foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
กำลังจะเปลี่ยนฤดูจากร้อนที่สุดไปเป็นร้อนน้อยลง พร้อมกับมีสายฝนประปราย ที่เหล่าเกษตรกรทั่วหล้าต่างฝากความหวังไว้ เหล่าเทวดาฟ้าฝนโปรดเมตตาปราณี ประทานน้ำฝนพอประมาณแต่พอดีอย่าให้มากมายจนท่วมพืชผลเสียหาย และอย่าให้แล้งแทรกในช่วงที่พืชผลกำลังตั้งท้องจะได้เม็ดได้หน่วยอุดมสมบูรณ์ พอที่จะคุ้มต้นทุนและแรงงานที่ได้ลงไป ไม่ต้องไปร้องแรกแหกกระเฌอให้ใครมาอุดหนุนช่วยเหลือทดแทนดังเช่นปีก่อนๆ ขอให้ปีนี้รอดปลอดภัยทุกๆ คนเทอญ 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

11219201
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
3681
7128
3681
10084408
94877
263003
11219201

Your IP: 3.227.0.150
2021-05-10 11:42
paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่ถูกใจเขาแล้ว จะทำดีเพียงใดก็ไม่มีทางถูกใจเขาดอก @นี่แหละชีวิต ##

huny sri isan

Hunny 01ฮันนี่ ศรีอีสาน มีชื่อจริงคือ สุพิณ เหมวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2513 เป็นลูกสาวคนสุดท้องของพี่น้อง 14 คน ของนายคำทา และนางมี เหมวิจิตร เกิดที่บ้านเมย ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จบการศึกษาภาคบังคับ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนโคกเมยประชาพัฒนา เมื่อปี พ.ศ. 2526 ด้วยใจรักในชีวิตศิลปิน ปี พ.ศ. 2529 ขณะอายุ 16 ปี ก็ได้เข้าสู่วงการหมอลำ เป็นนางเอกหมอลำยอดนิยมอยู่หลายคณะ เช่น ดอกฟ้ามหากาฬ เลิศฟ้าพรสวรรค์ ฯลฯ

ก้าวเข้าสู่วงการ

เธอเริ่มบันทึกเสียงชุดแรกเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ. 2534 กับบริษัท เยนาวี่ โปรโมชั่น ในอัลบั้มชุด "น้ำตาหล่นบนที่นอน" โดยการชักชวนของครูเพลงหมอลำ ดาว บ้านดอน และในขณะนั้นเพลง "เสือ" ของดารานักร้อง ฮันนี่ ภัสสร บุณยเกียรติ กำลังโด่งดัง หลายๆ คนทักว่าหน้าตาของเธอคล้ายกับ ฮันนี่ ภัสสร บุณยเกียรติ เธอจึงใช้ชื่อในการแสดงว่า "ฮันนี่ ศรีอีสาน" (ซึ่งฮันนี่เป็นหมอลำคนแรก และคนเดียวที่สวมชุดว่ายน้ำ ขึ้นปก "มาลัยไทยรัฐ") ช่วงนั้นนักร้องหมอลำนิยมตั้งชื่อตามอย่างดารา หรือนักร้องสตริงดังๆ อาทิ จินตหรา พูนลาภ อำพล ภูไท มาช่า ฟ้าอิสาน ฯลฯ

Hunny 02

ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแนวการลำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับผลงานชุดแรก ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เธอก็มีผลงานชุด "วอนพี่มีรักเดียว" ตามมาอีก ซึ่งผลงานทั้งสองชุดได้รับการต้อนรับอย่างดีจากแฟนเพลงทั่วประเทศ

ฮันนี่ ศรีอีสาน จึงได้เปิดวงดนตรีของตนเองตามคำเรียกร้องของแฟนเพลง จวบจนถึงบั้นปลายของชีวิต ซึ่งเธออยู่ในวงการเพลงระดับชาติได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หลังการเสียชีวิต ทางต้นสังกัดได้จัดทำเทปชุด "บันทึกการแสดงสดด้านหน้าเวทีของฮันนี่ ศรีอีสาน" ตามออกมาอีก 1 ชุด

Hunny 07

แม่แบบของนักร้องหมอลำยุคปัจจุบัน

ถ้า พุ่มพวง ดวงจันทร์ คือ ต้นแบบของนักร้องลูกทุ่งสำเนียงภาคกลางเป็นจำนวนมาก ฮันนี่ ศรีอีสาน ก็ถือเป็นต้นแบบหมอลำรุ่นหลังๆ เกือบทุกคน โดยเฉพาะกับ ต่าย อรทัย ที่ฝึกร้องเพลงด้วยการร้องเพลงของฮันนี่ และถือว่าเป็นครูในดวงใจคนหนึ่ง เมื่อไปทำการแสดงที่ใดพอไหว้และระลึกถึงฮันนี่ทุกครั้ง ก็จะทำให้การแสดงลุล่วงไปได้ไม่มีอุปสรรค์ใดๆ และถือเอาแนวของฮันนี่ ศรีอีสาน เป็นแบบอย่างในการร้องเพลง ไม่ว่าจะร้องหรือลำ รวมทั้งการเอาผลงานขงฮันนี่ไปขับร้องใหม่หลายเพลง ยังมีนักร้องรุ่นหลังที่ตามมาอย่าง นุช วิลาวัลย์ รวมทั้งนางเอกรุ่นใหม่วัยทีนอย่าง ยูกิ เพ็ญนภา (คณะนามวิหค) เป็นต้น ก็ล้วนใช้ฮันนี่เป็นต้นแบบในการร้องและลำ

Hunny 03

"ผลงานเพลงของฮันนี่มีไม่มากนัก แต่ฟังไพเราะทุกเพลง อาทิ น้ำตาหล่นบนที่นอน วอนพี่มีรักเดียว ขอแล้วไม่แต่ง เขาแต่งเราตรม รักสองแผ่นดิน ฯลฯ ซึ่งมีผู้นำมาขับร้องใหม่มากมาย แม้แต่ศิลปินแห่งชาติ "บานเย็น รากแก่น" ก็มีผลงานล่าสุดกับค่ายบีบีเรคคอร์ด ก็นำเพลงของฮันนี่มาขับร้องใหม่เกือบทั้งหมด”

Hunny 05

แถมยังมิบรรดาเกจิในวงการหมอลำบางคนกล่าวกันว่า "ถ้าฮันนี่ยังอยู่ ก็คงไม่มีหมอลำหลายๆ คนได้เกิดแน่ๆ เพราะเธอมีลีลาลำที่เก่งกาจ เสียงดีและสวยเพียบพร้อมแบบที่หาได้ยากที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเช่นนี้"

ชีวิตในวงการบันเทิงแสนสั้น

ฮันนี่ ศรีอีสาน มีช่วงชีวิตของความเป็นดาวเด่นในระดับประเทศ ให้คนไทยวงกว้างได้มีความสุขเพียงขวบปีเท่านั้น ฮันนี่ ศรีอีสาน เสียชีวิตขณะกลับจากการแสดงที่ อำเภอปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเดินทางมากับรถยนต์ปิกอัพแล้วมาพลิกคว่ำ ที่ถนนศรีสะเกษ-อุบลราชธานี กิโลเมตรที่ 6-7 ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมืองศรีสะเกษ เมื่อวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 เวลา 04.30 น. คอหักเสียชีวิตคาที่ (ตามข่าวกล่าวว่า "เธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย" จึงทำให้เสียชีวิต)

Hunny 04

ฮันนี่ ศรีอีสาน เสียชีวิตขณะที่มีอายุเพียง 21 ปี 4 เดือน 4 วัน จุดที่ฮันนี่ประสบอุบัติเหตุ มีการสร้างศาลไว้เป็นที่ระลึก และในวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ ก็จะมีการจัดการแสดงคอนเสิร์ตอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้วันครบรอบเสียชีวิตของฮันนี่ บรรดานักร้องลูกทุ่งหลายคน เช่น ต่าย อรทัย และนักร้องหมอลำหลายๆ คณะจะแวะไปสักการะศาลของฮันนี่กันทุกปี

