foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

mp3

dao mayureeดาว มยุรี

มยุรี พันธนาม หรือชื่อในวงการ : ดาว มยุรี นักร้องจากภาคอีสานอีกคน เกิดเมื่อ 24 มิถุนายน 2512 มีภูมิลำเนาเดิม ตำบลบ้านนาไร่ใหญ่ อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นบุตรของ นายสมบูรณ์/นางเสวย พันธนาม จากบ้านมาทำงานในเมืองกรุงฯ ในตำแหน่งสุดหรู "คนรับใช้ในบ้าน"

ด้วยเหตุที่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตหักเหเมื่อพบกับ กิตติศักดิ์ สายน้ำทิพย์, ประกิต ชิมสัน ที่ได้ชักนำเข้าสู่วงการเพลง เรียนจบโรงเรียนพณิชยการสยาม แล้วเบนชีวิตเข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่ง โดยมีผลงานเพลงลูกทุ่งชิ้นแรกคือ "ให้มันเหลืองเข้าไว้" แต่มาดังเป็นที่รู้จักในชุด มีเมียแล้วไม่เอา และตามด้วยชุดอื่นๆ อีกหลายชุด เพลงที่เป็นที่รู้จักเช่น สาวแผงลอย , มิน่าล่ะ

dao mayuree 02ปัจจุบันสมรสแล้วกับมนูญ พิมพาทอง มีบุตรสาวน่ารัก "น้องเฟรช-ด.ญ.ณัฐธิดา" มีธุรกิจขายเคมีภัณฑ์การเกษตร บริษัทมาแฟค เคมีคอล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยแซบ 007 เป็นหลัก แต่ยังคงมีผลงานเพลงออกมาเป็นระยะๆ

ดาว มยุรี กลับเข้าร่วมงานกับอาร์.เอส.อีกครั้ง โดยครั้งนี้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับบริษัทอาร์.สยาม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของอาร์.เอส. พร้อมกับทำอัลบั้มใหม่ ชื่อ "ขอเสียงหน่อย"

ก่อนหน้านี้ เธอเคยร่วมงานกับอาร์.เอสฯ มาแล้ว แต่พอหมดสัญญา เธอก็ลองหาประสบการณ์โดยการไปทำเทปกับค่ายอื่น แต่สงสัยจะไม่ดีเหมือนบ้านเก่า ทำให้นักร้องสาวต้องโบยบินกลับรังเก่า

dao mayuree babyดาวกล่าวว่า เพลงชุดนี้ออกแนวเซ็กซี่ เน้นสนุกเป็นส่วนใหญ่ มีเพลงหวานซึ้งเล็กน้อย ที่พิเศษก็ตรงเสื้อผ้าของดาว และ แดนเซอร์ที่ลงทุนนับล้านบาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานโชว์ "ครั้งนี้รู้สึกอบอุ่นที่ได้มาร่วมงานกับต้นสังกัดเดิมอีกครั้ง ซึ่งทีแรกคิดจะทำชุดนี้เอง แต่กลัวเหนื่อย เนื่องจากต้องดูแลธุรกิจร้านอาหารด้วย อยากให้แฟนเพลงเป็นกำลังใจอีกครั้ง ตอนนี้วางแผงแล้ว" ดาว มยุรี กล่าว

นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ดาว มยุรี หมดความอดทนกับความเจ้าชู้ดะของสามี เอก-มนูญ พิมพาทอง ผู้บริหารบริษัทมาแฟค เคมิคัล จำกัด ประกาศอย่างเป็นทางการขอยุติความสัมพันธ์ฉันสามี-ภรรยา ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมายาวนาวกว่า 26 ปี ที่ผ่านมาหลายสิบปียอมทรมานใจสุดแสนสาหัสก็เพื่อลูกสาว น้องเฟรช-ณัฐธิดา พิมพาทอง ตอนนี้อุ่นใจลูกโตแล้วเคลียร์กันรู้เรื่อง ขอเดินหน้าไปมีชีวิตใหม่ดีกว่า ยันสามีเป็นคนดีไม่เคยทำร้ายร่างกาย แต่ติดแค่เป็นหนุ่มชอบหว่านเสน่ห์

dao mayuree 03

นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ดาว มยุรี หมดความอดทนกับความเจ้าชู้ดะของสามี เอก-มนูญ พิมพาทอง ผู้บริหารบริษัทมาแฟค เคมิคัล จำกัด ประกาศอย่างเป็นทางการขอยุติควา

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/308365

นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ดาว มยุรี หมดความอดทนกับความเจ้าชู้ดะของสามี เอก-มนูญ พิมพาทอง ผู้บริหารบริษัทมาแฟค เคมิคัล จำกัด ประกาศอย่างเป็นทางการขอยุติควา

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/308365

 

มีเมียแล้วไม่เอา - ดาว มยุรี

นักร้องลูกทุ่งสาว ดาว มยุรี เจ้าของเพลงฮิต มิน่าล่ะ, แฟนเคยมีแต่เลิกแล้ว, รักตัดตอน, มีเมียแล้วไม่เอา ฯลฯ ด้วยเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์ และการเอ็นเตอร์เทรนด์บนเวทีทำให้ ดาว มยุรี เป็นนักร้องลูกทุ่งสาวอันดับต้นๆ ที่มีคิวงานแน่นอยู่ตลอดจนถึงทุกวันนี้ ถึงตอนนี้เธอจะยังไม่มีผลงานเพลงใหม่มาให้พวกเราได้ติดตามกัน แต่เธอก็ยังคงโพสต์รูปภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง ยิ่งตอนนี้นอกจากจะเดินทางสายบุญแล้ว เวลาว่างจากคิวงานเธอก็ไปพักผ่อนชื่นชมธรรมชาติ พร้อมอวดหุ่นเป๊ะผ่านบิกินีให้แฟนๆ ได้เห็นหุ่นเป๊ะอีกด้วย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ทำอะไรแม่ไม่ได้จริงๆ แต่ว่ารูปนี้ใครเป็นใครวานบอก

dao mayuree 04

รูปคู่ในอดีตของ 2 นักร้องสาวร่วมยุค ดาว มยุรี - ฮาย อาภาพร นครสวรรค์

dao mayuree 05

หลังจากที่เจ้าตัวศัลยกรรมจนหน้าพัง (ภาษาในวงการแฟชั่นเขาว่า เสพติดความงามเกินขนาด) เธอก็พักรักษาตัวและหายจากวงการเพลงไประยะหนึ่ง จนตอนนี้หายดีแล้ว เธอก็ยังคงมีงานติดต่อมาอย่างต่อเนื่อง ก็ด้วยเพราะความสามารถและจัดเต็มสตรีมสำหรับงานโชว์คอนเสิร์ตของเธอทุกเวที เรียกว่าความเป๊ะความอลังในการโชว์เหมือนเดิมเมื่อตอนสาวๆ เลยจ้า และตอนนี้กลับมาใส่ชุดสุดเซ็กซี่ก็ยังแซ่บเหมือนเดิมเลย

dao mayuree 06

 

redline

backled1

 

mp3

หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา
แอ๊บๆ เขียดจะนา ร้องยามฟ้าฮ้อนห่วนๆ
เขียดโม้เขียดขาคำ เหมือนหมอลำพากันม่วน
เมฆดำลอยปั่นป่วน ฝนตกมาสู่อีสาน... "

จำกันได้ไหมกับเพลงนี้ อีสานบ้านเฮา เมื่อหลายสิบปีก่อน ประพันธ์โดย ครูพงศักดิ์ จันทรุกขา จากเสียงร้องของขุนเพลงอีสานอีกฅนหนึ่ง เทพพร เพชรอุบล มีแฟนๆ เรียกร้องต้องการรู้จักประวัติของนักร้อง/นักแต่งเพลงท่านนี้ ก็เลยสรรหามาฝากกันครับ

อีสาน บ้านเฮา - เทพพร เพชรอุบล

tepporn 01เทพพร เพชรอุบล

นักร้องและนักแต่งเพลง ขุนพลฅนอีสาน

ชื่อจริง : นายเทพพร บุญสุข ชื่อเล่น อ๋อ   ชื่อศิลปิน : เทพพร เพชรอุบล

เกิดเมื่อ : วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2496

ภูมิลำเนา : บ้านเลขที่ 23/4 บ้านโนนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

