foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๒ ขอให้โชคดีมีชัย สุขสบายตลอดปีใหม่นี้สู่ผู้สู่คนเด้อพี่น้องป้องปาย ที่เคยทุกข์ยากกะขอให้ผ่านพ้นไปแบบหม่อนๆ เด้อ ผู้ที่เดินทางมายามบ้านกะขอให้เดินทางกลับไปทำการทำงานทางไกลแคล้วคลาดปลอดภัย ให้มีสุขสวัสดีโดยทั่วกัน การเลือกตั้งที่สิมาฮอดนี้กะขอให้เลือกเอาพรรคดี มีคุณธรรม มีนโยบายที่ดีเพื่อประชาชน อย่าไปเลือกพวกเสือที่สิมาขบหัวเฮา มาเป็นนายเฮาอีก เจ็บแล้วจำเด้อครับ อย่าสิเห็นแก่เศษเงินที่เขาแจกให้มา...

Our Sponsor

adv200x300 2

uboncom 200x300 1

Facebook Likebox

Administrator

mail webmaster

My Web Site

krumontree200x75
easyhome banner
isangate net200x75

Number of Page View

03778710
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
12945
11826
56820
2593211
228773
422075
3778710

Your IP: 54.198.92.22
2019-03-22 18:00
paya header

ju juไผผู้มัวเมาคร้าน การงานตั้งต่อ บ่มีวันสิพบพ้อ เงินล้านค่าแพง

     ## ใครเกียจคร้านการงาน มัวแต่รอบัตรคนจน จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ อีหลีเด้อ!  ##

dee load header

พระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร พ.ศ. 2389 - 2485) เป็นผู้สืบทอดงานพระศาสนาต่อจาก พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย) และเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รูปแรก ในการปกครองแบบประชาธิปไตย

พระครูวิโรจน์รัตโนบล (ที่คนเมืองอุบลฯ หรือคนที่นับถือท่านทั่วไปมักเรียกท่านว่า พระครูดีโลด ญาคูดีโลด หลวงปู่ดีโลด หรือ หลวงปู่รอด) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี พระเถราจารย์ยุคเก่าเมืองอุบลราชธานี ผู้มีตบะบารมีแก่กล้า มากด้วยอิทธิคุณและบุญฤทธิ์ พระเถราจารย์ใหญ่ผู้เป็นตำนานแห่งศรัทธาของชาวเมืองอุบล ทั้งยังเป็นองค์สังฆเถระนำพาหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย บูรณะปฎิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม เมื่อประมาณ พ.ศ. 2444

ประวัติพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร)

dee load 01พระครูวิโรจน์รัตโนบล มีนามเดิมว่า รอด นามสกุล สมจิตร เกิด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2389 ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำเดือนยี่ ปีเถาะ จุลศักราช 1217 ที่บ้านแต้เก่า ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ นายบุดดี สมจิตร โยมมารดา ชื่อ นางกา สมจิตร ตรงกับปลายรัชกาลที่ 4 โดยท่านเป็น สหธรรมมิก กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท พ.ศ. 2399-2475) เนื่องจากเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส

อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2421 ที่วัดป่าน้อย (วัดมณีวนาราม) เจ้าอธิการจันลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “นนฺตโร” แปลว่า “ผู้มีความเมตตาแผ่กว้างออกไปไม่มีขอบเขตขีดกั้น” ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านถูกส่งให้ไปประจำอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาที่สำคัญของเมืองอุบล ในสมัยนั้น

วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดที่สร้างโดย พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ พระเถระที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มากำกับดูแลการพระศาสนาในหัวเมืองอีสาน และท่านได้จัดการศึกษาในหัวเมืองอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ตั้งสำนักสอนหนังสือไทยอย่างภาคกลางขึ้นหลายแห่ง ทั้งในตัวเมืองและนอกเมือง ขณะนั้นอยู่ช่วงปลายรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระอริยวงศาจารย์ฯ ละสังขารในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 จากนั้นพระครูวิโรจน์รัตโนบลจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าอาวาสครองวัดทุ่งศรีเมือง เป็นผู้สืบทอดงานพระศาสนาและงานการศึกษาต่อมา

ขณะพำนักอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง พระครูวิโรจน์รัตโนบล ได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรม วิชาการช่าง ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาอย่างพระสงฆ์ จากบูรพาจารย์ที่วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งสืบทอดต่อมาจากพระอริยวงศาจารย์ฯ จนท่านมีความชำนาญงานช่างต่างๆ ซึ่งปรากฎในเวลาต่อมาว่า งานศิลป์ที่เกิดจากการสร้างของท่านมีความงดงามเป็นเลิศ

พระครูวิโรจน์รัตโนบล ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจาก สำนักราชบรรเทา วิชาที่เรียนได้แก่ เล่าเรียนท่องบทสาธนายสวดมนต์น้อย สวดมนต์กลาง ได้แก่ เจ็ดตำนาน สองตำนาน สวดมนต์ปลาย ได้แก่ ปาฏิโมกข์ สัททสังคสูตร เรื่องมูลกัลป์จายน์ อักษรขอม อักษรธรรม อักษรไทยน้อย ซึ่งเป็นที่นิยมเรียนกันในสมัยนั้น และอักษรไทยในปัจจุบัน และเรียนศิลปศาสตร์ คือ วิชาช่างแต้ม ช่างเขียน ตลอดจนวิชาการช่างอื่นๆ (ช่างปั้น เขียน แกะสลัก) จากสำนักราชบรรเทา อาจารย์เดียวกันกับที่สอนหนังสือเบื้องต้น

dee load 04

ส่วนวิชาศาสตราคมของท่าน มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ไม่แพ้ความชำนาญด้านช่างศิลป์ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ท่านเรียนมาจาก ครูบาธรรมวงศ์ (ราว พ.ศ. 2338-2469) ที่วัดผาแก้ว ตำบลกุดลาด อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพระอาจารย์เพียงรูปเดียวที่มีชื่อเสียงปรากฎว่า เป็นอาจารย์ทางด้านคาถาอาคมของพระครูวิโรจน์รัตโนบล

พ.ศ. 2434 อันเป็นพรรษาที่ 13 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงอุตตรูปลนิคม ปัจจุบัน ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์เป็น “พระครูอุดรพิทักษ์คณะเดช” เป็นเจ้าคณะอำเภออยู่ 12 ปี

พ.ศ. 2445 พรรษาที่ 25 ได้รับแต่ตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รูปแรกตาม พระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขณะนั้นเรียก “เจ้าคณะเมือง”

พ.ศ. 2446 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ในราชทินนามที่ “พระครูวิโรจน์รัตโนบล” นอกจากพระครูวิโรจน์รัตโนบล จะเป็นพระที่หนักแน่นในกรรมฐานตามแบบอย่างพระอริยวงศ์ศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ และครูบาธรรมวงศ์ผู้เป็นบูรพาจารย์แล้ว ท่านยังเป็นช่างวิจิตศิลป์ที่ชำนาญในการออกแบบอีกด้วย ท่านได้นำประชาชนบูรณะถาวรวัตถุไว้หลายแห่ง เช่น การปฏิสังขรณ์วิหารและพระเหลาเทพนิมิต พระพุทธรูปสำคัญของอำเภอพนานิคม (ปัจจุบัน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ)

amnat wat pra lao tep nimit

ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัย เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก โดยมีศิษย์ของท่าน 3 คน คือ ท้าวศรีนาม ท้าวคำอาษา และท้าวแก้ว ดวงตา ซึ่งเป็นเจ้านายในกรุงเวียงจันทน์ มีบรรดาศักดิ์ชั้นเพี้ย เป็นผู้สร้าง ตามประวัติเล่าว่า ครั้นเวียงจันทน์เกิดจลาจล ได้มีประชาชนอพยพติดตามท่านพระครูโพนสะเม็กมาจำนวนมาก เมื่อมาถึงนครจำปาศักดิ์ เพี้ยทั้ง 3 ได้ลาอาจารย์นำครอบครัว และพรรคพวกประมาณ 30 ครัวเรือน ไปตั้งบ้านพระเหลาขึ้น และได้สร้างวัดขึ้นที่นั่นเรียกว่า "วัดศรีโพธิยาราม"

แล้วไปอาราธนาพระครูทิ ซึ่งเป็นศิษย์เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กรูปหนึ่ง จากวัดบ้านหม้อมาครองวัด พระครูทิ่ได้สร้างวิหารและพระพุทธรูปใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 3.50 เมตรเศษ ขึ้นไว้ประจำวัด เพราะพระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะงดงามมาก ชาวบ้านจึงขนานนามว่า “พระเหลา” ภายหลัง พ.ศ. 2440 พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าคณะมณฑลอีสานขณะนั้น มาตรวจการคณะสงฆ์ ได้เห็นพระพุทธรูปองค์นี้ลักษณะงดงาม จึงได้เสริมนามว่า “พระเหลาเทพนิมิตร” (งดงามดังพระอินทร์สร้าง) สืบมา

