foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
คงคลายความกังวลไปได้ในระดับหนึ่ง จากการระบาดของโควิด-19 จนทางรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในการป้องกันโรคไปเป็นระยะที่ 5 แล้ว ที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจได้ผ่อนคลายมากขึ้น สามารถเดินทางข้ามจังหวัดไปเยี่ยมยามถามข่าวญาติมิตรได้ทั่วไทย รวมทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองไทยเฮา เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัว การงานมีเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เท่าเดิมแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขอให้พ่อ-แม่พี่น้องสุขซำบายดีเด้อครับ

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

08889460
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
2045
9056
11101
7750895
97171
280300
8889460

Your IP: 34.200.222.93
2020-08-11 08:04
paya supasit

ju juความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง ไผก็แขวนอ้อนต้อน เสมอด้ามดังเดียว

        ## ความตาย ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นได้ดอกพ่อเอย @โควิด-19 ##

attalak isan

กะโนบติงต็อง

กะโนบติงต็อง ภาษาเขมร แปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เลียนแบบลีลา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว มีจังหวะลีลาที่สนุกสนานเร้าใจ กะโนบติงต็องเกิดขึ้นครั้งแรกในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อราวห้าสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันนิยมเล่นทั่วไปในแถบอีสานใต้ และจังหวัดใกล้เคียง เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร ต่อมาได้เพิ่มเนื้อร้องภาษาไทยขึ้นเพื่อความเข้าใจของผู้ชมที่หลากหลาย ใช้แสดงในงานรื่นเริงและงานเทศกาลต่างๆ

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ผู้เล่นแต่งกายเลียนแบบตั๊กแตนตำข้าวด้วยสีเขียวอ่อน ท่าเต้นเลียนแบบการกระโดดหรือการไหวตัวของตั๊กแตน มีขั้นตอน คือ ท่าบทไหว้ครู ท่าเชิดปากหลังกินอาหาร ท่าป้องดูเหยื่อ ท่าหยอกล้อหันหน้าเข้าหาคู่ ท่าสะกิด ท่าตี ท่าจิก และทำหยอกล้อ แล้วเดินเข้าหากันเป็นจบกระบวนท่ารำ

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม ความสนุกสนานเร้าใจโดยการเลียนแบบท่าทางจากตั๊กแตนตำข้าว

kanop tingtong 4

กะโน้บติงต๊อง

กะโน้บติงต๊อง เป็นการแสดงของชาวจังหวัดสุรินทร์ คำว่า กะโน้บติงต๊อง เป็นภาษาถิ่นของชาวอีสานใต้ แปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว กะโน้บติงต๊องเป็นการละเล่นที่ให้ความสนุกสนาน ด้วยลีลาที่เลียนแบบมาจากการกระโดด หรือการโยกตัวของตั๊กแตน ท่าเต้นแต่ละท่าจะใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา เอว ท่าเต้นจะแสดงลีลาการเกี้ยวพาราสีระหว่างตั๊กแตนตัวเมียและตัวผู้ ลักษณะการละเล่นจะเป็นการเล่นเป็นหมู่ เป็นกลุ่มยิ่งผู้แสดงมากยิ่งเพิ่มความสนุกมากขึ้น

kanop tingtong

การเต้นกะโน้บติงต๊อง เกิดขึ้นจากความบันดาลใจของ นายเหือน ตรงศูนย์ดี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านรำเบอะ ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ มีอาชีพทำนา วันหนึ่งขณะที่นายเหือนเดินตรวจดูต้นข้าวในนาได้นำเอาอีจู้ไปดักปลาด้วย ขณะที่นั่งพักได้สังเกตเห็นตั๊กแตนทำตัวโยกไปโยกมา เหมือนกำลังเต้นระบำ สักครู่ก็หยุดแสดงท่าทีคุยกันหรือเกี้ยวกัน จากการเฝ้าสังเกตในครั้งนี้จึงได้นำภาพที่เห็นมาเป็นแรงบันดาลใจฝึกเด็กๆ ในหมู่บ้านให้เต้นเลียนแบบท่าเต้นของตั๊กแตน จนเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ในหมู่บ้าน

กะโน๊บติงตอง โดย โรงเรียนสินรินทร์วิทยา

ต่อมาราวปี พ.ศ. 2473 นายยันต์ ยี่สุ่นศรี ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง ตำบลไพล ได้นำท่าเต้นมาดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีลีลาสวยงามยิ่งขึ้น และครูสมพงษ์ สาคเรศ ได้แต่งเนื้อเพลงประกอบการเต้น และก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่องแต่งกายให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น

kanop tingtong 3

[ อ่านเพิ่มเติม : การฟ้อนเลียนแบบกริยาสัตว์ ]

 

redline

backled1

attalak isan

เซิ้งกระติบ

เซิ้งกระติบ เป็นการรำของภาคอีสานในงานรื่นเริง ท่าของการรำแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะการดำรงชีวิต เพราะลีลาท่าทางการรำเลียนแบบการทำงาน และท่าทางในชีวิตประจำวันอันเกี่ยวข้องกับการกิน ผู้เซิ้งเป็นผู้หญิง แต่งกายตามแบบพื้นเมืองอีสาน คือ นุ่งซิ่นสั้นประมาณเข่า เสื้อแขนกระบอก พาดสไบหรือผ้าเบี่ยง และห้อยกระติบข้าวไว้ข้างตัว ดนตรีที่ใช้ให้จังหวะส่วนใหญ่ คือ กลอง แคน ฉาบ ฆ้อง ฉิ่ง

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ท่ารำของเซิ้งกระติบที่มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ท่าเดิน ท่าล้างมือ ท่าเช็ดมือ ท่าปั้นข้าว เป็นต้น รวมถึงเครื่องแต่งกายชุดพื้นเมือง และการบรรเลงดนตรีอีสาน

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม ท่ารำแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและการดำรงชีวิต สะท้อนถึงความสนุกสนาน รักศิลปะและดนตรี คล่องแคล่วทำงานเก่ง

serng kratib kao 01

เซิ้งกระติบข้าว

เซิ้งกระติบข้าว เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดี และแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า การแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการรำเซิ้งเพียงอย่างเดียว เซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่างมาจากการเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมเซิ้งอีสานจริงๆ ไม่มีท่าทางอะไร มีแต่กินเหล้ายกมือไม้สะเปะสะปะให้เข้ากับจังหวะเสียงกลองไปตามใจ (มีผู้นิยามว่า ฟ้อนตามแบบกรมสรรพสามิต) โดยไม่ได้คำนึงถึงความสวยงาม นอกจากให้เข้าจังหวะกลอง ตบมือไปตามเรื่องตามฤทธิ์เหล้า

ในราว พ.ศ. 2507 สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) ต้องการการแสดงของภาคอีสาน เพื่อต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าอะเลียนา และเจ้าหญิงบีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จึงมีการนำเอาเพลงอีสานคือ หมอลำจังหวะช้าเร็ว โดยมีท่าถวายบังคม ท่านกบิน ท่าเดิน ท่าดูดาว ท่าม้วนตัว ท่าสนุกสนาน ท่าปั้นข้าวเหนียว ท่าโปรยดอกไม้ ท่าบังแสงอาทิตย์ ท่าเตี้ย (รำเตี้ย) และในการแต่งกายครั้งแรกนั้นจะนุ่งผ้าซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง แต่ไม่มีใครยอมห้อยกระติบข้าวเพราะเห็นว่ารุงรัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เสด็จทอดพระเนตร พระองค์จึงรับสั่งให้ใครสักคนหนึ่งลองรำดูว่า ถ้าไม่ห้อยกระติบข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร? คุณหญิงเบญจวรรณ อรวรรณ เป็นผู้ทดลองรำดู ครั้งแรกไม่ห้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครั้งที่สองรำโดยห้อยกระติบข้าวทุกคนก็คิดว่า กำลังน่ารัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งคำเดียวว่า "น่าเอ็นดูดีนี่" ผู้รำทุกคนก็พากันรีบห้อยกระติบข้าวกันใหญ่ทางไหล่ขวาทุกคน การเซิ้งครั้งนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เรียกชื่อว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมามีผู้นำเซิ้งอีสานไปแสดงกันทั่วไปแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "เซิ้งกระติบข้าว"