บิดาชื่อ นายมี มารดาชื่อ นางเหรียญ บุญสุข มีพี่น้อง 2 คน โดย "อ๋อ" เป็นบุตรคนเล็ก

การศึกษา : จบชั้น ปวช. ปีที่ 3 แผนกช่างกลโรงงาน จากโรงเรียนองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเซียอาคเนย์ (โรงเรียน ส.ป.อ. ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี) หลังจากนั้นก็เข้ามาเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง กทม. แต่เรียนได้แค่ 2 ปี ก็ลาออก

อาชีพ : นักร้องและนักประพันธ์เพลงลูกทุ่ง

  • รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
    • รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ปี 2535
  • ผลงานบริการสังคม
    • แต่งเพลงและร้องเพลงในเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เมื่อปี 2518 ทำให้คนไทยรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้นมิรู้ลืม
    • ร่วมแต่งเพลงและร้องเพลง จำหน่ายเพื่อการกุศลในวาระ 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี และวาระสมโภชน์ 100 ปี จังหวัดอุดรธานี ปี 2535
    • สนับสนุนณรงค์คนอีสานไม่กินปลาดิบ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ขอนแก่น และคณะเพชรพิณทอง ปี 2535
    • สนับสนุนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2536
    • ได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลง ให้เป็นตัวแทนนักร้องของภาคอีสาน แต่งเพลงและร้องเพลงเนื่องในงานส่งพระวิญญาณสมเด็จย่า
    • ได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่วัดพระศรีนครินทร์ ประเทศสวิทเซอร์แลนด์

that phanomนายเทพพร เพชรอุบล เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของพ่อมี แม่คำเหรียญ บุญสุข เนื่องจากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการร้องลำ สนใจดนตรีและเสียงเพลง จึงยึดอาชีพเป็นนักประพันธ์เพลงหลังจบการศึกษา (อาจกล่าวได้ว่า วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาไม่เคยนำมาประกอบอาชีพแต่อย่างใด) และประกวดร้องเพลงจนได้รับรางวัลอย่างมากมาย เนื่องจากมีลีลาการร้องและสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว บุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการยึดอาชีพนักร้องคือ ครูพร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น

นายเทพพร เพชรอุบล ได้สมัครเป็นนักร้องวงดนตรีของ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร และครูพิพัฒน์ บริบูรณ์ รับไว้ประจำวง ใช้ชื่อการเป็นนักร้องในครั้งนั้นว่า จะเด็ด เพชรอุบล อยู่ในวงนอกจากเป็นนักร้องแล้ว ยังฝึกแต่งเพลงไปด้วย ฝึกเล่นดนตรีไปด้วย มีโอกาสได้บันทึกเสียงเพลงแรกในเพลง "นับหมอนรถไฟ" แต่งเอง เมื่อ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ยุบวง ก็กลับไปบ้าน สมัครทำงานอยู่ที่ สนามบินอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้ร่วมกับสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพรโชว์ และเปลี่ยนชื่อเป็น เทพพร เพชรอุบล มีเวลาว่างก็ไปร้องเพลงให้กับวงดนตรีหมอลำชื่อดังยุคนั้นคณะ "รังสิมันต์" ร้องเพลงบ้าง เล่นดนตรีบ้าง ดนตรีที่ถนัดก็คือ แซ็กโซโฟน, แอ๊คโอเดี้ยน

ต่อมา วิเชียร สติรอดชมภู ได้ชักนำให้ไปเป็นโฆษก เล่นดนตรี และเล่นตลกหน้าเวที ประจำวงดนตรีหมอลำคณะ "เพชรสยาม" ภายใต้การนำของ "เทพบุตร สติรอดชมภู" อยู่วงนี้มีโอกาสได้แต่งเพลงให้นักร้องในวงร้องบันทึกเสียงหลายเพลง เช่น ศักดิ์สยาม เพชรชมพู แล้วร่วมก่อตั้ง วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู จนมีชื่อเสียงโด่งดังโดยมี เทพพร เพชรอุบล เป็นผู้ประพันธ์เพลงด้วยการนำภาษาอีสานมาผสมกับภาษากลาง ออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งทำนองอีสาน ซึ่งเป็นยุคเริ่มแรกของการสร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งรูปแบบใหม่ ที่ฟังง่าย ติดหูติดปากผู้ฟัง ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้บันทึกแผ่นเสียงเหมือนกัน เพลงแรกที่ร้องแล้วสร้างชื่อเสียงก็คือ "คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ"

ในปี พ.ศ.2518 เขากับเพื่อนๆ ก็ได้ตั้งวงดนตรีขึ้นเป็นของตัวเอง ชื่อวง เทพพร เพชรอุบล พร้อมๆ กับมีเหตุการ "พระธาตุพนม" โค่นล้ม เขาได้แต่งเพลง "อาลัยพระธาตุพนม" ดังพอสมควร วงดนตรีเทพพร เพชรอุบล ตั้งอยู่ได้ประมาณ 7 ปี ก็เลิกวง เทพพรเองก็ไปร้องเพลงตามห้องอาหารบ้าง รับเชิญทั่วไปบ้าง ไปขึ้นวงลูกศิษย์ลูกหาบ้าง แต่งเพลงขายบ้าง สร้างผลงานเพลงลูกทุ่งไม่น้อยกว่า 30 เพลง

นอกจากนี้ยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่น รวมแล้วไม่น้อยกว่า 80 เพลง ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง นอกจากนี้ นายเทพพร เพชรอุบล ยังใช้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ช่วยเหลือสังคม โดยได้แต่งเพลงเพื่อการกุศล และไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่ประเทศสวิทเซอร์แลนด์ จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้ นายเทพพร เพชรอุบล ล้มป่วยเนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ปัจจุบันไม่สามารถเคลื่อนไหวและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง

เทพพร เพชรอุบล ชีวิตที่รอวันฟ้าเปิด

tepporn 02หนึ่งในขุนพลเพลงอีสาน เทพพร เพชรอุบล ผู้ขับร้องเพลง "อีสานบ้านเฮา" จน "หอมดอกผักกะแยง...." กันไปทั่วประเทศ วันนี้ เขายังหวังกลับมากับผลงานเพลงที่บรรจงแต่งให้ จินตหรา พูนลาภ กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ ขับร้อง เทพพร วันนี้ร่างกายยังคงเป็นอัมพฤกษ์ ทำให้พูดออกเสียงได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็คุยได้รู้เรื่อง กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ถึง เพลง ล่าสุด "รอวันฟ้าเปิด" ที่ส่งให้ สิทธิพร ขับร้องในสังกัด อินคัม ว่าคล้ายกับชีวิตของตนเอง

"เพลงนี้เดิมชื่อ ขอวันเวลาวันฟ้าเปิด มันเป็นการเปรียบเทียบตอนวันฟ้าปิด ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ล้มอย่างเดียว มันมียืนขึ้นบ้าง ผมเปรียบเทียบเหมือนหนุ่มบ้านนอกเข้าไปหางานทำก็คล้ายกับตอนฟ้าปิด แต่เมื่อเราสำเร็จในด้านการงานแล้วทุกอย่าง มันเหมือนเวลาวันฟ้าเปิด สำหรับชีวิตตอนนี้เหมือนฟ้ากำลังแง้มๆ มีตั้งเค้าฝนนิดๆ สุขภาพดีขึ้น บางทีก็เหนื่อย เวลาพูดคุย ช่วงไหนที่กินข้าวแล้วอร่อย จะทำให้อึดอัด จะพูดออกเสียงก็ลำบาก เดี๋ยวนี้จะกินข้าวมื้อเช้าเยอะๆ ตอนเย็นกินข้าวต้ม น้ำหนักมันขึ้นมา 4-5 กก. ตอนนี้ร่างกายเดินได้แล้ว 75-80 เปอร์เซ็นต์"