มีบางคนเล่าว่า.... เมื่อขับรถผ่านตอนประมาณ ตี 1- ตี 2 จะเห็นเป็นเวทีแสงสีเสียงยิ่งใหญ่อลังการ เหมือนมีงานคอนเสิร์ตตรงศาลนั้น ซึ่งมารู้อีกทีตอนที่มีคนบอกว่า "ตรงนั้นเป็นศาลของนักร้องดังฮันนี่" จึงเป็นเรื่องที่น่าขนลุก และใครที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศพของเธอ และนำทรัพย์สมบัติของเธอไปจากที่เกิดเหตุจะมีอันเป็นไปทุกราย แม้กระทั่งนายตำรวจที่พบศพเธอคนแรก ก็มีอันเป็นไปเสียชีวิตในสถานีเดียวกับฮันนี่

Hunny 09

จึงยังคงเป็นที่กล่าวขานถึงความเฮี้ยน และอาถรรพ์จวบจนทุกวันนี้ ในเรื่องวิญญาณของ "สุพิณ เหมวิจิตร" หรือ "ฮันนี่ ศรีอีสาน" ราชินีลูกทุ่งหมอลำผู้ล่วงลับ จนกระทั่งล่าสุด มีการเปิดเผยเรื่องย้ายศาลมาตั้งใหม่ที่บ้านเกิด เพราะเธออยากกลับบ้าน จึงมาบอกให้ย้ายศาลจากศรีสะเกษ มาตั้งใหม่ที่กาฬสินธุ์

จากการเปิดเผยของ "คำศรี เหมวิจิตร" ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของฮันนี่ ทั้งนี้ พี่สาวราชินีลูกทุ่งหมอลำในตำนาน อ้างว่าวิญญาณน้องสาวตน ได้ไปเข้าฝันพระอาจารย์ประจักษ์ เมื่อถูกถามว่าชื่ออะไร ได้ตอบทันทีว่า นางสาวสุพิณ เหมวิจิตร พร้อมกับร้องห่มร้องไห้ บอกว่า "หนูอยากกลับมาอยู่บ้านเกิดหนู" อยากให้พระอาจารย์ช่วยสร้างศาลให้ ที่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 11 บ้านเมย ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

Hunny 10

จากนั้นพระอาจารย์ได้ดูที่ดินที่จะสร้างศาล และนัดช่างก่อสร้างมาเริ่มสร้างศาลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ปีเดียวกัน ใช้งบประมาณกว่า 700,000 บาท และได้นำเอาอัฐิฮันนี่เข้าศาลเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2558 และได้ฉลองเปิดศาลใหม่ ซึ่งก่อนจะได้นำดวงวิญญาณ "ฮันนี่ ศรีอีสาน" กลับมาสู่บ้านเกิดไม่ใช่เรื่องง่าย ได้ทำพิธีถึง 3 ครั้ง ถึงได้ดวงวิญญาณของฮันนี่กลับมาบ้านเกิดตัวเอง ครั้งที่ 3 ได้นิมนต์พระชั้นผู้ใหญ่เจ้าคณะอำเภอไปขอดวงวิญญาณฮันนี่ถึงได้มา ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ

Hunny 06

ถ้าวันนี้ (พ.ศ.2564) ฮันนี่ ศรีอีสาน ยังมีชีวิตอยู่ เธอจะเป็นสาวทรงเสน่ห์ วัย 51 ปี ที่หลายคนต้องยกย่องให้เป็น “ราชินีหมอลำ” กันเลยทีเดียว เกจิในวงการหมอลำบางคนกล่าวกันว่า "ถ้าฮันนี่ ยังอยู่ ก็คงไม่มีหมอลำหลายๆ คนได้เกิดแน่ๆ เพราะเธอมีลีลาลำที่เก่งกาจ เสียงดีและสวยเพียบพร้อมแบบที่หาได้ยากที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเช่นนี้"

วมกลอนลำฮิตดนตรีแบบต้นฉบับ จากราชินีหมอลำ "ฮันนี่ ศรีอีสาน"

ข้อมูลจาก : คอลัมน์ เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคน สองแคว
และภาพบางส่วนมาจาก
Facebook : ฮันนี่ ศรีอีสาน

 

redline

backled1

 

looktung morlum artists

got 01จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ

จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ มีชื่อ-นามสกุลจริง จักรพรรณ์ อาบครบุรี ชื่อเล่น ก๊อท เกิดวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2511 ที่บ้านไทรโยง ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนที่ 3 จาก 4 คน มีมารดา พื้นเพเป็นชาวอำเภอครบุรี และบิดาเป็นทหารชาวอเมริกัน ที่ย้ายมาประจำการที่จังหวัดนครราชสีมา จึงพบมารดาซึ่งขณะนั้นเป็น "แม่ครัว" อยู่ในค่ายทหาร ทั้งคู่แต่งงานกัน มีลูกด้วยกัน 4 คน บิดาถูกเรียกตัวกลับสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เขายังเด็กมาก โดยไม่มีรูปทิ้งไว้ เขาจึงจำหน้าไม่ได้

มารดาไม่ย้ายตามบิดาไปด้วยตามคำชักชวน เพราะว่าห่วงในตัวยายของเขา และเกรงจะมีปัญหาจากการปรับตัวเพราะด้อยในการศึกษา และบิดาต้องย้ายไปประจำการในอีกหลายๆ ประเทศ จึงขาดการติดต่อทางจดหมายโดยไม่รู้ชะตากรรมในที่สุด

เขาจะเป็นเด็กเงียบๆ ชีวิตวัยเด็กลำบากมาก เพราะมารดายากจน มีลูก 4 คน อยู่บ้านเช่า ทำงานรับจ้างได้ค่าแรงรายวันไม่มาก พี่สาวและพี่ชายได้เรียนแค่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ต้องออกมาทำงานหาเงิน มารดาจึงส่งเขาไปให้อยู่กับตายายที่ อำเภอครบุรี เมื่อเขาอายุได้ 6 ปี เขาเกือบไม่ได้เรียนหนังสือ แต่โชคดีที่มีคนรู้จักกันขอไปเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม ที่จังหวัดกาญจนบุรี มารดาตัดสินใจยกให้เพื่ออนาคตของลูก

บิดาบุญธรรมเป็นทหาร มารดาบุญธรรมเป็นแม่บ้าน ซึ่งดูแลเขาเป็นอย่างดี ชีวิตเปลี่ยนไปเหมือนเกิดใหม่ มีห้องของตัวเองจากที่เคยนอนรวมกันกับพี่น้อง และได้เข้าเรียนในโรงเรียน เขาเริ่มได้รับอิทธิพลเรื่องเพลงตั้งแต่ช่วงนั้น บิดามารดาบุญธรรมชอบฟังเพลงลูกกรุง จึงได้ฟังบ่อยๆ จนซึมซับเข้ามาในความทรงจำ สมัยนั้นการเดินทางและารสื่อสารไม่สะดวก จึงไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่ แม่เองก็ไม่ได้มาหาเพราะภาระทางด้านการเงิน ซึ่งเขามักถามเสมอว่า "ทำไมแม่ถึงไม่มาหา อยากเจอ"

got 02

จนถึงปี พ.ศ. 2523 เมื่อก็อทอายุ 11-12 ปี ยังไม่ทันจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บิดามารดาบุญธรรมจึงอนุญาต โดยขอให้คนช่วยสืบหาให้ ใช้เวลานานหลายเดือนจึงรู้ว่า มารดาเช่าบ้านอยู่ในซอยบริเวณสามแยกปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ก็อทออกเดินทางโดยลำพังจากจังหวัดกาญจนบุรี จนได้พบแม่ที่แท้จริง และกอดกันกลมร้องไห้ด้วยความดีใจ และได้รู้จักกับสามีใหม่ของแม่ ซึ่งเรียกว่า "ป๋า" เมื่อทุกคนขอร้องให้อยู่ที่นี่และเริ่มปรับตัวได้ จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านกับแม่โดยไม่เรียนต่อ ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ ก็ไปทำงานกับป๋าที่อู่ซ่อมรถ เริ่มจากเด็กฝึกงาน จนเลื่อนเป็นช่างทำสีรถ เมื่ออายุ 13 ปีเท่านั้น