นอกจากนี้ พระครูวิโรจน์ฯ ยังได้เป็นกรรมการสร้างอุโบสถวัดสุปัฏนาราม และนำประชาชนหล่อพระพุทธรูปสำคัญของเมืองอุบลฯ 3 องค์ คือ พระมิ่งเมือง พระศรีเมือง และ พระสัพพัญญู ซึ่งในปัจจุบันเป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดสุปัฏนาราม ได้นำพระประธานปูนปั้นในวัดร้างต่างๆ มาบูรณะขึ้นใหม่ให้งดงามเหมือนเดิม และยังได้นำประชาชนสร้างพระพุทธรูป โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญทั้งในเมืองและนอกเมืองอีกหลายแห่ง

พระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นพระเถระที่ได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานพระศาสนาอย่างมุ่งมั่น สถาปัตยกรรมที่เด่นชัดและงดงามที่สุด ซึ่งเกิดจากการบูรณะด้วยจิตที่วิจิตร บ่งบอกถึงความชำนาญในวิจิตรศิลป์ของพระครูวิโรจน์รัตโนบล คือ การบูรณะพระธาตุพนม อันเป็นเจดีย์สถานที่เก่าแก่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำโขง

dee load 03

เกียรติประวัติของท่านพอสรุปได้ดังนี้

  • งานปกครองคณะสงฆ์ พระครูวิโรจน์รัตโนบล ปกครองสงฆ์โดยใช่พระคุณเป็นหลัก มีเมตตาธรรมสูงมากองค์หนึ่ง ชอบสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน ใครก็ตามที่เข้ามาปรึกษาปัญหาหรือขอพึ่งพระบารมี หลวงปู่จะตอบว่า “ดี” หลวงปู่ท่านจะอนุเคราะห์ ทุกอย่างที่ให้ได้ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป และได้รับคำชมเชยว่า “หลวงปู่ดีโลด” หรือ ดีโรจน์ คือ ดีทุกอย่าง (ดีโลด หมายถึง ดีมาก)
  • สมณศักดิ์ พ.ศ. 2434 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงอุดร หรือ อำเภออุตตรูปรนิคม (อำเภอม่วงสามสิบ) และได้รับพระราชทานเป็น พระครูอุดรพิทักษ์คณะเดช แต่ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง พ.ศ. 2446 ได้รับแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2447 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิโรจน์รัตโนบล” จนถึงอายุ 75 ปี ได้ยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ เมื่อปี พ.ศ. 2470 รวมเวลาเป็นเจ้าคณะบริหารคณะสงฆ์รวม 37 ปี
  • การสาธารณูปการ เนื่องจากท่านเป็นช่างศิลป์ ท่านได้รับอาราธนาให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์และสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญดังนี้
  • ปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม (เมื่อ พ.ศ. 2444)
  • ปฏิสังขรณ์วิหารพระเหลาเทพนิมิต
  • เป็นกรรมการสร้างอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร (หลังปัจจุบัน)
  • เป็นประธานหล่อพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี (พระสัพพัญญูเจ้า พระมิ่งเมือง พระศรีเมือง พระประธานวัดสุปัฎนารามวรวิหาร พระประธานวัดท่าบ่อ พระประธานวัดบ้านหนองไหล)
  • เกียรติคุณทางวิทยาอาคม ในปี พ.ศ. 2483 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีน จนเกิดเป็น “สงครามอินโดจีน” กองทหารได้บุกเข้ายึดนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว โดยตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่อุบลราชธานี พ.ต.อ.พระกล้ากลางสมรภูมิ ข้าหลวงประจำจังหวัดอุบลฯ ขณะนั้น ได้นิมนต์ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นผู้ประสาทพรแก่ทหารเพื่อความปลอดภัย และ ขุนบุรัสการบดี ผู้แทนราษฎรสมัยนั้น ได้นำเอารูปถ่ายของท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล ไปทำเป็นเหรียญแจกจ่ายแก่ทหาร ปรากฏว่าทหารรุ่นนั้น ปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ เหรียญรุ่นนั้นได้ปรากฏความขลัง จึงเป็นที่ต้องการแพร่หลายในปัจจุบัน เกียรติคุณด้านวิทยาคมที่โด่งดังก็คือ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่กล่าวได้ว่า สามารถกำราบพวกภูมิผีต่างๆ เช่น ผีปอบ โดยมีลูกศิษย์ท่านหลายคนกล่าวว่า เพียงได้ยินชื่อท่านเท่านั้น พวกผีทั้งหลายก็เผ่นหนีแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า หลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนโดยทั่วไป

การฟื้นฟูทำนุบำรุงพระธาตุพนม

พระธาตุพนม นั้นมีความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เกรงกลัว และเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านชาวเมืองอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะถือกันว่า มีเทพาอารักษ์มีมเหศักดิ์คุ้มครองพิทักษ์รักษา ผู้ใดๆ จะกล้ำกลายเข้าไปใกล้องค์พระธาตุ โดยการขาดสัมมาคารวะต่อองค์พระธาตุมิได้ จะได้รับโทษทันตาเห็น แม้แต่ต้นไม้ต้นหญ้าซึ่งขึ้นอยู่ที่องค์พระธาตุนั้น ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องได้

dee load 06

ภาพพระธาตุพนมองค์เก่า (Vue du monument de Peunom) วาดโดย Louis Marie Joseph Delaporte
นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ประมาณปีค.ศ. 1870-1875 สมบัติของพิพิธภัณฑ์ Guimet

ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2444 ท่านพระครูสีทา วัดบูรพา ท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และท่านอาจารย์หนู พร้อมด้วยคณะได้เดินธุดงค์มาถึงพระธาตุพนมแห่งนี้ ได้เห็นความเลื่อมโทรมขององค์พระธาตุแล้ว ก็เกิดความสังเวชสลดใจใคร่ที่จะซ่อมแซม จึงได้แนะนำให้ทายกทายิกาชาวเมืองธาตุพนม ให้ลงไปอาราธนาหลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ วัดทุ่งศรีเมือง ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะดำเนินการบูรณะซ่อมแซมองค์พระธาตุพนม หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ก็ยินดีรับอาราธนาขึ้นมายังพระธาตุพนม ตามประสงค์

พอท่านขึ้นไปถึง แล้วท่านก็ได้ให้มีการประชุมหัวหน้าของชาวบ้าน ชาวเมือง ในการที่จะดำเนินการบูรณะซ่อมแซม ชาวบ้านบอกว่า "ให้ท่านพาปูลานพระธาตุเพียงอย่างเดียว พอได้เป็นที่กราบไหว้บูชาก็พอแล้ว ไม่ยอมให้แตะต้ององค์พระธาตุโดยเด็ดขาด" ท่านก็บอกชาวบ้านไปว่า "ถ้าท่านไม่ได้ไปบูรณะซ่อมแซมตั้งแต่พื้นดินถึงยอดองค์พระธาตุแล้ว ท่านจะไม่ทำ" ชาวบ้านคัดค้านโดยประการต่างๆ นานา หาว่าท่านไม่ได้ตั้งอยู่ในศีลธรรม เพราะจะไปรื้อเจดีย์ ตัดโพธิ์ศรี ลอกหนังพระเจ้าเป็นบาปหนัก และกล่าวว่าถ้าปล่อยให้ท่านทำตามที่ท่านต้องการแล้ว เทพาอารักษ์ที่พิทักษ์รักษาองค์พระธาตุ ก็จะโกรธแค้นทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนต่างๆ นานา ท่านก็ได้ให้เหตุผลโดยประการต่างๆ ชาวบ้านชาวเมืองก็ไม่ยอม ท่านจึงแจ้งให้ทราบว่า "ถ้าไม่ยอมให้ท่านทำ ท่านก็จะกลับจังหวัดอุบลฯ"

ชาวบ้านก็เรียนท่านว่า "จะกลับก็ตามใจ" แล้วก็พากันเลิกประชุมกลับบ้านไป ในขณะที่ชาวบ้านกำลังกลับจากประชุมที่วัดนั้น บางคนก็ยังกลับไม่ถึงบ้านของตนด้วยซ้ำไป ปรากฏว่ามีหญิงคนหนึ่งชื่อ นางเทียม ได้ถูกเจ้าเข้าสิงตัว ได้บ่นว่าดุด่าอาฆาตมาดโทษหัวหน้าชาวบ้าน ผู้ขัดขวางคัดค้านไม่ให้หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ซ่อมแซมพระธาตุ เช่นว่า “อ้ายคนใดบังอาจขัดขวางเจ้ากู มิให้ท่านซ่อมแซมพระธาตุ กูจะหักคอมัน ท่านจะทำก็ปล่อยให้ท่านทำเป็นไร สูจะไปขัดขืนท่านทำไม แม้กูเองก็ยังเกรงกลัวพระบารมีของท่าน” ดังนี้เป็นต้น