อดีตนักร้องระดับแถวหน้าของอีสาน พูดถึงการแต่งเพลงของตนเองว่า มักจะไม่ได้แต่งเก็บเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเขียนตามที่เขาสั่งเพลงมาจะทำได้ดีกว่า "เวลาใคร (ค่ายเพลง หรือนักร้อง) สั่งก็เขียน ถ้าปกติสบายดีก็ไม่ได้เขียน เพราะเวลามีคนสั่งมาก็จะได้พล็อตมาก็จะเขียนได้ดี ตอนนี้ ได้เขียนเพลงให้ มี จินตหรา พูนลาภ สิทธิพร สุนทรพจน์ และนักร้องในค่ายชัวร์ ออดิโอ นอกจากเพลง รอวันฟ้าเปิดแล้ว ยังมีเพลง "ไอดินกลิ่นกรุง" แต่งมาได้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่ายมาสเตอร์เทปเขาคงเชียร์เพลงอื่นก่อน แล้วมาเชียร์เพลงของเรา อย่างเพลง "คิดฮอดตลอดเวลา" ที่จินตหราร้อง เขาก็มาเชียร์ทีหลัง ชุดของสิทธิพรแต่งไป 3-4 เพลง เขาเลือกมา 1 เพลง ลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในมือผม แต่บางเพลงก็ซื้อขาดไป เพลงที่แต่งทั้งหมดมีร่วม 500 เพลง มีบริษัท ทีทีซี ของอาร์เอส จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้"

tepporn 03tepporn 04

ขุลพลเพลงอีสาน กล่าวทิ้งท้าย ถึงคนในวงการว่า คิดถึงวงการ แต่ร้องเพลงไม่ได้แล้ว ว่างๆ ให้แวะมาเยี่ยมกันบ้าง "อยากจะกลับมาหน้าเวที ยังคิดถึงวงการ คงไม่มีโอกาสได้ร้องเพลง แต่ผมยังมีมันสมองถ่ายทอดผลงานเพลงให้ วงการลูกทุ่งอีสาน อยากให้มีศิลปินอีสานมากๆ ถ้าใครจะทำเพลงอีสาน ลองติดต่อได้ที่โทร. 08-1262-2451 สำหรับใครที่เผื่อมาขอนแก่น แวะเยี่ยมเยือนกันบ้าง"

ชีวิตที่ดั่งฟ้าจะแง้มเปิด จะสดใสเพียงไร คงต้องอยู่กับแฟนเพลงผู้ฟังและคนในวงการจะได้มีส่วนร่วมในการสร้าง ฟ้าใหม่ให้อดีตขวัญใจอีสานคนนี้

tepporn petubon 01

จาก : นสพ. คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

จากไปอย่างสงบ! อาลัย "เทพพร เพชรอุบล"

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายเทพพร บุญสุข หรือ เทพพร เพชรอุบล ศิลปินและนักแต่งเพลงลูกทุ่งชื่อดัง เนื่องจากอาการป่วยโรคมะเร็งตับ ผู้สื่อข่าวจึงได้ไปที่บ้านพักเลขที่ 118 ม.4 บ้านห้วยชัน ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ได้รับการเปิดเผยจาก นางพิกุล บุญสุข อายุ 64 ปี ซึ่งเป็นภรรยาว่า อาการของครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง ได้ทรุดอย่างกระทันหันในช่วงเวลาประมาณ 03.00 น.วันที่ 22 ต.ค. โดยมีอาการตัวแข็ง ไม่ขยับตัวไม่ตอบสนอง มีเพียงแค่อ้าปากค้าง และลืมตากรอกไปมาช้าๆ หรือซึ่งผิดปกติแตกต่างจากวันที่ผ่านมา ที่สามารถพูดคุยได้ วิจารณ์เพลงที่ลูกศิษย์แต่งให้ฟังได้ จึงได้โทรบอกให้เพื่อนญาติๆ ได้ทราบกันว่า อาการไม่ค่อยดี ทรุดหนักมากจนขยับตัวไม่ได้ มีอาการอ่อนแรงตัวแข็ง ไม่ตอบสนอง กินไม่ได้ ดื่มน้ำแทบจะไม่ได้แล้ว

tepporn petubon 04

และในวันนี้ได้มี นายธีระชาติ เล็กสิงห์โต ลูกศิษย์นักแต่งเพลง โดยเฉพาะเพลง "คืนเดือนหลายดวง" ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายที่ได้ร่วมกันแต่งกับลูกศิษย์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อประกอบในภาพยนต์เรื่อง "มนต์รักสีพันดอน" ของ สุรสีห์ ผาธรรม มาเปิดให้ฟัง โดยมีญาติสนิทร่วมรับฟังด้วย

นางพิกุล กล่าวต่อว่า หลังจากเมื่อกลางปีที่แล้ว อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งได้กำเริบ ต้องหามส่งโรงพยาบาล จนกระทั่งออกมารักษาตัวที่บ้าน อาการของนายเทพพรก็ทรงและทรุดมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งไม่สามารถเดิน หรือช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อสามเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังพูดคุยพยุงนั่ง ยกไม้ยกมือ ทานอาหารได้ เมื่อวานยังพูดคุยหัวเราะกับลูกหลานได้อย่างปกติ แต่กลับทรุดกระทันหันในช่วงดึกที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนก็ได้เตรียมใจและทำใจไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 20.14 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า นายเทพพรได้เสียชีวิตอย่างสงบ โดยมีญาติและศิลปินลูกทุ่งเช่น  ศักดิ์สยาม เพชรชมภู, เหลือง บริสุทธิ์, เทพรังสรรค์ ขวัญดารา ทีมตลกที่เคยร่วมงานวงดนตรีเทพพร เพชรอุบล มาเฝ้าดูใจจนวินาทีสุดท้าย โดยญาติจะนำศพไปตั้งบำเบ็ญกุศลที่วัดบ้านห้วยชัน ตำบลศิลา ซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักช่วงเช้าวันที่ 23 ตุลาคม นี้

tepporn petubon 03ประวัติ "เทพพร เพชรอุบล"

สำหรับนายเทพพร เพชรอุบล นั้นมีชื่อจริงว่า เทพพร บุญสุข เกิดปี พ.ศ. 2496 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวบ้านโนนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี  คนที่บ้านเรียกว่า อ๋อ เขาจบชั้น ป. 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน ก่อนจะไปต่อชั้นมัธยมในตัวจังหวัด และจบการศึกษาชั้นสูงสุดปีที่ 3 แผนกช่างกลโรงงาน จากโรงเรียนองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ หรือ ร.ร.ส.ป.อ. ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เมื่อปี 2509

หลังจบการศึกษา เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อโรงเรียนเพาะช่าง สาขาประติมากรรม แต่เรียนได้ 2 ปีก็ลาออก เนื่องจากอยากเป็นนักร้อง เพราะมีพรสวรรค์ในการร้องรำทำเพลง สนใจดนตรีและเสียงเพลงมาตั้งแต่ยังเด็ก ระหว่างที่เรียนช่างกล ส.ป.อ. ก็เคยขึ้นร้องเพลงให้กับทางโรงเรียน โดยผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการอยากเป็นนักร้องในยุคนั้นของเขาก็คือ พร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น ซึ่งเขาสามารถเลียนเสียงเพลงแหล่ของ พร ภิรมย์ ได้เหมือนมาก

ที่บ้านเกิด เขาจับคู่กับ นพดล ดวงพร โฆษกวิทยุประจำจังหวัดในสมัยนั้น ออกรับงานร้องเพลงตามที่ต่างๆ ในเขตจังหวัด ต่อมาทั้งสองเกิดความคิดขยับขยายความดังออกไปนอกตัวจังหวัด ด้วยการไปเป็นนักร้องวงดนตรีใหญ่ในกรุงเทพฯ จึงพากันมาสมัครอยู่กับวง ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ซึ่งที่นี่ พิพัฒน์ บริบูรณ์ เจ้าของวงให้ เทพพร ใช้ชื่อว่า จะเด็ด เพชรอุบล

นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว ที่วงเขายังมีหน้าที่พิเศษคือ คัดลอกเพลงจากสมุดเล่มเก่าลงเล่มใหม่ ด้วยเหตุว่าเป็นคนลายมือสวย งานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการแต่งเพลงไปโดยอัตโนมัติ ในช่วงนี้ เขาได้ลองแต่งเพลงหลายเพลง โดยใช้ชื่อว่า เทพพร ศิริโมกุล