กระติบข้าว หรือ ก่องข้าว เป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียวของชาวอีสานที่ทรงคุณค่า มากด้วยภูมิปัญญา เก็บความร้อนได้ดี ในขณะที่ยอมให้ไอน้ำระเหยออกไปได้ ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุอยู่ภายในกระติบ หรือก่องข้าวไม่แฉะด้วยไอน้ำ ต่างจากกระติกน้ำแข็ง ความแตกต่างของกระติบข้าวและก่องข้าว อยู่ที่รูปทรง โดยก่องข้าวจะมีลักษณะคล้ายกระบุง มีฝาปิด และมีขาทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นฐานแยกสี่แฉก มีความแข็งแรงทนทานมากกว่า การสานด้วยไม้ไผ่มีความแน่นหนา เก็บขอบด้วยหวายโดยรอบ ส่วนกระติบข้าวนั้นพบเห็นได้ทั่วไป เป็นภาชนะสานทรงกลมมีฝาปิด ฐานของกระติบจะทำจากก้านตาล ขดเป็นวงกลม มีมากมายหลายขนาด การสานทำได้ง่ายกว่าก่องข้าว เพราะใช้ตอกไม่ไผ่ที่มีความบางอ่อนตัว

 kong kratip kao

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : กระติบข้าว ก่องข้าว ภูมิปัญญาอีสาน ]

redline

backled1

attalak isan

รำบายศรี

รำบายศรี เป็นการรำเพื่อประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ เพื่อให้เกิดความสวยงามสมเกียรติผู้มาเยือน ทำเพื่อความเป็นสิริมงคล รำบายศรีเริ่มจากการแห่พานบายศรีมาสู่พิธี พราหมณ์เริ่มสวดเรียกขวัญ จบแล้วจึงรำบายศรี เนื้อร้องประกอบการรำเป็นการบรรยายถึงความสวยงามของพานบายศรี และเป็นคำเรียกขวัญที่เรียบเรียงด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม เนื้อร้อง ท่ารำ เครื่องแต่งกายชุดพื้นเมือง และการบรรเลงดนตรีอีสาน

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม ความเชื่อเรื่องขวัญ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญทำได้ทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดี เหตุดีได้แก่ หายจากเจ็บป่วย การจากไปอยู่ที่อื่นแล้วกลับมา การไปค้าขายได้เงินทองมามาก เหล่านี้ก็ทำพิธีสู่ขวัญ เหตุไม่ดี ได้แก่ เจ็บไข้ได้ป่วย คนในครอบครัวเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ ก็ทำพิธีสู่ขวัญ

ram bai siการฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ

บายศรีสู่ขวัญ หรือ บาศรีสูตรขวัญ เป็นประเพณีดั้งเดิมเก่าแก่ ที่นิยมกระทำกันสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ถือว่าเมื่อจัดทำพิธีนี้จะก่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งคำว่า บายศรี ก็หมายถึงการทำสิริให้กับชนผู้ดี สูตรเป็นคำเก่าแก่ หมายถึง การสวด ซึ่งในอันที่จริงแล้ว บาศรีสูตรขวัญนี้เป็นพิธีของพราหมณ์ ส่วนขวัญนั้นเราถือว่าเป็นของไม่มีตัวตน เห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้

แต่เชื่อว่า "ขวัญ" นี้แฝงอยู่ในตัวตนของคนและสัตว์มาตั้งแต่กำเนิด และขวัญนี้จะต้องอยู่ประจำตัวของตนตลอด เวลาตกใจ เสียใจ ป่วยไข้ ขวัญจะหนีไป ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นจึงต้องเรียกขวัญ หรือสูตรขวัญ เพื่อให้ขวัญหลับมาอยู่กับตัวจะได้สุขสบาย (อ่านเรื่อง การสูตรขวัญ ได้ที่นี่)

การทำพิธีสู่ขวัญนี้ มีทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดี เหตุดีได้แก่ หายจากการเจ็บป่วย จากไปอยู่บ้านอื่นกลับมา ไปค้าขายได้เงินทองมามาก เหตุเหล่านี้ก็มีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ส่วนเหตุไม่ดีได้แก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย คนในครอบครัวเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ ก็ทำพิธีบายศรีเช่นกัน ในวรรณกรรมอีสานหลายเรื่องที่กล่าวถึงพิธีบายศรีสู่ขวัญเช่น ในเรื่องพญาคันคาก

เมื่อนั้น ภูธรเจ้า พญาหลวงแถนเถือก เจ้าก็ เดินไพร่พร้อม แถนฟ้าซุพญา
บัดนี้ เฮาจักบาลีเจ้า บุญมีองค์ประเสริฐ จริงเทอญ เฮาจัก ตกแต่งพร้อม กวยช้างสู่ขวัญ ก่อนเทอญ
แต่นั้น ยาบๆ แส่ ฝูงหมุ่พญาแถน เขาก็ ปูนกันตก แต่งงัวควายช้าง "

การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เนื่องมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญเมื่อมีแขกมาเยือน ซึ่งเป็นแขกที่มีเกียรติหรือแขกผู้ใหญ่ที่มาจากต่างถิ่น ชาวอีสานจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยมีพานบายศรี หรือที่เรียกว่า "พาขวัญ" การจัดพาขวัญนี้ปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลือง หรือขันสัมฤทธิ์หลายใบซ้อนๆ กัน ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ชั้นถึง 9 ชั้น มีใบตองจัดเป็นกรวยเข้าช่อ ประดับดอกไม้สดดูสวยงาม

ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีใบศรีทำด้วยใบตอง ดอกไม้สด ข้าวต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว มีดด้ามคำ ชั้นต่อไปจะตกแต่งด้วยใบศรีและดอกไม้สด ซึ่งจะเป็นดอกปาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า

ram bai si 2

ส่วนชั้นที่ 5 จะมีฝ้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว นอกจากพาขวัญแล้วจะต้องมีเครื่องบูชาอื่นๆ เช่น ขันบูชา ขันธ์ 5 ซึ่งมีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบน้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ โดยจะมีพรารหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเรียกขวัญ ตามท่วงทำนองของชาวบ้าน ในคำเรียกขวัญนั้นมีทั้งคาถาที่เป็นภาษาบาลี และคำเรียกขวัญภาษาถิ่น หรือที่เรียกว่า "สูตรขวัญ" ซึ่งคำสูตรขวัญนั้นยากแก่การเข้าใจของผู้มาเยือน จึงมีการจัดทำชุดฟ้อนบายศรีขึ้น เพื่อให้คนต่างถิ่นได้เข้าใจ เพราะมีคำร้องที่เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย แต่งโดยอาจารย์ดำเกิง ไกรสรกุล และท่าฟ้อนประดิษฐ์ขึ้นโดยอาจารย์พนอ กำเนิดกาญจน์ แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ แต่เนื้อร้องอาจจะเพี้ยนจากเดิมไปบ้างดังนี้

มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
หมู่ชาวเมืองมาเบื้องขวานั่งซ่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญ ไม้จันทร์เพริศแพร้ว
ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม
เกศเจ้าหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนดม เก็บเอาไว้บูชา
ยามเมื่อฝนเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา
อยู่ที่ไหนจุ่งมารัดด้ายไสยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา

        อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
อยู่แดนดินใด หรือฟากฟ้าไกล ขอให้มาเฮือนเฮา
เผืออย่าคิดอาศัยซู้เก่า ขออย่าเว้าขวัยเจ้าจะตรม
หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร
เชิญมาทัดพวงพยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ
เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย "

หลังจากฟ้อนบายศรีเรียกขวัญแล้ว จะมีการผูกข้อมือด้วยฝ้าย ซึ่งผ่านพิธีกรรมแล้ว ถือว่าเป็นฝ้ายมงคลทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

 

redline

backled1

attalak isan

วรรณกรรม สินไซ

สินไซ หรือ สังข์ศิลป์ชัย ผู้ประพันธ์ คือ ท้าวปางคำ ซึ่งต้องการแต่งวรรณกรรมอันเป็นชาดก มีแก่นธรรมะคือ อภิธรรมชั้นสูง คือแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่การตัดกิเลสจนพบอริยสัจสี่อันเป็นโลกุตรธรรม ผสมผสานขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม คำสอนแก่ทั้งผู้นำและประชาชนทั่วไป มีเรื่องย่อคือ ยักษ์ลักพานางสุมุนฑา (สุมณฑา) น้องพระยากุศราช (กุ สะหลาด) ไปแล้วให้หลานชื่อ ศรีโห สังข์ทอง และสินชัยไปตามกลับคืน มีการต่อสู้กับภัยต่างๆ ในป่าและต่อสู้กับยักษ์จนชนะ

ลักษณะเด่นเชิงรูปธรรม ลักษณะคำประพันธ์ คือ กลอนเทพาวะ และได้แปรรูปวรรณกรรมออกมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การร้องหมอลำ เทศน์แหล่ หนังปราโมทัย ภาพจิตรกรรมและอื่นๆ โดยเฉพาะการทำฮูปแต้ม

ลักษณะเด่นเชิงนามธรรม นำเอาแก่นธรรมะโดยเคลือบชั้นนอกไว้ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ผจญภัย รัก-โลภ-โกรธ-หลง-ชิงรักหักสวาท มีเล่ห์หลี่ยมชิงไหวชิงพริบและแสดงถึงความกล้าหาญ รอบคอบ ปัญญาหลักแหลม

sang sil chai 01

รรณกรรมเรื่องนี้มีหลายสำนวนมาก จะไม่กล่าวถึงก็น่าเสียดาย ผู้เขียนเลยนำมารวบรวมไว้ที่นี้เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในอนาคตได้

สังข์ศิลป์ชัย

ต้นฉบับปริวรรตเป็นอักษรไทย โดย นายปรีชา พิณทอง โรงพิมพ์ศิริธรรม

ที่นครเปงจาล พระยากุศราช เป็นเจ้าเมือง มีน้องสาวรูปงามชื่อ นางสุมุณฑา วันหนึ่งนางไปชมสวน มียักษ์กุมภัณฑ์มาอุ้มเอานางไปยังเมืองอโนราช แล้วแต่งตั้งเป็นมเหสี พระยากุศราชเสียใจมาก จึงออกบวชติดตามไปถึงเมืองจำปา และได้พบธิดาทั้ง 7 ของนันทะเศรษฐี จึงสึกและขอนางเป็นมเหสี พระยากุศราชเรียกมเหสีทั้ง 8 มา ให้ทุกนางตั้งจิตอธิษฐานขอเอาลูกชายผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิด เพื่อจะได้ติดตามเอานางสุมุณฑากลับคืนมา

พระอินทร์ได้ส่งเทพ 3 องค์มาเกิดในท้องนางทั้งสอง องค์หนึ่งเกิดเป็นสีโห (หัวเป็นช้าง) เกิดในท้องเมียหลวง องค์สองศิลป์ชัย (เป็นคน) และสังข์ทอง (หอยสังข์) เกิดในท้องเมียน้อย เมียหกคนได้คนสามัญมาเกิด โหรหลวงได้ทำนายว่า "ลูกที่เกิดจากเมียน้อยและเมียหลวงจะเป็นผู้มีบุญ" คำทำนายของโหร ไม่เป็นที่พอใจของมเหสีทั้งหก มเหสีทั้งหกจึงว่าจ้างให้โหรทำนายใหม่ โหรเห็นแก่อามิสสินจ้างจึงทำนายใหม่ว่า "ลูกที่เกิดจากมเหสีทั้ง 6 มีฤทธิ์เดชมาก ลูกที่เกิดจากนางจันทาและนางลุน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ เกิดมาอาภัพอัปปรีย์และจัญไร" เมื่อประสูติ พระยากุศราชจึงขับไล่นางจันทา นางลุน พร้อมพระโอรสออกจากเมือง พระอินทร์เล็งเห็นความทุกข์ยาก จึงมาเนรมิตเมืองไว้ต้อนรับให้ได้อยู่อาศัย ยังเมืองนครศิลป์แห่งนี้

sang sil chai 02

พระยากุศราชเมื่อขับไล่เมียแล้ว ให้โอรสทั้งหกไปตามเอาน้องสาวของตนคืนจากยักษ์กุมภัณฑ์ โอรสทั้งหกหลงทางมายังเมืองนครศิลป์ และได้โกหกศิลป์ชัย ให้ส่งสัตว์ป่าเข้าเมืองด้วย เพื่อเป็นพยานว่าพวกของตนได้พบกับศิลป์ชัยแล้ว เมื่อถึงเมืองโอรสทั้งหกก็โอ้อวดกับบิดาว่า พวกเขามีอำนาจเรียกสัตว์ทุกชนิดเข้าเมืองได้ ทุกคนก็หลงเชื่อว่าโอรสทั้งหกมีอำนาจ

เมื่อบิดาสั่งให้โอรสทั้งหกติดตามหาอา พวกเขาก็มาโกหกศิลป์ชัยว่า บิดาสั่งให้ศิลป์ชัยไปตามหาอา ถ้าได้อาคืน ความผิดที่แล้วมาพ่อจะยกโทษให้ ศิลป์ชัยและน้องไปถึงด่านงูซวง กุมารทั้งหกไม่กล้าเดินทางต่อไป ให้สังข์ทองกับศิลป์ชัยเดินทางต่อไปรบกับยักษ์ฆ่ายักษ์ตาย เอาอาคืนมาได้ เมื่อถึงแม่น้ำใหญ่ กุมารทั้งหกผลักศิลป์ชัยตกเหว และบอกอาว่า ศิลป์ชัยตกน้ำตาย อาไม่เชื่อจึงเอาผ้าสะใบ ปิ่นเกล้าและช้องผมเสี่ยงทายไว้

เมื่อกลับมาถึงเมือง พระยากุศราชได้จัดงานต้อนรับ และทราบความจริงว่า กุมารทั้งหกเป็นคนโกหกมาโดยตลอด จึงถูกลงโทษขังคุกพร้อมมารดาของตน พระยากุศราชพร้อมน้องสาวเชิญเอา นางจันทาและนางลุน พร้อมศิลป์ชัย สีโหและสังข์ทองเข้ามาในเมือง อภิเษกศิลป์ชัยให้เป็นเจ้าเมืองเปงจาล

ต่อมาศิลป์ชัยได้ปล่อยให้คนทั้งหมดออกจากคุก ปกครองบ้านเมืองเป็นสุขสืบมา ส่วนยักษ์กุมภัณฑ์นั้น พระยาเวสสุวัณได้ชุบชีวิตคืนชีพขึ้นมา ยักษ์กุมภัณฑ์คิดถึงนางสุมุณฑาผู้เป็นมเหสี จึงไปสู่ขอนางจากศิลป์ชัย และทั้งสองอยู่เป็นสุขตราบสิ้นอายุ

sang sil chai 03

เรื่องย่อสินไซ ฉบับสมบูรณ์

เรียบเรียงโดย : บัญชา เกียรติจรุงพันธ์ (ไม่สงวนลิขสิทธิ์ 20 มกราคม 2553)

sang sil chai 04สินไซ เป็นวรรณกรรมที่นักปราชญ์ได้นำเอาแก่นธรรมะ คือ อภิธรรมขั้นสูง คือแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่การตัดกิเลส จนพบอริยสัจสี่อันเป็นโลกุตรธรรม ซ่อนไว้ใจกลางเรื่อง จากนั้นจึงล้อมไว้ด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม คำสอนแก่ทั้งผู้นำและประชาชนทั่วไป แล้วเคลือบชั้นนอกไว้ด้วยความสนุกผจญภัย รัก-โลภ-โกรธ-หลง-ชิงรักหักสวาท มีเล่ห์เหลี่ยมชิงไหวชิงพริบ ผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัว จึงทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากสังคมในยุคสมัย

จนกระทั่งมีการยอมรับนำเอาแนวปฏิบัติบางประการ มาเป็นขนบธรรมเนียมของตน และเพื่อให้เผยแพร่ให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ ให้สามารถรับรู้เรื่องราวได้ จึงได้แปรรูปวรรณกรรมออกมาด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การร้องหมอลำ เทศน์แหล่ หนังประโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) ภาพจิตรกรรม และอื่นๆ โดยเฉพาะการทำเป็นฮูบแต้ม (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง) ที่เจตนาแต้มไว้ภายนอกสิม (โบสถ์) ยิ่งแสดงถึงเจตนาของความศรัทธาที่อยากจะให้ผู้เลื่อมใสศรัทธา โดยเฉพาะสตรีที่เข้าไปภายในสิมไม่ได้ และส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ จะได้เข้าใจเรื่องราวผ่านทัศนศิลป์เหล่านั้น

ในปัจจุบัน มีนักวิชาการหรือผู้สนใจได้พยายามศึกษาหลายแง่มุม ทั้งที่มาของเรื่อง สำนวนภาษา เรื่องราว วัฒนธรรมประเพณี และแนวแห่งศิลปะแขนงต่างๆ ที่บูรณาการอยู่ในเรื่องสินไซ อันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราจะได้ทราบรากเหง้าของตนเองว่า บรรพบุรุษมีแนวความเชื่ออย่างไร จึงสามารถนำพาลูกหลานดำเนินวิถีชีวิตมาได้อย่างสันติสุข ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เรื่องสินไซ ได้ซ่อนแก่นของเรื่องบางอย่างไว้อย่างแนบเนียนลึกซึ้ง การตีความโดยเฉพาะนัยทางธรรมะอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปได้ ดังนั้นการอธิบายความจึงขึ้นอยู่กับเหตุผลที่นำมาสนับสนุนตามภูมิจิต-ภูมิธรรมของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเคารพในความคิดของปัจเจกชน ผู้เขียนขอนำเสนอแง่มุมหนึ่งคือ แก่นพระอภิธรรม หรือ นัยทางพุทธธรรม ที่วางเป็นโครงเรื่องสินไซไว้พิจารณาสำหรับผู้ที่อยากจะแกะรอยตามหาแก่นของธรรมในเรื่องนี้

สินไซ จากการศึกษาสืบค้น พบว่า น่าจะเป็นวรรณกรรมที่ได้เค้าโครงหรือนำแนวคิดมาจาก ปัญญาสชาดก (แปลตรงตัวว่าชาดก 50 เรื่อง ตัวอย่างวรรณกรรมที่มาจากปัญญาสชาดก เช่น สุธน-มโนรา, รถเสนหรือหรือนางสิบสองหรือพระรถเมรี, สังข์ทอง, เสือโคคำฉันท์หรือหลวิชัย-คาวี, สมุทโฆษคำฉันท์, สิริวิบูลกิต,ท้าวปาจิต-นางอรพิม) ในปัญญาสชาดกฉบับของลาวนั้นเรียกว่า พระเจ้าห้าสิบชาติ ในลำดับที่ 29 ชื่อเรื่องว่า ท้าวพยากุดสะราดชาดก อันเป็นเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคสมัยนั้น ดังในบทไหว้ครูในสังข์ศิลป์ชัย (จินดา ดวงใจ, 2544: 3 ) ที่ว่า

เมื่อนั้น ปางคำคุ้ม คนิงธรรมทงมาก เห็นฮุ่งญาณยอดแก้ว เทียวไซ้ ชาติพะองค์ฯ...
บัดนี้ จักปูนแต่งตั้ง ไขชาติ แปลธรรม ก่อนแล้ว เป็นที่ ยูแยงฝูง พ่ำเพ็ง พาซ้อย
ควรที่ อัศจรรย์ล้ำ โลกา กงโลก เฮานี้ มีใน ห้าสิบชาติแท้ เทียวใช้ ส่งเวร เจ้าเฮย  "

ถอดความได้ว่า

ท้าวปางคำ ระลึกพิจารณาถึงธรรมะที่มีคุณมาก อันเป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญบารี...
บัดนี้..ข้าพเจ้าจักเขียนอธิบายเรื่องราวพระอภิธรรม (ธรรมะอันเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์
หรือเรียกว่า วิมุติมรรค)
โดยการแปรรูปให้เป็นลักษณะของเรื่องราวการเกิดที่ขึ้นเป็นชาติต่างๆ
ของพระโพธิสัตว์ 
เป็นสิ่งที่ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายได้พบแสงสว่าง  "

เป็นการอธิบายเรื่องที่มหัศจรรย์ลึกซึ้งเกี่ยวกับ "วัฏฏะสงสาร" ที่เรากำลังเวียนว่ายอยู่ขณะนี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งในวรรณกรรมชุด “พระเจ้าห้าสิบชาติ” อันแสดงการเวียนว่ายตายเกิดมาก่อน

จากบทนี้ แสดงเจตจำนงว่า ผู้ประพันธ์ได้เข้าใจเรื่องราวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นข้อเขียนคล้ายกับคำนำและบอกจุดประสงค์ปลายทาง ซึ่งผู้ประพันธ์เองก็ตั้งใจเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทั้งสามระดับ ได้รับประโยชน์ตามสมควรแก่ภูมิจิต ภูมิธรรมของแต่ละคน ได้แก่ บางคนก็อาจจะได้เพียงเปลือกของเรื่อง เช่น ได้รับความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจไปกับเรื่องราวการผจญภัย เล่ห์เหลี่ยมคดโกง และความรัก ระดับที่สองบางคนก็อาจจะเจอกระพี้คือ ได้ข้อคิดในการไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของตน หรือปรับใช้กับแนวทางการปกครอง หรือใช้ในวิถีชีวิตด้วยศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม และระดับที่สามบางคนก็อาจจะพบแก่นคือ "ธรรม" อันเป็นนัยแห่งธรรมะที่จะอธิบายในลำดับต่อไป

sang sil chai 05
ดาวน์โหลดเอกสารแบบ PDF ได้ที่นี่

เรื่องย่อเรื่องสินไซ

จาก : ฉบับท้าวปางคำ เขียน

เกริ่นนำไหว้ครู

เริ่มเรื่องด้วยการไหว้ครู และนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวว่าเมื่อเดือนสามปีฉลู ท้าวปางคำ ได้ตระหนักถึงเรื่องของพระโพธิสัตว์ที่เป็นแนวทางสั่งสอนธรรมะแก่สรรพสัตว์ จึงเรียบเรียงแปลงพระธรรมให้คนทั้งหลายได้เก็บเกี่ยวผลได้อย่างอิสระ ตามภูมิปัญญาของตน ขอให้เหล่าเทพทั้งหลายช่วยเกื้อหนุนให้สำเร็จ บัดนี้จะเรียบเรียงเรื่องราวที่ปรากฏในปัญญาสชาดก (พระโพธิสัตว์ 50 ชาติ) เรื่องนั้น

เนื้อเรื่องโดยย่อ

ณ เมืองใหญ่อันเจริญรุ่งเรื่องชื่อ เป็งจาน มีพระราชาชื่อท้าวกุดสะราด มีน้องสาวชื่อนางสุมนทาที่พระองค์รักและหวงมาก มเหสีชื่อนางจันทา กล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณเป็นเป็นจอมยักษ์ ได้อาญาสิทธิ์ให้ยักษ์ชื่อท้าวกุมภัณฑ์เป็นผู้ปกครองผี ยักษ์ และมารทั้งหลายในโลก มีฤทธิ์เดชครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นโสด ให้ปกครองเมืองอโนราช คิดอยากมีภรรยา ท้าวเวสสุวรรณจึงบอกว่าเนื้อคู่ชื่อนางสุมนทา แต่ขอให้ตัดใจเสียเพราะเป็นคนละเผ่าพันธุ์ แต่ท้าวกุมภัณฑ์กลับขี่ยานจักรแก้วไปหา ซ่อนตัวอยู่ในอุทยาน ฝ่ายท้าวกุดสะราด ฝันว่ามีคนมาฟันแขนขวาขาดพร้อมทั้งผ่าอกจึงสะดุ้งตื่นมา โหรทำนายว่าจะมีคนต่างแดนมาแย่งญาติไป เมื่อพ้นเคราะห์แล้วจึงจะประสบโชคดี

นางสุมนทาพร้อมบริวารอออกประพาสสวน ท้าวกุมภัณฑ์จึงอุ้มเอานางเหาะขึ้นพากลับไปเมือง อโนราชจนนางยอมเป็นมเหสีด้วยความสมัครใจมีธิดาด้วยกันคือนางสีดาจัน เมื่อเติบโตขึ้น พญานาควรุณแห่งนาคพิภพมาขอไปเป็นมเหสี

sang sil chai 06

กล่าวถึงท้าวกุดสะราด ผ่านไปสามเดือนยังคิดถึงน้องสาว จึงออกบวชและติดตามหานางผ่านไปเจ็ดปี เดินทางถึงเมืองจำปา มีเจ้าเมืองชื่อกามะทา ที่นี่ได้ทราบข่าวน้องสาวว่า ถูกยักษ์กุมภันฑ์ลักพาตัวไป เช้าวันหนึ่งไปบิณฑบาตหน้าบ้านเศรษฐีชื่อนันทะ มีลูกสาว 7 คน รู้สึกชอบจึงกลับเมืองเป็งจานลาสิกขาบทออกมาแล้วมาสู่ขอนางทั้งเจ็ดไปเป็นมเหสี ต่อมามเหสีทั้ง 8 คนของท้าวกุดสะราดได้อธิษฐานขอลูก โอรสของพระอินทร์ได้อาสาลงมา สู่ครรภ์นางจันทาหนึ่งองค์ และอีกสององค์พร้อมกันลงมาสู่ครรภ์นางลุน ซึ่งเป็นน้องคนสาวคนสุดท้ายของนางทั้งเจ็ด

โหรจึงทำนายว่า "ผู้มีบุญมาเกิดในครรภ์ของนางจันทากับนางลุน ส่วนอีกหกนางจะเป็นคนไม่ดีมาเกิด" ทำให้นางทั้งหกไม่สบายใจ ต่อมามีหญิงร้อยเล่ห์เข้ามาหาและตีสนิท จนนางปทุมมาผู้พี่คนโตของนางทั้งเจ็ดไว้ใจ หญิงนั้นทำยาเสน่ห์ให้ท้าวกุดสะราดหลงใหลนางทั้งหก พร้อมทั้งให้สินบนโหรให้กลับคำทำนายใหม่ พอครบกำหนดนางทั้งแปดก็คลอดลูกออกมา ลูกของนางลุนนั้นคนแรกคลอดแกมาเป็นหอยสังข์ คนที่สองเป็นมนุษย์ถือดาบและศรศิลป์ออกมาด้วย ส่วนนางจันทาได้ลูกออกมาเป็นครึ่งล่างเป็นราชสีห์ส่วนหัวเป็นช้าง รวมเรียกว่า คชสีห์

เมื่อนั้น สังข์ทองท้าว อนุชา เสด็จออก ตกก่อนกิ้ง เหนือผ้า แผ่นคำ
หื่นหื่นพ้อม เสียงกล่าว แถมวอน เห็นโฉมสี หลากคาม ควรง้อ
เมื่อนั้น ตนประเสริฐเจ้า เจียรจากเสด็จตาม ทรงศิลป์ศร ดาบเลยลงม้ม
ถัดนั้น เอกาเจ้า จันทานางนาด เลยเล่าม้มแก่นเหง้า ฝูงเชื้อ ซ่อยระวัง
เลยเล่า เห็นอ่อนน้อย เป็นฮูบราชสีห์ งวงงาประจิต ดั่งคำ คือแต้ม  ”

 

ท้าวกุดสะราด เห็นว่า มีความผิดตามคำโหรจึงเนรเทศลูกออกนอกเมือง นางจันทา นางลุนพร้อมลูกสามคนรวมกันเป็นห้าคน จึงเดินทางออกจากเมืองไป เดินทางไปตามป่าได้ราวหนึ่งเดือนไปพบกับปราสาทอยู่กลางป่า ซึ่งพระอินทร์มาสร้างไว้ให้พักอาศัย ทั้งหมดจึงอาศัยในปราสาทนี้ โดยพระอินทร์เขียนชื่อไว้ว่า ลูกของนางจันทาชื่อ สีหราชหรือสีโห ส่วนลูกของนางลุนนั้นคนแรกชื่อสังข์ คนที่สองชื่อ สินไซ (ศิลป์ชัย) ดังข้อความที่ว่า

อินทร์ใส่ซื่อน้อย ในเลข ลานคำ ชื่อว่า สังข์สินไซ โลกลือ ฤทธีกล้า
อันว่า บุตตาเจ้า จันทานางพี่ ชื่อว่าสีหราชท้าว ไทน้อม ขับขาน  ”

ทั้งสามองค์เจริญเติบโตขึ้นด้วยความรักสามัคคีกัน วันหนึ่งสินไซได้ขอธนูศิลป์หรือศร กับดาบหรือตาว จากแม่ของตน เมื่อนางจันทามอบให้แล้วสินไซก็แสดงการใช้ดาบและศรได้อย่างคล่องแคล่ว สินไซ ยิงธนูไปตกถึงหน้าพญาครุฑในนครสิมพลี พญาครุฑจึงนำไพรพลทั้งหลายมาถวายเครื่องบรรณาการพร้อมให้การอารักขา จากนั้นสินไซยิงธนูไปตกที่หน้าของพญานาค พญานาคก็นำไพร่พลมาถวายเครื่องบรรณนาการและเฝ้าอารักขา โดยครุฑอารักขากลางวัน ส่วนนาคอารักขากลางคืน ทั้งสามเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มที่มีฤทธิ์มาก

ฝ่ายท้าวกุดสะราด สั่งให้ลูกชายที่เกิดจากนางทั้งหก ออกเดินทางไปเรียนวิชาต่างๆ เพื่อที่จะเป็นวิชาติดตัวใช้สำหรับติดตามนางสุมนทา โอรสทั้งหกก็ออกเดินทางไปในป่า จนกระทั่งไปพบกับสีโหสังข์สินไซ เมื่อสอบถามก็รู้ว่าเป็นพี่ จึงหลอกว่าท้าวกุดสะราดคิดถึงอยู่ตลอดมาจึงให้ออกมาตามหา และถามข่าวว่ายังอยู่ดีสบายหรือไม่ บัดนี้จะกลับไปกราบทูลให้ทราบ และเพื่อเป็นการยืนยันว่าอยู่ดีมีวิชามาก จึงขอให้เรียกให้สัตว์น้อยใหญ่ในป่าติดตามไปในอีกหนึ่งวันข้างหน้า