ฝ่ายชาวบ้านมี เฒ่ามหาเสนี เป็นอาทิ เมื่อเห็นเป็นเหตุการณ์วิปริตไปเช่นนั้นก็พากันเกิดความสะดุ้งตกใจกลัวว่า จะมีภัยอันตรายมาถึง จึงได้พากันรีบกลับวัด ไปกราบไหว้วิงวอน ขอขมาลาโทษท่านหลวงปู่ และกราบนิมนต์ท่านไว้มิให้กลับไปเมืองอุบลฯ พร้อมทั้งอาราธนาให้ท่านเป็นผู้นำกระทำการทุกอย่าง สุดแต่ท่านจะประสงค์ พวกตนก็จะปฏิบัติตามทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านก็รับนิมนต์อยู่ปฏิบัติงานต่อไป

dee load 05

ภาพพระธาตุพนม จากบันทึกในช่วง พ.ศ. 2409-11 โดย Louis Delaporte

ในสมัยนั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสงคราม มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายด้าน ฝรั่งเศสได้เข้ามายึดแผ่นดินทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง การเงินชาวบ้านไม่ดี เกิดปัญหาที่จะระดมทุนมาบูรณะพระธาตุพนม แต่ท่านก็กล้าเสี่ยงทำงานใหญ่ด้วยหวังต่อคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ในวันแรก พระครูวิโรจน์ฯ นำพระเณรที่มาจากอุบลฯ 40 รูป ตั้งเครื่องสักการะ ทำการสัมมาคารวะพระรัตนตรัย แล้วให้พระเณรที่ติดตามทั้ง 40 รูปนั้น เอาไม้พาดเจดีย์ทำความสะอาด ชาวบ้านและพระเณรในวัดไม่มีใครกล้าช่วย แต่พระครูวิโรจน์ก็ทำงานต่อไปทุกวัน ในช่วงแรกมีเพียงเฒ่าชัยวงศา ผู้ใหญ่บ้านดอนกลาง ที่มารับใช้ให้ความช่วยเหลือ

ครั้นผ่านไป 7 วัน ก็เริ่มมีชาวบ้านละแวกพระธาตุพนม มายืนสังเกตการณ์ดูอยู่ห่างๆ ต่อมาได้ 15 วัน ผู้คนก็หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง เจ้าเมืองท่าแขก ได้ยกหินปูนที่ภูเขาเหล็กไฟให้ทั้งลูก พร้อมเกณฑ์คนเป็นพันคนช่วยขนหินปูนจากเชิงเขาถึงฝั่งแม่น้ำโขง เป็นทางยาว 4 กิโลเมตร โดยยืนเรียงแถวรับส่งหินต่อกันมา เจ้าเมืองสกลนครและหนองคายปวารณาให้ช้างมาใช้ลากเข็นจากริมโขงมายังองค์พระธาตุพนม ประชาชนทั้งหลาย รวมทั้งพระภิกษุสามเณร ผู้เฒ่าแก่ หนุ่มสาวหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมด้วยช่วยกัน

พระครูวิโรจน์รัตโนบลได้บูรณะองค์พระธาตุพนม โดยการขูดกะเทาะปูนเก่าออก แล้วโบกเข้าไปใหม่ ทาน้ำปูนพระธาตุ ประดับแก้วปิดทองส่วนบน ติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นใน ชั้นกลาง จนแล้วเสร็จ ได้ฉลององค์พระธาตุ โดยพระครูวิโรจน์รัตโนบลได้กำหนดให้มีงานชุมนุมไหว้พระธาตุเป็นประจำทุกปี ในช่วงวันมาฆะบูชาเป็นประเพณีสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

nakon panom 1

พระครูวิโรจน์รัตโนบลใช้เวลาซ่อมพระธาตุพนมอยู่นานราว 3 ปี จากนั้นก็ใช้เวลาบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติม ท่านต้องเทียวขึ้นลงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับนครพนมหลายเที่ยว ตลอดระยะเวลา 38 ปี ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพระครูวิโรจน์ฯ ท่านอุทิศให้กับการบูรณะพระธาตุพนม และในปี พ.ศ. 2482 เป็นการเดินทางสู่พระธาตุพนม ครั้งสุดท้ายของท่าน

พระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีมาจนชราภาพ ครั้นอายุ 75 ปี เกิดความขัดแย้งขึ้นในคณะสงฆ์ มีคำสั่งให้เผาทำลายคัมภีร์ใบลานตามวัดต่างๆ ของอีสาน แต่ท่านไม่ยอมปฏิบัติตาม ยังคงรักษาใบลานในหอไตรวัดทุ่งศรีเมืองไว้ตามเดิม ต่อมาท่านก็ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี โดยยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2470 แม้เป็นกิตติมศักดิ์ ท่านก็ยังอุตส่าห์เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา เอาธุระสั่งสอนพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านให้อยู่ในศีลธรรม และเป็นภาระในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมถาวรวัตถุอยู่เช่นเดิม ตลอดจนอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นช่างปั้น ช่างแกะลวดลาย ช่างเขียน ตลอดจนช่างเงินทองต่างๆ จนเกิดตระกูลช่างศิลป์ ที่มีความวิจิตรงดงามเฉพาะอุบลสืบต่อมา

แม้ท่านจะชราภาพมากแล้ว หากหมู่บ้านใดเกิดเดือดร้อนไม่ค่อยอยู่ดี ชาวบ้านมานิมนต์ ท่านก็ยังไปรดน้ำมนต์ทำมงคลให้บ้านเมืองเกิดความสงบร่มเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึง บุญญาภินิหารอันสูงส่งของท่านหลวงปู่ได้เป็นอย่างดียิ่ง ความเป็นผู้ทรงคุณธรรมทางด้านความศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับเวทมนต์ และคาถาอาคมต่างๆ ย่อมเป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีและกว้างขวางในสมัยนั้นว่า หลวงปู่ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นอาจารย์ผู้มีเวทมนต์และ คาถาอันศักดิ์สิทธิ์และแก่กล้า สามารถที่จะกำจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนของประชาชน ผู้ที่ถูกคุณไสยถูกใส่ ถูกทำ ถูกผีเข้าเจ้าสิงต่างๆ ได้อย่างดียิ่ง ท่านสามารถใล่ปัดรังควานและเสนียดบ้านเสนียดเมืองให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข บ้านใดเมืองใดเกิดเดือดร้อนมีเหตุภัยต่างๆ บ้านเมืองนั้นจะนิมนต์ท่านไปทำพิธีปัดเสนียดจัญไรระงับความเดือดร้อนและเหตุเภทภัยต่างๆ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขสืบไปอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ท่านยังสามารถรักษาผู้เจ็บไข้ได้ทุกข์ต่างๆ ให้หายได้เป็นอย่างดี เช่น คนที่แขนหักขาหักกระดูกแตกเหล่านี้ ท่านก็สามารถทำน้ำมนต์ให้ทาที่เจ็บที่หักให้ติดต่อกันหายสนิทดีได้ด้วยอำนาจบุญญาภินิหาร และด้วยเวทมนต์คาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านเอง

dee load 07

สำหรับงานที่สำคัญอีกอย่างของ พระครูวิโรจน์รัตโนบล คือ การบูรณะหอไตร วัดทุ่งศรีเมือง สร้างมาตั้งแต่ครั้ง พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลา เนื่องจากไม่มีใครเป็นช่างที่มีความชำนาญพอที่จะบูรณะได้ ท่านจึงได้นำพาญาติโยมบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมให้มีสภาพเช่นเดิม เพื่อเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนิกชนและของชาติบ้านเมืองสืบไป

ชาวเมืองอุบลราชธานีรวมทั้งคนทั่วๆ ไปเรียกท่านอีกชื่อหนึ่งว่า "ท่านพระครูดีโลด ญาคูดีโลด ญาท่านดีโลด หรือหลวงปู่ดีโลด" เพราะท่านจะพูดอะไรกับใครๆ หรือฟังใครพูด เวลาเขาเหล่านั้นพูดจบหรือเล่าจบ ท่านมักรับคำของเขาว่า "ดีๆ" ใครจะพูดร้ายหรือพูดดีกับท่าน ท่านก็จะพูดว่า "ดีๆ" เวลามีอารมณ์ชนิดไหนก็ตาม ท่านก่อนจะพูดอะไรก็ชอบเปล่งอุทานว่า "ดีๆ" เขาจึงถวายนามพิเศษว่า "หลวงปู่ดีโลด ญาคูดีโลด ญาท่านดีโลด หรือ ท่านดีโลด" คำว่า "โลด" เป็นคำพื้นเมือง แปลว่า "เลย" คำว่า "ดีโลด" ก็หมายความว่า "ดีเลย" นั่นเอง

nok hasadee link 12

พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือ หลวงปู่รอด นันตโร มรณภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 รวมอายุได้ 88 ปี 64 พรรษา โดยเป็นเจ้าคณะปกครองพระสงฆ์อยู่ 37 พรรษา คือ เป็นเจ้าคณะอำเภออยู่ 13 พรรษา เป็นเจ้าคณะจังหวัด 24 พรรษา ศิษยานุศิษย์และญาตโยมทั้งหลายได้จัดพิธีฌาปนกิจถวายหลวงปู่รอดเป็นการมโหฬารยิ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2485 สมเด็จมหาวีรวงศ์ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์นำศพท่านบรรจุไว้ใน หีบไม้ลงรักปิดทองแบบโบราณ ตั้งบนหลังนกหัสดีลิงค์ภายใต้เมรุอันวิจิตรตระการตา สมเกียรติคุณงามความดีของท่านพระครูดีโลดทุกประการ