ที่วงดนตรีศักดิ์ศรี ศรีอักษร เขาได้รับการสนับสนุนให้บันทึกเสียงหลายเพลง แต่เพลงแรกที่เขาแต่งเองร้องเอง มีชื่อว่า  “นับหมอนรถไฟ“ ซึ่งเขียนขึ้นจากประสบการณ์การหลงทางในกรุงเทพฯ ของเขาเอง จากนั้น เทพพร ก็แต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเพลง หมั่นไส้ ซึ่ง ผ่องศรี วรนุช ร้องแก้กับเพลง เสียวไส้ ของสุรพล สมบัติเจริญ

ต่อมาไม่นาน วงดนตรีศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็ยุบวง เทพพร หันไปทำงานสารพัดที่ค่ายทหารอเมริกัน ในสนามบินอุบลราชธานี แต่ถ้ามีเวลาว่างก็ขึ้นร้องเพลงกับวงดนตรีที่เปิดการแสดงในเขตจังหวัด และเล่นดนตรี (แซกโซโฟน กับ แอคคอเดียน ที่ไปเรียนรู้มาจากวงศักดิ์ศรี ศรีอักษร) ให้กับหมอลำคณะรังสิมันต์ ต่อมา วิเชียร สติรอดชมภู ชักชวนให้มาเป็นโฆษก พร้อมทั้งทำหน้าที่เล่นดนตรี และเล่นตลก ประจำวงดนตรีและหมอลำคณะเพชรสยาม ภายใต้การบริหารของ เทพบุตร สติรอดชมภู ซึ่งยังมีวงดนตรีและคณะหมอลำอยู่ในสังกัดอีกหลายวง

ที่นี่ ผลงานการแต่งเพลงของเทพพร ได้สร้างนักร้องดังในสังกัดของเทพบุตร สติรอดชมภูขึ้นมาคนหนึ่ง เขาชื่อ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ที่โด่งดังถึงขั้นสามารถประชันกับวงดนตรีชื่อดังแห่งยุคของภาคกลางอย่าง สายัณห์ สัญญา ได้เลยทีเดียว ซึ่งในช่วงนี้เทพพร เริ่มเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เทพพร เพชรอุบล และหันมารับบทนักร้องอีกครั้ง พร้มกับได้บันทึกเสียงเพลงดัง “คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ”

เพลงนี้บันทึกแผ่นเสียงลงบนแผ่นเดียวกับเพลง “ลำเพลินเจริญใจ“ ของ ดาว บ้านดอน แต่อยู่คนละหน้า และก็ถูกความดังของลำเพลินเจริญใจกลบเสียสิ้น แต่ต่อมาเกิดเหตุรัฐประหารในประเทศ และมีคำสั่งห้ามโฆษณาตามวิทยุ ทำให้รายการวิทยุไม่มีรายได้ และเตรียมอำลาหน้าปัด จึงเปิดเพลง “คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ” ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “ยกมือขึ้นบ๊าย บาย เป็นความหมายว่าอ้ายลาก่อน“ เพื่ออำลาแฟนเพลง เพลงนี้จึงดังขึ้นมา

 

คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ - เทพพร เพชรอุบล

จากนั้นในปี 2518 เขาลาออกจากวง และได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรี เทพพร เพชรอุบล ซึ่งสามารถยืนอยู่ในวงการได้ 7 ปี จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักร้องรับเชิญตามวงต่างๆ นอกจากนี้ เทพพร ยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่นมากมาย ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง

อดีตนักร้องระดับแถวหน้าของอีสาน พูดถึงการแต่งเพลงของตนเองว่า มักจะไม่ได้แต่งเก็บเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเขียนตามที่เขาสั่งเพลงมา จะทำได้ดีกว่า "เวลาใคร (ค่ายเพลง หรือนักร้อง) สั่งก็เขียน ถ้าปกติสบายดีก็ไม่ได้เขียน เพราะเวลามีคนสั่งมาก็จะได้พล็อตมาก็จะเขียนได้ดี"

 

สั่งฟ้าไปหาน้อง - เทพพร เพชรอุบล

จากการทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้ปลายปี 2540 เขาล้มป่วย เนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ไม่สามารถพูดหรือเคลื่อนไหว และช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำให้เขาหายจากโรค และกลับมาแข็งแรง สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อีกครั้ง

tepporn petubon 02ผลงานเพลง (ร้อง)

1. อาลัยพระธาตุพนม 2. คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ 3. นัดวันให้น้องรอ 4. สั่งฟ้าไปหาน้อง 5. เสียงแคนแทนใจ 6. ฝังใจเวียงจันทน์ 7. สามเกลือเที่ยวกรุง (2) 8. รำวงหาคู่ 9. ครวญหาอังคนางค์ 10. จนแท้น้อ 11. ร้องไห้ทำไม 12. บ่ลืมบ้านนอก 13. สัมภาษณ์เทพี 14. ป๋ากันเถาะ 15. ไก่จ๋าไก่ 16. คนอุ้มไก่ 17. กลับมาเถิดน้อง 18. นับหมอนรถไฟ 19. อีสานบ้านเฮา

รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ

  • รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ปี 2535
  • รางวัลศิลปินมรดกอีสาน  จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปี 2554

ผลงานบริการสังคม     

  • แต่งเพลงและร้องเพลงในเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เมื่อปี 2518 ทำให้คนไทยรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้นมิรู้ลืม
  • ร่วมแต่งเพลงและร้องเพลง จำหน่ายเพื่อการกุศลในวาระ 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี และวาระสมโภชน์ 100 ปี จังหวัดอุดรธานี ปี 2535
  • สนับสนุนณรงค์คนอีสานไม่กินปลาดิบ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ขอนแก่น และคณะเพชรพิณทอง ปี 2535
  • สนับสนุนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2536 ได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลง ให้เป็นตัวแทนนักร้องของภาคอีสาน แต่งเพลงและร้องเพลงเนื่องในงานส่งพระวิญญาณสมเด็จย่า
  • ได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่ วัดพระศรีนครินทร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

อาลัยพระธาตุพนม - เทพพร เพชรอุบล

tepporn petubon 05จนกระทั่งเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2555 ที่ผ่านมา นางพิกุล บุญสุข หรือ โบตั๋น ภรรยาที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ได้นำตัวเทพพร ส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  อีกครั้งหลังจากมีอาการทรุดหนักเพราะอาการอัมพฤกษ์กำเริบ ประกอบกับมีภาวะโรคตับแทรกซ้อนด้วย และต้องนอนพักอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือนถึงได้กลับไปอยู่ที่บ้าน ที่ ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และเทียวเข้าออกโรงพยาบาลตลอด  17 ปีที่ผ่านมา

จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อเวลา 20.14 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2556 ในวัย 66 ปี

จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก : วันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2556

ทีมงานเว็บไซต์ ประตูสู่อีสาน : IsanGate.com ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของขุนพลเพลง เทพพร เพชรอุบล และขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวบุญสุข ต่อการจากไปของนักร้อง/นักแต่งเพลงขวัญใจคนอีสานท่านนี้ด้วยครับ

 

redline

backled1

 

mp3

เอกราช สุวรรณภูมิ

akarat suwanapoom2นักร้องรางวัลมาลัยทองเพลงยอดเยี่ยม "กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง"

เอกราช สุวรรณภูมิ หรือ ทัตธนาเดช ศรีนนท์ หรือ เอก เกิด 12 ธันวาคม 2512 เป็นลูกของนายปาน และนางบุญ ศรีนนท์ ชาวอำเภอสุวรรภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เขาเป็นคนที่ 11 ในจำนวนพี่น้อง 12 คน พ่อมีอาชีพตัดผม แม่เป็นอดีตนักร้องหมอลำ

