foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juเก้าสิฆ่าสิบสิฆ่าให้เอาแก่นคะยูงตี อย่าได้เอาบาลีต่อยตีตางฆ้อน

        ## จะฆ่าให้ตายก็ฟาดด้วยไม้เนื้อแข็ง อย่าตีด้วยธรรมะความรู้เลย @ธรรมะร่มเย็น ##

art local people

kru kamman 02คำหมาน คนไค

าจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ หรือที่หลายๆ คนรู้จักในนาม "ครูคำหมาน คนไค" เป็น อดีตครูประชาบาลโรงเรียนบ้านนอก ในสมัยปี พ.ศ. 2502 อดีตศึกษานิเทศก์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ ผู้ที่ได้นำประสบการณ์ในอาชีพครูที่ยากลำบากยิ่งนักในสมัยนั้น มาเขียนเป็นเรื่องสั้นชุด "บันทึกครูประชาบาล" และเมื่อมีผู้สนใจจะนำไปสร้างภาพยนตร์ จึงได้นำมาเรียบเรียงเป็นนวนิยายอีกครั้งในชื่อว่า "ครูบ้านนอก" ที่ถูกนำไปถ่ายทอดแปลออกไปตีพิมพ์อีกหลายภาษาในหลายประเทศ

แต่ที่ทำให้คนไทยรู้จัก "ครูคำหมาน คนไค" และสะเทือนวงการวิชาชีพครูมากที่สุด ก็เมื่อนวนิยายถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันคือ "ครูบ้านนอก" กำกับการแสดงโดย สุรสีห์ ผาธรรม และมีดารานำรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็ไม่รู้จัก คือ ปิยะ ตระกูลราษฎร์ และวาสนา สิทธิเวช มาแสดงนำ พ่วงด้วย ครูใหญ่คำเม้า ที่รับบทโดยศิลปินอาวุโสภาคอีสาน ตำนานเพชรพิณทอง นพดล ดวงพร

(เสริมเพิ่มนิดหนึ่ง มีแฟนๆ ถามเข้ามาว่าชื่อ "คำหมาน คนไค" นี่หมายถึงอะไร โดยเฉพาะคำ "คนไค" นี่อยากทราบความหมาย ชื่อ คำหมาน นี่ไม่แปลกเพราะคนอีสานส่วนใหญ่มักจะมีชื่อพยางค์เดียว เช่น สี สา มี มา หมาน ฯลฯ คำว่า "คำหมาน" จะแยกออกมาเป็น 2 คำ 2 ความหมาย คือ หมาน หมายถึง ความมีโชคดี ทำอะไรไม่ขัดข้อง ไปหาปลาได้ปลา ไปล่าสัตว์ได้เก้ง กวาง เรียกว่า ทำอะไรๆ ก็หมานเบิด ส่วน "คำ" ที่ใช้นำหน้าหมายความว่า คนดี ลูกที่ดีของพ่อแม่ จึงมักเอามานำหน้าชื่อเช่นเดียวกับคนจีนมักใช้คำว่า "กิม" นำหน้าชื่อนั่นเอง ส่วนคำว่า "คนไค" นั้นมี 2 คำเช่นกัน คือ คน กับ ไค หมายความว่า ดี ดีกว่า รวมแล้วคือ คนดีกว่าหมู่ ชื่อ "คำหมาน คนไค" จึงหมายถึง คนดีมีโชค คนดีกว่าผู้อื่น นั่นเอง)

นายสมพงษ์ พละสูรย์ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่บ้านดอนเมย ตำบลนาจิก อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ)  เป็นบุตรคนเดียวของ นายยอด กับนางทุม พละศูนย์ ในปี พ.ศ. 2513 นายสมพงษ์ จึงขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น “พละสูรย์” ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

เรื่องเกี่ยวกับเรื่องวัน-เดือน-ปีเกิด รวมทั้งบิดา-มารดา และบรรพบุรุษ นายสมพงษ์ เล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า

…บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นคนสยามเชื้อชาติลาว ประวัติของวงศ์ตระกูลของข้าพเจ้า เป็นเรื่องที่คนในเครือญาติบอกเล่าสืบต่อกันมาจากรุ่นต่อรุ่น บรรพบุรุษชั้นต้นที่ข้าพเจ้าได้เห็นตัว และได้มาอยู่ในครอบครัว คือ แม่ทวด แม่ทวด หรือยายทวดของข้าพเจ้า ชื่อ นางเทิ่ง เสนาดี (เสียชีวิต เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ อำยุ ๙๑–๙๒ ปี) แม่ทวดเล่าว่าพ่อของท่าน ชื่อ ไชยเสด แม่ชื่อคำหอม ท่านไชยเสด นำพาพวกพ้องมาจาก “ฝั่งซ้าย” (ในสมัยก่อนการย้ายไป-มาข้ามลำน้ำโขงทำได้โดยสะดวก) ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านไชยเสดข้ามโขงเข้ามาราว พ.ศ.๒๓๘๐–๒๓๙๐ แม่ทวดมีสามีเป็นคนลาวสยาม (ลาวอีสาน) ชื่อไชยเสนา แม่ทวดมีลูก ๗ คน เป็นหญิง ๓ คน ลูกหญิงคนโต ชื่อนางพา โสภามี คนเล็ก ชื่อ ทุม พละศูนย์ นางพา มีลูกสาวชื่อ นางนันท์ อุทธจันทร์ ข้าพเจ้าเป็นลูกคนแรกของ นางนันท์ – นายเหี่ยว อุทธจันทร์…

 

ส่วน นางทุม แต่งงานกับ นายยอด พละศูนย์ และไม่มีลูก จึงขอข้าพเจ้ามาเป็นบุตรตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็กอ่อน พ่อยอดบอกว่า ท่านเป็นผู้ไปแจ้งเกิด (แจ้งขอใบสูติบัตร) ท่านบอกว่าข้าพเจ้าเกิดวันเสาร์ เดือนสี่ ปีฉลู พ.ศ. ๒๔๘๐ ใบเกิดระบุว่าวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ข้าพเจ้าตรวจสอบปฏิทินร้อยปี พบว่า วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นวันอังคาร ข้าพเจ้าเชื่อคำของพ่อจึงตรวจสอบวันข้างขึ้นข้างแรม แล้วสรุปเองว่า ข้าพเจ้าเกิดวันเสาร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ แต่ถือเอาวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นวันเดือนปีเกิดตามกฎหมาย…”
                                                                                                                                    (สมพงษ์ พละสูรย์, ๒๕๔๘:๑)

ด้านการศึกษา

เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่ โรงเรียนประชาบาลตำบลนาจิก 4 วัดบ้านดอนเมย นายสมพงษ์เป็นเด็กฉลาด ฝักใฝ่ในการเรียน เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 บิดา-มารดาได้อพยพครอบครัวไปทำมาค้าขายในตัวจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้นายสมพงษ์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด คือ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ใน พ.ศ. 2492 (เมื่อปีการศึกษา 2492–2497 หมายเลขประจาตัว 5559) ในระหว่างเรียนชั้นมัธยม บิดาได้ถึงแก่กรรมไปก่อน แต่มารดาก็ยังคงทำมาค้าขายอยู่ในตัวเมืองอุบลฯ ซึ่งต่อมาได้ถึงแก่กรรมในอีกปีถัดมา

นายสมพงษ์ก็ได้มาอาศัยอยู่กับญาติ คือ นายมนูญ-นางยุวพงษ์ ผาสุขมูล โดย นางยุวพงษ์ เป็นญาติฝ่ายมารดามีศักดิ์เป็นป้า ส่วน นายมนูญ รับราชการกรมทางหลวง ที่แขวงการทางอุบลราชธานี นายสมพงษ์นับถือบุคคลทั้งสองเสมือนพ่อ-แม่ และอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้ตลอดมา และได้ส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน ปี พ.ศ. 2498

นายสมพงษ์ มีความสนใจใคร่รู้มากตั้งแต่วัยเด็ก เมื่ออ่านออกเขียนได้ก็อ่านหนังสือที่มีอยู่ในบ้านญาติ เมื่อเรียนระดับมัธยมก็อ่านหนังสือ ประวัตินายปรีดี พนมยงค์ วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (เดล คาร์เนกี แต่ง อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล) การอ่านหนังสือนี้เป็นผลให้นายสมพงษ์สนใจการศึกษาเรียนรู้ และอยากอ่านหนังสือมากขึ้น ในด้านภาษาอังกฤษก็สนใจเรียน และหัดเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษบนปกสมุดตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.3 เมื่อมาเรียนชั้นมัธยมศึกษา ก็เริ่มสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้น ตอนอยู่ชั้น ม.3 อาจารย์พักตร์ สุนทรารักษ์ เปิดสอนภาษาอังกฤษ ก็สมัครเรียนจนสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดี และสนทนาภาษาอังกฤษง่ายๆ ได้ ตอนเรียนชั้น ม.1 เคยพบฝรั่งคนหนึ่งที่หน้าไปรษณีย์จังหวัดอุบลราชธานี ก็สามารถพูดคุยกับฝรั่งได้พอรู้เรื่อง