ต่อมา เขาต้องออกจากงานช่างซ่อมรถ กลับไปอยู่กับตายายที่อำเภอครบุรี เพราะน้า (ที่เคยอยู่กับยาย) เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ เขาจึงต้องกลับไปช่วยเลี้ยงควาย 3 ตัวแทนน้า ก็อทต้องปรับตัวใหม่อีกครั้ง เพราะบ้านของยายอยู่ในชนบทที่กันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ การเป็นเด็กลูกครึ่งในท้องถิ่นบ้านนอกที่นั่นเป็นเรื่องแปลก เพราะผิวขาวกว่าทุกคน อยู่จนปรับตัวได้ มีเพื่อนจำนวนมากที่ต้อนควายไปเลี้ยงด้วยกันกลางทุ่งนา

got 03

วันหนึ่ง เมื่อต้อนควายไปเลี้ยงตามปกติ ได้พบ "วิทยุทรานซิสเตอร์" เครื่องใหม่เอี่ยม แต่มีสนิม ห่อผ้าซ่อนอยู่ในที่รกๆ กลางทุ่งนา จึงคาดว่า น่าจะถูกขโมยมาซ่อนไว้แต่ลืมทิ้งหรือหาไม่เจอ ก็อทจึงเก็บเอามาใช้ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ผูกพันกับเพลงลูกทุ่ง โดยใช้วิทยุเป็นเสมือนครูเพลงที่เปิดฟังและร้องตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงโปรดที่ร้องเล่นบนหลังควาย มาแต่เล็กแต่น้อยคือเพลงของ ครูสุรพล สมบัติเจริญ อยู่กับตายายได้ 4 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2527 ก็กลับไปอยู่กับแม่อีก ทำงานเป็นช่างเช่นเดิม

แรกเริ่มเข้าสู่วงการเพลง

ทุกๆ วันอาทิตย์ ในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา จะมีการประกวดร้องเพลงที่จัดโดย นที สุนันทา ดีเจชื่อดัง ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้เข้าประกวด "รายการชุมทางคนเด่น" ของ ประจวบ จำปาทอง เขาก็ไปดูทุกครั้งและอยากประกวดมากแต่ก็ยังไม่กล้า

ต่อมา ก็อทได้ไปสมัครทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในโรงแรม ซึ่งอยู่ใกล้กับเวทีประกวด โดยไปดูการประกวดทุกครั้งกับเพื่อนที่ชื่นชอบเหมือนกัน เขาร้องเพลงขณะทำงาน เหมือนเป็นการฝึกร้องให้ชำนาญ เพลงที่มักจะใช้ร้องเป็นเพลงของ สายัณห์ สัญญา หรือ ยอดรัก สลักใจ และได้ใช้เพลงดังกล่าวนี้ไปประกวด และได้เข้ารอบในครั้งที่ 3 ทางดีเจนที ผู้จัดประกวดจึงให้ผู้เข้ารอบทุกคนได้ร้องเพลงใส่เทปบันทึกเสียง เพื่อนำไปเปิดในรายการวิทยุ สำหรับให้คนทางบ้านช่วยในการโหวดตัดสิน

got 04

ช่วงที่รอผลการแข่งขัน มีเซลส์แมนขายเครื่องเสียงตามบ้านมาพักที่โรงแรมที่ก็อททำงานอยู่ ซึ่งขณะทดสอบเครื่องเสียงได้ให้เขาร้องเพลงลองเครื่องเสียงให้ และเป็นที่ถูกใจ ชื่นชอบ จึงชวนให้ก็อทไปอยู่ด้วย ช่วยในการขายของ และร้องเพลงเรียกลูกค้า รับเงินเดือนประจำ เขาสนุกกับชีวิตตะลอนทัวร์ประมาณ 2 ปี โดยไม่กลับบ้านเลย ส่งแต่เงินกลับไปให้ทางครอบครัว

จนเดินสายมาถึงจังหวัดระยอง เพื่อนของหัวหน้ากลุ่มเซลล์แมนเปิดร้านคาเฟ่ เขาเห็น "ร้านคาเฟ่" เป็นครั้งแรกและชอบมากอยากเข้าทำงาน หัวหน้าจึงฝากงานให้ แต่ได้เป็นแค่หัวหน้าพนักงานเสิร์ฟ ไม่ได้ขึ้นร้องเพลงสักที จึงไปหางานทำที่พัทยา เพราะเพื่อนชวน หางานอยู่หลายที่ จนได้งานที่ร้านแห่งหนึ่ง แม้เงินเดือนไม่มาก แต่ได้ทิปหลักหมื่นต่อเดือนในสมัยนั้น เริ่มจากการเป็นนักเต้น จนมีโอกาสได้ร้องเพลง ก็ร้องทุกเพลงทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไหร่ได้ร้องเพลงลูกทุ่ง จะได้รับการต้อนรับดีมาก เพราะเป็นเรื่องแปลก ที่คนหน้าตาเป็นฝรั่งมาร้องเพลงลูกทุ่ง จึงมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมา มีเงินส่งกลับจำนวนมาก

สู่อ้อมอก GMM Grammy

ทำงานประมาณ 1 ปี ได้ย้ายมาประจำที่ ร้านไอส์แลนด์ ว่าว อนุวัฒน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นโปรดิวเซอร์ของ คีตา เรคคอร์ดส มาพบ ชวนให้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทดสอบเสียงแต่ไม่ผ่าน จึงกลับไปทำงานที่เดิมอีกครั้ง

อีกประมาณ 3-4 เดือนต่อมา เขตอรัญ เลิศพิพัฒน์ นักแต่งเพลงประจำค่ายแกรมมี่ ไปเจอเข้าสนใจเลยชักชวน แต่ก๊อตก็ไม่กล้ารับปาก เพราะไม่มั่นใจว่าจะเป็นความจริง จนเขตอรัญต้องพา พี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ ผู้ก่อตั้งร่วมและโปรดิวเซอร์ของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (ขณะนั้นชื่อ บริษัท แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์) ไปดูตัว จึงมีการพูดคุยชักชวนเจรจาจนที่สุด ก๊อท ก็ยอมเซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดแกรมมี่ โดยต้องเรียนเพิ่มเติม ทั้งการร้องเพลง ภาษา วิธีการทำงานในห้องอัด และอื่นๆ รวมถึงปรับปรุงบุคลิกอย่างผู้มีการศึกษาระดับสูง ตามกระแสนิยม โดยทางแกรมมี่ได้เช่าอพาร์ตเมนต์ให้อยู่ มีเงินเดือนให้ รุ่นเดียวกันที่เรียนร้องเพลงคือ ใหม่ เจริญปุระ

got 05

ทางแกรมมี่ตั้งใจปั้นก็อทให้เป็น "นักร้องเพลงป๊อป" ตัวก๊อทเองก็ชื่นชอบอยากเป็นเหมือนอย่าง พี่เบิร์ด - ธงไชย แมคอินไตย์ แต่ร้องแล้ว ฟังแล้วก็หาทางออกไม่เจอสักทีว่าจะใช่ตามที่ตั้งใจ

จนกระทั่ง เจนภพ จบกระบวนวรรณ เสนอให้ร้องเพลงเก่าเป็นเพลงลูกทุ่ง และทำขึ้นมาเป็นโครงการแม่ไม้เพลงไทย มีนักร้องร่วมโครงการหลายคน อาทิ นันทิดา แก้วบัวสาย, ชรัส เฟื่องอารมณ์, ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, ภัทรา ทิวานนท์ และ จักรพรรณ์ อาบครบุรี นำเพลงเก่าอมตะมาทำเรียบเรียงให้ขับร้องใหม่ให้เป็นรูปแบบของตนเอง โดยเฉพาะตัวก๊อตนั้น ทางเจนภพ จบกระบวนวรรณ คัดเพลงให้และควบคุมการร้องการผลิตทุกขั้นตอนเอง

หัวใจผมว่าง - จักรพรรณ์ อาบครบุรี (โลกดนตรี ททบ.5)

ชื่อ ก๊อต จักรพรรณ์ อาบครบุรี มีคนรู้จักขึ้นมาทันทีด้วยเพลง "หัวใจผมว่าง" เพลงเก่าของ ครูสุรพล สมบัติเจริญ

วิสัยทัศน์ที่แม่นยำของ เต๋อ เรวัต พุทธินันท์

ยุคนั้น แนวเพลงไทยสากล (สตริง) มีกระแสนิยมมากกว่าแนวเพลงลูกทุ่ง ก็อตจึงเสนอทางค่ายว่า "เพราะเขาอายุยังน้อย น่าลองทำผลงานเพลงสตริงก่อน เพื่อให้ตรงกับการตลาดในช่วงนี้" แต่นายใหญ่ เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ ยืนยันมาตั้งแต่แรกว่า ก็อตเหมาะกับเพลงลูกทุ่ง แต่ก็ไม่คัดค้าน โดยพูดว่า "นายจะประสบความสำเร็จกับการร้องเพลงลูกทุ่ง เพราะเราเห็น แต่ถ้าอยากจะลองทำสตริงดูก็ได้"

จึงเกิด อัลบั้มชุดที่ 2 "ก๊อต ช็อต" ที่เปลี่ยนแนวเป็นสตริง และ อัลบั้มชุดที่ 3 "ก๊อต เพราะใจไม่เหมือนเดิม" เป็นเพลงฟังสบาย แต่อาจเพราะฟังยาก ไม่ติดหู จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

ในปี พ.ศ. 2538 จึงกลับมาปรึกษากันใหม่ว่า อยากลองเปลี่ยนกลับมาเป็นแนวเพลงลูกทุ่ง เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ ดีใจมาก เพราะคิดว่าเหมาะสมเข้าทางที่สุด เป็นช่วงเดียวกับที่ได้ก่อตั้ง "แกรมมี่ โกลด์" เป็นบริษัทใหม่ในเครือ โดยแยกสายการผลิตเพลงลูกทุ่ง ออกมาจากแนวสากล โดยมี กริช ทอมมัส เป็นกรรมการผู้จัดการและหนึ่งในโปรดิวเซอร์

got 06

ทีมงานจึงผลิต เช็ตอัลบั้มชุด "ก๊อต หัวแก้วหัวแหวน" ชุดที่ 1-5 (ออกมาพร้อมกันทีเดียวถึง 5 ชุดรวดในเซ็ต) โดยมี กริช ทอมมัส เป็นโปรดิวเซอร์ประจำตัวของก็อท นับแต่นั้นเรื่อยมา แม้ว่า สร้างหลายอัลบั้มพร้อมกัน แต่ก็ขายได้ถล่มทลายเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 2 ล้านตลับ (ยุคนั้นยังจำหน่ายแต่ เทปคาสเส็ตยังไม่มีซีดี) จนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่สร้างชื่อและแจ้งเกิดในวงการลูกทุ่งของเขา (ความนิยมนั้นแม้ผ่านมา 20 ปี ก็ยังผลิตอัลบั้มรวมฮิตขายได้อยู่)

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เพลงลูกทุ่ง

เหตุการณ์ "หัวแก้วหัวแหวน" นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเริ่มมีการผสมดนตรีแบบไทยสากลในเพลงลูกทุ่งเล็กน้อย โดยก่อนหน้านั้นเพลงลูกทุ่งจะมีแบบแผนรูปแบบเครื่องดนตรีชัดเจน ผู้นิยมเพลงสตริงรับได้เป็นปกติ ส่วนผู้นิยมเพลงลูกทุ่งเอง ช่วงแรกยังมีความเห็นขัดแย้ง แต่เมื่อเผยแพร่สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มเป็นที่นิยมและยอมรับในที่สุด

และในภายหลัง แนวเพลงลูกทุ่งประยุกต์นี้ ก็กลายเป็นกระแสสร้างความนิยมที่พบได้มากในผลงานของศิลปินรุ่นต่อๆ มา ทั้งค่ายเพลงนี้และค่ายเพลงอื่นๆ ในลักษณะที่ค่อยๆ ผสมความเป็นไทยสากลมากขึ้นไปอีก

ในปี พ.ศ. 2538 ทีมงานผลิต เช็ตอัลบั้มชุด "ก๊อต หัวแก้วหัวแหวน" ชุดที่ 1-5 และในปี พ.ศ. 2539 ผลิตชุดที่ 6-9 ออกมาอีก ยอดขายรวมทั้ง 9 ชุด กว่า 10 ล้านตลับ ความสำเร็จที่มาอย่างท่วมท้นนี้ เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ ได้เตือนก็อตไว้ว่า "ขอให้มีสติดี ๆ เพราะความสำเร็จที่เข้ามาขนาดนี้ จะทำให้เราเขวได้" ซึ่งเขาจดจำยึดถือเรื่อยมา

got 07

เนื่องจากในช่วงแรกของอัลบั้ม ทาง แกรมมี่ โกลด์ ยังไม่สันทัดและมีประสบการณ์ในการจัดการแสดงบนเวทีของเพลงลูกทุ่ง นอกจากการร้องเพลงแล้ว เขายังมีส่วนร่วมในการผลิตอัลบั้มอยู่มาก เช่น การเลือกเพลง การเลือกดนตรี การจัดหานักเต้นประกอบ (แดนเซอร์) การผลิตเครื่องแต่งกายนักเต้นประกอบ ฯลฯ จนกลายเป็นแนวทางการทำงานในทุกอัลบั้มต่อๆ มา (ในระยะหลัง ยังช่วยควบคุมด้านดนตรีด้วย)

กรณีเครื่องแต่งกายนักเต้นประกอบ ผู้จัดการประจำตัวที่เขาเรียกกันว่า "พี่มด" ซึ่งเคยเป็นดีไซเนอร์ของ "อัลคาซ่า" มาก่อน ได้รับผิดชอบจึงจัดหาชุดจากอัลคาซ่ามาดัดแปลงให้นักเต้นประกอบได้สวมใส่ และเน้นความอลังการในการแสดง ซึ่งได้รับความนิยมจนกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงบนเวที ที่บรรดาวงดนตรีลูกทุ่งนิยมจัดมาแสดง รวมถึงทุกอัลบั้มต่อมาของเขาเอง เขาถือว่า "การแสดงบนเวทีที่อลังการเป็นหัวใจหลักของอัลบั้ม" เพราะแฟนคลับชื่นชอบ อีกทั้งพัฒนาการที่เนื้อหาเพลงหลากหลายขึ้น จึงยิ่งเพิ่มความหลากหลายเครื่องแต่งกาย และเพิ่มรูปแบบการแสดงมากขึ้น เช่น ผสมรูปแบบการแสดงแบบ "โรงละครเวทีบรอดเวย์" ของต่างประเทศ ฯลฯ

คอนเสิร์ต แทนความผูกพัน 20 ปี หัวแก้วหัวแหวน - ก็อท จักรพันธ์

ก็อตเป็นคนที่ทำงานจริงจังมาก และชอบในการทำบุญ ศิลปินต้นแบบของเขา ได้แก่ เบิร์ด ธงไชย เพราะสนุกกับงานได้เสมอ และ ตู่ นันทิดา เพราะให้กำลังใจและสอนดีมาก เขาเองก็เป็นต้นแบบของศิลปินรุ่นน้องจำนวนมากด้วยเช่นกัน

ชีวิตหลังประสบความสำเร็จ

จักรพันธ์ อาบครบุรี หลังประสบความสำเร็จ มีรายได้มากขึ้น ความเป็นอยู่ที่บ้านก็ดีขึ้น เขาดูแลช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้านของแม่และน้อง ขณะช่วยเหลือพี่สาวกับพี่ชายตามโอกาส เพราะทั้งสองแต่งงานมีครอบครัวของตน

ใน พ.ศ. 2549 หลังจาก อัลบั้มชุดที่ 4 "ก๊อต จักรพรรณ์ 4 เจริญ เจริญ" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ก๊อท จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ เพราะถูกทักว่า "เกิดวันศุกร์ ไม่ถูกโฉลกกับ ร.เรือ หลายตัว" ส่วนนามสกุล เปลี่ยนให้ความหมายดีขึ้นเป็น ครบุรีธีรโชติ แปลว่า เมืองแห่งความรุ่งเรืองของนักปราชญ์

มีช่วงหนึ่งเคยดำเนินกิจการร้านอาหาร แต่เลิกกิจการไปเมื่อมีงานอัลบั้มต่อเนื่อง ก่อนผลิตอัลบั้ม "แทนความคิดถึง" และก่อนผลิตอัลบั้ม "แทนความผูกพัน 20 ปี หัวแก้วหัวแหวน" เขาได้พักผ่อนยาว ใช้เวลากับครอบครัว และใช้โอกาสนี้ปลูกบ้านใหม่ที่อยู่กับแม่และน้อง โดยดูแลการก่อสร้างทั้งหมดเอง

เป็นนักร้องรุ่นใหม่ที่มีแฟนคลับชัดเจนมีคนนิยมมาก ตั้งแต่รุ่นย่ารุ่นยายหิ้วตะกร้าหมาก มาจนถึงวัยรุ่นสมัยใหม่ และรุ่นเด็กๆ ทั่วทุกภาคของประเทศที่เหนียวแน่นไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง เบิร์ด ธงไชย เรื่องการแสดงหน้าเวทีการเอนเตอร์เทนผู้ชมนั้นเก่งมากๆ และตั้งอกตั้งใจทำงานเต็มที่ทุกครั้ง และได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในเรื่องการโชว์ที่มีการลงทุนสร้างอย่างอลังการ มีทีมเต้น (แดนเซอร์) ของตนเองที่คล้ายทีมงานในต่างประเทศที่ตามไปร่วมการแสดงทุกครั้ง

got 08

ได้มีโอกาสแสดงละครหลายเรื่อง เป็นพระเอกนักร้องเนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน มีฐานะดีมาก และได้ชื่อว่าเป็น "นักร้องลูกทุ่งที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประเทศไทย" อีกด้วย ติดตามผลงานการแสดงและความเคลื่อนไหวได้ทาง Instragram : Got Jakraphun

 

redline

backled1

 

looktung morlum artists

takatan 01ตั๊กแตน ชลดา

ตั๊กแตน ชลดา นักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเดิมว่า ชลดา ทองจุลกลาง ชื่อเล่น ตั๊กแตน หรือชื่อใหม่ตามบัตรประชาชนที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ว่า "พบพร ภาคินทร์" ที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชื่อใหม่เท่าไหร่ เกิดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2526 ที่อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายสอน และนางยวน ทองจุลกลาง เป็นลูกสาวคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง 4 คน

ตั๊กแตน ชลดา จบระดับชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนทับมะขาม อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา แล้วมาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนทับรั้งวิทยาคม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา และมาศึกษาปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเอกสื่อสารมวลชน (ภาคพิเศษ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สำหรับจุดเริ่มต้นในการเป็นนักร้องนั้น ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่เธอจำความได้ว่า ได้ยินเพลง "นกจ๋า เสียงร้องมาเจ้าคงสุขใจ..." ที่แม่ร้องให้ฟังตั้งแต่เด็ก จากนั้นจึงเริ่มร้องตามแม่ แม้ว่าจะยังไม่เคยเห็นหน้านักร้อง จากนั้น แววนักร้องของเธอก็เริ่มฉายออกมาเมื่อครูเห็น ชลดา จุลทองกลาง อ่านทำนองเสนาะเพราะ มีเสียงดี คุณครูเลยให้ ตั๊กแตน ชลดา ร้องเพลงประกวด โดยเพลงที่เธอมักจะใช้ประกวดก็คือเพลง นักร้องบ้านนอก ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์

takatan 02

หลังจากที่ ตั๊กแตน ชลดา เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้เข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานคร โดยทำงานในโรงงานเย็บผ้า เคยทำมาหลากหลายอาชีพ อย่างกระเป๋ารถเมล์ก็เคยเป็นแล้ว อย่างร้านจิ้มจุ่มก็เคยเป็นเด็กเสิร์ฟมาก่อน แต่แล้ววันหนึ่งเธอเดินไปแถวบางแค เห็นการประกวด "ชุมทางเสียงทองสัญจร" จึงไม่รอช้าเข้าไปร่วมประกวดด้วยเพลง อายแสงนีออน ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ แต่แล้วเธอก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ตกรอบไปในที่สุด

เข้าสู่วงการบันเทิงโดยผ่านการประกวดรายการ First Stage Show ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ซึ่งคนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ไอซ์ ศรัณยู วินัยพานิช และรองอันดับ 1 คือ ป๊อบ ปองกูล รวมถึงเคยเข้ารวมประกวด "เงาเสียงลูกทุ่ง .357" ซึ่งจัดโดย ลูกทุ่งเอฟเอ็ม โดยเป็นเงาเสียงของพุ่มพวง ดวงจันทร์

อัลบั้มชุดแรก "หนาวแสงนีออน" โดย ตั๊กแตน ชลดา

แต่กว่าที่ ตั๊กแตน ชลดา จะได้มีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง และเซ็นสัญญาเข้าสังกัดแกรมมี่ โกลด์ เธอก็ต้องมาเทสต์เสียงถึง 3 ครั้ง กระทั่งในปี พ.ศ. 2549 ได้มีโอกาสออกอัลบั้มชุดแรกคือ "หนาวแสงนีออน" ที่มีเพลงฮิตอย่าง ขอจองในใจ, นักร้องงานเลี้ยง แต่ผลงานกลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2550 ตั๊กแตน ชลดา ก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอกลับไปฝึกร้องเพลง และทำอัลบั้มออกมาใหม่ ใช้ชื่ออัลบั้มว่า "ถนนค้นฝัน" โดยมีเพลงฮิตอย่าง "ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้" ซึ่งแต่งโดย ครูสลา คุณวุฒิ ที่ส่งให้ ตั๊กแตน ชลดา โด่งดังเป็นพลุแตก และตามมาด้วยเพลง "จิรักหรือจิหลอก" ส่งผลให้เธอมีทั้งงานคอนเสิร์ต งานโชว์ตัว และงานอื่นๆ เข้ามาอีกมากมาย

takatan 03

ตั๊กแตน ชลดา สานต่อความสำเร็จของอัลบั้ม "ถนนค้นฝัน" ด้วยการเข็นอัลบั้มชุดที่ 3 ออกมา คือชุด "ดอกนีออนบานค่ำ" ที่มีเพลงฮิตอย่าง แฟนเก็บ, อย่าโทรมาแค่ปลอบใจ, มีคนเหงารออยู่เบอร์นี้ และ ตั๊กแตน ชลดา ก็มีอัลบั้มที่ 4 คือชุด "คนเหงาที่เข้าใจเธอ" ในปี พ.ศ. 2552 ที่มาพร้อมกับเพลงฮิตมากมายอย่าง คนเหงาที่เข้าใจเธอ, คืนใจให้กัน, อยากเป็นคนรัก ไม่อยากเป็นชู้

ตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 5 คือชุด "เลือกคำว่าเจ็บ เก็บไว้คนเดียว" ในปี พ.ศ. 2553 ที่มีเพลง ฉันแค่เหงา เขาแค่ปลอบ, เจตนา..แต่ว่าไม่ตั้งใจ และอัลบั้มที่ 6 กับชุด "รักได้ครั้งละคน เชื่อใจได้คนละครั้ง" ซึ่งมีเพลงฮิตที่เป็นชื่อเดียวกับอัลบั้ม ก่อนที่จะมีอัลบั้มชุดที่ 7 ในปี 2556 คือ "นาทีเดียวเพื่อรัก ทั้งชีวิตเพื่อลืม" ที่มีเพลงฮิตคือ นาทีเดียวเพื่อรัก ทั้งชีวิตเพื่อลืม และเหตุเกิดที่เธอ ผลอยู่ที่ฉัน

นอกจากนี้ ตั๊กแตน ชลดา ยังเคยออกอัลบั้มพิเศษ ได้แก่ อัลบั้มรวมเพลง ในวันที่สายลมพัดผ่าน อีกทั้งยังได้ร่วมร้องเพลงของราชินีลูกทุ่งอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ ในอัลบั้ม "ดวงจันทร์กลางดวงใจ" พุ่มพวง ดวงจันทร์ ชุดที่ 2 และมีโอกาสได้ร้องเพลง "เจ็บนี้ไม่มีวันจาง" ในอัลบั้ม ดอกไม้จากผองศิษย์ด้วยรักแด่ครูสลา ซึ่งเป็นอัลบั้มพิเศษของคนลูกทุ่ง ร่วมร้องเพลงเพื่อเป็นเกียรติให้ ครูสลา คุณวุฒิ และยังมีเพลง เคียงข้างสร้างฝัน คู่กับ ไมค์ ภิรมย์พร เพลง คนบ้านเอง ร้องคู่กับ ก๊อต จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ และล่าสุดกับเพลง ภูมิแพ้กรุงเทพ คู่กับ ป้าง นครินทร์

takatan 04

รางวัลที่ได้รับ

  • รางวัลรางวัลศิลปินลูกทุ่งหน้าใหม่ยอดนิยมฝ่ายหญิง อัลบั้ม หนาวแสงนีออน และรางวัลเพลงลูกทุ่งยอดนิยม เพลง ขอจองในใจ ในงานมหานครอวอร์ดสครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547
  • รางวัลนักร้องหญิงยอดนิยม อัลบั้มชุดที่ 2 ถนนค้นฝัน ในงานสตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์อวอร์ดส 2007 และรางวัลรางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยม จากเพลง หน้าไมค์สายเก่า พ.ศ. 2550
  • รางวัลศิลปินเพลงลูกทุ่งยอดนิยม รางวัลเพลงฮิตมาราธอน จากเพลง ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ และรางวัลนักร้องยอมเยี่ยม จากเพลง อย่าโทรมาแค่ปลอบใจ งานมหานครอวอร์ดสครั้งที่ 5 พ.ศ. 2551
  • รับพระราชทานโล่เกียรติคุณพร้อมเกียรติบัตรจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในรางวัล ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2553 สาขาสื่อมวลชนเพื่อเด็กและเยาวชนที่ป้องกันปัญหา
  • รางวัลลูกกตัญญูแห่งปี 2553 รับพระราชทานโล่รางวัลจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร
  • ได้รับโล่รางวัลเกียรติยศสาขาศิลปินนักร้องต้นแบบเยาวชนดีเด่น ในการรณรงค์ป้องกันต่อต้านปัญหายาเสพติด กับ โครงการรวมพลังเยาวชนไทยต้านภัยยาเสพติดเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา โดย ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล พ.ศ. 2554
  • รางวัลชาวพุทธตัวอย่าง รับพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พ.ศ. 2554
  • รางวัลลูกกตัญญูแห่งปี 2554 รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
  • รางวัลนักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยม เพลง เลือกคำว่าเจ็บเก็บไว้คนเดียว สยามดาราสตาร์อวอร์ด 2011

takatan 05

ด้านการแสดงนั้น ตั๊กแตน ชลดา เคยเล่นภาพยนตร์เรื่อง อีส้ม สมหวัง ชะชะช่า สายฟ้ากับสมหวัง และอีหล้าเอ๋ย และเคยเล่นมิวสิควิดีโอเพลง คนบ้านเดียวกัน ของ ไผ่ พงศธร เรียกได้ว่าผลงานของ ตั๊กแตน ชลดา มีมากมายจนไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ จะยกให้เธอเป็นหนึ่งใน ซุป'ตาร์ของวงการลูกทุ่ง ซึ่งเธอคนนี้ก็ยกให้ ศิริพร อำไพพงษ์ เป็นนักร้องในดวงใจ มีนักแสดงที่ชอบคือ เจิ้งอี้เจี้ยน ชอบทานไก่ย่าง ส้มตำ เป็นอาหารโปรด อีกทั้งยังชอบเลี้ยงปลาทองอีกด้วย

ถ้าใครเป็นแฟนคลับสาวตั๊กแตน เราคงจะคุ้นชินกับภาพของเธอในลุคสาวหน้ากลมผมม้า แต่ช่วงหลังมานี้ กลับเห็นภาพของสาวตั๊กแตนที่สวยขึ้นเป็นกอง จนคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตั๊กแตน ชลดา ไปทำศัลยกรรมมาหรือเปล่า ซึ่งเธอก็ไม่ปิดบังแฟนเพลงยอมรับว่า ไปทำศัลยกรรมมาจริงๆ โดยเฉพาะที่จมูก เพราะเธอคิดว่า การทำศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากทำออกมาสวย แฟนๆ ชื่นชอบ ตั๊กแตน ชลดา ก็พอใจแล้ว

takatan 06

ตั๊กแตน ชลดา จดทะเบียนสมรสกับนักร้อง เพชร สหรัตน์ (นายสห สหเจริญพาณิชย์ เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงอินดี้ชื่อดังคนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงเพลงดังของตั๊กแตน หลายเพลง) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 แต่การดำรงชีวิตคู่ของการแต่งงานครั้งนี้ไม่ราบรื่นนัก ทำให้ทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากันไปเมื่อช่วงเดือน มีนาคม พ.ศ. 2561 แต่ในช่วงที่ความรักทั้งคู่ยังหวาน ตั๊กแตน ชลดา ได้เปลี่ยนแนวเพลงจากการร้องเพลงรักหวานๆ มาเป็นเพลงโจ๊ะๆ สนุกๆ ให้แฟนๆ ได้สนุกสนานมากมายหลายเพลงทีเดียว ซึ่งเป็นผลงานของนักแต่งเพลงที่ชื่อ เพชร สหรัตน์ แม้จะเลิกราจากกันผลงานเพลงเหล่านี้ก็ยกลิขสิทธิ์ให้กับตั๊กแตนไป โดยไม่ต้องปรากฏชื่อคนแต่งเพลงไว้อยู่หลายเพลง

ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ตั๊กแตน ชลดาได้ประกาศว่าได้หมดสัญญากับ แกรมมี่ โกลด์ เป็นที่เรียบร้อย หลังเจ้าตัวตัดสินใจไม่ต่อสัญญา และเดินหน้าเป็นนักร้องอิสระเต็มตัว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ ตั๊กแตน อยู่กับแกรมมี่ โกลด์ ตั๊กแตนมีอัลบั้มชุดแรก หนาวแสงนีออน ปี 2549 ถึง ชุดที่ 9 ของขวัญหรือของเหลือ ปี 2559 กับอีก 1 อัลบั้มที่ไม่ได้วางขายคือ อัลบั้มชุดที่ 10 โคตรเลวในดวงใจ และซิงเกิ้ลเดี่ยวหลากหลายเพลง เพลงสุดท้ายของตั๊กแตน กับทาง แกรมมี่ โกลด์ คือเพลง 'แมงขี้นาก' ที่เพิ่งปล่อยไปในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562

ไหง่ง่อง - ตั๊กแตน ชลดา ร้อง - เพชร สหรัตน์ แต่ง

ตั๊กแตน ชลดา หรือชื่อจริงที่เปลี่ยนใหม่ตามบัตรประชาชนว่า พบพร ภาคินทร์ (ซึ่งชื่อและนามสกุลใหม่นั้นมีความหมายว่า ผู้มีโชค มีกำไร โดยเป็นความเชื่อส่วนตัวล้วนๆ ของเจ้าตัว ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตไม่มีอุปสรรค) หรือ ดีเจพบพร ในการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊คของเธอ ที่หลายคนรู้จัก เจ้าของเพลงฮิต โคตรเลวในดวงใจ, ไหงง่อง , บ่งึดจักเม็ด , ส่อหล่อแส่แหล่ , สาดไล่โสด ฯลฯ หรือเพลงล่าสุด ข้ามสะพานความคิดถึง นอกจากจะร้องเพลงสร้างความบันเทิงให้กับแฟนๆ เป็นนักร้องลูกทุ่งสุดแซ่บที่หลายคนรักแล้ว ตั๊กแตน ชลดา ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ ที่ชอบการร้องเพลง ซึ่งเธอขึ้นแท่นผู้บริหาร ค่ายผัดกระเพรามิวสิค PKP Music ตอนนี้มีศิลปินในสังกัดทั้งชายและหญิง แต่ละเพลงก็ฮิตไม่แพ้ขุ่นแม่เลย

takatan 07

โดยผลงานแรกหลังออกจากแกรมมี่โกลด์ มาทำค่ายเพลงเอง ตั๊กแตนปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 3 ปีกับอัลบั้ม 'ชุดที่ 11 โบกใหญ่ๆ' และอีก 1 อัลบั้ม 'ชุดที่ 12 คนรักนอกสมรส'

 แฟนๆ ของเธอสามารถติดตามข่าวคราว งานเพลง การแสดงคอนเสิร์ตได้ทาง Facebook : ตั๊กแตน ชลดา

 

redline

backled1

 

looktung morlum artists

ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอนคิดถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมาย แล้วรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า ..."

จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบว่า ปิดไฟแล้วมองเห็นเขียนจดหมายได้อย่างไร? คนแต่งเนื้อร้อง ทำนองก็จากไปนานแล้ว... แต่คนร้องเพลงยังอยู่ ไปทำความรู้จักกันหน่อย

rakchart 02

รักชาติ ศิริชัย

รักชาติ ศิริชัย มีชื่อจริงว่า จรูญ สุขรักษ์ ต่อมาเปลี่ยนใหม่เป็น นายบุญช่วย จิวิสาย มีชื่อเล่นว่า "จ่า" เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2498 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในครอบครัวที่มีพี่สาว 2 คนที่เป็นนางเอกหมอลำ ทำให้รักชาติซึมซับเรื่องจังหวะดนตรีมาตั้งแต่เล็ก เมื่อได้ช่วยตีกลอง ฉับ ฉิ่ง ในระหว่างที่พี่สาวซ้อมหมอลำ แต่รักชาติกลับสนใจเพลงลูกทุ่งมากกว่าหมอลำ โดยในช่วงนั้นเขาชื่นชอบเพลงของ "รุ่งเพชร แหลมสิงห์" มากเป็นพิเศษ

รักชาติ เริ่มจับไมค์ร้องเพลงครั้งแรกในงานแต่งงานงานหนึ่ง จากนั้น เขาก็ออกตะลอนประกวดร้องเพลงในพื้นที่ใกล้เคียง และก็ชนะได้รับรางวัลเสียเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงหลังๆ จึงมักได้รับการปฏิเสธจากผู้จัดการประกวดไม่ให้เข้าร่วมประกวดด้วยอีก

ต่อมา รักชาติ ได้ไปสมัครเป็นนักร้องกับวงดนตรีชื่อ "จุฬาภรณ์" ที่จังหวัดมหาสารคาม แต่วงก็อยู่มาได้แค่ 2 เดือนก็หยุด ด้วยความช่วยเหลือของคนในวงการ รักชาติ ได้มีโอกาสบันทึกเสียงเพลงแรกในชีวิต เป็นเพลงของ ครูชลธี ธารทอง ชื่อ "จดหมายฉบับสุดท้าย" แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงเดินทางกลับบ้านและมาบวชอยู่ 1 พรรษา ระหว่างนั้น มีเพื่อนมาพูดคุยเรื่องการเป็นนักร้องที่กรุงเทพฯ เมื่อสึกออกมา รักชาติ จึงตัดสินใจลงมาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยหวังจะมาสมัครเป็นนักร้องกับวงดนตรี "รุ่งเพชร แหลมสิงห์" ที่เขาชื่นชอบ แต่ปรากฏว่าเมื่อเดินทางถึงซอย "บุปผาสวรรค์" แหล่งรวมของวงดนตรีลูกทุ่งทั่วไทยในยุคนั้น เขาได้เห็นมีการประกาศขายรถบัสเดินสายของวง "รุ่งเพชร" ทำเอาใจคอของ รักชาติ ห่อเหี่ยวไปไม่ใช่น้อย

rakchart 03

แต่ก็ยังถือว่าโชคดีในที่สุด รักชาติก็ไปอยู่กับวงดนตรี "ศรีไพร ลูกราชบุรี" ซึ่งก็มีโอกาสได้ร้องเพลงหน้าเวทีบ้าง ไม่ได้ร้องบ้าง ต่อมาเมื่อวงมาเดินสายอยู่แถวภาคเหนือ รักชาติ ได้ไปพบ สุชาติ เทียนทอง นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังคนหนึ่ง เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ซึ่งครูสุชาติก็รับเขาและแต่งเพลงให้ร้องหลายเพลง และหากว่ายามใดที่มีทุนทรัพย์ ครูก็พาลูกศิษย์เข้าห้องอัดเสียงด้วย ถ้าไม่มีก็หยุดไปก่อน

รักชาติ ร้องเพลงของสุชาติอยู่หลายเพลง เริ่มตั้งแต่ "แขกจ๋า" และ "ตุ๋ยโฮเตล" แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาถึงเพลงที่ 8 เพลงสุดท้ายที่ตกลงกันว่า "ถ้าไม่ประสบความสำเร็จอีก ก็คงต้องล้มเลิกการผลักดัน" และเพลงสุดท้ายนั้นก็ทำให้ รักชาติ ศิริชัย โด่งดังเป็นพลุแตก เพราะมันคือเพลง "ฉันทนาที่รัก" ซึ่งเป็นเพลงยุคแรกๆ ที่กล่าวถึงชีวิตของสาวโรงงาน กับข้อความอันเป็นปริศนาในเพลง ที่บอกว่า "ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอนคิดถึงใบหน้า นั่งเขียนจดหมาย แล้วรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า" ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ชัดเจนว่า ปิดไฟแล้วจะเขียนจดหมายได้อย่างไร?

rakchart 04

จากความสำเร็จของเพลง "ฉันทนาที่รัก" รักชาติ ศิริชัย ยิ่งทวีความดังมากขึ้นไปอีกจากผลงานเพลง สุดฮิต อย่าง "รักข้ามคลอง" และ "ฉันทนาใจดำ" ความดังของเขา ทำให้มีการฉวยโอกาส ตั้งวงดนตรีชื่อ "ฉันทนาที่รัก" ออกเดินสายทั่วประเทศ มีคณะลิเกชื่อคณะ รักชาติ ศิริชัย ที่เล่นเรื่อง "ฉันทนาที่รัก" และคำว่า "ฉันทนา" ถูกใช้แทนความหมายของเหล่าบรรดาสาวโรงงาน จวบจนถึงปัจจุบัน

รักชาติ ศิริชัย สารภาพถึงเรื่องราวที่ผ่านมากว่า 30 ปี ว่า “ผมเป็นนักร้องอยู่ในวงของครูสุชาติ เทียนทอง อยู่หลายปี เริ่มมีชื่อเสียงบ้างแต่ยังไม่โด่งดัง จนปี พ.ศ. 2520 มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ผมเสียใจมาก ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนกับเด็กๆ เพราะมีข่าวลือว่าผมจะออกไปตั้งวงดนตรีเองกับช่างไฟ ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย เรื่องการออกไปตั้งวงเองไม่เคยอยู่ในหัวผม ครูก็บอกว่าไม่เป็นไร ไว้เดินสายเชียงใหม่เสร็จแล้วค่อยคุยกัน ผมทั้งเสียใจและน้อยใจมาก ที่ทำดีแต่ไม่มีใครเห็น

หลังจากนั้นมา พอกลับมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก และผมก็พิสูจน์ตัวเองคืออยู่กับครูตลอด ไม่ไปไหน จนวันหนึ่งครูก็มายื่นเพลง “ฉันทนาที่รัก” ให้ และบอกว่า 'ถ้าไม่ดัง ก็เลิกทำแล้วนะ' แล้วเพลงนี้ก็ออกมาดังจริง ดังจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นที่เพลงฉันทนาที่รักดังมาก มีนายห้างมาติดต่อให้ผมไปอยู่ด้วยผมก็ไม่ไป เพราะถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า "เราไม่เนรคุณครู" เราอยู่กับครูตลอดจนเลิกวง ทุกวันนี้ผมเริ่มมาคิดได้ว่า สงสัยว่าเหตุการณ์วันนั้น อาจจะเป็นการลองใจเรา”

ฉันทนาที่รัก - รักชาติ ศิริชัย

แต่หลังจากนั้น ความนิยมของรักชาติก็ค่อยๆ ลดลง ปี 2536 รักชาติหันไปผลิตผลงานเพลงหมอลำออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า "อดีตรักฉันทนา" แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ปี 2550 รักชาติ ศิริชัย ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ ด้วยการสลัดเครื่องแต่งกายแบบลูกทุ่ง หันไปออกผลงานเพลงแนวเพื่อชีวิต ชื่อชุด "รักชาติเพื่อชีวิต 1" ในขณะที่เนื้อหาของเพลงก็เป็นสำเนียงปักษ์ใต้เสียเป็นหลัก เคยร่วมแสดงภาพยนตร์ชีวิตของชาวเพลงลูกทุ่ง เรื่อง มนต์เพลงลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม. (พ.ศ.2545) ของเสี่ยแหบ วิทยา สุภพรโอภาส นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง

รางวัลเกียรติยศ

  • แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน เพลงยอดนิยมลูกทุ่งชาย พ.ศ. 2522
  • โล่ห์พระราชทาน งานกึ่งศควรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1

rakchart 05

รักชาติ ศิริชัย นักร้องเจ้าของเสียงเพลง “ฉันทนาที่รัก" เข้ากรุง ยึดอาชีพเสริมขายทุเรียน สับปะรด พร้อมรับงานร้องเพลง สุ้มเสียงยังเป๊ะเพราะออกกำลังกายแบกยกทุกวัน “ตอนนี้ผมมาทำอาชีพขายผลไม้อยู่ที่ตลาดนัดในกรุงเทพฯ ปกติผมอยู่อุตรดิตถ์ อำเภอท่าปลา บ้านของภรรยา พอลงมาทำงานร้องเพลงในกรุงเทพฯ ก็จะเอาสับปะรดบ้าง ทุเรียนบ้างลงมาขาย ทุเรียนหลงลับแลแท้ๆ ผมขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีแล้ว ก็เลยขายสับปะรด เป็นของห้วยมุ่น อุตรดิตถ์ กับสับปะรดภูแล ของเชียงราย ผมขายทุกวันเลย เปลี่ยนไปตามตลาดเรื่อยๆ หลายตลาด บางครั้งก็ไปขายตรงร้าน ป.กุ้งเผา ปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นตลาดนัดประจำ ผมจะไปวันเว้นวัน บางทีก็ไปขายที่ซอยพาณิชย์ธน”

นักร้องเจ้าของเสียงเพลง “รักข้ามคลอง” กล่าวต่ออย่างคล่องแคล่วถึงอาชีพค้าขายที่เจ้าตัวภูมิใจ เพราะเป็นอาชีพสุจริตว่า “ผมขายกับภรรยา ผมปอกสับปะรดเองเลย ขายเป็นกิโล ปอกก่อนชั่ง ถ้าเป็นภูแลกิโลละ 100 บาท ส่วนห้วยมุ่น กิโลกรัมละ 30 บาท ขายหมดบ้างไม่หมดบ้าง เพราะเอามาทีหนึ่งเยอะ ขนใส่รถปิกอัพ แล้วเอามาตั้งขาย ผมไม่ได้ขึ้นป้ายเป็นชื่อผม แต่ขึ้นป้ายชื่อสับปะรด มีแฟนเพลงเขาก็จำได้บ้าง เขาถามผมก็บอกไป บางทีเจอพวกตลก นักดนตรีมาขายของก็คุยกัน กลายเป็นเพื่อนพ่อค้าแม่ขายด้วยกัน บางคนก็ถามใช่หรือเปล่า บางคนก็แซวว่า ต้องร้องเพลงไปด้วยขายไปด้วย (หัวเราะ)

rakchart 06

เมื่อก่อนไม่เคยค้าขาย เคยแต่ทำนา “ก่อนเข้าวงการ ผมไม่เคยค้าขายนะ ผมทำนาเลี้ยงควายที่ขอนแก่น เพิ่งจะมาทำตอนมีครอบครัวนี่แหละ ก่อนนั้นก็เคยขายอาหารตามสั่งแถวจรัลฯ ซอย 8 งานร้องเพลงก็รับอยู่ไม่ได้ทิ้ง ช่วงว่างก็ขายของ แต่ช่วงนี้งานน้อยลงทุกที ก็เลยมาขายของ ส่วนเพื่อนนักร้องที่มาขายของเท่าที่ทราบก็มี ชัชชัย ชัชวาลย์ เจ้าของเพลง “มอเตอร์ไซค์หุ้มทอง” ที่ขายพวกเครื่องสำอางตามตลาดนัด เคยเจอกันตามงานร้องเพลงครับ”

สำหรับเพลงชุดล่าสุด นักร้องรุ่นกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เล่าอย่างละเอียดว่า ตนเองได้มีส่วนแต่งเพลงด้วย

“งานล่าสุด ทำเพลงเองขายหน้าเวที ชื่อชุด “รักชาติยูเทิร์น” มีเพลง ฉันทนาที่รัก โชคดีน้องแดง ฉันทนาใจดำ สาวอุดรใจดำ รักข้ามคลอง เหล้าจ๋า เพราะคุณคนเดียว จากกันที่จันทบุรี ไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซต์ โดยมี แหลมทอง บัวไทย ทำดนตรี และมีเพลงใหม่ คือ “ปลอบใจแม่หม้าย” “หลอกกันทำไม” “ห่วงสาวชาวนิคม“ เพลงนี้ พูดถึงสาวนิคมอุตสาหกรรม ผมแต่งเนื้อร้องเอง ผมหัดแต่งเพลงมาตั้งแต่บ้านนอก เคยแต่งเพลงให้แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ ชื่อเพลง “ของเล่นเศรษฐี” ใช้ชื่อว่า ช. ศิริชัย แต่งให้ สันติ ดวงสว่าง เพลง “เกตุแก้วใจดำ“ กับ ”บังอรลืมนา” ตั้งแต่เขาอยู่อาร์เอส แต่เป็นเพลงที่ไม่ค่อยได้เชียร์ ตอนที่ผมร้องเพลงหมอลำ ผมก็แต่งเนื้อร้อง 5 กลอน ชื่อชุด “อดีตรักฉันทนา” ผมก็ได้วิชามาจาก ครูสุชาติ เทียนทอง ครูก็แนะ และบอกให้กำลังใจให้ทำให้ได้ และเป็นตัวแทนให้ได้ อย่างเพลงแก้ “รักข้ามคลอง” ครูก็ให้ผมลองแต่ง ให้ จำปา เมืองวิเชียร ร้อง ครูเขาก็ช่วยปรับแก้ให้ และก็มีเพลง “สายน้ำมรณะ” ผมเขียนท่อนเกริ่นหมอลำ อาจารย์สุชาติ ก็เขียนเนื้อไทยต่อ”

แรงงาน แรงใจ ในเพลงลูกทุ่ง - รายการสารพันลั่นทุ่งบางเขน ThaiPBS

นักร้องลูกทุ่งสู้ชีวิต กล่าวถึง อนาคตที่เจ้าตัวคิดไว้และฝากทิ้งท้ายถึงแฟนเพลง “ลูกชายของผม อายุ 22 ปี เรียนที่พาณิชยการ ราชดำเนิน ก็ร้องเพลง เล่นดนตรี เคยเล่นอยู่ตามร้านอาหารอยู่พักนึง แต่ตอนนี้มาทำงานอยู่บิ๊กซี ลูกชายคนเล็กก็ไปทำงานภูเก็ต ตอนนี้ผมก็อยู่กันสองคนกับตายาย วางแผนในชีวิตว่า จะค้าขาย ควบคู่ไปกับการร้องเพลง ก็ต้องทำสองอย่างนี่แหละ ทำเท่าที่ทำได้ สุขภาพโดยรวมก็ดี แต่ปัญหาเรื่องขาปวดขา ปวดหลังเป็นมาร่วมสิบปี เพราะเคยไปช่วยเขายกเสาไฟฟ้า ที่สถานีวิทยุที่ขอนแก่น สมัยที่อยู่ขอนแก่น แล้วกระดูกหัก ตอนนี้ ผมยังรับงานร้องเพลงเหมือนเดิม ส่วนผลงานชุด ”รักชาติยูเทิร์น” ซื้อได้ที่หน้าเวทีอย่างเดียว ที่แผงสับปะรด ไม่มีซีดีขายนะครับ(หัวเราะ) เจ้าภาพหรือแฟนเพลงที่จะติดต่องานเชิญได้ที่ 08-1909-7693 ครับ แต่ผมไม่ได้เล่นไลน์และเฟซบุ๊กครับ เพราะเล่นไม่เป็นครับ”

rakchart 01

เคยลงเล่นการเมืองในการเลือกตั้งล่าสุด 2562 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคประชาธรรมไทย ในเขตอำเภอท่าปลา ที่มีภูมิลำเนาอยู่กับภรรยา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)