 

redline

backled1

 

mp3

earn kwan 06เอิ้นขวัญ วรัญญา

เอิ้นขวัญ วรัญญา มีชื่อและนามสกุลจริงว่า ศรัญญา มหาวงค์ เกิดวันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดสกลนคร มาดาชื่อว่า นางศุภวรรณ มหาวงค์ และ นายอดิศักดิ์ มหาวงค์ จบการศึกษาจาก โรงเรียนสว่างแดนดิน เมื่อครั้งยังเด็กขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงมาหลายสิบเวที จนไปคว้าแชมป์การประกวดในงานประจำปีของวัดโพธิ์ชัย (วัดหลวงพ่อพระใส) จังหวัดหนองคาย

อ.อ้วน อวบอั๋น ไปพบจึงพามาบันทึกเสียงส่งให้ ครูสลา คุณวุฒิ ในที่สุด ด.ญ.ศรัญญา มหาวงค์ ก็ได้เป็นน้องสาวหล้าของโครงการน้องใหม่ไต่ดาว โดยมี อ.วัชรินทร์ วิเศษ ตั้งชื่อให้เป็น เอิ้นขวัญ วรัญญา ในชุดนี้ครูสลามอบเพลงจังหวะสนุก "บ่กล้าบอกครู (แต่หนูกล้าบอกอ้าย)" และครูเพลงคนใหม่ วิริยะ ก้อนทอง ส่งเพลง "คิดฮอดรอกอดแม่" ให้เอิ้นขวัญ ใช้เป็นบันไดไต่ดาว

เอิ้นขวัญ วรัญญา นักร้องเพลงลูกทุ่งหญิง สังกัดค่าย แกรมมี่โกลด์ ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ หนึ่งในนักร้องกลุ่ม น้องใหม่ไต่ดาว โครงการ 1 รวมดาวที่ราบสูง เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบันจากผลงานเพลง บ่กล้าบอกครู (แต่หนูกล้าบอกอ้าย), คนกำลังน้อยใจ, ผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน และ สั่งน้ำตาไม่ได้

ตั้งแต่ มีเพลง "ผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน" ออกมามัดใจคอลูกทุ่ง บวกกับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงเป็นโชว์เต็มวง "เดอะนางเดอ" นักร้องสาวของแกรมมี่โกลด์ อย่าง "เอิ้นขวัญ วรัญญา" ดูดีโดดเด่นกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว ทั้งนี้นักร้องสาวเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การโชว์เป็นวง ทำให้ตนได้ปล่อยของมากขึ้น จึงทำให้เรตติ้งพุ่ง เนื่องจากแฟนๆ ได้ชมการแสดงที่มีความหลากหลาย และครบเครื่องมากขึ้นด้วย

"ปรับมาได้เกือบปี ฟีดแบ็กดี เวลาไปโชว์มีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งเพลงลูกทุ่งแท้ๆ สตริงเก่า ซึ่งเป็นพี่ๆ ในแกรมมี่ส่วนหนึ่งทำให้เอิ้นขวัญได้โชว์ลีลาทั้งการร้อง  และการแสดงหน้าเวทีมากขึ้น หนูแฮปปี้มากนะ เป็นการเล่นสดทำให้เราได้พัฒนาเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ เวลาเล่นต้องปรับมุกไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ แฟนส่วนใหญ่ชมว่าสนุกดี มีเพลงให้ฟังได้แล้วแนวไม่น่าเบื่อ เพลงช้าก็ไม่ช้าง่วงเหงา เพลงก็จัดเป็นสเต็ปสนุกๆ ค่อยขยับเพื่อความสนุก มีแฟนชมว่าสวยขึ้นด้วยดูดีขึ้น ด้วยมีการพัฒนาเรื่องการแต่งหน้า การแต่งตัว" แม้ราศีศิลปินชื่อดังจับมากขึ้น แต่นักร้องสาวที่ก้าวมาจากโครงการน้องใหม่ไต่ดาว ยังคงวางตัวเหมือนเดิมมิเปลี่ยนแปลง โดยตัวตนที่แท้จริงเป็นคนสบายๆ ชอบความสนุกสนาน ชอบเล่นตลกให้คนรอบข้างหัวเราะ แล้วรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ในการทำงานที่ดูเคร่งขรึม

earn kwan 02

"หนูเป็นคนสนุกสนานตลกๆ แต่บางทีภาพที่ปล่อยออกไปขรึมๆ เข้มๆ แต่จริงชอบตลก สนุกสนาน ที่ต้องเข้มก็อาจเป็นเพราะแนวเพลง ที่มีเนื้อหาค่อนข้างจริงจัง แฟนเพลงที่เห็นชีวิตจริงๆ หนูเขาก็จะขำนะ บอกว่าฮาไม่เหมือนในทีวีเลย ชีวิตจริงชอบทำให้คนอื่นหัวเราะ บางทีเหมือนเล่นตลกเลยนะ บางทีก็แบบร้องเพลงเพี้ยนๆ ทำอะไรโก๊ะๆ เต้นตลกๆ เวลาทำให้คนอื่นหัวเราะ แล้วรู้สึกมีความสุข คือทุกวันนี้มีแต่เรื่องเครียดๆ พอได้ทำให้คนอื่นหัวเราะเราก็มีความสุขไปด้วย ออกแนวบ๊องๆ"

เป็นนักร้องของค่ายลูกทุ่งยักษ์ใหญ่มากว่า 7 ปี แต่ยังไม่มีอัลบั้มเป็นของตนเอง นักร้องสาวยืนยันว่า ไม่เคยรู้สึกน้อยใจ เชื่อว่าทางต้นสังกัดมีเหตุผล ในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด

earn kwan 03

"ตอนนี้มีแพลนในค่ายนะคะ แต่ต้องรอดูจังหวะที่เหมาะสม อาจารย์ก็เริ่มหาแนวทางแล้วจะเป็นทิศทางไหน หนูไม่น้อยใจว่าอยู่กับแกรมมี่โกลด์มา 7 ปีแล้วไม่มีอัลบั้มเดี่ยว ตอนแรกหนูเป็นนักร้องคิดว่ามีเพลงร้องเป็นของตัวเองก็ดีแล้ว แล้วมีเพลงพิเศษอยู่เรื่อยๆ ทำให้เราได้ศึกษาการทำงานของพี่ๆ เขาด้วย ไม่ได้อยู่นิ่งๆ หยุดไม่ทำอะไรเลย ซึ่งทางผู้ใหญ่ก็ต้องใช้เวลาคัดสรรผลงานกับเราให้มากที่สุด อย่างเพลงผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน ก็ใช้เวลาคัดสรรพอสมควร พอได้ทำออกมาก็มีคุณภาพที่ดี ได้รับกระแสตอบรับเยี่ยมมาก นี่คือตัวอย่างที่ดีว่า การไม่รีบร้อน ไม่รีบเร่ง ผลงานจะออกมาดี ทำให้เรามีเวลาได้บ่มตัวเอง ฝ่ายผลิตตั้งใจเต็มที่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับแฟนเพลงว่าการสนับสนุน และชื่นชอบผลงานเราแค่ไหน ที่ผ่านก็มีคำถามมาตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ฟังผลงานใหม่ อัลบั้มใหม่ พอเขาได้ฟังบอกว่าเพราะมากนะ โหลดแล้ว เป็นกำลังใจที่ดีสำหรับหนูมากๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามผลงานหนู และคอยเชียร์ตลอดทั้งหน้าเวทีคอนเสิร์ต และโลกโซเชียล"