การศึกษา เรียนสาขาพลศึกษา จากโรงเรียนพลประชานุกูล จังหวัดขอนแก่น แต่อยู่ ม.3 ก็หนีออกจากบ้านเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อมาหาพี่สาวที่อาศัยอยู่แถวสุขุมวิท 22 ทั้งที่มีเงินไม่กี่บาท ด้วยความที่เข้ากรุงเทพฯ มาโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อน ดังนั้นจึงลำบากไม่ธรรมดา ที่นอนไม่มี ต้องไปนอนใต้สะพานลอยตั้งแต่ลงจากรถ เจอยุงมหานครกัดน่วมตั้งแต่คืนแรก จากนั้นก็ใช้เท้าเดินไปตามหาพี่สาวจนเจอ (บังเอิญหรือเปล่า)

เมื่อมีที่อยู่แล้วจึงเริ่มทำงานหาเงิน อาชีพแรกคือ เข็นรถขนมปังสังขยา ขายแถวสยาม สะพานควาย เก็บเงินจนได้ 300 บาท จึงซื้อวิทยุมาฟัง เป็นสมบัติชิ้นแรกที่ภาคภูมิใจมาก ตั้งแต่นั้นระหว่างขายขนมปัง จึงมีวิทยุฟังและฝึกร้องเพลงไปในตัว

อยู่มาวันหนึ่ง เอกร้องเพลงตามวิทยุอยู่หลังร้านด้วยเสียงอันดัง ทำให้เถ้าแก่ได้ยิน และชมว่า "เสียงดีนี่" เอกราชจึงบอกเถ้าแก่ว่า "ผมอยากเป็นนักร้อง แต่ไม่มีเงินไปสมัครที่ต้องมีชุดสูท" เถ้าแก่ใจดีให้เงินไปตัดสูท แล้วพาไปฝากร้องเพลงที่สวนอาหารให้ด้วย หลังจากร้องเพลงที่สวนอาหาร เอกก็คิดอยากร้องในคาเฟ่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่กล้าเข้า จึงไปสมัครเป็นคนรับรถก่อน เพราะคนที่ได้ร้องเพลงที่สวนอาหาร ต้องผ่านการประกวดร้องเพลงมาแล้วทั้งนั้น เขาจึงจะรับ ระหว่างที่เป็นเด็กรับรถอยู่นั้น เอกก็จะร้องเพลงไปด้วย จนผู้จัดการที่ดูแลนักร้องเดินออกมาข้างนอกและได้ยิน จึงแนะนำว่าน่าจะไปร้องเพลง ไม่น่ามารับรถแบบนี้ เอกจึงฉวยโอกาสตรงนั้นเอาไว้

akarat suwanapoom

หลายปีกับการสั่งสมประสบการณ์ในการร้องเพลง จนความสามารถไปเข้าตา อ.พิมพ์ปฏิภาณ พึ่งธรรมจิต นักเรียบเรียงเสียงประสาน จึงชักชวนไปประกวดเข้า ค่ายแกรมมี่ โกลด์ ที่เพิ่งเปิดใหม่ และ เอก ก็ชนะเลิศได้ที่ 1 (สมัยเดียวกับ ไมค์ ภิรมย์พร) แล้วเซ็นสัญญาเข้าสังกัด แกรมมี่โกลด์ ซึ่งใช้นามว่า "เอกราช สุวรรณภูมิ" มีผลงานเพลงกับแกรมมี่โกลด์ 3 ชุด คือ ชุด "แผลในใจ" ที่มีเพลงสร้างชื่อ คือ เพลง "กลับมาทำไม" ชุด ที่ 2 คือ ชุด น้ำตาดาว ชุดที่ 3 คือ ชุดร้องไห้สองหน จากนั้น เอก ก็หมดสัญญากับทางค่าย แกรมมี่โกลด์ รวมระยะเวลา 6 ปี

akarat suwanapoom 1

จากนั้น เอกราช ก็หันมาเซ็นสัญญากับค่ายน้องใหม่ คือ บริษัทนพพงศ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และมีผลงานชุดแรก คือ กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง ซึ่งได้วางแผงเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2543 แฟนเพลงทั่วประเทศให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง และ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 ผลงานชุด กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง ก็ได้รับรางวัล เพลงยอดเยี่ยม ในงานประกาศรางวัล "มาลัยทอง" ขณะเดียวกันเพลงนี้ ยังขึ้นสู่อันดับ 1 ของเพลงยอดนิยมทั้ง คลื่น เอฟ.เอ็ม 95 และ คลื่นลูกทุ่ง เวทีไท 90

ในปี 2545 เอกราช มีผลงานชุดใหม่ ในชื่อชุด "สัญญา 5 บาท" ผลงานจากปลายปากกาของ รูสลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงมือทองในยุคปัจจุบัน ผู้ที่เคยเขียนเพลง "กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง" ให้เอกราชโด่งดังมาแล้ว โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว และมีผลงานละครทีวีด้วยเรื่อง "รวมพลคนใช้" ที่แพร่ภาพทางช่อง 3

akarat suwanapoom 2

นักร้องลูกทุ่ง เอกราช สุวรรณภูมิ เผยถึงธุรกิจใหม่ที่กำลังทำ “ปลาร้าทรงเครื่อง เอกราช สุวรรณภูมิ” หลังหายหน้าจากวงการเพลงไปสักพัก ในงานแถลงข่าวเปิดตัวคลื่น ‘อีสานเรดิโอเน็ตเวิร์ค’ ว่า “ตอนนี้มีอัลบั้มชุดใหม่ล่าสุด และขึ้นอันดับ 1 ของ เอฟเอ็ม 90 คือ ผลงานเพลง ‘โทรหาอ้ายเด้อ’ ในอัลบั้ม ‘น้ำพริกถ้วยเก่า’ คือ ผมไม่ได้หายไปไหน ผมไปทำอัลบั้มเพลงเก่า ‘เจียละออ’ ของทางโฟร์เอส และมีละครบ้างนิดหน่อย แต่ตอนนี้เราเริ่มหันไปทำพวกปลาร้าทรงเครื่อง ปลาร้าผัดสุกแล้ว คือ พอมีฝีมือทางด้านนี้ ผมเพิ่งเริ่มทำได้ประมาณ 2 เดือนครับ อีกไม่นานคงได้โฆษณาและวางขายตามร้านต่างๆ”

“ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ปลาร้าทรงเครื่อง เอกราช สุวรรณภูมิ คือ เราจะมีโรงงานเล็กๆ ทำกันเอง ผมว่าน่าจะไปได้ดี เพราะศิลปินทุกท่าน บางทีร้องแต่เพลง อาชีพตัวเองยังไม่มี ฉะนั้นถ้ามีเงินมีทอง นักร้องรุ่นใหม่ๆ ก็ให้ทำอาชีพตัวเองบ้าง เราก็เห็นกันอยู่หลายท่าน อยากให้มีธุรกิจของตัวเองบ้าง ถามว่าเกี่ยวไหมที่เด็กใหม่เกิดขึ้นเยอะ เลยเริ่มหันมาจับธุรกิจเพิ่มขึ้น คือ ผมเข้าใจว่าวงการลูกทุ่ง มันก็ต้องทันสมัย อยากจะชมของใหม่แต่ของเก่าก็อย่าไปทิ้ง คือ ของเก่าของใหม่ก็คุณภาพหมด” เอกราช กล่าว

akarat suwanapoom5

 

กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง - เอกราช สุวรรณภูมิ

 

redline

backled1

 

mp3

siriporn 02ศิริพร อำไพพงษ์

นักร้องดีเด่นมาลัยทอง 2543

นักร้องลูกทุ่งหมอลำ ชาวอีสานที่ยังครองความเป็นขวัญใจชาวอีสานอยู่ และมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ศิริพร อำไพพงษ์ มีชื่อ-นามสกุลจริงว่า ศิริมา อำเคน เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2507 ที่ บ้านดอนกลอย ตำบลดอนกลอย กิ่งอำเภอพิบูลย์ลักษณ์ จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายกองมี อำไพพงษ์ และนางออ อำเคน จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ โรงเรียนบ้านดอนกลอย บ้านเกิด

ศิริพร อำไพพงษ์ มีชื่อเล่นว่า เม็ก (ต้นหมากเม็ก) คนในครอบครัวเรียก นางเม็ก บ้างเรียก โจ้ โดยทั่วไปเรียก "นาง" หรือ "พี่นาง" มีพี่น้อง 10 คน ชาย 4 คน หญิง 6 คน ศิริพร เป็นคนที่ 7 พ่อแม่ทำนา และพ่อเป็นหมอลำกลอนกับพี่น้องอีก 10 คน ครอบครัวมีอาชีพทำนา และมีวงเป็นของตัวเองชื่อว่า "กองมี แสงอรุณศิลป์" รับงานแสดงหมอลำเพลิน-หมอลำเรื่องในละแวกไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก จะหยุดรับงานแสดงในช่วงฤดูทำนา ประมาณช่วงหลังออกพรรษาจึงเริ่มรับงานอีกครั้ง 

ศิริพร เติบโตในครอบครัวหมอลำ ทำให้เธอซึมซับและเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นคนความจำดี ทำให้ร้องเพลงหมอลำได้โดยไม่ต้องเรียนหรือฝึกซ้อมมากนัก "มันก็ซึมซับทุกวันที่เราได้ยิน ไม่ชอบก็ต้องชอบ (ยิ้ม) เหมือนอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ได้ยินพ่อ ได้ยินพี่สาวพี่ชายร้อง เวลาเขาซ้อม เป่าแคน ดีดพิณ เราอยู่ในเหตุการณ์ตลอด มันก็ซึมเข้าไปในตัว... พี่เริ่มไปร้องหมอลำกับวงของพ่อ ตั้งแต่ตอนอายุ 17-18 ไปเป็นหางเครื่อง เป็นแดนเซอร์ เต้น ร้อง ลำ ทำทุกอย่างที่พ่อให้ทำ"

ศิริพรเคยประกวดร้องเพลงชนะที่ 1 ในแนวของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" กับ "ลุงเขียว" โฆษกวิทยุที่เมืองเลยเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อโตขึ้นมาก็มาทำงานช่วยเหลือทางบ้าน เป็นนักร้องเพลงหมอลำประจำวงของครอบครัว มีพี่ชายเป็นพระเอก พี่สาวเป็นนางเอก ซึ่งเจ้าตัวรวมถึงคนอื่นๆ ต่างคิดไม่ถึงว่าหลายปีให้หลังเธอจะกลายเป็นนักร้องชื่อดัง

ชิวิตที่พลิกผัน

ชีวิตของศิริพรพลิกผัน เมื่อพี่สาวที่เป็นนางเอกเกิดป่วยทำการแสดงไม่ได้ เธอจึงได้รับโอกาสให้ขึ้นแสดงเป็นนางเอกแทน ซึ่งศิริพรก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเธอจดจำบทและวิธีการแสดงได้แม่นยำจากการที่คลุกคลีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ศิริพรเริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น เมื่อเริ่มออกไปแสดงกับคณะอื่น หลังจากที่วงของครอบครัวต้องหยุดทำไป เนื่องจากพ่อมีอายุมากขึ้น

กระทั่งราวช่วง พ.ศ. 2526 ชีวิตของศิริพรพลิกผันอีกครั้ง เมื่อประยูร จันทรุศร พาเธอไปร้องเพลงออกอากาศที่ ทีวีช่อง 4 ขอนแก่น (ทีวีขาวดำ) กับคณะสุเทพ ดาวดวงใหม่ และได้พบกับอาจารย์นคร แดนสารคาม การพบปะกันในครั้งนี้ทำให้ชีวิตของศิริพรเปลี่ยนไป คุณดอย อินทนนท์ ได้เห็นแววจึงให้โอกาสอัดเสียง โดยครูดอย อินทนนน์ เป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้เธอใหม่ นั่นคือ "ศิริพร อำไพพงษ์"

ศิริพรให้สัมภาษณ์ว่า "ชื่อจริงชื่อศิริมา เปลี่ยนมา เป็นพร อาจารย์ดอย อินทนนน์ บอกว่า เอามาออก ไม่รู้อะไรจะมาบ้าง ถ้ามาดีก็ดีไป ตอนที่มาอัดเสียงใหม่ๆ ก็เอาเป็นศิริพร... นามสกุล อำเคน ที่นี้การตั้งชื่อนักร้อง ต้องให้คล้องจอง นามสกุลต้องสละสะสวยหน่อยเลยเป็น ศิริพร อำไพพงษ์ บ้านป่าขาดอนอะไรแบบนี้"  แนะนำให้ทำเพลงกลับ บริษัท กรุงไทย โดยอาจารย์นคร แดนสารคาม ชอบน้ำเสียงของศิริพรจึงนำกลอนให้ร้อง และพาเข้าสู่วงการ อัดเพลงชุดแรกที่มีชื่อว่า "สาวภูพานรำพึง" ตามด้วยชุดที่ 2 "พบรักที่หัวลำโพง" ผู้ฟังเริ่มชอบเสียงโดยเฉพาะเพลง "วาสนาดอกหญ้า" ที่เป็นเพลงเด่นกลอนดี จากนั้นจึงเริ่มอัดเสียงติดต่อกันรวดเดียว ชุดที่ 3 "ทุ่งร้างนางคอย" ชุดที่ 4 "น้องนกอกหัก" ชุดที่ 5 "อดีตรักหนองหาน" ผลการประพันธ์ของนักร้องนักจัดรายการวิทยุที่ชื่อ ก.ไก่ ใจเดียว หรือที่รู้จักกันในนาม ไก่ฟ้า ดาวดวง

siriporn 31

ศิริพรให้สัมภาษณ์บอกเล่าชีวิตในช่วงเวลานั้นว่า "ช่วงที่ทำวงกับที่บ้าน รายได้ก็ไม่มากทั้งวงได้เงินแค่สามพัน ห้าพัน ก็พอประทังอยู่ไป พอมีโอกาสทำเพลงชุด 'พบรักที่หัวลำโพง' แม้จะมีชื่อขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่โด่งดังอะไร ทำต่อไปอีก 5 ชุด รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีขึ้น จึงคิดจะเลิกร้องเพลง"

เมื่อเธอกำลังย่างเข้าสู่วัยเบญจเพส ศิริพรได้สูญเสียพ่อด้วยโรคมะเร็ง เธอจึงหันหลังให้กับหมอลำและการแสดง ไม่ได้ออกไปร้องเพลงเป็นเวลากว่า 3 ปีเต็ม โดยกลับไปทำนาที่บ้าน ศิริพรนั้นชอบทำนา เธอให้สัมภาษณ์ว่า "ทำเพราะอยากทำ สนุกดี ชอบดำนากับสายฝน นางเป็นคนชอบน้ำฝน มันชื่นใจ ทำให้ไม่เหนื่อย และได้ความรู้สึกเก่าๆ ทำให้มีความสุข"

กลับมาอีกครั้งเพราะไก่ฟ้า

แต่แล้วชะตาชีวิตก็เปลี่ยนอีกครั้ง ในเย็นวันหนึ่งขณะที่ศิริพรกำลังเกี่ยวข้าว ครูเพลงที่เคยร่วมงานกันมาแต่ก่อนอย่าง ไก่ฟ้า ดาวดวง ชักชวนเธอให้ไปร้องเพลงในงานกฐิน ที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ เฮียเล็ก ชอบหมอลำมาก จึงชักชวนไปร้องเอาเงิน ปรากฏว่า ศิริพรได้พวงมาลัยคล้องคอราว 30,000 บาท ทำให้เธอรู้สึกดีใจมาก "หยุดนานตั้งไป 3 ปี วันหนึ่งพี่ไก่ฟ้า ดาวดวง เขาเป็นนักจัดรายการวิทยุก็มาหา บอกให้ไปร้องเพลง เราคิดว่าดีกว่าไม่มีอะไร"

ชีวิตของศิริพรได้พลิกผันอีกครั้ง หลังจากได้พบกับเฮียเล็ก ซึ่งได้สนับสนุนศิริพรให้กลับคืนวงการอีกครั้ง และออกผลงานเพลงชุด "อาลัยรักที่ชุมพร" เมื่อราว พ.ศ. 2533 อย่างไรก็ตาม เพลงหมอลำในช่วงเวลานั้นกำลังได้รับความนิยมสูงมาก ทั้ง จินตหรา พูนลาภ, สาธิต ทองจันทร์ และเดือนเพ็ญ อํานวยพร เพลงของศิริพรจึงไม่ฮิตติดลมบนเท่านักร้องคนอื่น ศิริพรให้สัมภาษณ์ "ดวงเรายังขัดอยู่ การที่จะแหวกตลาดยากมาก เพราะหมอลำตอนนั้นบูมมากๆ"

siriporn 30

เปรี้ยงปร้างเพราะ โบว์รักสีดำ

หลังจากผลเพลงชุด "อาลัยรักที่ชุมพร" จึงทำต่อมาอีก 3 ชุด ปี 2534 อาจารย์ราช เมืองอุบล แนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่ของบริษัท พีจีเอ็ม แล้วจึงไปทำผลงานเพลงชุด "โบว์รักสีดำ" ศิริพรเล่าถึงเพลงนี้ว่า "เพลงมันยาวมาก มันเป็นกลอนลำประยุกต์ขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ได้คิด (ว่าจะดัง) แต่ว่าคนที่แต่งเขาดูลายมือให้... เขาบอกว่ายังไงก็ดัง อาจารย์สุพรรณ ชื่นชม (ผู้เขียนเพลง) มั่นใจทั้งเพลงและลายมือ เพราะเขาเป็นนักแต่งอยู่แล้ว เขาแต่งให้นักร้องดังหลายคน"

โบว์รักสีดำ ส่งให้ชื่อของ ศิริพร อำไพพงษ์ โด่งดังเป็นพลุแตก ไปที่ไหนผู้คนแห่ตามมาดูถล่มทลาย เทปขายดีระเบิด วงดนตรีรับงานจนไม่มีเวลาพัก เดินสายรับงานเดือนหนึ่งกว่า 40 งาน ศิริพรกล่าวถึงเพลง โบว์รักสีดำ ว่า เป็นเพลงที่พลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ

หลังจากโด่งดังจากเพลงโบว์รักสีดำ ศิริพร อำไพพงษ์ รู้สึกท้อถอย เกิดอาการเบื่อ และคิดจะเลิกร้องเพลงอีกครั้ง แม้ว่าเพลงโบว์รักสีดำจะยังคงเป็นที่นิยมมาโดยเสมอก็ตาม และได้เริ่มทำอัลบั้มกับพีจีเอ็มจนถึงปี 2542 จำนวน 31 ชุด คือ โบว์รักสีดำ ลำเพลินเชิญเต้น ไฟใกล้ฟาง ล้างจานในงานแต่ง (เริ่มร่วมงานกับ ครูสลา คุณวุฒิ ครั้งแรก เพลงล้างจานในงานแต่ง ครูสลา เป็นผู้แต่งให้ และจากนั้นก็ทำงานด้วยกันมาตลอด แต่ไม่ได้ทำแบบเต็มอัลบั้ม แต่งบางเพลง) จะเห็นได้ว่าตลอดชีวิตของนักร้องเมืองอุดรคนนี้ มีจังหวะขึ้นและลงเสมอ เคยล้มเลิกความตั้งใจร้องเพลงแต่ก็กลับมาสร้างชื่อเสียงโด่งดังได้อีกครั้ง ศิริพรเคยให้สัมภาษณ์ว่า "มันเหมือนชีวิตถูกลิขิตมาอยู่ตรงนี้ เพราะจะเลิกตั้ง 3-4 ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้เลิกสักที"

siriporn4bigsiriporn2bigsiriporn3big

ย้ายค่ายมาดังกับ ปริญญาใจ

ปี 2542 ศิริพร ย้ายค่ายมาอยู่กับแกรมมี่ โดย คุณ ร.ราชวัตร โปรดิวเซอร์ประจำของศิริพร ออกจากพีจีเอ็ม เพราะเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ทำให้ศิริพร หันไปปรึกษา ครูสลา คุณวุฒิ ซึ่งร่วมงานกันมาตั้งแต่ ปี 2535 ตลอดเวลา 8 ปีกว่า และทราบว่าครูสลา ได้มาอยู่ประจำในตำแหน่งโปรดิวเซอร์กับแกรมมี่ โกลด์ จึงตัดสินใจขอมาทำงานด้วย เพราะคุ้นเคยกันอยู่ก่อนแล้ว กับการทำงานประเดิมชุดแรกแหวกแนวลูกทุ่งอีสาน เต็มตัวครั้งแรก กับครูเพลงคู่บุญอีกครั้ง "ครูสลา คุณวุฒิ" มาเป็นโปรดิวเซอร์ในงานชุด "ปริญญาใจ" วางแผง 24 สิงหาคม 2543 และเพลงนี้เองที่ทำให้สังคมไฮโซฮัมเพลงลูกทุ่งได้

siriporn 10 siriporn 11

ศิริพร กล่าวถึงความสำเร็จของเพลงปริญญาใจว่า "จริงๆ ขายได้เยอะกว่านี้นะ แต่เขาจะบอกแค่ยอดกลมๆ คือ หนึ่งล้านตลับ ส่วนตัวพี่เองก็ธรรมดา ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะพี่เป็นนักร้องมานาน ตอนโบว์รักสีดำก็ขายได้ถล่มทลาย ตอนนั้นเกินล้านตลับไปเยอะ พี่ก็เลยเฉยๆ พี่รู้สึกเหมือนเป็นนักร้องใหม่อยู่เรื่อย (ยิ้ม) ตอนไปลงตลาด ยังไม่มีทีวีเปรี้ยงปร้างแบบนี้ ไปไหนคนก็แตกตื่น มากอด มาหอม มาถ่ายรูป มันก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพี่ไปแล้ว"

siriporn 12 siriporn 13

ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงคู่บุญ เคยกล่าวถึง ศิริพร ว่า "ศิริพร เป็นนักร้องครบเครื่อง เป็นนักร้องที่ร้องเพลงได้สื่อสาร ร้องเพลงเหมือนไม่ได้ร้องเพลง แต่เหมือนกำลังเล่าเรื่อง ทำให้คนเชื่อ"

ปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ศิริพร อำไพพงษ์ เธอเป็นนักร้องสายบุญ โดยเงินที่ได้รับจากแฟนเพลงหน้าเวที เธอจะนำมาทำบุญด้านต่างๆ และเธอมักจะจัดกิจกรรมงานบุญอยู่เสมอ ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ สุชาติ สุขโมนมหาอุดม ผู้จัดการวงดนตรี (ปัจจุบัน เลิกรากันไปแล้ว)

ศิริพร อำไพพงษ์ ถือเป็นแบบอย่างของการเป็นนักร้องที่ดี ที่นักร้องรุ่นใหม่หลายคนได้ยึดเป็นแบบอย่าง ทั้งการสร้างผลงานเพลง ความสามารถด้านการร้องเพลงทุกรูปแบบ ความตรงต่อเวลา การวางตัวในวงการ การแสดงหน้าเวทีที่พอเหมาะพอดี โดยความเป็นนักร้องดัง แต่ทำตัวเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับความดัง ให้ความสำคัญกับแฟนเพลงวางตัวอย่างเป็นกันเอง ชอบทำบุญ และมีผลงานเพลงคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง แนวเพลงหลากหลาย ครอบคลุมผู้ฟังหลายกลุ่ม รวมทั้งการแสดงหน้าเวทีที่สนุกสนาน ทำให้ ศิริพร อำไพพงษ์ สามารถครองใจแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน ได้มากกว่า 30 ปี

siriporn pinkan concertsiriporn 05

การเดินสายของ วงพิณแคนแดนอีสาน ของศิริพร จะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึง พฤษภาคม มีงานเกือบทุกวันทั้งงานจ้างวง และงานล้อมผ้า เพื่อเป็นการย่นระยะทาง ไปต่องานในจังหวัดต่างๆ ส่วนวงดนตรีกว่า 200 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหางเครื่อง นักดนตรี หมอลำ ตลก เด็กในวงต่างๆ ประมาณ 70% จะเป็นลูกหลานพี่น้องของศิริพรทั้งนั้น ศิริพรมีส่วนร่วมในการวางคอนเซ็ปต์ในโชว์ต่างๆ อาทิ ตลก โชว์อาคาซ่า ซึ่งในวงแบ่งเป็นช่วงๆ เช่น โชว์เพลงลูกทุ่ง + สตริง ตลกอีสาน เพลงนานาชาติ (ไทยจีน) มีคาบาเร่โชว์ศิริพร และลิเกอีสาน เป็นต้น