sang sil chai 07

จากนั้นทั้งหกองค์จึงกลับไปทูลพระบิดาว่า เรียนวิชาจบแล้ว ถ้าไม่เชื่อจะใช้มนต์เรียกสัตว์ให้ดู วันต่อมาก็มีสัตว์มีพิษในป่าเข้าไปในเมืองเต็มไปหมด แต่ไม่ทำอันตรายใคร ท้าวกุดสะราดก็ดีใจว่า ลูกมีความสามารถแล้ว จึงสั่งให้ออกติดตามนางสุมนทาแล้วพากลับมาบ้านเมือง ทั้งหกองค์ก็เดินทางไปพบพี่ๆ ในป่าแล้วบอกว่า "ท้าวกุดสะราดเชื่อแล้ว และให้ออกเดินทางไปตามหาน้าสุมนทาด้วยกัน ถ้าทำสำเร็จจะยกบ้านเมืองให้ปกครองครึ่งหนึ่ง" สีโหสังข์สินไซมีความกตัญญูคิดตอบแทนบิดาจึงรับปากจะไปด้วย แต่นางจันทากับนางลุนไม่เชื่อพยายามห้ามปรามแต่ก็ขัดไม่ได้ ในที่สุดก็สั่งสอนว่า ให้ระวังเพราะในป่ามีอันตรายมาก ศรศิลป์ พระขรรค์ ต้องกระชับในมือตลอดเวลา เมื่อได้พบน้าสุมนทาก็อย่าไว้ใจมากนัก เพราะอาจติดนิสัยยักษ์มาบ้าง สินไซจงดูแลอย่าทอดทิ้งกัน และสุดท้ายอย่าไว้ใจท้าวทั้งหกนี้ จากนั้นจึงอำลาแม่แล้วออกเดินทาง จนกระทั่งได้พบกับด่านต่างๆ ดังนี้

ด่านแรก คือ ด่านงูซวง คืองูใหญ่ มีความยาวเท่ากับเชือกล่ามวัวร้อยตัว มีตาสีแดง พ่นพิษออกมาเป็นไฟ ท้าวทั้งหกกลัวขอกลับ แต่สินไซฟันงูขาดเป็นท่อน แล้วเดินทางต่อไป จนกระทั่งถึงแม่น้ำสายที่หนึ่งใหญ่ กว้างหนึ่งโยชน์ ท้าวทั้งหกชวนกลับและบอกว่าพ่อคงไม่เอาโทษอะไร แต่สังข์ออกเดินทางไปก่อน สินไซออกตามไปโดยให้สีโหอยู่เฝ้าน้องทั้งหก สังข์แปลงกายเป็นเรือให้สินไซขี่ข้ามแม่น้ำไปได้จนถึงภูเขาและพบกับด่านที่สอง

ด่านที่สอง คือ ด่านยักษ์กันดารหรือด่านวรุณยักษ์ เป็นด่านที่อัตคัดลำบากไม่สะดวกสบายขาดแคลน เป็นยักษ์ดุร้ายจึงฟันคอยักษ์ขาดตายไป สินไซก็ตามรอยหอยสังข์ที่ล่วงหน้าไปก่อนจนพบแม่น้ำสายที่สอง กว้างสองโยชน์ สังข์แปลงกายเป็นเรือให้สินไซขี่ข้ามไปได้อีก ระหว่างทางสินไซระลึกถึงพระคุณแม่อยู่ตลอด จนกระทั่งพบด่านที่สาม

sang sil chai 08

ด่านที่สาม คือ ด่านช้างหลายแสนตัว มีพระยาฉัททันต์เป็นหัวหน้า มันโกรธตาแดงขู่ว่า จะฆ่าสินไซ สินไซใช้ศรยิงล้มลงระเนระนาด มันยอมบอกว่า เคยเห็นยักษ์อุ้มนางสุมนทาเหาะผ่านไป ขออโหสิกรรม และยอมให้ขี่คอพาไปส่งจนสุดแขตแดน สินไซสอนให้ช้างอย่าทำร้ายเบียดเบียนคนอื่น จากนั้นก็เดินทางต่อไปจนพบแม่น้ำสายที่สาม กว้างสามโยชน์ สินไซก็ขี่สังข์จนพ้นข้ามไปได้และพบกับด่านที่สี่

ด่านที่สี่ คือ ด่านยักษ์สี่ตน ได้แก่ กันดานยักษ์ จิตตยักษ์ ไชยยักษ์ และวิไชยยักษ์ ได้สู้รบกัน สินไซปราบยักษ์เสร็จแล้วเดินทางต่อไปตามรอยหอยสังข์ จนพบกับแม่น้ำสายที่สี่ที่กว้างสี่โยชน์ สังข์พาสินไซข้ามไปได้ แล้วรีบเร่งเดินไปถึงภูเขาใหญ่ดำทะมึนมี บ่อแก้ว บ่อเพชร เป็นน้ำเพชรไหลออกมามีสีสันแวววาวระยิบระยับ เห็นวิมานของพญาธร ถ้ำเพชร เห็นต้นนิโครธ เดินทางผ่านภูเขาเป็นหมื่นๆ จนเข้าเขตยักษ์ขินีเป็นด่านที่ห้า

ด่านที่ห้า คือ ด่านยักษ์ขินี เป็นหญิงอายุมากกว่าสินไซ พอเห็นสินไซก็เกิดกามราคะกำหนัด จึงเนรมิตศาลาที่พักอาหารการกินพร้อมบริบูรณ์รอรับแปลงกายเป็นหญิงสวยดั่งนางฟ้า เชิญชวนให้สินไซพักผ่อนบอกว่าเป็นธิดาเจ้าเมือง หลงมาอยู่ในป่าขอเป็นคู่ แม้เพียงได้หลับนอนด้วยก็ดี สินไซเดินหนีไปมันจึงวิ่งตามว่าถ้ามีเมียแล้วขอเป็นเมียน้อยก็ได้ ตอนแรกสินไซก็นึกเอ็นดูว่าน่ารัก แต่พอพิจารณาดูเห็นแววตากระด้างก็รู้ว่าไม่ใช่คนจึงรีบเดินหนี มันเดินตามเจรจาต่อรองต่างๆ ไปจนสุดเขตแดน เขตแม่น้ำ เมื่อเห็นว่าไม่ทันมันจึงตะโกนด่าว่าอย่างหยาบคาย หากสินไซขาดสติคงแย่แน่นอน เดินทางจนพบแม่น้ำสายที่ห้า กว้างห้าโยชน์มีฟองเป็นสีขาว รีบขึ้นขี่หอยสังข์ไประว่างนั้นคิดถึงแม่และป้า จนผ่านเข้าเขตด่านที่หก

ด่านที่หก คือ ด่านนารีผลหรือมักลีผล เป็นรมณียสถานที่หมู่พระสงฆ์หรือสมณะ ดาบส ฤๅษี วิทยาธร มาเที่ยวเล่น เป็นต้นไม้มีดอกสีส้มเป็นหญิงสาวสวยงาม ศีรษะติดกับขั้ว ร่างเปลือยหย่อนลงมาถึงพื้น สินไซเที่ยวชมไม่นานก็มีวิทยาธรมาแย่งไป เกิดการแย่งกันหลายกลุ่ม สินไซรบชนะวิทยาธรแล้ว ก็เดินทางต่อไปจนพบกับแม่น้ำสายที่หก กว้างหกโยชน์ จึงลงเรือสังข์ข้ามต่อไป จนขึ้นสู่ดินแดนยักษ์เป็นด่านที่เจ็ด