7 ปีกับการเป็นนักร้องของค่ายแกรมมี่โกลด์ เอิ้นขวัญมีความสุขสุดๆ นอกจากได้เดินบนเส้นทางที่ตนฝันไว้มาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ยังมีรายได้ส่งไปให้ พ่อ แม่ ซื้อที่ทำมาหากิน  และได้ส่ง "น้องเมย์"  วนิดา มหาวงค์ น้องสาวแท้ๆ วัย 18 ปี  เรียนหนังสือช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว

earn kwan 01

"เบื้องต้นพ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวลูกนะ บางทีมีคนมาแซวว่ามีลูกเป็นนักร้องก็อมยิ้ม แต่ไม่แสดงออกอะไรมาก แม่จะพบผู้คนมากกว่าพ่อ คุณพ่อชอบอยู่ในทุ่งนา ที่บ้านเกิด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บ้านเอิ้นขวัญฐานะปานกลาง ที่บ้านทำนา กับไร่อ้อย รายได้ก็โอเค หนูเองพอร้องเพลงมีรายได้ก็ส่งให้คุณแม่ทุกเดือน เอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ซื้อนาให้พ่อ 6 ไร่ ไว้ปลูกอ้อย และต่อเติมบ้าน หนูรู้สึกภูมิใจ และดีใจนะ สมัยเด็กๆ ไม่คิดจะทำได้ขนาดนี้ มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ก่อนเพื่อนที่เรียนหนังสือ เพราะได้ทำงานไปด้วย แล้วหนูก็ส่งน้องสาวแท้ๆ เรียนหนังสือ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร รู้สึกดีใจนะคะที่ได้ส่งน้องเรียน คือหนูช่วงมัธยมทำงานด้วย เรียนด้วย การได้ส่งน้องเรียนเหมือนทดแทนเรา ที่ไม่ได้เรียนเต็มที่

คือหนูร้องเพลงมาตั้งแต่ ป. 4 ประกวดในโรงเรียน มีงานวงอิเล็กโทนไปกับอาจารย์ ได้รายได้สตาร์ตวันละ 50 บาท ป. 4 ได้ 50 บาทก็ดีใจมาก จากนั้นก็ขยับขึ้นมาวงดนตรี มีแดนเซอร์ จนกระทั่งมาประกวดงานสงกรานต์วัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใส จ.หนองคาย อายุต่ำกว่า 15 ปี ก็ชนะได้ที่ 1 ปีถัดมาก็ประกวดอายุมากกว่า 15 ปี ก็ได้ 1 อีก คณะกรรมการที่ไปตัดสินท่านเป็นลูกศิษย์ของครูสลา คุณวุฒิ ท่านก็พามาแนะนำ เป็นช่วงที่ครูท่านกำลังหานักร้องดาวรุ่งเข้าโครงการน้องใหม่ไต่ดาว ทำให้มาอยู่แกรมมี่ และเป็นเอิ้นขวัญได้ในวันนี้

การเรียนไม่ได้ทิ้งนะคะ ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน เหลือเก็บอีกนิดก็จบค่ะ เพราะบางทีตารางสอบตรงกับงาน ก็ต้องรับผิดชอบการทำงานด้วย ที่เรียนคณะนี้เพราะชอบในวิชาชีพด้านนี้ หนูเป็นคนที่อ่อนเลข ถ้าไปเรียนทางเลขน่าจะไปไม่ไหว ส่วนตัวชอบงานในวงการ และตอนนี้ก็ตรงกับสายอาชีพที่เราทำงานแล้วด้วย"

earn kwan 04

นอกจากงานเพลงแล้ว นักร้องสาวจากสกลนคร ยอมรับว่า หากมีโอกาส ก็อยากลองงานแสดงบ้าง หลังจากได้สัมผัสงานท้าทายกับการเล่นมิวสิกวิดิโอ โดยมี "แอน ทองประสม" เป็นนางเอกในดวงใจ และมีพระเอกอย่าง "ณเดชน์ คูกิมิยะ" เป็นพระเอกที่ชื่นชอบ

"จริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากลอง เคยเล่นเอ็มวีแล้วก็รู้สึกท้าทาย ถ้าหากมีผู้ใหญ่ให้โอกาสก็อยากจะลองดู ตอนเด็กๆ ไม่เคยฝันว่าเป็นดารา แต่ฝันอยากเป็นนางแบบ รูปถ่ายเด็กๆ จะโพสต์ท่ากระจุยกระจายเลย ตอนเด็กถ่ายรูปโพสต์ท่าเลย จริงๆ ตอนเด็กไม่รู้นะว่านางแบบคืออะไร แต่เห็นเขาเดินสวยๆ ใส่ชุดสวยๆ ก็ชอบ ตอนเด็กๆ ก็ชอบแต่งชุดเอาเชือกมาผูก เอาอะไรมาตกแต่งเสื้อผ้าเดินเล่นกัน หนูไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครเมื่อก่อนไม่ได้รู้จักหรอกนะคะว่าใครเป็นนางแบบ เห็นในหนังสือ ในทีวีก็ชอบ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงนะคะ อยากเล่นบทแบบขำๆ คอมเมดี้ จะได้ไม่ซีเรียสเพราะหน้าเราดูเคร่งเครียดอยู่แล้ว อยากเล่นบทสดใส อย่างเล่นบทสนุกๆ ให้คนอื่นดูแล้วหัวเราะมีความสุขกับเราไปด้วย

นางเอก ชอบพี่แอน ทองประสม ชอบบทบาทที่พี่เขาแสดงออกมาเหมือนเลย เหมือนเขาไม่ได้แสดง แต่เป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ที่สำคัญพี่เขาสวยด้วยดีด้วย และเก่งด้วย ถามว่าถ้าวันหนึ่งเราได้รับบทนางเอก อยากเล่นกับพี่ ณเดชน์ คูกิมิยะ หนูชื่นชอบพี่เขา ที่สำคัญเขาเป็นคนอีสานด้วย เวลาพูดอีสานดูน่ารักดี ชัดเจนไม่เขิน ชอบที่เขาเล่นละครดี วางตัวดี โดยรวมน่ารักดี เก่ง ส่วนใหญ่ติดตามผลงานพี่เขาย้อนหลังทางยูทูบ เพราะว่า เวลาที่ละครออนแอร์ส่วนใหญ่ตรงกับเวลาที่หนูขึ้นเวทีคอนเสิร์ตค่ะ"

earn kwan 05

วันว่างจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วไทย เจ้าของเสียงอันไพเราะเพลงผีเสื้อใจร้ายกับดอกไม้ใจอ่อน ใช้ไปกับการพักผ่อน และไปออกกำลังกายด้วยการตีแบดมินตัน "วันว่างหนูจะไปออกกำลังกายด้วยการตีแบดมินตัน กับเพื่อนๆ น้องๆ ตีประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อครั้ง การได้ออกกำลังกายเสียเหงื่อรู้สึกสบายตัวนะ เวลาไปทำงานก็ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อย เลือดลมหมุนเวียนดี ที่สำคัญนักร้องต้องเดินทางบ่อยด้วย ร่างกาย และสุขภาพก็ต้องแข็งแรงบ้าง"

ส่วนเป้าหมายในอนาคต "เอิ้นขวัญ วรัญญา" บอกว่า ยังไม่มีอะไรชัดเจน ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุด...

ปัจจุบัน มีผลงานออกมาได้รับการกล่าวขวัญถึงหลายเพลง มีอัลบั้มเต็มในรอบ 9 ปี ภายใต้ชื่อ "ผู้หญิงธรรมดาที่กล้ารักเธอ" ล่าสุดสาว “เอิ้นขวัญ” ได้ปล่อยเพลงช้าซึ้งๆ เอาใจคนอกหักกับเพลง “ฝากเบิ่งแนเด้อ” มาให้แฟนๆ ได้ฟัง ซึ่งเพลงนี้ปล่อยออกมาได้เพียงไม่นานยอดวิวก็พุ่งไปกว่า 35 ล้านวิวแล้ว แล้วตามมาด้วย "คนบอกบ่อยู่" เพลงสาวอกหักที่น่าฟังอีกเพลง และล่าสุดเมื่อสักครู่นี้เอง (18/09/2561 : 12:00) ก็ปล่อยซิงเกิ้ลล่าสุด "หากบ่เคยฮักอ้าย"มาอีกเพลง

 

redline

backled1

 

mp3

nongnuch duangcheewan 02น้องนุช ดวงชีวัน

น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อจริง-นามสกุลจริงว่า จันทร์วิมล พานสายตา เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2502 ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ไม่มีข้อมูลว่าเรียนจบชั้นใหน ชอบร้องเพลงและได้รับการสนับสนุนจาก สวาท ศรีอุดร (ดอนเจดีย์) นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เหมือนกันกับ สรเพชร ภิญโญ รวมทั้ง แดน ดาราทอง ก็ให้การส่งเสริมด้วย

โชคชะตาลิขิตให้ทั้ง สรเพชร ภิญโญ และน้องนุช ดวงชีวัน โคจรมาพบกันและได้ใช้ชีวิตนักเพลงร่วมกัน ทั้งคู่อยากสร้างชื่อเสียงในวงการเพลง แต่ก็ดูเหมือนกับว่าจะไม่มีวันสำเร็จ สรเพชร ภิญโญ ได้บันทึกเสียงเพลงแรกชื่อ ส่งสารถึงโฆษก ไม่มีเสียงตอบรับ ส่วนน้องนุช ดวงชีวัน บันทึกเสียงเพลงแรกชือ อาลัยชายแดน พอมีคนรู้จักบ้าง ต่อมาทั้งคู่ลงทุนทำมาสเตอร์เพลงร่วมกันเป็นเพลงคู่ โดยสรเพชร ภิญโญ แต่งเพลงเองเพราะไม่มีใครยอมให้เพลง

สรเพชร ภิญโญ เดินตระเวณขายมาสเตอร์ตามห้างแผ่นเสียงต่างๆ อยู่นานหลายเดือนแต่ก็ไม่มีห้างใหนสนใจ ช่วงนี้เขามีหนี้สินแทบจะไม่มีกิน บางครั้งต้องแบมือขอเงินคนอื่นเป็นค่ารถกลับบ้าน จนกระทั้งนายห้างสุชัย วงศ์ดำเนินสะดวก บริษัทจรเข้โปรโมชั่น ทนรำคาญไม่ใหวจึงซื้อมาสเตอร์เพลงเอาไว้โดยไม่คิดจะออกเทป ต่อมาเป็นจังหวะพอดีที่ห้างขาดเทปเพลงวางตลาด จึงหยิบเอามาสเตอร์ชุด "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ของสรเพชร ภิญโญ และน้องนุช ดวงชีวัน มาทำเทปวางจำหน่ายขัดตาทัพ

ใครจะเชื่อว่าเทปที่ออกวางจำหน่ายแบบเสียไม่ได้จะทำให้ยอดขายเกินล้านตลับได้ นับเป็นประวัติศาสตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งที่ต้องจารึก และเทปชุดนี้คือ "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ทำให้สรเพชร ภิญโญ - น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อเสียงหอมฟุ้งขึ้นมาราวปฏิหาริย์ จากนั้นก็มีเพลงดังตามอีกมากมาย เช่น ผัวเมียพอๆ กัน, ทุยอดหญ้าข้าอดข้าว, ตามหาศันสนีย์ , แบ่งลูกคนละครึ่ง, หนุ่มโคราชขาดรัก และเพลง "ศัสนีย์หนีช้ำ" เป็นต้น

nongnuch duangcheewan 04

ทั้งนี้ "ลุงใหญ่ อยุธยา" เปิดเผยว่า นักร้องดังวันวานซึ่งขอเกษียณอายุงานจากสถานทูตไทยในนอร์เวย์ล่วงหน้า ได้มาปรึกษาตนว่า อยากร้องเพลงอีกครั้ง เมื่อตนเดินทางไปเมืองหมอแคน พบว่าเนื้อตัวยังแจ่มแจ๋วอยู่ แม้อายุอานามเคลื่อนมากขึ้นตามกาลเวลา จึงตัดสินใจหาเพลงใหม่ พาเข้าห้องบันทึกเสียง และถ่ายมิวสิกวิดีโอเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย

"คืออย่างนี้ครับ น้องนุช ดวงชีวัน เนี่ย ไปอยู่เมืองนอก 28 ปี ไปทำงานที่นอร์เวย์ แกเรียนหนังสือพอสมควร ก็ไปทำงานสถานทูตไปทำงานด้านแปลภาษา อีกสองปีจะเกษียณอายุ แต่ก็ออกมาก่อน ที่นี้เขาก็ติดต่อมาหาผม ก็ลองฟังเสียงดู เพราะเขาบอกว่าอยากทำเพลง ฟังเสียงแล้วใช้ได้ ผมก็ไปหาที่ จ .ขอนแก่น เพราะเขาไม่กลับไปนอร์เวย์แล้ว เผอิญๆ รูปร่างยังได้อยู่ ยังสวย ดูแลร่างกายดี งามเลย ผมก็บอกว่าได้ ถ้าน้องนุชรูปร่างสวยขนาดนี้ เป็นนักร้องได้อีก ผมก็เลยหาเพลงมาให้ สองถึงสามเดือนพอได้เพลงครบมาบันทึกแผ่นเสียง แล้วก็มาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอให้ด้วย"

nongnuch duangcheewan 05

สำหรับแนวเพลงอัลบั้มแรกในรอบ 33 ปี "ลุงใหญ่" เปิดเผยว่า มีหลากหลาย แต่เน้นความเป็นลูกทุ่งโบราณตามสไตล์ของ "น้องนุช ดวงชีวัน" และการทำงานของตนที่หนักแน่นอยู่กับแนวเดิม "แนวเพลงก็สไตล์น้องนุช ดวงชีวัน เป็นเพลงใหม่หมดนะ ไม่เอาของเก่ามาขายนะ สไตล์น้องนุช ดวงชีวัน สไตล์สมัยใหม่ และสไตล์ลูกโบราณ ปนกันไปหมดเลย แต่ยังไงๆ สไตล์ลุงใหญ่ก็หนีลุงใหญ่ไม่ได้ ใช้ดนตรีลูกทุ่งเต็มอัตราศึก วางขายทั่วไปเลยครับ สำหรับน้องนุช ดวงชีวัน คิดว่าไม่ยาก เพราะว่าแฟนเพลงเขายังถามหาอยู่ ในขณะที่ประมาณวงเดือนมิถุนายนนี้ก็จะเริ่มให้น้องนุชเข้ามาเดินสายบอกสื่อว่ากำลังจะกลับมา"

"ลุงใหญ่" กล่าวต่ออีกว่า น้ำเสียงของน้องนุชในวัย 56 ปี นั้นใสแจ๋ว และสูงน่าฟังกว่าเก่า เพราะตลอดระยะเวลาที่แขวนไมค์ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน แทบไม่ได้ใช้เสียง ทำให้ไม่มีความบอบช้ำ เหมือนกับนักร้องที่ใช้เสียงต่อเนื่องตั้งแต่เข้าวงการจนสังขารเริ่มร่วงโรย

nongnuch duangcheewan 03

"ผมกับน้องนุชไม่เจอกันประมาณสิบกว่าปีแล้วนะ คือแกกลับมาเมืองไทยก็แวะมาหาผมนะ แต่ถ้านับจากที่เพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ที่ร้องคู่กับ สรเพชร ภิญโญ และเพลง "ศัสนีย์หนีช้ำ" ที่เขาร้องเดี่ยวโด่งดังมาก เมื่อปี พ.ศ. 2525 ปีนี้ปี พ.ศ. 2558 ตอนนี้ก็ 33 ปีพอดี น้องนุชก็ไม่เคยบันทึกเสียงอีกเลย ไปอยู่ต่างประเทศ ไปๆ มาๆ ปีหนึ่งลาได้หนึ่งเดือนก็มาเยี่ยมบ้านที่ จ .ขอนแก่นตลอด"

แม้วงการเพลงหมุนเวียนเคลื่อนตัวไปมากจากสมัยที่ "น้องนุช ดวงชีวัน" รุ่งโรจน์กับเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ และเพลงศัสนีย์หนีช้ำ แต่ "ลุงใหญ่" เชื่อว่า ผลงานใหม่ของ "น้องนุช" น่าจะได้รับความนิยมจากแฟนพันธุ์แท้ไม่น้อย

nongnuch duangcheewan 01

"คือจริงๆ สมัยนี้มันมั่นใจอะไรไม่ได้หรอก แต่ด้วยความรู้สึกผมเชื่อว่า เหมือนกับมวยนั่นแหล่ะ คือเป็นเทรนเนอร์เขา เคยเป็นโปรโมเตอร์เขาก็คงจะพอไหว คงพอจะสู้ได้ และอีกอย่างหนึ่งผมไปฟังเสียงของน้องนุชมาล่าสุด เสียงเขาเด่นกว่าเดิม ดีกว่า และสูงกว่าเดิมตั้งครึ่งหนึ่ง เพราะว่าตัวเขาไม่ได้ร้องเพลงเลย พักคอมาตั้ง 20 ปี ไม่ได้ร้องเพลง อยู่นอร์เวย์มีงานรับเชิญ แต่ก็ต้องข้ามออกนอกประเทศมาเบลเยียม เพราะนอร์เวย์คนไทยอยู่น้อย แต่ก็ไม่ได้ร้องมากหรือว่าใช้เสียงเยอะ" ลุงใหญ่กล่าว

redline

backled1

 

art local people

sorapetch 01สรเพชร ภิญโญ

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นายเสมอ จันดา อาจจะไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเขาผู้นี้เป็นคนแต่ง และขับร้องเพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" คู่กับนักร้องหญิงชื่อ น้องนุช ดวงชีวัน คงจะต้องร้องอ๋อแน่นอน เสมอ จันดา ใช้นามปากกาว่า สรเพชร ภิญโญ ในการเขียนเพลงและขับร้อง เกิดเมื่อวันที่ 24 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2493 ณ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 6 บ้านหัวบึง ตำบลบึงพะไล อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา

เรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วอยากเป็นนักร้อง แต่ไปสมัครที่ใหนก็ไม่มีใครรับ จนมีโอกาสได้พบกับ สวาท ศรีอุดร นักจัดรายการวิทยุชื่อดังในนาม "ดอนเจดีย์" จึงได้รับการสนับสนุน ได้บันทึกเสียงเพลงแรกชื่อ "ส่งสารถึงโฆษก" โดยแต่งเพลงเอง ร้องเอง เพราะไม่มีใครยอมร้องเพลงของเขา หลังจากมีชื่อเสียงโด่งดังจึงได้ศึกษาต่อ จนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อพุทธศักราช 2551

นายเสมอ จันดา ก่อนจะมีชื่อเสียงด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง เคยเป็นนักร้องและเป็นหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งชื่อ "คณะดอนเจดีย์" ต่อมาได้ตั้งวงดนตรีลูกทุ่งของตนเอง ชื่อวงดนตรี “สรเพชร ภิญโญ” ทั้งยังเป็นนักร้องนำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 จนถึงปัจจุบัน และมีผลงานโดดเด่นและเป็นที่รู้จักทั่วไปในฐานะของครูประพันธ์เพลงลูกทุ่ง โดยประพันธ์ทั้งคำร้องและทำนอง ให้นักศิลปินหลายท่านขับร้อง จนเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อาทิ พิมพา พรศิริ จินตรา พูนลาภ ยิ่งยง ยอดบัวงาม เป็นต้น

บทเพลงลูกทุ่งที่สร้างชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน คือ ผลงานประพันธ์เพลง “หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ” จนทำให้ เสมอ จันดา ได้รับรางวัลเกียรติคุณหลายรางวัล เช่น รางวัลเกียรติคุณแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ประเภทเพลงลูกทุ่งยอดนิยม จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย และรางวัลเกียรติคุณทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะเพลงติดอันดับข้ามปีในเพลง "หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ" จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เป็นต้น

sorapetch 02

เพลง "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" นี้มีที่มาว่า เสมอ จันดา ประพันธ์เพลงนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการขายให้ค่ายเพลง นำไปให้นักร้องชื่อดังต่างๆ ร้องแล้วจัดจำหน่าย แต่ไม่มีใครสนใจอยากได้ เขาจึงทำเดโมเทปดนตรีพร้อมร้องเองเป็นไกด์ไว้ โดยใช้ชื่อว่า สรเพชร ภิญโญ ร้องคู่กับน้องนุช ดวงชีวัน นำไปเสนอขายที่ไหนก็ไม่สนใจ จนกระทั่งนายห้างสุชัย วงศ์ดำเนินสะดวก เจ้าของ บริษัทจรเข้โปรโมชั่น ทนรำคาญไม่ใหวจึงซื้อมาสเตอร์เพลงเอาไว้ โดยไม่คิดว่าจะเอามาให้ใครร้องและออกเทป

sorapetch 04

แต่เป็นจังหวะพอดีที่ขาดเทปเพลงและนักร้องจะวางตลาดจำหน่าย นายห้างสุชัยจึงนำเพลงของสรเพชร ภิญโญ ออกมาขัดตาทัพ ใครจะเชื่อว่าเทปที่ออกวางแบบเสียไม่ได้จะทำให้ยอดขายเกินล้านตลับ นับเป็นประวัติศาสตร์ของวงการเพลงลูกทุ่งที่ต้องจารึก และเทปชุดนี้คือ "หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ" ทำให้ สรเพชร ภิญโญ - น้องนุช ดวงชีวัน มีชื่อเสียงหอมฟุ้งขึ้นมาราวปฏิหาริย์ จากนั้นก็มีเพลงดังตามอีกมากมาย เช่น ผัวเมียพอๆ กัน, ทุยอดหญ้าข้าอดข้าว, ตามหาศันสนีย์ , แบ่งลูกคนละครึ่ง, หนุ่มโคราชขาดรัก เป็นต้น

sorapetch 05

รางวัลเกียรติยศ

  • รางวัลเกียรติคุณแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ประเภทเพลงลูกทุ่งยอดนิยม จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย
  • รางวัลเกียรติคุณทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะเพลงติดอันดับข้ามปีในเพลง "หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ" จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง 2525
  • รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เพลง หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ 2538
  • ศิลปินมรดกอีสาน (ประเภทประพันธุ์เพลงลูกทุ่ง) 2552 หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น

sorapetch 06

ปัจจุบัน สรเพชร ภิญโญ แต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องภาคอีสานหลายคน

ผลงานประพันธ์เพลง

  • เมียป๋าเพราะซาอุฯ, รอรักที่อู่รถ (สมโภชน์ ดวงสมพงษ์)
  • น้ำตาเมียซาอุฯ, สาวหมอลำจำได้ (พิมพา พรศิริ)
  • ถูกหลอกออกโรงเรียน (จินตหรา พูนลาภ)
  • ขอแค่มอง (รักคนชื่อต้อย) (ธนา พาโชค)

sorapetch 03

นายเสมอ จันดา เป็นผู้มีความเข้าใจวิถีของชาวอีสานอย่างแท้จริง โดยได้สะท้อนผ่านผลงานการประพันธ์เพลงลูกทุ่งของเขาเสมอมา ทั้งทำนองและคำร้อง จนทำให้บทเพลงที่ประพันธ์นั้นได้กลับมาร้องใหม่อยู่เสมอ และเป็นบทเพลงที่สะท้อนภาพสังคมชนบทอีสาน ที่เรียบง่ายแต่งดงามได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ นายเสมอ จันดา ยังทำคุณประโยชน์ให้กับชุมชน สังคมและประเทศชาติ โดยเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐในโอกาสต่างๆ

 

redline

backled1

 

art local people

kampoon boontawee 02ครูคำพูน บุญทวี

นายคำพูน บุญทวี (26 มิถุนายน 2471 - 4 เมษายน 2546) นักเขียนสารคดี เรื่องสั้น และนวนิยายเกี่ยวกับชีวิตของชาวไทอีสาน และชีวิตคนในคุก ได้รับรางวัลซีไรต์เป็นคนแรกของไทย เมื่อ พ.ศ. 2522 จากนวนิยายเรื่อง ลูกอีสาน และได้รับยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2544

คำพูน บุญทวี เดิมชื่อ คูน (ชื่อละครตัวเอกในนิยาย ลูกอีสาน) เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2471 ที่ บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร) เป็นบุตรคนโตจากทั้งหมด 7 คนของ นายสนิท และนางลุน บุญทวี

การศึกษาในวัยเยาว์

ในวัยเด็กของท่าน เนื่องจากพ่อของท่านมีอาชีพเป็นครูในหมู่บ้าน จึงทำให้มีโอกาสดีกว่าเพื่อนๆ ในเรื่องการเรียน ท่านเริ่มเรียนถึงชั้น ป. 4 ที่โรงเรียนบ้านทรายมูล จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อชั้น ม. 2 ที่โรงเรียนสุรเวชวิทยาลัย อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี แล้วจึงมาเรียนต่อชั้น ม. 4 จากโรงเรียนอรุณศึกษา อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี แล้วจึงมาเรียนต่อที่โรงเรียนสายปรีชาบัณฑิต อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้น ม. 6 ในปี 2488 ซึ่งในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นการศึกษาระดับสูงสุดระดับอำเภอ

เมื่อจบการศึกษาชั้น ม. 6 จากโรงเรียนสายปรีชาบัณฑิต ที่อำเภอยโสธร คุณคำพูน บุญทวี จึงกลับมาอยู่ที่บ้านทรายมูล พร้อมกับชักชวนเพื่อนๆ ในหมู่บ้านตั้งคณะหมอลำและรำวง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จด้านรายได้ จึงเข้ามาหางานที่กรุงเทพฯ

เส้นทางสู่อาชีพครู ขายแรงงาน ผู้คุมในคุก สู่นักเขียน

จากลุ่มน้ำชีเมืองยโสธร สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ที่หนุ่มสาวบ้านทุ่งหลายคนใฝ่หา คุณคำพูน บุญทวีเริ่มต้นทำงานเป็นครู สอนอยู่ที่โรงเรียนสัตบุตรบำรุง อยู่หลายปี แต่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นครูประจำจึงตัดสินใจลาออก แล้วจึงเข้าทำงานหลายแห่งหลายอาชีพ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต ทั้งกรรมกรขายแรงงาน ถีบสามล้อ ขายผลไม้ เลี้ยงม้าแข่ง และรีดนมวัว ผ่านประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน แต่ก็ไม่ย้อท้อสำหรับสายเลือดแห่งนักสู้จากบ้านทรายมูล เมืองยโสธร

kampoon boontawee 03

จากประสบการณ์ ทำงานเป็นครูที่โรงเรียนสัตบุตรบำรุงมาหลายปี จึงทำให้ คุณคำพูน บุญทวี คิดว่า ตนเองน่าจะเหมาะกับอาชีพครูมากว่าอาชีพอื่น ในปี 2490 จึงตัดสินใจสมัครสอบเป็นครูประชาบาลที่ภาคใต้ โดยได้รับการบรรจุครั้งแรกที่ โรงเรียนบ้านควันขัน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล จากนั้นในปี 2492 จึงได้ย้ายมารับตำแหน่งครูใหญ่ โรงเรียนสุไหงมูโซะ อำเภอระงู จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเกาะ และในตอนนั้นได้แต่งงานกับ นางประพิศ ณ พัทลุง มีบุตรด้วยกัน 6 คน ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่ครอบครัวไม่สะดวก อีกทั้งทำเรื่องย้ายกลับภาคอีสานไม่ได้ จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูในปี 2497 กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่จังหวัดพัทลุง

เมื่อมาอยู่กับภรรยาที่จังหวัดพัทลุง ท่านจึงได้สมัครเป็นครูสอนภาษาจีนที่ โรงเรียนเอกชนขื่อจุ่งฮั้ว ในตำแหน่งครูใหญ่ ภายหลังจึงลาออกจากการเป็นครูเพราะประสบปัญหาด้านการเงิน จึงเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่เดินทางกลับจังหวัดพัทลุง

kampoon boontawee 04

กลับมาอยู่ที่จังหวัดพัทลุงได้สมัครเข้าทำงานเป็น "ผู้คุม" ที่เรือนจำจังหวัดพัทลุง และสอนหนังสือนักโทษเป็นเวลา 9 ปี ทำให้ชีวิตในครอบครัวเริ่มดีขึ้น และมีโอกาสสอบเข้าเรียนเป็น นักเรียนราชฑัณฑ์ ที่เรือนจำบางขวาง กรุงเทพฯ ได้ แต่ยังเรียนไม่จบหลักสูตร จึงขอย้ายกลับมาทำงานที่เรือนจำพัทลุงเหมือนเดิม เนื่องจากภรรยาป่วยหนัก

คุณคำพูน บุญทวี กลับมาทำงานที่เรือนจำพัทลุงอยู่ระยะหนึ่ง จึงสอบบรรจุเป็นข้าราชการสามัญของกรมราชฑัณฑ์ได้ แล้วย้ายไปประจำอยู่ที่เรือนจำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 4 ปี แล้วจึงย้ายไปประจำที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี และย้ายไปประจำอยู่ที่เรือนจำจังหวัดระนองในเวลาต่อมา

คุณคำพูน บุญทวี เริ่มงานเขียนครั้งแรกในหนังสือพิมพ์เสียงตานี เป็นเรื่องตลกขบขัน เมื่อครั้งทำงานอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นเมื่อย้ายไปอยู่ที่จังหวัดระนอง จึงมีแนวความคิดอยากจะเป็นนักเขียน โดยมีแรงบันดาลใจจากการเขียนงาน เพราะภรรยาป่วยหนักไม่มีเงินรักษา เกิดความกลุ้มหนักต้องหันหน้าเข้าอบายมุข ติดเหล้า ติดการพนัน ยิ่งทำให้ครอบครัวย่ำแย่ลงไป ภายหลังจึงเลิกยุ่งอบายมุขทั้งปวง หันหน้าเข้าห้องสมุด มุ่งหน้าอ่านเรื่องสั้น นวนิยาย วรรณคดี เรื่องแปล เมื่ออ่านมากๆ จึงมีแนวความคิดอยากจะเป็นนักเขียน

kampoon boontawee 05

เขาเริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งยังเป็นผู้คุม ตอนนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว เขาจึงมุมานะอ่านหนังสือ และเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขาเขียน คือ "ความรักในเหวลึก" ส่งไปที่นิตยสาร ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่ง อาจินต์ ปัญจพรรค์ เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น "นิทานลูกทุ่ง" พร้อมทั้งสนับสนุนให้เขาเขียนหนังสือต่อไป เขาจึงเขียนนวนิยายเรื่องแรกคือ มนุษย์ 100 คุก

พอเขียนหนังสือได้สักระยะหนึ่งรู้สึกจะหมดเรื่องเขียน อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้แนะนำให้อ่าน "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ผลงานการแปลของ “สุคนธรส” มาอ่านเพื่อเป็นแนวทางในการเขียนเรื่องราววิถีชีวิตของชาวอีสาน จนเป็นที่มาของเรื่องราวชีวิตชาวอีสานในอดีตชื่อ "ชีวิตของลูกผู้ชายชื่อคำพูน บุญทวี" แต่เมื่อ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้อ่านต้นฉบับเลยแนะนำว่าน่าจะใช้ชื่อว่า "ลูกอีสาน" เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนอีสาน และได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” ระหว่างปี 2518 – 2519

kampoon boontawee 06

หลังจากนั้นนิยายเรื่อง "นักเลงตราควาย" ได้รับการตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน ในปีระหว่างปี 2522-2523 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา นับแต่นั้นเป็นต้นมาคุณลุงคำพูน บุญทวี ได้สร้างสรรค์ผลงานเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี หรือนิทานพื้นบ้าน ตลอดมา

ในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต หลังจากนางประพิศ ณ พัทลุง ภรรยาคนแรกได้เสียชีวิต คุณคำพูน บุญทวี จึงได้ใช้ชีวิตคู่กับคุณลันนา เจริญสิทธิชัย หรือ “กิมหลั่น” เจ้าของสาระนิยาย “เจ๊กบ้านนอก” พร้อมกับก่อตั้ง สำนักพิมพ์โป๊ยเซียนบ้านบางบัวทอง นนทบุรี เพื่อพิมพ์หนังสือของครอบครัว จนถึงช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต คุณคำพูน บุญทวี ได้สิ้นลมหายใจลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 รวมอายุได้ 74 ปี

kampoon boontawee 08

เกียรติยศแห่งชีวิตนักเขียนบ้านทรายมูล

  • นิยาย “ลูกอีสาน” ได้รับรางวัล "วรรณกรรมดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2519 ได้รับรางวัล "วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยน (ซีไรต์)" ปี 2522 คัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้รับการแปลภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส สร้างเป็นภาพยนตร์ โดย ครูวิจิตร คุณาวุฒิ
  • นิยาย “นายฮ้อยทมิฬ” ได้รับ "รางวัลชมเชย งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ" จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2520 ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์
  • วรรณกรรมเยาวชน “สัตว์พูดได้” ได้รับเกียรติบัตรยกย่องจาก ชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม เมื่อ 5 มิถุนายน 2534 และกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาให้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ ในการจัดงานช่อการะเกด ครั้งที่ 7 ที่สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 และจัดทำ "มุมหนังสือคำพูน บุญทวี" ที่ห้องสมุดสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อเป็นที่ศึกษาค้นคว้าสำหรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจ
  • วันที่ 7 ธันวาคม 2543 สภาวัฒนธรรมอำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร จัดงานเชิดชูเกียรติ "72 ปี ซีไรต์ลูกอีสาน" จัดกิจกรรมเสวนาทางวรรณกรรม บริจาคหนังสือคำพูน บุญทวี ให้กับห้องสมุดโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร
  • เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2544 สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้พิจารณาประกาศเชิดชูเกียรติ เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2544

kampoon boontawee 10

ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่ม : เรื่องสั้น นมอีเขียวขึ้นราคา, หมาหอนในหัวใจ, ลาครูไปขอเมีย, หอมกลิ่นบาทา, หอมกลิ่นปลาร้า, ลาบหัวเราะ, ลูกทุ่งเข้ากรุง, ใหญ่ก็ตายไม่ใหญ่ก็ตาย, เสือกเกิดมารวย, รวยต้องไหว้หมา, ไอ้โจร 499, ลาบกิ่งก่า พล่าปลาอีตู๋, แม่ม่ายที่รัก, พยาบาลที่รัก, นักเลงลูกทุ่ง, ผจญภัยทุ่งกุลาร้องไห้, ตารางบันเทิง, นักเลงลูกทุ่ง

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2546 นายคำพูน บุญทวี ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน รวมอายุได้ อายุ 74 ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

kampoon boontawee 07

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม พ่อเมืองยโสธร และคุณลันนา เจริญสิทธิชัย เปิด ศาลาศูนย์วรรณกรรมยโสธร "คำพูน บุญทวี" นักเขียนซีไรต์คนแรกของประเทศไทย ศาลาหลังนี้จะเปิดบริการ 10.00-18.00 น. ไม่มีระบบยืมและคืนหนังสือ หายไม่เป็นไร เพราะถือว่าคนอยากอ่าน ณ บริเวณ ลานวิมานพยาแถน (หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์พยาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พยานาค) อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

ตัวอย่างภาพยนตร์ เรื่อง ลูกอีสาน

ลำล่องอิสานรำพัน ลำล่องในภาพยนตร์เรื่อง "ลูกอีสาน"
เพชร เมืองทอง : ลำ สุรินทร์ ภาคศิริ : เขียนกลอน

redline

backled1

 

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1