ผลงานที่ผ่านมา : ออกอัลบั้ม สังกัดกรุงไทย 5 ชุด, สังกัด PGM 31 ชุด (โบว์รักสีดำ ดังที่สุด)
ผลงานปัจจุบัน : GRAMMY GOLD ล่าสุดชุดที่ 17 คนใช่ เกิดช้า

ผลงาน ชุดที่ 8 กรุณาอย่าเผลอใจ : ศิริพร อำไพพงษ์

siriporn tape150เป็นงานเพลงของแหบมหาเสน่ห์อย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ เป็นแนวเตือนใจสำหรับคนที่มีคนรัก หรือมีคู่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม "กรุณาอย่าเผลอใจ" และ "คึดฮอดกอดบ่ได้"

ส่วนคำร้องออกแนวลูกทุ่งอีสาน ที่มีภาษาอีสานผสมมากับเนื้อร้องเช่นเคย ถือเป็นแนวถนัดของสลา คุณวุฒิ ขณะที่แนวดนตรีฟังง่ายๆ แต่ยังคงสไตล์เดิมของศิริพร เอาไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์

ยังมีเพลงที่ออกแนวพบรักอย่างเพลง "คนนี้ล่ะแม่น" สำหรับสาวโสด และ เพลง ออนซอนเจ้าบ่าว ที่เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบไปงานแต่งงานของคนอื่น นอกจากนี้ มีเพลง ใต้ต้นสะแบง ผลงานการแต่งของสุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน และ เพลงสาวฮ้านน้อย แต่งโดยวีระเดช ไกรศรี เป็นเพลงจังหวะโชะๆ ที่น่าฟังมาก ถ่ายทอดชีวิตของชาวต่างจังหวัด ที่มาทำงานเก็บเงินจากกรุงเทพฯ จากนั้นก็กลับบ้านไปเปิดกิจการคาราโอเกะเล็กๆ ที่บ้านเกิด ฯลฯ

ผลงาน ชุดที่ 9 ตัวจริงประจำใจ : ศิริพร อำไพพงษ์

siriporn album 9เป็นงานเพลงชุดล่าสุดของนักร้องเสียงแหบมหาเสน่ห์อย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ ผลงานเพลงชุดนี้มีเพลงที่น่าฟังอย่างชื่อชุด ตัวจริงประจำใจ, แรงใจจากปลายนา, กอดลาว่าที่.. ที่เป็นเพลงของหนุ่มสาวชาวบ้านที่มีใจให้กัน

ในชุดนี้มีเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานที่น่าฟังมาก ทั้งในแง่คิดและความเป็นจริง เพลงแรก คึดฮอดน้องสาว ที่เล่าถึงความห่วงหาอาทรต่อน้องสาวที่ไปแสวงหางานทำในเมืองกรุงเพื่อส่งเงินทองจุนเจือให้พ่อแม่ทางบ้าน ซึ่งคนอีสานส่วนใหญ่จะรับรู้ได้ด้วยใจกับเพลงนี้

ส่วนอีกเพลงหนึ่งเป็นตรงข้ามคือ ตายายกับหลานน้อย เป็นการไปแสวงหาความสุขส่วนตนของหนุ่มสาวบ้านนอก ทิ้งตายายเฝ้าบ้าน ยังไม่หนำใจยังเอาหลานกลับมาให้สองเฒ่าตายายเลี้ยงให้อีก นี่ก็แง่มุมหนึ่งของชีวิต และมีเพลงสุดท้ายในชุดที่แต่งโดยครูเพลง พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ฮักกันไว้เด้อ ต้องการให้เห็นความรักและสามัคคีของคนไทยในทุกภาคมีต่อกัน เพราะสันติจะเกิดได้ก็เมื่อความรักห่อหุ้มหัวใจให้เป็นสุข ในเพลงชุดนี้จะได้ยินเสียงพิณอีสานอยู่หลายเพลง บรรเลงโดยมือพิณผู้ยิ่งใหญ่ ทองใส ทับถนน ม่วนคักหลาย...

ยังมีผลงานชุดต่อๆ มาอีกหลายชุด มีเพลงดังติดหูหลายเพลง โดยเฉพาะเพลงที่มีแฟนๅ ขอคำแปลภาษาอีสานกันมา เช่น แจ่วบองในกล่องคอมพ์, ย้านบ่มีชาติหน้า, ทางนั้นเป็นจั่งใด๋, บ่เหงาบ่คึดฮอด, ฝากเสียงลมล่อง, เมียบ่ได้แต่ง, รับของโจร และยังมีอีกหลายๆ เพลง ถ้าแฟนเพลงท่านใดชื่นชอบแต่ฟังเนื้อหายังไม่เข้าใจก็แนะนำกันมาได้ครับ

siriporn 14 siriporn 15

เมื่อศิริพร มาปะทะกับ Bodyslam

ชื่อของ "ศิริพร อำไพพงษ์" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเธอร่วมงานเพลงกับวง Bodyslam ในเพลงคิดฮอด เมื่อ พ.ศ. 2553 ศิริพรเล่าเบื้องหลังเพลงนี้ว่า "เขา (อาทิวราห์ คงมาลัย-ตูน) เป็นคนเล่าให้เราฟัง... ตอนนั้นเขาหยุดไป หยุดไปกี่ปีก็ไม่รู้ เขาจะเริ่มมาอัดใหม่ เขาก็หาเพลงที่จะมาเป็นอัลบัมในชุดนี้ ในชุดคราม เขาก็ไปหาลำตัด ลำฉ่อย ลิเก สารพัดสารเพ แล้วมาเปิดเทียบกัน... เขาก็ทำเป็นดนตรีออกมานิดๆ หน่อยๆ พ่อเขาก็ช่วยคิดด้วย แต่น้องตูนเขาบอกว่า ตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ ยังไปโรงเรียน พ่อเขาเปิดเพลงนี้ โบว์รักสีดำ ให้ฟังประจำ เขาชอบดนตรี" อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีเพลงโบว์รักสีดำในวันนั้น ก็คงไม่มีเพลงคิดฮอดในวันนี้

Bodyslam - คิดฮอด feat.ศิริพร อำไพพงษ์

เพลงโบว์รักสีดำเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้ "ศิริพร อำไพพงษ์" โด่งดังเป็นพลุแตก ถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2564 เพลงนี้ก็มีอายุครบ 30 ปี ผูกใจคนไทยจนได้รับความนิยมมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เพลงโบว์รักสีดำเป็นเพลงอมตะ เป็นเพลงในตำนาน ก็คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก

siriporn 16 siriporn 17

ติดตามความเคลื่อนไหวของเธอได้ทาง Facebook Fanpage

เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ

  • รางวัลมาลัยทอง ปี 2543 สาขานักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยม ในเพลง ปริญญาใจ
  • รางวัลมาลัยทอง ปี 2548 สาขาเพลงสร้างสรรค์สังคมยอมเยี่ยม ในเพลง ฮักกันไว้เด้อ
  • ราวัลมหานครอวอร์ดส ครั้งที่ 9 ปี 2556 สาขาเพลงฮิตมาราธอน ในเพลง กอดคนนอกใจ
  • รางวัลสยามดารา สตาร์ อวอร์ด 2015 (ปี 2558) สาขานักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยม ในเพลง ปริญญาเจ็บ
  • ราวัลมหานครอวอร์ดส ครั้งที่ 12 ปี 2559 สาขารางวัลพิเศษศิลปินส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรมดีเด่น
  • คนดีศรีอีสาน ประจำปี 2561 (ครั้งที่ 37) โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

งานประโยชน์เพื่อสังคมและการกุศล

ศิริพร อำไพพงษ์ ได้ตั้ง มูลนิธิศิริพร อำไพพงษ์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ช่วยเหลือผู้ป่วยยากจน บริการช่วยเหลืออุปถัมปภ์เด็กกำพร้า คนชรา ที่ยากจนและยากไร้ พัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของโรงเรียนสำหรับเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการสาธารณประโยชน์ต่างๆ

siriporn 32

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)