ด่านที่เจ็ด ชื่อ ด่านยักษ์อัสสมุขี อยู่ภูเขาชื่อเวละบาดหรือเวรระบาด นางยักษ์ผีเสื้อชื่ออัสสมุขีมีหน้าเหมือนสุนัข รีบมาอุ้มเอาสินไซวิ่งไป สินไซถามว่าจะพาอุ้มไปไหน นางก็ตอบว่าจะเอาไปทำผัว สินไซอ้อนวอนให้ปล่อยก็ไม่ปล่อยจึงใช้พระขรรค์ตัดคอยักษ์ตายไป บนภูเขานี้มีต้นกาลพฤกษ์มีดอกเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ดั่งเครื่องทรงของเทพ สินไซจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ที่นี่มีบ่อแก้วบ่อเพชรเต็มไปด้วยเพชรนิลจินดา น้ำใสสะอาด สินไซพักหนึ่งราตรีแล้วเดินทางต่อไป จนพบด่านที่แปด

sang sil chai 09

ด่านที่แปด คือ ด่านเทพกินรี ที่ผาจวงถ้ำแอ่น หมู่กินรีร่างเป็นคนมีปีกมีหางเหาะเหินได้เหมือนนก เป็นหมู่ธิดาของเทพ ที่นี่สินไซได้พบนางเจียงคำ (เจียง แปลว่า แรก ต้น หนึ่ง) จึงได้นางเป็นเมีย “พระบาทท้าวฮักฮูปเจียงคำ สองชมสองช่างออยอำอิ้ง ดูดัง อันประสงค์ได้ โดยคะนิงลุลาภ แก้วแก่นไท้ซมซ้อนอิ่มเสนห์” สินไซลานางเดินทางต่อไป นางเจียงคำให้กินรีบริวารอยู่รับใช้ห้าร้อยนาง สินไซจึงสนุกสนานอยู่อีกเจ็ดวัน ทำให้สังข์ต้องรอนานถึงแปดวัน เมื่อพบกันแล้วจึงปรึกษากันว่า ให้สังข์ล่วงหน้าไปหาเบาะแสในเมืองอโนราชของยักษ์ก่อน ส่วนสินไซนอนรออยู่นอกเมือง สินไซนอนหลับไปฝันเห็นเรื่องราวต่างๆ สังข์กลับมาบอกว่า ทราบว่านางสุมนทาอยู่วังไหน ทั้งสองจึงเดินทางไปด้วยกันเข้าสู่เมืองอโนราชจนถึงด่านที่เก้า

ด่านที่เก้า คือ ด่านยักษ์กุมภัณฑ์ เป็นด่านสุดท้ายของการผจญภัย ในเมืองนี้มีสงครามสองครั้ง

ก่อนวันที่สินไซจะเข้ามา คืนก่อนนั้น ยักษ์หลับฝันละเมอจนนางสุมนทาปลุกให้ตื่น และต้องออกไปหาอาหาร สั่งให้สุมนทาอยู่แต่ในปรางค์เท่านั้น สินไซแอบเข้าไปสู่ปราสาท ทำทีเป็นพูดเกี้ยวพาราสี สุมนทารู้ว่าเป็นเสียงเด็กจึงไต่ถามจนทราบ แต่ไม่เปิดประตู สินไซจึงพังประตูเข้าไป นางสุมนทาไม่ยอมกลับ บอกให้สินไซกลับไปบอกพ่อว่าตามหาไม่เจอ สินไซเสียใจที่พ่อรักน้อง แต่สุมนทามารักสมียักษ์มากกว่า สุมนทาบอกว่าไม่อยากพลัดพราก ต้องกตัญญูต่อสามี สุมนทาทราบว่า หลานมีวิชาเก่งกล้าจึงยอม แต่ขอให้สามีกลับมาก่อน สินไซไม่ยอม สุมนทาให้สินไซกลับก่อน ตนจะให้สามีพาไปส่ง สินไซแผลงศรขึ้นฟ้าข่มอำนาจยักษ์ทั้งหลาย จนยักษ์กุมภัณฑ์หมดแรง ซมซานกลับมา

สังข์บอกให้สินไซแอบหลบในกองไม้ ยักษ์มาถึงหมดแรงขึ้นปราสาทไม่ได้แต่ได้กลิ่นมนุษย์ สุมนทาบอกว่า กลิ่นของตน แล้วพากลับขึ้นไปกล่อมนอนซึ่งอีกเจ็ดวันจึงจะตื่น สินไซชวนอากลับ สุมนทาทำอิดเอื้อนต่อรองไปเรื่อยๆ จนสินไซบังคับ นางก็ต่อรองพอลงจากปรางค์ก็บอกว่า ลืมผ้าสไบ กลับขึ้นไปปลุกยักษ์ให้ตื่น สินไซไปพาออกมา ครั้งที่สองมาถึงครัวบอกว่าลืมปิ่นปักผม ครั้งที่สามถึงประตูเมืองบอกว่าลืมซ้องแซมผม สินไซไปตามกลับมาจนพาออกพ้นเมือง แล้วพาไปซ่อนในถ้ำ จากนั้นกลับไปเมืองอโนราชเพื่อปราบยักษ์ได้ยินเสียงกรนจึงเข้าไปตัดคอขาดกระเด็น จากนั้นก็ฟันร่างแยกออกเป็นสองท่อน แต่ร่างยักษ์กลับกลายเป็นเจ็ดร่าง พอฟันอีกกลับกลายเป็นสี่สิบเก้าร่าง เป็นเท่าทวีคูณเช่นนี้จนเป็นแสนเป็นล้านร่าง แต่ยิ่งรบยิ่งตาย

sang sil chai 10

ท้าวกุมภัณฑ์จึงขอพักรบชั่วคราว สินไซจึงยิงศรไปแจ้งให้สีโหทราบ สีโหจึงรีบเดินทางมาช่วยร่วมรบ ยักษ์กุมภัณฑ์นำทัพออกตามไปรบกับสินไซโดยมีกองทัพจำนวนมาก ยักษ์แปลงเป็นไก่มาอุ้มเอานางสุมนทาไปได้ สินไซยิงศรถูกไก่ตายหมด เหลือแต่ไก่กุมภัณฑ์อุ้มไปพร้อมกับให้ยักษ์หมื่นตนมาขวาง สีโหจึงร้องหรือเปล่งสีหนาทจนแก้วหูยักษ์แตกตาย ได้นางสุมนทาคืน ก่อนกลับ นางสุมนทาขอร้องให้ตามไปรับนางสีดาจันธิดาของตน ที่อยู่กับวรุณนาคเมืองบาดาล พระอินทร์จึงสร้างปราสาทชั่วคราวให้พัก สีโหกลับไปเฝ้าท้าวทั้งหก ส่วนสังข์กับสินไซเดินทางไปเมืองพญานาคท้าพนันเล่นสกากัน สินไซชนะแต่พญานาคไม่ทำตามสัญญา รบกัน สินไซยิงศรไปให้ครุฑมาช่วย นาคยอมแพ้

สินไซจึงสั่งสอนแนวทางปกครองบ้านเมือง (14 ประการ) แล้วพานางธิดาจันกลับขึ้นมาพบแม่สุมนทา แล้วมอบหมายให้ท้าววันนุรา (แปลว่าหัวใจของเผ่าพันธุ์) ให้ครองเมืองอโนราช พร้อมกับสั่งสอนแนวทางปกครองให้แก่ท้าววันนุรา (15 ประการ) แล้วพากันเดินทางกลับไปถึงที่พักของสีโหกับท้าวทั้งหก สังข์กับสีโหเดินทางไปพบแม่ที่ปราสาทกลางป่า ส่วนสินไซ สุมนทา สีดาจันเดินทางจะกลับเมืองเป็งจาลพร้อมท้าวทั้งหก พอมาถึงน้ำตก ท้าวทั้งหกผลักสินไซตกเหว นางสุมนทาไม่เชื่อจึงเอาสิ่งของสามอย่างคือ ปิ่นปักผม ซ้องประดับผม และผ้าสไบซ่อน ไว้ที่หน้าผาพร้อมกับอธิษฐานว่า "ถ้าสินไซไม่ตายขอให้ได้ของสิ่งเหล่านี้กลับคืน"

จากนั้นเดินทางกลับไปถึงเมือง ส่วนสินไซ พระอินทร์มาอุ้มขึ้นจากน้ำ รดด้วยน้ำเต้าแก้วแล้วพาไปส่งที่ปราสาทในป่า จึงได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งทั้งสังข์ สีโห สินไซ และแม่จันทา นางลุน ส่วนท้าวกุดสะราดดีใจมาก ต้อนรับคณะอย่างยิ่งใหญ่ ท้าวทั้งหกเล่าเรื่องราวการผจญภัยให้บิดาฟังพร้อมกับบอกว่า อย่าเชื่อนางสุมนทาเพราะอาจจะยังติดไอยักษ์อยู่ ส่วนนางสุมนทาก็เล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อมกับบอกคำอธิษฐาน ท้าวกุดสะราดไม่ทราบจะเชื่อใคร พระอินทร์ดลใจให้พวกเรือสำเภาเก็บของสามสิ่งไปให้ท้าวกุดสะราด เรื่องทั้งหมดจึงชัดเจนขึ้น

ท้าวกุดสะราดสั่งให้จับท้าวทั้งหก แม่ทั้งหก หมอโหร หมอเสน่ห์ ไปคุมขัง จากนั้นจึงเสด็จเชิญนางจันทา นางลุนพร้อมโอรสกลับวัง มีการตัดพ้อต่อว่ากันจนเสียใจ ระทมใจ จนสลบไปกันทั้งป่า สินไซจึงเชิญพระอินทร์นำน้ำเต้าแก้วมารดให้ฟื้น ในที่สุดสินไซก็ยอมรับที่จะครองเมือง เพื่อสร้างบารมีโพธิญาณ สินไซได้สั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายเลิกเบียดเบียนกัน แล้วทั้งหมดเดินทางกลับเข้าเมืองเฉลิมฉลอง ได้พระนามใหม่

ควรที่หา นามน้อย อินทา ตั้งแต่ง บานี้ ซื่อสังข์สินไซมหาจักร โลกลือทั้งค่าย
อันว่า น้องท่านแท้ เทียมคาดคือเงา ซื่อว่าสังขาระจักร จ่านำชาวน้ำ
อันว่า พี่ท่านท้าว สีหราช กุมาร ก็ดี ซื่อว่า สีหะจักร จ่านำแนมเสื้อ  ”

สินไซครองเมืองไปขอนางเจียงคำมาเป็นมเหสีต่อมาได้นามว่านางศรีสุพรรณ เมืองอุดรกุรุทวีป เมืองอมรโคยาน ต่างส่งราชธิดามาให้เป็นคู่ครองของสินไซ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข พืชภัณฑ์อาหารอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่เคยเป็นศัตรูกันก็เลิกเป็นศัตรู นาคไม่ข่มเหงครุฑ พังพอนไม่สู้กับงู งูไม่กินกบเขียด แมวไม่กินหนู ทุกสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ต่างคนต่างอยู่ ประชาชนและสัตว์ต่างอยู่สงบมีศีลธรรม

ท้าววรุณนาคกลับเมืองนาคแล้ว คิดถึงสีดาจันมากจนป่วย ชาวเมืองจึงลงความเห็นให้มาขอนางสีดาจันคืนไปเป็นมเหสี สินไซอนุญาต สีดาจันกลับไปครองเมืองกับวรุณนาคอย่างมีความสุข

sang sil chai 11

เรื่องราวฉบับของท้าวปางคำจบลง โดยบอกว่า สินไซ คือ พระพุทธองค์ ท้าวทั้งหก คือ เทวทัต สีโห คือพระโมคคัลลาน์ ยักษ์กุมภัณฑ์ คือ พญามารที่ขี่ช้างมารบกวนพระพุทธองค์นั่นเอง เรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้ ดังว่า

อันว่าปางคำเจ้า ทรงยานเขียนฮูป ยกแยงถ้วน ถวายไว้แว่นแยง แท้แล้ว ฯ บัดนี้นาคสะดุ้ง กิ้งก่อมใสสนิท เป็นปะริโยสาน พิบบอระบวนแล้ว ยุติไว้พญาคำนาคเครื่อง แล้วท่อนี้ถวายไว้ที่ควร ก่อนแล้ว  ”

sang sil chai 12

ต่อมามีร่องรอยการประพันธ์จากฉบับอื่นเพิ่มเติม ดังนี้

กล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณ เวลาผ่านไปเจ็ดปี ไม่เห็นยักษ์กุมภันฑ์ไปส่งบรรณาการ จึงลงมาถามตรวจดูพบว่า วันนุราครองเมืองอยู่และเล่าเรื่องราวให้ฟัง ท้าวเวสสุวรรณจึงรดน้ำชุบชีวิตยักษ์กุมภัณฑ์คืนมา แล้วสั่งสอนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ยักษ์ไม่เชื่อเหาะไปแปลงเป็นแมลงวันเขียวอุ้มเอานางสุมนทา และเอาสินไซไปขังไว้ในคอกเหล็กจะต้มกิน สีโหและสังข์ทราบจึงตามไปช่วย สีโหแปลงเป็นยักษ์เข้าไปปะปนกับทหาร สังข์แปลงกายเป็นเขียดอีโม้ไปอยู่ในถังน้ำนางยักษ์ที่ตักไปจะต้มสินไซ และลงไปในกระทะ ขณะที่น้ำกำลังร้อนจึงทำให้กระทะคว่ำ หมู่ยักษ์กระโดดหนี สีโหได้โอกาส จึงยื่นดาบและศรให้สินไซในกรง สินไซใช้ตัดออกมาได้ แล้วต่อสู้กับยักษ์เป็นสงครามใหญ่ (โครงเรื่องข้างบนนี้คล้ายเรื่อง "รามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ" ตอนพระรามถูกอุ้มไปขังไว้ในดงตาล นางพิรากวนไปตักน้ำมาจะต้ม หนุมานแปลงกายแฝงเข้าไปช่วย)

สินไซไม่อยากรบขอเจรจายุติศึกเพราะไม่ได้โกรธแค้นใคร ยักษ์ยิ่งโกรธยกภูเขาขว้างใส่ สินไซแผลงศรไป สังข์กระโดดกัดยักษ์ สีโหคำรามก้องเสียงดังไปถึงชั้นพรหม ยักษ์ยิ่งตายมากยิ่งเกิดใหม่มาก พระอินทร์ต้องลงมาเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจาโดยใช้หลักการแบบเจ้าโคตร คือ หนึ่ง ไม่ชี้ว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก สอง ทุกชีวิตก็รักชีวิตตน ดังนั้นไม่ควรเบียดเบียนชีวิตอื่น ให้ระงับการจองเวร อย่าใช้ความเก่งกล้าสามารถไปก่อเวร และสาม ควรประนีประนอมสมานฉันท์ เพราะทุกฝ่ายล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน ให้รักษาความเป็นญาติพี่น้องต่อไป รักษาประเพณีอันดีงามนี้ต่อไป ทั้งสองฝ่ายตกลงตามนี้

sang sil chai 13

จากนั้น ยักษ์กุมภัณฑ์ ก็กลับเมืองพร้อมกับนำทรัพย์สินเงินทองมาสู่ขอนางสุมนทาตามประเพณี ท้าวกุดสะราดยกให้ แล้วทั้งสองนครก็จะมีความสุขสงบต่อไป ก่อนแยกย้ายกันกลับเมือง สินไซได้ประทานโอวาทเรื่อง "ทศพิธราชธรรมแก่นักปกครองทั้งหลาย" ต่อมาสีโห ขอลาไปอยู่ป่าตามธรรมชาติของตน นางอุดรกุรุทวีปได้โอรสชื่อว่า สังขราชกุมาร ส่วนนางศรีสุพรรณได้ลูกสาวชื่อ สุรสา ต่อมาทั้งคู่ได้อภิเษกสมรส ครองเมืองต่อจากสินไซ นครเป็งจาลจึงร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

ลำเรื่องต่อกลอน "สังข์สินชัย" คณะเพชรอุบล (ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม - โฉมไสว แสนทวีสุข)

 

redline

backled1

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1