฝึกกายภาพ ด้วยความหวังที่เลือนลางและไม่มีความสุข หงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อยครั้ง เมาริซิโอ โบลดรินี เจ้าของร้านขายแผ่นซีดี ซึ่งโรแบร์โตเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน จึงได้แนะนำให้เขาสวดมนต์

โรเแบร์โต บาจโจ รู้สึกดีขึ้นมากและหันมาสนใจศึกษาพุทธศาสนา จนนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง กระทั่งอาการบาดเจ็บที่เข่าของเขาค่อยทุเลาลง และสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง บาจโจ บอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2539 ว่า "แม้จะปฏิบัติธรรมได้เพียง 8 ปีเท่านั้น แต่บุญกุศลที่ได้รับนั้นมากมายเกินกว่าจะกล่าวได้หมด"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ โรเแบร์โต บาจโจ ก็คือได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตนเอง เพราะก่อนหน้าที่จะหันมาปฏิบัติธรรมนั้น เขาเป็นคนที่จะต้องคิดในรูปแบบที่ตัวเองวางกรอบหรือกำหนดไว้แล้ว หรือไม่ก็ตัดสินสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยใช้ความคิดของตนเองเป็นหลัก และคิดว่าการกระทำเช่นนี้ของตนถูกต้องเสมอ แต่หลังการปฏิบัติธรรมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายในชีวิตจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งต้องใช้สติปัญญาในการตัดสินใจ แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะบางครั้งจิตใจก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางกาย บาจโจบอกว่าสำหรับชาวอิตาเลียนแล้ว พุทธศาสนานั้นอยู่ห่างไกลและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และชาวอิตาเลียนจะมีความเชื่อในความคิดเห็นของตนเองมาก และไม่ต้องการศึกษาเรียนรู้ หรือเข้าใจปรัชญาอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากที่พวกเขาเคยรับรู้มา แต่จะตัดสินสิ่งต่างๆ ตามความคิดเห็นของตนเอง สำหรับเขาแล้วการตัดสินใจหันมานับถือพุทธศาสนา ไม่รู้สึกว่าขาดความเชื่อมั่น และไม่แคร์ว่าใครจะพูดว่าอย่างไร เพราะเป้าหมายของตนคือ "ต้องการจะเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุด"

ไม่เพียงแต่บรรดาคนดังเหล่านี้ ที่หันมาสนใจและประพฤติปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมเท่านั้น ยังมีชาวตะวันตกอีกมากมายที่มุ่งหน้าค้นหาสัจธรรมของชีวิต เดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทิเบต ภูฐาน ศรีลังกา พม่า หรือประเทศไทย เพื่อการศึกษาหลักธรรมคำสอนและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง คอร์ส อบรม วิปัสสนา ที่วัดหรือหน่วยงานบางแห่งในบ้านเราจัดขึ้น สำหรับชาวต่างชาตินั้น ได้รับความสนใจมีผู้สมัครเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

 

 ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (1) | ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (2) | ดอกบัวบานทางทิศตะวันตก (3)

redline

backled1

 

attalak isan

ฟ้อนภูไท

ฟ้อนภูไท เป็นฟ้อนที่งดงามและเก่าแก่ ถือว่าเป็นนาฏศิลป์ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของชาวภูไท เนื่องจากชาวภูไทอาศัยกระจัดกระจายหลายพื้นที่ในอีสาน จึงจำแนกประเภทการฟ้อนภูไทตามพื้นที่ เช่น การฟ้อนภูไทของเขตจังหวัดสกลนคร การฟ้อนภูไทเขตเรณูนคร (รำภูไทภูพาน รำภูไทสามเผ่า) การรำภูไทของเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีลีลาการฟ้อนที่แตกต่างกัน การฟ้อนภูไทจะฟ้อนในงานมงคลและงานบุญ เช่น บุญมหาชาติ ในการทำบุญแต่ละครั้งหลังวันทำบุญจะมีการแห่ปัจจัยไปวัด การแห่ขณะไปทำบุญและการแห่หลังทำบุญนี้เองที่ทำให้เกิดฟ้อนภูไทขึ้น

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ผู้ฟ้อนแต่งกายชุดพื้นเมืองของชาวภูไท คือนิยมนุ่งห่มดำ สีเข้ม หรือสีคราม เป็นผ้าที่ทอด้วยฝ้ายพื้นเมือง แขนยาว เครื่องตกแต่งร่างกายอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามกลุ่มต่างๆ ของชาวภูไท

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม เป็นการฟ้อนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการทำบุญ

fon poo tai

ชาวผู้ไท เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่เดิมนั้นชาวผู้ไทตั้งบ้านเรือนอยู่แถบสิบสองจุไทย คือ บริเวณลาวตอนเหนือ บางส่วนของเวียตนามเหนือ และทางตอนใต้ของจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไล เมืองแถง เรียกว่า ผู้ไทดำ ชาวผุ้ไทสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ถึงแม้จะมีผู้แบ่งเป็นกลุ่มผู้ไทแดงและผู้ไทลาย แต่ก็ไม่มีประวัติชัดเจน (ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ. 2526 : 2) ชาวผู้ไทยที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่มาจากเมืองวัง และเมืองตะโปน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองสวันเขต ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน และแยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณเทือกเขาภูพานในเขต 3 จังหวัด คือ

  • ชาวผู้ไทจังหวัดกาฬสินธุ์ อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอสหัสขันธุ์ อำเภอคำม่วง
  • ชาวผู้ไทจังหวัดสกลนคร อยู่ในอำเภอพรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ
  • ชาวผู้ไทจังหวัดนครพนม อยู่ในอำเภอเรณูนคร อำเภอคำชะอี อำเภอหนองสูง

fon poo tai renu 6

การฟ้อนผู้ไทนั้น เริ่มมีมาในสมัยที่เริ่มสร้างพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร ผู้ไทเป็นชนเผ่าที่รับอาสาที่จะเป็นผู้ปฏิบัติรักษา หาเครื่องสักการะบูชาพระธาตุทุกๆ ปีเมื่อถึงฤดูข้าวออกรวงกำลังแก่ จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วนมาทำข้าวเม่า ชาวผู้ไทจะนำข้าวเม่ามาถวายสักการะบูชาพระธาตุเชิงชุม การนำข้าวเม่ามาถวายพระธาตุนั้น เรียกว่า "แห่ข้าวเม่า" จะมีขบวนฟ้อนรอบๆ พระธาตุ ผู้ฟ้อนเป็นหญิงล้วน ผู้หญิงแต่งตัวพื้นเมือง ใส่เล็บยาว ผู้ชายเล่นดนตรี เช่น กลองเส็ง กลองยาว ตะโพน รำมะนา ฉิ่งฉาบ เป็นต้น (พนอ กำเนิดกาญจน์. 2519:38)

fon poo tai renu 4

การฟ้อนภูไทเรณู

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : การฟ้อนพื้นบ้านภูไท ]

 

redline

backled1

หมวดหมู่รอง

รวมผญา สุภาษิต และคำสอย

กลอนลำ

song word

เพลงลูกทุ่งอีสาน มาเข้าใจความหมายของคำภาษาอีสานในเพลงลูกทุ่ง

ภาษาอีสานแยกตามหมวดอักษร

กลอน ภาษิตโบราณอีสาน

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1