พอเรียนมัธยมปลาย (ม.4–ม.6) ก็อ่านหนังสือที่ ห้องสมุดประชาชน นายสมพงษ์เคยบอกว่า "ชอบอ่านหนังสือและมีความสุขในการอ่านหนังสือ ขณะเดียวกันก็สนใจภาษาอังกฤษมากขึ้น อาจารย์เพลินจิต ไพรีพินาศ และอาจารย์สุจริต จันทรกาญจน์ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ได้แนะนาช่วยเหลือและให้กำลังใจเป็นอย่างดี ประกอบกับในช่วงเวลานั้น หน่วย “USIS” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือและวารสาร มาให้ห้องสมุดประชาชนจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจานวนมาก จึงเป็นผลให้มีหนังสือภาษาอังกฤษอ่านมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวของประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา และวารสารภาษาอังกฤษ เช่น Life , News Week, Time, National Geographic Magazine รวมทั้งวารสารภาษาไทย เช่น สยามสมัย ชาวกรุง ศรีสัปดาห์ สตรีสาร ประวัติบุคคลสาคัญและหนังสืออื่นๆ เป็นจานวนมาก"

นายสมพงษ์ เล่าต่อไปว่า “การอ่านหนังสือเหล่านี้ทำให้มีความฝันและจินตนาการ รวมทั้ง ได้ข้อมูลและความรู้หลายอย่าง ตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อาจารย์วิมลศรี เวชศาสตร์ (สกุลเดิม ศรีภา) ให้ยืมหนังสือประวัติศาสตร์ไปอ่านเล่มหนึ่ง อ่านจบหลายเที่ยว เกิดความประทับใจครูคนนี้มาก”

เนื่องจากนายสมพงษ์เป็นนักเรียนเรียนดี จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับทุนไปเรียนต่อ ระดับฝึกหัดครู ที่ โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ. 2498 ได้รับ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เป็นรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2500 แล้วได้รับทุนเรียนต่อชั้น ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) ใน วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และในปีเดียวกันนั้นเอง นายสมพงษ์ก็สมัครสอบชั้น ประโยคเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ได้อีกด้วย

นายสมพงษ์ พละสูรย์ สำเร็จการศึกษาได้รับวุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ. สูง) เป็นรุ่นแรก อีกเช่นกัน ใน พ.ศ. 2502 และได้รับการบรรจุเข้าเป็นครูในปีนี้เอง ได้เข้ารับราชการตำแหน่ง ครูตรี โรงเรียนบ้านอำนาจ ตำบลอำนาจ อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองการประถมศึกษา กรมสามัญศึกษาได้มุ่งมันในการทำงาน และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จนเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ดังนี้

kru kamman 06

  • พ.ศ. 2503 สอบได้รับวุฒิประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม.)
  • พ.ศ. 2506 ไปช่วยราชการทำการสอนที่โรงเรียนบ้านไก่ดำ ตำบลไก่เขี่ย อำเภออำนาจเจริญ
  • พ.ศ. 2507 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร กรุงเทพฯ สำเร็จได้รับปริญญาการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ในปี พ.ศ. 2509 ช่วยราชการทำหน้าที่ ครูวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการอำเภออำนาจเจริญ และในปีนั้นเองก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ศึกษานิเทศก์จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกรมสามัญศึกษา
  • พ.ศ. 2511 ได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ Colorado State College รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน AID ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สำเร็จได้รับปริญญา Master of Arts (M.A.) ใน พ.ศ. 2512
  • พ.ศ. 2513 ได้เลื่อนขึ้นเป็นศึกษานิเทศก์โท ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • พ.ศ. 2518 ปรับตำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ ระดับ 6 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • พ.ศ. 2520 ช่วยราชการกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
  • พ.ศ. 2521 โอนมาเป็นนักวิชาการศึกษา 7 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาหลักสูตรประถมศึกษา ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ
  • พ.ศ. 2528 เป็นนักวิชาการศึกษา 8 ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์แนะแนวการศึกษาและอาชีพ กรมวิชาการ
  • พ.ศ. 2533 ได้รับอนุมัติให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคุรุสภา
  • พ.ศ. 2537 ลาออกจากราชการตำแหน่งนักวิชาการศึกษา 8 ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคุรุสภา ติดต่อกันถึงวาระที่ 3 ในพ.ศ.2542

แม้จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งที่คุรุสภา นายสมพงษ์ก็ยังได้ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ทางราชการอีกหลายปี เช่น พ.ศ. 2542 – 2544 เป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2544 เป็นกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของวุฒิสภา และระหว่างปี พ.ศ. 2544 – 2546 เป็นผู้ชำนาญการในสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ นอกจากนั้น ยังปลีกเวลาให้แก่ภาคเอกชน โดยรับเชิญเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานทางวิชาการ เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น

kru kamman 03

อาจารย์สมพงษ์เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถทั้งในการสอน การนิเทศการศึกษา การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เป็นนักพูด นักคิด นักเขียน มีผลงานในด้านวิชาการ วิชาชีพ และการสื่อสารสัมพันธ์ เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญและสร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดคือ งานเขียน ซึ่งอาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ 'คำหมาน คนไค' มหัศจรรย์ยิ่งนัก” ความตอนหนึ่งว่า

“...ข้าพเจ้าเขียนหนังสือหลายเล่ม ทั้งเรื่องสั้น บทความ สารคดี เช่น จดหมายจากครูบ้านนอก (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2522) บ้านโพนทราย (ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2524) ... หนังสือของข้าพเจ้ามีดังนี้

  • นิยาย ได้แก่ ครูบ้านนอก ฆ่าราชการครู (แปลเป็นภาษาอังกฤษ) บักเซียงน้อย บักสีเด๋อ บ้านโพนทราย ตักเงินจากบ่อ
  • รวมเรื่องสั้น จดหมายจากครูคำหมาน คนไค บันทึกครูประชาบาล หัวอกศึกษา ประสาคนภูธร ประสาครูบ้านนอก ไม้บรรทัดคด ครูบ้านนอกขี่เรือบิน ปากอิสาน
  • สารคดี 199 กระบวนท่าของครูมืออาชีพ ทางก้าวหน้าของครูมืออาชีพ  ครูมืออาชีพยุคปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด การฝึกกระบวนการคิดโดยการปฏบัติ ข้ามโขงไปลาว เที่ยวบาหลี
  • หนังสือสำหรับเด็ก ยอดกับทองเด็กอีสาน อาร์ทกับดอกหญ้า เพื่อนรักเพื่อนแท้ เหตุเกิดที่บ้านโพนทราย ชีวิตใหม่ (ได้รับรางวัลจากธนาคารกรุงเทพฯ) ...”

งานเขียนของอาจารย์สมพงษ์ที่เป็นบทความ และเรื่องสั้นในช่วงระยะเวลา 20 กว่าปี ตั้งแต่ พ.ศ.2521 เป็นต้นมา มีมากมาย และได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และ รายเดือน ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เป็นบทความเกี่ยวกับการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม ประมาณ 2,500 เรื่อง ส่วนที่เป็นเรื่องสั้นที่ลงพิมพ์ในวารสารรายเดือนมีประมาณ 350 เรื่อง

kru kamman 04

ในบรรดางานเขียนประเภทนวนิยาย เรื่องที่สร้างความโด่งดังให้แก่อาจารย์สมพงษ์มากที่สุดก็คือ นวนิยายเรื่อง "ครูบ้านนอก" ซึ่งนอกจากจะโด่งดังอยู่ในประเทศไทยหลายทศวรรษแล้ว ยังแพร่หลายไปยังนานาประเทศอีกด้วย ซึ่งอาจารย์สมพงษ์ได้เล่าไว้ในคำนำของผู้ประพันธ์ ในการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของนวนิยายเรื่อง “ครูบ้านนอก” ความตอนหนึ่ง ว่า

“...นิยายเรื่อง ครูบ้านนอก มีความเป็นมาดังนี้ ในปี 2518 ในขณะที่ผมเป็นข้าราชการครูในจังหวัดอุบลราชานี ผมได้เขียนเรื่องสั้นชุดหนึ่ง จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง ผสมผสานกับเรื่องราวที่ผมได้รับรู้ จากคำบอกเล่าของครูและชาวบ้านที่เคยรู้เห็นเหตุการณ์ และเรื่องราวของครูประชาบาลในท้องถิ่น เรื่องสั้นชุดนั้น มีสาระเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครูประชาบาลจังหวัดอุบลฯ ในช่วง พ.ศ. 2500 – 2519 หนังสือเล่มนั้นชื่อ "บันทึกของครูประชาบาล" ประกอบด้วยเรื่องสั้น 69 ตอนๆ ละประมาณ 1 หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป ผมขอให้ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง (ขณะดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา) เขียนคำนำ และท่านได้กรุณาเขียนคำนำให้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลชมเชย "หนังสือดีเด่นประเภทนวนิยาย" ในงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2519

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 บุคคลคณะหนึ่งไปพบผมที่บ้านพักในเมืองอุบลฯ บุคคลดังกล่าวขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือ บันทึกของครูประชาบาล เพื่อนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมแย้งว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นรวมเรื่องสั้น ไม่มีพระเอก นางเอก คงไม่เหมาะที่จะนำไปสร้างภาพยนตร์ ผมเสนอว่า ถ้าบุคคลคณะนั้นเห็นว่าสาระของบันทึกของครูประชาบาล ควรสร้างเป็นภาพยนตร์ ผมจะเขียนนิยายขึ้นใหม่ให้มีสาระตามบันทึกของครูประชาบาล

kru kamman 05

บุคคลคณะนั้นเห็นด้วย แต่ขอร่วมวางโครงเรื่องพร้อมทั้งขอตั้งชื่อเรื่องว่า "ครูบ้านนอก" ผมขอให้บุคคลคณะนั้นเขียนบทภาพยนตร์ และผมก็จะเริ่มเขียนนิยาย หนังสือครูบ้านนอกพิมพ์เสร็จ พร้อมกับภาพยนตร์เรื่อง "ครูบ้านนอก" ฉายในกรุงเทพฯ ในต้นปี 2521 หนังสือครูบ้านนอกได้ถูกพิมพ์หลายครั้ง โดยหลายสำนักพิมพ์ การพิมพ์ครั้งนี้ จึงถือเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 12 ของสำนวนภาษาไทย

การแปลและพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศมีดังนี้ ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) พิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น ครั้งแรกในชื่อออกเสียงว่า “อินาคาโนคิโอชิ” (Inaka no Kyoshi) โดยสำนักพิมพ์สถาบันอิมูรา และพิมพ์อีกถึงครั้งที่ 5 เมื่อ ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) สำนวนภาษาอังกฤษชื่อเรื่อง The Teachers of MadDog Swamp พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พิมพ์ครั้งที่ 2 โดย Silkworm Book สำนักพิมพ์สุริวงศ์ เชียงใหม่ ค.ศ. 1992 (พ.ศ.2535) สำนวนภาษาอูดู (Urdu) ชื่อเรื่อง The Death of Dream พิมพ์โดยสถาบัน MASHAL เมือง Lahore ประเทศปากีสถาน เมื่อ ค.ศ. 2003...”

งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์สมพงษ์ ที่ทำควบคู่ไปกับงานเขียนก็คือ การเป็นวิทยากร โดยเป็นวิทยากรมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นครูในโรงเรียนประชาบาล เป็นศึกษานิเทศก์ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้บริหารที่คุรุสภา นอกจากเป็นวิทยากรในประเทศแล้ว ท่านยังได้รับเชิญร่วมประชุม และเป็นวิทยากรในต่างประเทศหลายครั้งที่สำคัญ เช่น

  • พ.ศ.2523 ประชุมวรรณกรรมที่เมืองมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
  • พ.ศ.2524 ประชุมวรรณกรรมและวัฒนธรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย
  • พ.ศ.2525 บรรยายเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและสังคมไทย ให้แก่คนไทยในนครนิวยอร์ค วอชิงตันดี.ซี. และลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • พ.ศ.2535 เสนอรายงาน Country Report ในที่ประชุมสภาครูอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์
  • พ.ศ.2540 เป็นผู้บรรยาย ผู้หนึ่งในการประชุมสมาคมครูของมูลนิธิชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

อาจารย์สมพงษ์ได้ให้ข้อคิดในการทำงานของตน ตลอดจนความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจไว้ในประวัติซึ่งนำมาลงไว้ในหนังสือ ชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันความตอนหนึ่งว่า “...ข้าพเจ้าไม่อาจอ้างตนได้ว่า ทำงานเพื่อสังคม เพราะงานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานราชการ ซึ่งข้าพเจ้าต้องทำตามระเบียบและกฎหมาย ข้าพเจ้าทำงานด้วยความสำนึกสุจริต คำสอนของพ่อแม่และเครือญาติ ทำให้ข้าพเจ้าทำงานด้วยใจสุจริต ข้าพเจ้าทำงานโดยไม่ยึดมั่นในยศตำแหน่ง แต่ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ เมื่อมีโอกาสจึงคิดและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอยู่เสมอ

kru kamman 07

ตำแหน่งทางราชการของข้าพเจ้าไม่ใหญ่ ไม่เล็ก งานราชการที่ข้าพเจ้าปฏิบัติมีส่วนร่วมคิด และร่วมทำ (อย่างมาก) ที่มีคุณค่าต่อการศึกษา และวงการครูของชาติได้แก่ หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 แผนการสอนชั้น ป. 1 – ป. 6 ของกรมวิชาการ มาตรฐานวิชาชีพครู พ.ศ. 2537 ของคุรุสภา และจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539 ของคุรุสภา...”

ในด้านความเป็นครู อาจารย์สมพงษ์เชื่อมั่นว่า ตนได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจจากครู โดยได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครูของตน ซึ่งนำมาลงไว้ ในหนังสือชีวิตสมพงษ์ พละสูรย์ฯ เล่มเดียวกันอีกตอนหนึ่งว่า “...เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนเรียนจบมัธยม ครูทุกคนมีอิทธิพลต่อผมมาก ผมเป็นคนเชื่อฟังครู รักโรงเรียน ไม่อยากขาดเรียน ครูบอกหรือสั่งอะไร ก็ต้องรีบทำถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ผมว่าผมสอนง่าย จัดเป็นประเภท เด็กยากจน เรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก...

เพราะความที่ผมเชื่อครู ผมจึงขยันเรียน การบ้านไม่เคยค้าง ให้ปุ๊บทำปั๊บ... ผมว่าถ้าคนเราศรัทธาในตัวครูอาจารย์แล้ว การเรียนมันจะดีขึ้นเอง เพราะเจ้าตัวขยันขึ้น รักการเรียนมากขึ้น ทำงานที่ครูมอบหมาย ถ้าสงสัยก็สอบถาม แต่ถ้านักเรียนไม่ชอบครู หรือไม่ศรัทธาครู ผลมันจะออกมาตรงกันข้ามเลย

kru kamman 08

การที่ผมเอ่ยถึงครูเก่าของผม เพราะเห็นว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้เข้าใจนักเรียน สนใจนักเรียน ตอบสนองต่อปัญหาของนักเรียนแต่ละคนเป็นรายๆ ไป เด็กมีปัญหาอย่างผมเมื่อมีครูดีๆ อย่างนี้ ก็มีกำลังใจ อยากเล่าเรียน และนิสัยที่ว่านี้พลอยติดตามตัวผมมาด้วย คือเมื่อผมเป็นครูผมก็ทำอย่างเดียวกับครูที่ผมศรัทธา ผมให้ความใส่ใจเด็ก รักและเมตตาเด็กเหมือนพี่น้อง เท่าที่สังเกตรู้สึกว่าเด็กๆ ศิษย์ผมเขารักผมมากนะ หลายคนปัจจุบันมีการงานทำรายได้ดีกว่าผมก็มี แต่เขาเรียกผมว่าครู ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ เรียกผมว่า อาจารย์ และเขายังทำตัวเป็นลูกศิษย์เหมือนกับเมื่อ 25 ปีก่อน

ที่ผมพูดมายืดยาวก็เพื่อจะอธิบายว่า ครูมีอิทธิพลต่อผมหลายทาง ทั้งด้านการเรียน ด้านนิสัย และการปฏิบัติตนต่อศิษย์ ผมจึงเชื่อว่า ถ้าบ้านเมืองเรามีครูดีๆ ที่เข้าใจปัญหาของศิษย์ และมีน้ำใจช่วยแก้ปัญหาของศิษย์เท่าที่บทบาทของครูจะทำได้ ผมว่าเด็กