foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกในช่วง 5-10 กรกฎาคม นี้ เกษตรกรที่เฝ้ารอฟ้าฝนก็คงจะใจขึ้นมาบ้าง ใครที่มีความคิดไม่เชื่อว่า อีสานมันจะแล้ง ก็คงได้คิดแล้วมั๊งว่า เชื่อเทวดาไม่ได้ การขุดบ่อน้ำ การเก็บกักน้ำ การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาในไร่นามีความจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือการทำเอาหน้า แต่เกษตรทฤษฎีใหม่คือความจริงที่พิสูจน์ได้ ให้ประโยชน์และเป็นการสร้างสุขระยะยาวของเกษตรกรไทยได้จริงๆ จงลงมือทำตั้งแต่วันนี้เสียเถิด 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

: Number of Page View ::

11885558
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
52
10580
59494
10698802
229251
252312
11885558

Your IP: 35.172.136.29
2021-07-25 00:08
paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นเขาไม่สบอารมณแล้ว เราจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจเขาได้ @อย่าโกรธ-เกลียดกันเลย ##

ลูกทุ่ง-หมอลำ

เย็นจิตร พรเทวี

จากอีสานบ้านนา มาอยู่กรุง จากแดนทุ่งลุยลาย... ชัยภูมิบ้านเดิม ถิ่นเกิดกาย บ่ได้หมายจากจร กลางคืนนอนฝัน ฉันนี้ก็ยังอาวรณ์ ก่อนหลับก่อนอน ฉันอาวรณ์อาลัย..."

Yenjit Porntewee 01เพลง "คิดถึงทุ่งลุยลาย" จังหวะชวนเต้น จากปลายปากกา ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง สร้าง "อีแหล่" หรือ "สาวผิวดำ" อย่าง นางสาวส้มกลีบ ตรีชุมนอก เด็กสาวจาก อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น กลายมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดังที่มีเสียงเป็นเอกลักษ์ชื่อ "เย็นจิตร พรเทวี" มีชื่อเป็นที่รู้จักของคอเพลงลูกทุ่งแพร่หลาย ร่วมสมัยกับ อรอุมา สิงห์ศิริ เจ้าของเพลง สาวอีสานรอรัก เพราะถูกสร้างมาจากครูเพลงคนเดียวกันคือ "กัวราช่า" หรือครูสุมทุม ไผ่ริมบึง นั่นเอง

เย็นจิตรเล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ว่า "สมัย เด็กๆ อายุ 6-8 ขวบ เวลามีหนังล้อมผ้าหรือมีงานต่างๆ ที่ไหน ก็มักจะขอเขาร้องเพลง ร้องจนคนรู้จักไปทั่วเลย เขาจะเรียกกันว่า "อีแหล่" (เด็กตัวดำ) เป็นลูกพ่อกว้าง แม่เพียร ซึ่งมีลูกชายลูกสาวอยู่ทั้งหมด 8 คน เย็นจิตร เป็นคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้ง มีนิสัยชอบการร้องรำทำเพลง แต่งตัวสวย (คงจะงานเบากว่าการทำนา พี่น้องจึงให้ทำงานเสร็จก่อนจึงจะได้ไปร้องเพลง แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ห้าม) พอมีการประกวดร้องเพลงที่ไหนก็ไปสมัครประกวด แข่งขันกับเขา สมัยนั้น การประกวดร้องเพลงสมัครกันทีเป็น 100 คน แข่งขันกันจนเหลือคนเดียว ซึ่งก็ได้ที่ 1 มาตลอด"

เย็นจิตร พรเทวี เล่าถึงพรสวรรค์ของเธอที่ติดตัวมาว่า ด้วยความสามารถของตัวเอง ราวปี 2519 หลังจากเธอชนะเลิศคว้ารางวัลในการประกวดร้องเพลง ด้วยน้ำเสียงที่แปลกของเธอ ไปถูกใจเจ้าของร้านอาหารชื่อ ทุ่งศรีเมือง ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งบังเอิญอยู่สถานที่ประกวดที่นั่นพอดี เธอจึงได้รับการติดต่อให้เป็นนักร้องประจำห้องอาหารดังกล่าวนับจากนั้น

Yenjit Porntewee 03

เย็นจิตร พรเทวี ได้รับเงินเดือน 800 บาท (ในสมัยที่ ทองคำ บาทละไม่ถึงสามร้อย) แขกห้องอาหารติดใจมาฟังเยอะเลย พวกร้านอาหารก็แย่งตัวกัน โดยเสนอเงินเดือนให้เป็นหมื่นๆ ก็เลยไปร้องให้ร้านอาหารหลายแห่งใน อุดรธานี ข่อนแก่น แถบนั้นไปร้องหลายที่ จนมาร้องที่ห้องอาหารชื่อ "วาเลนไทน์" ที่ จังหวัดขอนแก่น ช่วงปี 2524 นั้นได้พบกับครูสุมทุม ไผ่ริมบึง ซึ่งมานั่งฟังเสียงมานานนับเดือน ครูเขาเรียกไปนั่งที่โต๊ะ ครูก็บอกว่า "สนใจเสียงร้องของเธอนะ มานั่งฟังอยู่เป็นเดือนแล้ว มันแปลกดี อยากบันทึกแผ่นเสียงไหม"

เย็นจิตร แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ครูบอก เลยลองถามทดสอบครูว่า ครูมานั่งฟังเราร้องเพลงจริงหรือเปล่า เลยถามครูว่า "เมื่อวานหนูใส่ชุดสีอะไร อาทิตย์ที่แล้วใส่สีอะไรบ้าง" ครูแกก็ตอบได้หมด ก็เลยเชื่อว่าครูมาฟังการร้องเพลงจริงๆ ก็เลยบอกกับครูว่า "ถ้าอยากให้หนูเป็นนักร้องจริงๆ ครูต้องไปขอกับพ่อแม่ของหนู ว่าจะยอมให้ครูพาไปอัดแผ่นไหม?"

หลังจากนั้น เมื่อพ่อ-แม่อนุญาตแล้ว ครูก็เริ่มสอนการร้องเพลงหมอลำให้กับเย็นจิตร แต่ด้วยความที่เราไม่เคยลำหมอลำ ลิ้นแข็ง ทำให้ร้องเพลงหมอลำไม่ค่อยได้ ครูก็เลยมาฝึกเรื่องการออกเสียง และให้เคาะจังหวะตามไปด้วย นอกจากเรื่องการร้องเพลงแล้ว ครูก็สอนเรื่องการอยู่ การกิน เรียกได้ว่าครูสอนการดำรงชีวิตทุกอย่างให้เราเพื่อให้ได้เป็นนักร้องที่ดี

คิดถึงทุ่งลุยลาย - เย็นจิตร พรเทวี

เย็นจิตร พรเทวี กล่าวถึงการพบกับ ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง ครูที่วางเส้นทางการเป็นนักร้องให้แก่เธอ ซึ่งตลอดชีวิตของเย็นจิตร นอกเหนือจากพ่อ-แม่แล้ว ก็มีครูสุมทุม นี่แหละที่มีพระคุณกับเธอ หลังจากถูกบ่มเพาะจนได้ที่แล้ว งานเพลงชุดแรกของเธอจึงเผยโฉมออกมาในชุด "ลำเพลินโต้ลมหนาว" งานชุดนี้ยังไม่เปรี้ยงปร้างนักอาจเป็นที่เพลงยังไม่ถูกร่องเสียงของเธอ จนมาเป็น "คิดถึงทุ่งลุยลาย" ผลงานชุดที่ 2 คนรู้จักกันมากขึ้นด้วยเสียงที่มีเสน่ห์ ลูกคอที่ติดปากคนฟัง

พอชุดนี้ดังมาก "นายห้างเสียงสยาม" ก็เลยทำวงให้ โดยไปขอซื้อวงดนตรีของเพลิน พรหมแดน ทำอยู่ 6 ปี ทางเสียงสยามก็หยุดทำ ช่วงหลังมีพี่กำนันมาช่วยทำให้อีก รวมๆ แล้ว เย็นจิตร พรเทวี ทำวงดนตรีอยู่นาน 15 ปี แล้วหยุดทำวงไปมาเป็นนักร้องรับเชิญ จนมาอยู่กับค่ายท็อปไลน์ มิวสิก อีก 17 ปี

ความทรงจำกับครูสุมทุม ไผ่ริมบึง

Yenjit Porntewee 05

จนเมื่อ ปี 2539 ก่อนที่ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง จะเสียชีวิต ตอนนั้น เย็นจิตร พรเทวี เดินสายแสดงอยู่ทางภาคอีสาน เธอเล่าว่า "พอรู้ว่า ครูไม่สบาย อยากเจอ เราก็รีบมาหาครูเลย พอมาถึงครูบอกว่า ไม่เป็นไรแล้ว และครูก็ยังทำท่ากำหมัดชกลมให้เราดูอีกด้วย เราก็ว่า ครูแข็งแรงดี พอรุ่งเช้าเท่านั้นแหละ ภรรยาครูที่เคยเป็นลูกน้องในวงของเรา ก็โทรศัพท์มาบอกว่าครูเสียแล้ว เราก็ยังย้ำว่าเสียได้ยังไง เมื่อวานยังดีอยู่เลย แต่เขาก็ยืนยันว่าครูเสียแล้วจริงๆ" เย็นจิตรเสียใจมากๆ ตลอดชีวิตของเย็นจิตร พรเทวี นอกเหนือจากพ่อ-แม่แล้ว ก็มี ครูสุมทุม ไผ่ริมบึง นี่แหละที่มีพระคุณกับเย็นจิตรอย่างมาก "เย็นจิตรจะไม่ลืมพระคุณของครูเลย ไม่ว่าครูจะอยู่ที่ไหนก็ตาม"

ความโด่งดังกับมรสุมชีวิต

เย็นจิตร พรเทวี ถือว่าเป็นนักร้องที่ถูกมรสุมรุมกระหน่ำต่อเนื่อง ผ่านเรื่องราวเฉียดตายมาก็หลายครั้ง เส้นเลือดในลำคอแตกจนเกือบร้องเพลงไม่ได้ ในปี พ.ศ. 2545 เพราะถูกชายที่หลงรักยิง จนเกือบยื้อลมหายใจไว้ไม่ได้ ขึ้นพาดหัวข่าวบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทุกฉบับ เธอเล่าว่า

"ตอนโดนยิง คือมีคนมารัก มาชอบ ความรู้สึกเขาประมาณว่า ถ้าเขาไม่ได้ คนอื่นก็ต้องไม่ได้ ก็มายิงเราเลย แต่ไม่ได้เอาเรื่องเขาเลยนะ อโหสิกรรมให้เขาทุกอย่าง คิดว่าชาติที่แล้วเราคงไปยิง หรือทำร้ายเขาไว้ก่อน จึงต้องมาชดใช้กรรมในชาตินี้ จากนั้นคุณพ่อ คุณแม่ก็มาเสียในเวลาใกล้เคียงกัน มีปัญหาต่อเนื่อง มองไม่เห็นทางกลับมาเหมือนกัน ก็หันหน้าไปปฏิบัติธรรม ที่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี จนใจไปทางธรรมแล้วรู้ว่าทางสายเอกคืออะไร รู้ว่าทำไมถึงเกิด มีคนจน คนรวย คนสวย คนขี้เหร่"

Yenjit Porntewee 02

เมื่อทางธรรมช่วยเยียวยาจิตใจจนมีพลังเปี่ยมท้น เย็นจิตร พรเทวี ฮึดทำเพลง "ลบได้แต่เบอร์" ใช้เดินสายหารายได้เลี้ยงครอบครัวที่มีลูกและหลานต้องดูแล จนได้หวนกลับมาร่วมงานกับ "ท็อปไลน์ มิวสิค" อีกหน

ลบได้แต่เบอร์ - เย็นจิตร พรเทวี

"หลังจากที่โดนยิง ปี 2546 ก็อยู่กับวงดนตรี เอกชัย ศรีวิชัย ขึ้นเวทีกับเขา ร้องไห้ทุกวัน ไม่คิดว่าแฟนสายใต้จะให้การตอบรับเรามากมายขนาดนี้ ร้องเพลง "ชู้ในตู้เสื้อผ้า", "ผ่านเลย" กับ นายห้างทวีชัย ที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยยังเป็น มิวสิคไลน์ ยังไม่เป็นท็อปไลน์ฯ เลย ที่ทำเพลงนี้ก็ไม่คิดว่าจะกลับมาได้ขนาดนี้นะ คือตั้งใจทำเพื่อร้องให้แฟนๆ ฟัง ทีนี้ คุณท็อป (ศราวุธ พลอยประดับ) ดีเจลูกทุ่งรักไทย เอฟเอ็ม 90 เขาบอกว่า เพราะ ก็เอาไปเปิดในคลื่น เปิดได้ไม่นานคุณท็อปก็โทรศัพท์มาบอกว่า กระแสเพลงนี้ดีมากนะมี คนขอมากันมาก เราก็ดีใจ แล้วนายห้างทวีชัยก็อ้าแขนรับ เลยตัดสินใจกลับบ้านเก่า ท่านเป็นคนดี ช่วยเหลือพี่มาก เคยให้เงิน 8 แสน ไปไถ่บ้าน ไถ่นา พี่ไม่ลืมพระคุณท่าน เราเป็นนักร้องตัวคนเดียว ขับรถเอง ทำเอง อิสระจริงๆ เพลงก็ทำไปขายให้เจ้านายเอง ทำเป็นมาสเตอร์ไปเลย ความดีของท่านเยอะ พอท่านอ้าแขนรับก็มาอยู่เลย ส่วนค่ายอื่นที่มาทาบทามไว้ก่อนก็กราบขอโทษเขาแล้ว ชี้แจงเหตุผลว่าเราไม่ลืมบุญคุณของนายห้างที่มีกับเรามากมายเหลือเกิน"

รางวัลแรกในชีวิต

เย็นจิตร พรเทวี ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักร้องคุณภาพคับแก้ว ครบเครื่องเรื่องร้องเต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 มาถึงปี พ.ศ. 2558 จนอายุล่วงเลยเข้าสู่หลัก 6 ไม่น่าเชื่อว่าเธอไม่เคยได้รับรางวัลการันตีความสามารถมาก่อน "รู้สึกตื้นตันใจ ในฐานะที่เป็นนักร้องมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 สามสิบกว่าปีแล้วที่อยู่วงการมา เพิ่งได้รับรางวัลจากสยามดารา เป็นรางวัลแรกในชีวิต ไม่เคยคิดว่าจะได้เลย จะเลิกร้องเพลงอยู่แล้วด้วย ตั้งแต่โดนยิง พ่อแม่เสีย ชีวิตล้มเหลว เส้นเสียงแตก วูบต่อเนื่อง"

Yenjit Porntewee 06

สาวดำรำพัน เย็นจิตร พรเทวี กล่าวในงาน "สยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2015" หลังจากรับรางวัล "นักร้องลูกทุ่งยอดเยี่ยม" จากเพลง "ลบได้แต่เบอร์" ผลงานที่ออกกับค่าย "ท็อปไลน์ มิวสิก" ของ นายห้างทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม "ก่อนวันประกาศผลรางวัล ได้ซื้อหนังสือพิมพ์สยามดารามาอ่าน มีชื่อเข้าชิงรางวัลก็ภูมิใจแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้รางวัลอะไร เพราะผลงานของศิลปินที่เข้าชิงด้วยกันโดดเด่นทุกคน มองไม่ออกว่าของเราจะโผล่มาได้อย่างไร พอได้รางวัลแรกของชีวิตก็ดีใจมาก ขอบคุณ 'สยามดารา' ที่มองเห็นคุณค่า ขอบคุณค่ายท็อปไลน์ฯ ขอบคุณบุคคลที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ผลงานทุกคน"

ในวัยเข้าสู่หลัก 6 เย็นจิตร พรเทวี ยังต้องต่อสู้ชีวิต ไม่แตกต่างจากสมัยวัยรุ่น ขึ้นอีสานล่องใต้ ลุ้นมีงานมีรายได้มาปลดหนี้ท่วมหัว ไถ่ที่ทางและบ้านที่เอาไปจำนองไว้กับ ธกส. แลกเงินออกมาให้ลูกได้ค้าขาย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดั่งใจหวัง

"ทุกวันนี้อยู่กับสุนัขพันธุ์ชิสุ ชื่อว่า โตโต้ ไปไหนด้วยกัน เช่าบ้านที่หาดใหญ่ เดือนละ 3,500 บาท ไว้ใช้หลับนอนตอนมาเดินสายภาคใต้ ทุกวันนี้มีงานภาคใต้มากกว่าภาคอื่น มีงานก็ลงมาอยู่ที่นี่ ช่วงไม่มีงานก็กลับไปอยู่บ้านที่ขอนแก่น ทุกวันนี้ค่าตัว 1 หมื่น 5 พันบาท ใกล้ไกลเท่ากันหมด เรียกเท่านี้แหละ เพราะเราเป็นนักร้องมายาวนานแล้ว อยู่ในดวงใจแฟนๆ ได้เพราะแบบนี้ สมัยรุ่งๆ มีวงก็จริง แต่ค่าตัวก็ได้วันละ 300-400 บาท คือ ค่าวงดนตรี 6-7 หมื่นบาท แต่ของเราได้เท่านี้ ที่อยู่ได้เพราะให้ลูกน้องขายหนังสือประวัติ รูปภาพ จริงๆ นะ ไม่เคยจับเงินแสน เย็นจิตรไม่เคยโกหก เป็นคนพูดตรงๆ เชื่อในเรื่องกรรม ตอนนี้บอกตรงๆ เลยอยากประสบความสำเร็จอีกครั้ง เพื่อมีเงินมาใช้หนี้ให้หมด มีหนี้ ธกส. อยู่ประมาณ 2 ล้านบาท เอานาไปจำนองให้ลูกไปทำมาค้าขาย เศรษฐกิจไม่ดีลูกเต้าก็ไปไม่รอด ตอนแรกหนี้ไม่เยอะ แต่ค้างเขา 10 ปี ดอกเพิ่มมาเรื่อยๆ บ้านลูกก็เอาไปจำนองกับคนนอกอีก รวมแล้วก็มีหนี้กว่า 3 ล้าน ทุกวันนี้ทยอยจ่ายทุกเดือนเพื่อตัดดอก เดือนละ 5 พันบ้าง 3 พันบ้าง ลูกทำแต่แม่ต้องรับภาระ เขายืนไม่ได้ก็ต้องช่วย ยินดีค่ะ เพราะเขาเป็นคนขยัน มุมานะ ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ขายของไม่ดีหนี้เลยพอกหน้าพอกหลัง เคยท้อนะ แต่ไม่ถอย ต้องสู้"

Yenjit Porntewee 04

แม้รู้สึกเหนื่อยจนท้อแต่ก็ไม่เคยถอย หากปลดหนี้ได้แล้ว เจ้าของรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมสยามดารา บอกว่าจะนำเงินไปสร้างเมรุหลังใหม่ วัดบ้านเกิดที่ร้าว แทนหลังเก่าที่นับวันมีแต่ทรุด พร้อมทั้งสร้างซุ้มประตูเข้าวัดด้วย

"เคยท้อ แต่ไม่ถอย อายุ 60 ปี ร้องเพลง 2 ชั่วโมง ไม่มีเจ้าภาพบ่นไม่พอใจด้านหน้าเวที อายุมากแล้วแต่ก็ร้องเต้นเต็มที่เหมือนเดิม เชื่อว่าพระเจ้าสร้างมาให้กล่อมโลก ทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ส่งหลานเรียนหนังสืออีก 2 คน เรารายได้ทางอื่นไม่มี รับจ้างร้องเพลงอย่างเดียว อยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่ปี 2531 ไม่เคยมีแฟนใหม่อีกเลย และไม่คิดรักใครแล้ว อยากอยู่กับแฟนเพลง อยู่หน้าเวทีแล้วมีความสุขมาก เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ว่าครอบครัวไม่สมดุลแต่ก็สู้เต็มที่ เพราะลูกๆ เราไม่ได้ขี้เกียจ ขยันทำมาหากิน เพียงแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ อยากมีเงินทำบุญให้กับคุณพ่อคุณแม่ หาเงินสร้างเมรุที่บ้านจังหวัดขอนแก่น ตอนที่เผาศพท่านเห็นเมรุร้าว ถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นแกนนำสร้างเมรุหลังใหม่ และสร้างซุ้มประตูเข้าวัดที่ทั้งสองท่านบอกไว้ก่อนเสียชีวิต ผ่านมาหมดแล้วชีวิต เป็นนักร้องดัง ตกต่ำ จน รวย โดนยิง โดนไล่ล่า ปัญหาอะไรเข้ามาสู้ไหวค่ะ ตอนนี้เพลง "สั่งฟ้าไปหาพี่" ที่ออกมาต่อ "ลบได้แต่เบอร์" ก็เริ่มดี ขอบคุณแฟนๆ ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนนะคะ"

อีกสิ่งที่เย็นจิตรเพียรทำทุกวันคือ "ความดี" ด้วยเชื่อว่าโลกเรามี 3 โลก ประกอบด้วย โลกปัจจุบัน นรก และสวรรค์ เส้นทางเมื่อดับสูญแล้วไปไหน สามารถเลือกได้ ตั้งแต่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ ความรัก โลภ โกรธ หลง และทรัพย์สมบัติ ไม่มีใครสามารถนำติดตัวไปได้ เมื่อร่างสลายเป็นเถ้าธุลี

ตอนนี้ เย็นจิตร พรเทวี ออกมาจากบริษัทท็อปไลน์แล้ว มาทำเพลงเอง ชื่อชุด "ส่ะจ่าย...แล้วม่าย" เป็นเพลงใต้ผสมกับลูกทุ่งอีสาน ก็ได้แฟนเพลง พี่ๆ สื่อมวลชน นักจัดรายการที่ให้ความเมตตา ช่วยสนับสนุนมาตลอด ลูกทุ่งอีสาน เย็นจิตร พรเทวี ได้ใช้ธรรมะนำทำเพลงสะท้อนสังคมคนยุคใหม่ที่ใครๆ ก็ 'ชอบจิ้ม'

ชอบจิ้ม - เย็นจิตร พรเทวี

“ตอนนี้จะมาทำเพลงชุดใหม่ มี 4 เพลง อาจารย์สวัสดิ์ สารคาม ทำดนตรีเสร็จแล้ว มีเพลง “ชอบจิ้ม” เนื้อหามันจะดูเป็นเรื่องราวของการชอบเล่นไลน์กัน ก้มหน้าก้มตาจิ้มแต่โทรศัพท์ อีกเพลงจะเป็นเพลง “สาวเลี้ยงควาย” ควายเราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก พอโตก็ใช้งานเนื้อหาสนุกๆ “คึกนำผัวเขา” เนื้อหาแอบชอบผัวเขาตามตลาดนิยม และก็เพลง ”ขอบคุณเจ้าแม่นางนอน” วันนี้มาใส่เสียงและก็มิกซ์เรียบร้อยแล้ว”

เมื่อถามถึงช่วงที่เงียบหายไปนาน ยังใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคใต้หรือไม่ เจ้าของเสียงเพลง ”ทุยลุยลาย” บอกว่า “ที่หายๆ ไปพี่ก็ยังร้องเพลงอยู่ภาคใต้มีงาน 5 งานต่อเดือนบ้าง ก็พอมีร่ายได้มาเลี้ยงตัวเอง นานแล้วไม่ได้ออกเพลงใหม่ เพิ่งมาเที่ยวนี้ ช่วงที่หายหน้าไปพี่ก็ ไปนั่งสมาธิที่วัดหลวงพ่อจรัญ ที่สิงห์บุรี หลายปีมาแล้ว น่าจะสัก 10 กว่าปี เดินสายธรรมสภาพจิตใจเราตอนนี้ปฎิบัติตัวเรียบง่ายไม่กินน้ำเย็น ไม่ดูทีวีนอนกับพื้นธรรมดา มันไม่ได้อยากได้อะไรใช้ชีวิตแบบสมถะ นั่งวิปัสสนา เดินจงกรม พี่จะแต่งตัวเฉพาะตอนไปร้องเพลงเท่านั้น การกินดื่มก็หายไป อยู่แบบง่ายๆ ชีวิตดีขึ้น ความสุขไม่ใช่อยู่ที่การร่ำรวย จิตใจเราสงบสุข ถือเป็นความสุขที่แท้จริง ถึงเวลาก็ไปร้องเพลง“ เย็นจิตรกล่าวทิ้งท้าย ซึ่งต้องกราบขอบคุณแฟนเพลงทุกคนมาก ซึ่งใครสนใจจะติดต่องานก็ติดต่อมาได้ที่ โทร. 08-1367-3267

ลำม่วนชวนเพลิน "สนธยา เจอ เย็นจิตร" : สารพันลั่นทุ่ง บางเขน

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก, สยามดารา และจากรายการ บุปผาสวรรค์

redline

backled1

art local people

Chalerm nakeerak 01นายเฉลิม นาคีรักษ์

ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2531

ชาติภูมิ

นายเฉลิม นาคีรักษ์ เกิดวันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2460 ที่ บ้านขุหลุ ตำบลขุหลุ อาเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายแดง นาคีรักษ์ และ นางค่า นาคีรักษ์ บิดามีอาชีพรับราชการ ส่วนมารดามีอาชีพทำนา มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา จำนวน 8 คน โดย นายเฉลิม นาคีรักษ์ เป็นคนสุดท้อง

การศึกษา

นายเฉลิม นาคีรักษ์ ได้เข้าเรียนระดับประถมศึกษา จนจบชั้นประถม 3 ตามเกณฑ์ (ขณะนั้นได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาแล้ว) ที่ โรงเรียนประชาบาลตำบลขุหลุ อาเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ.2472 จากนั้นได้เข้าเรียนระดับมัธยมที่ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี และสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภายในเวลาเพียง 5 ปี (เพราะสอบเลื่อนชั้นกลางปีได้ตอนเรียนอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2) เมื่อ พ.ศ. 2476 และได้เข้าศึกษาต่อในระดับต่างๆ ดังนี้

  • พ.ศ. 2481 ได้รับประกาศนียบัตร ม. 8 วิสามัญการช่าง โรงเรียนเพาะช่าง
  • พ.ศ. 2482 ได้รับประกาศนียบัตร ครูประถมการช่าง โรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร
  • พ.ศ. 2490 ได้รับประกาศนียบัตร ครูมัธยมการช่าง โรงเรียนเพาะช่าง
  • พ.ศ. 2501 Certificate in Crafts and Design จาก ประเทศญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2533 ได้รับ ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาทัศนศิลป์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

Chalerm nakeerak 02

ชีวิตครอบครัว

นายเฉลิม นาคีรักษ์ ได้สมรสกับ นางสาวบรรจง ทวีพงษ์ เมื่อเดือน มีนาคม ปี พ.ศ. 2487 มีบุตรและบุตรีด้วยกัน 3 คน คือ นางสาวชมพูนุท นาคีรักษ์ นายธานี นาคีรักษ์ และนายนิมิต นาคีรักษ์

การรับราชการและการสร้างงานศิลปะ

นายเฉลิม นาคีรักษ์ เป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะ ที่ วิทยาลัยเพาะช่าง เป็นเวลา 37 ปี มีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ ได้รับราชการโดยตลอดมา จนได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง และได้เป็น คณบดีคณะศิลปกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเพาะช่าง เป็นคนแรก เมื่อเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2520 ได้รับแต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์พิเศษ ในสถาบันดังกล่าว

นายเฉลิม นาคีรักษ์ เป็นครูผู้สอนวิชาศิลปะ เป็นศิลปินอาวุโสคนสำคัญด้านจิตรกรรม ศิลปะสมัยใหม่ และแบบประเพณีประยุกต์ โดยยึดของเก่าเป็นหลัก จนเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นต้นธารจิตรกรรมสีน้ำและสีน้ำมัน ในยุคแรกๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะจิตรกรรมสีน้ำ ภาพทิวทัศน์ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสีม่วงอยู่ในบรรยากาศของภาพจิตรกรรมเสมอ

Chalerm nakeerak 03

ได้รับการยอมรับนับถือในวงการศิลปะ และศิลปศึกษาโดยทั่วไป มีผลงานดีเด่นทั้งในแบบศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะแบบประเพณีประยุกต์ ผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับชีวิตและประเพณีไทย มีความยึดมั่นและศรัทธาในศิลปะ ได้สร้างสรรค์ผลงานต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานเกือบ 50 ปี มีผลงานแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ เคยได้รับรางวัลในการประกวดศิลปกรรมหลายครั้งและหลายแห่ง

งานศิลปะของ นายเฉลิม นาคีรักษ์ โดยหลักนั้นคือ งานจิตรกรรม ซึ่งมีทั้งแนวสากลสมัยใหม่ และแนวประเพณีประยุกต์ ส่วนเทคนิคที่ใช้มีทั้งสีน้ำมัน สีน้ำ สีฝุ่น และสีพลาสติก ส่วนเนื้อหาและเรื่องราวที่เขียนนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่ภาพหุ่นนิ่ง ภาพทิวทัศน์ ภาพบุคคล และภาพเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งผลงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่ดีเด่นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ผลงานสำคัญที่ได้สร้างสรรค์ไว้ได้แก่ พระบรมสาทิศลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระมหากษัตริย์ และเจ้านายในราชวงศ์จักรีอีกหลายพระองค์ ซึ่งประดิษฐานไว้ในสถานที่สำคัญต่างๆ หลายแห่ง เช่น ชุดพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ และที่กองบัญชาการทหารสูงสุด 

Chalerm nakeerak 06

ผลงานที่เป็นสีน้ำมันและสีน้ำที่ประชาชนทั่วไปได้พบเห็น (แต่อาจจะไม่รู้จักว่าใครเขียน) อีกมากมาย เช่น ภาพชุดประเพณี แรกนาขวัญ สงกรานต์ ลอยกระทง บุญบั้งไฟ แห่เทียน ฯลฯ ภาพชุดวิถีชีวิตสามัญชน เช่น การทำนา เกี่ยวข้าว ตำข้าว ทำกับข้าว กินข้าว ตักบาตร ทำบุญ ขบวนเกวียน ฯลฯ ภาพชุดการละเล่น เช่น แม่งู ตีวงล้อ ขี่ม้าก้านกล้วย รำเหย่ย รำกลองยาว ฯลฯ ภาพจินตนาการ เช่น ไทรโยค นางตานี หญิงสาว ภาพจากวรรณกรรม เช่น พระลอ ขุนแผน-นางพิม หนุมาน-สุพรรณมัจฉา ฯลฯ

นอกจากนั้น ยังเป็นผู้วาดภาพประกอบ และภาพหน้าปกหนังสือแบบเรียน เช่น หนังสือชุดนิทานร้อยบรรทัด ชุดนิทานนกกางเขน วารสารทางวิชาการอีกจำนวนมาก เช่น วารสารวิทยาศาสตร์ ดรุณสาร ชัยพฤกษ์ มิตรครู สารประชาชน และวิทยาจารย์ หนังสือชุดพุทธประวัติ ชุดเวสสันดรชาดก ขวัญใจ...ฉันรักเธอ หนังสือวรรณคดี เช่น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ และอิเหนา และยังเขียนตำราศิลปะคือ "แบบเรียนวิชาศิลปศึกษาระดับประถม และมัธยม"

Chalerm nakeerak 05

ภาพซ้าย "ไม่มีชื่อ" สีน้ำมันบนผ้าใบ 2499 ภาพขวา "สะพานโกลเดนเกต" สีน้ำมันจากสถานที่จริง 2523

ในฐานะศิลปินได้ร่วมในการแสดงผลงานมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น แสดงภาพศิลปินเดี่ยว ที่ ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (2523) แสดงภาพกลุ่ม 4 ศิลปิน ที่ ลอสแองเจลิสและเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (2525) แสดงภาพกลุ่มศิลปินอาวุโสไทยในญี่ปุ่น (2541) และการแสดงในประเทศอีกมากมายหลายครั้ง

นายเฉลิม นาคีรักษ์ ได้ให้หลักในการดำเนินชีวิต เพื่อบรรลุความสำเร็จของผู้หวังความก้าวหน้าไว้ 8 ประการ ซึ่งมีตัวย่อ 8 ตัวด้วยกัน คือ K A P I D E N G (กาปีเดง) จำยากเลยเรียกกันเพี้ยนๆ ไปว่า กาปิแดง เป็น กะปิแดง ของ อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ จำได้ว่า ท่านนำมาสอนในตอนเรียนวิชาครู ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษา ส่วนการพัฒนาการชีวิตและการอาชีพ เมื่อปีการศึกษา 2506 ท่านได้บอกให้ทราบว่า กะปิแดง คืออะไร ดังนี้

  • K คือ Knowledge (ความรู้)
  • A คือ Appreciation (ความเข้าใจ พึงพอใจ ซาบซึ้ง)
  • P คือ Practice (การปฏิบัติ)
  • I คือ Intelligence (การมีเชาวน์ไหวพริบ ฉลาด)
  • D คือ Declare (การเปิดเผย การประกาศ)
  • E คือ Expert (ความชำนาญ เชี่ยวชาญ)
  • N คือ New (การแปลกใหม่)
  • G คือ Goal (การบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้)

นอกจากท่านมีหลักในการดำเนินชีวิตแล้ว นายเฉลิม นาคีรักษ์ ยังมีอุดมการณ์ในการทางาน คือ “ชีวิตมุ่งมั่น สร้างสรรค์ งานศิลป์”

Chalerm nakeerak 04

เกียรติประวัติ

  • พ.ศ. 2520 ได้รับแต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ราชมงคล)
  • พ.ศ. 2531 ได้รับการคัดเลือกเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปีพุทธศักราช 2531
  • พ.ศ. 2533 ได้รับพระราชทานปริญญา ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาทัศนศิลป์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

redline

backled1

ศิลปินลูกทุ่ง หมอลำอีสาน

thongpan 01หมอลำทองแปน พันบุปผา

เจ้าแม่ลำกลอนประยุกต์

นางทองแปน พันบุปผา หรือชื่อในการแสดงว่า “หมอลำทองแปน พันบุปผา” เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2495 ที่บ้านโพธิ์สง่า ตำบลเมืองเดช (ในสมัยนั้น) อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายสังข์ พันบุปผา ซึ่งเป็นหมอลำกลอน สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านท่าโพธิ์ศรี ตำบลเมืองเดช (ในสมัยนั้น) อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

นางทองแปน พันบุปผา เริ่มต้นชีวิตการเป็นหมอลำ หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ได้ศึกษาต่อ เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่จึงสนับสนุนให้เรียนหมอลํากลอน (หมอลําคู่) ซึ่งพ่อมีอาชีพเป็นหมอลํากลอนอยู่แล้ว จึงสอนลํากลอนให้แก่ลูกสาวของตน ประกอบกับช่วงเวลานั้นถือว่า หมอลํากลอน เป็นที่นิยมมากในจังหวัดอุบลราชธานี พ่อและแม่เห็นว่า ลูกสาวคนนี้เป็นคนที่มีความจําดีกว่าลูกทุกคน มีความกล้าแสดงออกและมีปฏิภาณไหวพริบดีมาก จึงตั้งใจสอนหมอลํากลอนให้ลูกสาว เพื่อสืบทอดมรดกทางปัญญาให้กับลูกสาวคนนี้ อาชีพหมอลํากลอนสามารถสร้างรายได้ และยึดถือเป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ พ่อซึ่งมองเห็นความสามารถของลูกสาว จึงตั้งใจสอนหมอลํากลอนให้

thongpan 04

ด้วยความเฉลียวฉลาด มีความจำเป็นเลิศ มีความขยัน อดทน พร้อมกับมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนรู้ ภายในเวลา 3 ปี จึงทำให้ นางทองแปน แตกฉานในเรื่องกลอนลำ จึงสามารถออกรับงานแสดงได้ โดยขึ้นเวทีแสดงครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 18 ปี ได้รับค่าจ้างในการแสดงครั้งแรกเป็นเงิน 150 บาท (ในสมัยนี้ก็หลักหมื่น) จนเป็นที่กล่าวขานอย่างกว้างขวางทั่วไปในวงการหมอลำกลอนทั่วภาคอีสาน และมีชื่อเสียงข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ชื่อในการแสดงสมัยนั้นว่า “หมอลำปรานี พันบุปผา” ซึ่งมีบิดาเป็นครูสอน และคอยเป็นพี่เลี้ยงแนะนำอย่างใกล้ชิด ต่อมาในปี พุทธศักราช 2531 ได้เปลี่ยนชื่อในการแสดงมาเป็น “หมอลำทองแปน พันบุปผา” จึงทำให้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากแฟนหมอลำตลอดมา

thongpan 02

นางทองแปน พันบุปผา เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการประพันธ์กลอนลำ และการแสดงหมอลำกลอน ถือเป็นผู้คิดค้นหมอลำกลอนประยุกต์คนแรกแห่งวงการหมอลำกลอนก็ว่าได้ เพื่อพัฒนาสร้างสรรค์การลำให้ทันสมัยในยุคปัจจุบันที่มีความเป็นพลวัต โดยได้ผลิตผลงานด้านการลำออกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ สู่สายตาประชาชนมากมาย อาทิ ชุดหมอลำชิงชู้ ลำประยุกต์ชุดรักข้ามรุ่น ลำล่องชุดลูกทรพี ลำเพลินชุดมโนราห์เล่นน้ำ ลำพื้นตำนานรักชุดผาแดงนางไอ่ และมีผลงานการลำร่วมกับ หมอลำ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ปีพุทธศักราช 2548 อาทิ ลำล่องชุด หมู่บ้านศีลห้า ลำล่องชุด พ่อกับแม่คือตู้เอทีเอ็ม

thongpan 05

นอกจากนี้ ยังได้ผสานเอาวัฒนธรรมอีสานเข้าไปในกลอนลำและการลำ ใช้การลำเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้ด้านต่างๆ อาทิ คุณธรรม จริยธรรม พระพุทธศาสนา เศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลังได้ซึมซาบ เอาคติเหล่านี้ไปใช้ในวิถีชีวิต เมื่อว่างเว้นจากการรับงานแสดง หมอลำทองแปน ก็ไม่ได้นิ่งเฉย คอยอุทิศตน เพื่อสืบต่อลมหายใจแห่งศิลปะการแสดงหมอลำกลอนอันทรงคุณค่านี้ โดยได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจสั่งสอนศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า หมายมั่นปั้นใจอนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา มรดกนี้ไว้ตราบนานเท่านาน

thongpan 03

หมอลําทองแปน พันบุปผา มีผลงานมากมายที่เผยแพร่ทางวิทยุ โทรทัศน์และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ รวมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุค ยูทูป เป็นต้น และยังรับงานแสดงต่างๆ ตามที่มีผู้ว่าจ้างทั้งภาคอีสาน ภายในประเทศ และต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชาและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น และร่วมแสดงงานการกุศลต่างๆ อีกมากมาย

ด้วยความสามารถด้านการประพันธ์กลอนลำ และการแสดงหมอลำกลอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่น ตลอดจนการอุทิศตนเพื่องานสังคมมาโดยตลอด หมอลําทองแปน พันบุปผา เจ้าแม่ลํากลอนประยุกต์ มีผลงานมากมายกว่า 100 บทกลอน ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียง อาทิ

ลําเพลิน

  • ลําเพลินองคุลีมาล
  • ลําเพลินขุนช้างขุนแผน
  • ลําเพลินขุนช้างขุนแผน ชุดที่ ๑ -๔
  • ฯลฯ

ลำกลอนประยุกต์ ชุด ศึกดวลคำหมาก ยกที่1
ลำโดย ทองแปน พันบุปผา ทองพูล หนวดเหล็ก

ลํากลอน

  • ลํากลอนเจ้าแม่กลอนมันส์
  • ลํากลอนตายายเลี้ยงหลาน
  • ลํากลอนแจกข้าวหาผี
  • ลํากลอนเขยขี้เหล้าแม่เฒ่าขี้จม
  • ฯลฯ

ลําล่องลํายาว

  • ลําล่องพ่อแม่คือธนาคารของ
  • ลูกลําล่องข้าวเม็ดใหญ่
  • ลําล่องพระพุทธประวัติ
  • ลําล่องย่ากินปลิง
  • ฯลฯ

ลําประยุกต์

  • ลําประยุกต์คู่ฮิตคู่ฮอต จี๊ดจิ๊จ๊ะ
  • ลําประยุกต์บ่าวเกี้ยวสาว
  • ลําประยุกต์พระสุธน-มโนราห์ ภาคที่ ๑-๒
  • ลําประยุกต์รักข้ามรุ่น ลุ้นเมียแก่
  • ฯลฯ

ลำเต้ยคู่มันส์ หมากกระจาย

ลําเต้ย

  • ลําเต้ยชีวิตของแม่ทองแปน
  • ลําเต้ยซุปเปอร์ทองแปน
  • ลําเต้ยหมากกระจาย

ลําเรื่องต่อกลอน

  • ชุดกําพร้าผีน้อย

ลําพื้นโบราณ

  • ลําพื้นตํานานรักผาแดง–นางไอ่

ศิลปินมรดกอีสาน - หมอลำทองแปน พันบุปผา

รางวัลและเกียรติคุณ

  • ปี พ.ศ. 2549 ได้รับรางวัล ชนะเลิศในการเข้าประกวดหมอลํากลอน ที่ ถานีวิทยุเมืองเดช คลื่น 197 MHz อําเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จัดโดย ส.ส.ตุ่น จินตเวช
  • ปี พ.ศ. 2549 ได้รับรางวัล ขวัญใจประชาชน ในงานประกวดหมอลํากลอน ที่ทุ่งศรีเมืองอุบล อําเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
  • ปี พ.ศ. 2550 เป็นผู้คิดค้น หมอลํากลอนประยุกต์ เป็นคนแรกแห่งวงการหมอลํากลอนเพื่อพัฒนาลํากลอนให้ทันสมัยในยุคปัจจุบัน จึงนับได้ว่าเป็นเจ้าแม่หมอลําประยุกต์คนแรกของไทย
  • ปี พ.ศ. 2561 ได้รับรางวัล นาคราช สาขาศิลปินพื้นบ้านอีสาน (หมอลํากลอน) จาก สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
  • ปี พ.ศ. 2561 ได้รับรางวัล ศิลปินมรดกอีสาน (สาขาหมอลํากลอน) จาก ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

หมอลำทองแปน พันบุปผา - รายการไมค์ทองคำ หมอลำฝังเพชร2

หมอลำทองแปน พันบุปผา ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 131 หมู่ 3 บ้านโพธิ์สง่า ตำบลท่าโพธิ์ศรี อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 081-0717073

ติดต่อ-ติดตามผลงานทาง Facebook : หมอลำทองแปน พันบุปผา

 

redline

backled1

art local people

Mek srikampol 01นายเมฆ ศรีกำพล

นายเมฆ ศรีกำพล เกิดวันที่ 7 มิถุนายน พุทธศักราช 2485 ที่บ้านกุดหว้า ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษา เมื่อปีพุทธศักราช 2516 จากโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และได้ร่ำเรียนศาสตร์ดนตรีพื้นบ้าน (ปี่ผู้ไทและแคน) กับครูพิมพ์ (ครูภูมิปัญญาในท้องถิ่น) จนชำนาญ จากนั้นได้ประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีพื้นบ้านร่วมกับคณะหมอลำในชุมชน

ต่อมาได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงดนตรีชื่อ "หนุ่มมะพร้าวห้าว สาวดอกคูณ" ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป โดยได้ใช้ศิลปะการเป่าปี่ภูไทและเป่าแคน ประกอบการร้องลำผู้ไทในงานแสดงต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ วงดนตรีวงนี้ถือเป็นวงโปงลางในยุคแรกๆ ของภาคอีสาน มีความสามารถจนได้รับการยอมรับ และเชิดชูเกียรติจากหลายหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชน อีกทั้งได้มีโอกาสเป่าเพลง "ปี่ผู้ไท" เพื่อใช้ประกอบละครเรื่อง "ปอบผีฟ้า" จึงทำให้มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงวิชาชีพเพิ่มขึ้น

เดี่ยว ปี่ภูไท - คุณตาเมฆ ศรีกำพล

นายเมฆ ศรีกำพล เป็นนักดนตรีพื้นบ้านที่มีความสามารถสูง โดยเฉพาะ การเป่าปี่ผู้ไท เสียงปี่จะดังกังวาน มีความไพเราะ และสะกดผู้ฟังให้เกิดความประทับใจและจำไม่ลืม นอกจากนั้น นายเมฆ ศรีกำพล ยังได้เป่าปี่ผู้ไทประกอบการแสดงในวงดนตรีพื้นบ้านในโอกาสต่างๆ รวมทั้งได้รับเชิญให้เป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดศิลปะการเป่าปี่ผู้ไท และสอนการทำปี่ผู้ไทให้แก่นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ด้วยความสามารถในการแสดงและถ่ายทอดการเป่าปี่ผู้ไท จึงทำให้ได้รับรางวัลที่แสดงถึงศักยภาพและความสามารถในอาชีพหลายรางวัล จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

เมฆ ศรีกำพล - ศิลปินมรดกอีสาน 2559

ด้วยความเป็นผู้ที่มีความทุ่มเท มุ่งมั่น เสียสละ มีความสามารถในการแสดงและถ่ายทอดศิลปะการเป่าปี่ผู้ไทให้แก่ชุมชน และสังคมจนเป็นที่รู้จัก อีกทั้งยังได้สร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนในวาระต่างๆ อีกมาก นายเมฆ ศรีกำพล จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน - ปี่ผู้ไท) ประจำปีพุทธศักราช 2559 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Mek srikampol 02

กาฬสินธุ์นี้ ดินดำน้ำซุ่ม ปลากุ้มบ่อน คือแข่แก่งหาง

ปลานางบ่อนคือขางฟ้าลั่น จั้กจั่นฮ้องปานฟ้าฟ้าลวงบน

แตกจ้นๆ คนเป่าปี่โฮแซว มีซู่แนวซู่อัน แอ่นระบำรำฟ้อน ”

ผญาอีสานบทนี้ ได้เล่าถึงจุดเด่นของจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมอันดีงาม รวมถึงศิลปินดนตรีพื้นบ้านเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป อย่าง พ่อเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2529 ผู้ประดิษฐ์ คิดค้น พัฒนาการทำโปงลาง และวิธีการเล่นจนเป็นเอกลักษณ์ เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดกาฬสินธุ์แล้วผู้คนก็ต้องพูดถึงและจดจำถึง เครื่องดนตรีโปงลาง ผ้าไหมแพรวา และไดโนเสาร์ และอีกคนหนึ่งที่จะลืมเสียมิได้คือ พ่อเมฆ ศรีกำพล บรมครูแห่งปี่ภูไท บ้านกุดหว้า ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

Mek srikampol 03

นอกจากการเป็นนักดนตรีแล้ว พ่อเมฆ ศรีกำพล ยังเป็นผู้ผลิตปี่ผู้ไทคุณภาพอีกด้วย โดยเขาเรียนรู้มาจากครูช่างทำปี่ผู้ไทฝีมือแห่งหมู่บ้านบุ่งคล้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยมองเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ดนตรีของชนเผ่าผู้ไท โดยเฉพาะ การลำผู้ไท ที่นับวันจะมีผู้ชื่นชอบและอนุรักษ์สืบสานน้อยลงทุกที เขาจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ในฐานะครูภูมิปัญญาให้แก่โรงเรียนต่างๆ ตลอดจนผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้การเป่าปี่ผู้ไทและดนตรีอีสานให้เป็นที่รู้จักในสังคม โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ มีผู้ติดตามทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปี่ภูไท - ตาเมฆ ศรีกำพล

ด้วยเหตุนี้ พ่อเมฆ ศรีกำพล จึงได้รับรางวัลและการเชิดชูเกียรติจากสถาบันต่างๆ มากมาย ดังนี้

  • ปี 2537 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ใน การประกวดดนตรีพื้นบ้าน จากสถานีวิทยุ 909 กรป.กลาง จังหวัดสกลนคร
  • ปี 2538 ได้รับรางวัลเป็น ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม จังหวัดกาฬสินธุ์ (ระดับจังหวัด) จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์
  • ปี 2539 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ดนตรีพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานกาชาดประจำปี จังหวัดกาฬสินธุ์
  • ปี 2545 ได้รับรางวัลชนะเลิศ เดี่ยวปี่ผู้ไทจังหวัดมุกดาหาร (ระดับจังหวัด) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร
  • ปี 2550 ได้รับรางวัล ศิลปินพื้นบ้านอีสาน จากสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • ปี 2559 ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน – ปี่ผู้ไท) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

Mek srikampol 04

ขอแสดงความอาลัย

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ได้ข่าวว่า พ่อเมฆ ศรีกำพล เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 79 ปี ด้วยโรคประจำตัว ประกอบกับมีอายุมากแล้ว นับเป็นความโศกเศร้าของวงการดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างยิ่ง ที่ต้องสูญเสียเสาหลักปรมาจารย์ด้านการเป่าปี่ภูไทในครั้งนี้ ทางญาติได้กำหนดการฌาปนกิจศพ พ่อเมฆ ศรีกำพล วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.  2563 ณ บ้านกุดหว้า ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

บรมครูดนตรีพื้นบ้านอีสาน งานสตมวาร คนอีสานร่วใจสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพ่อของแผ่นดิน

redline

backled1

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)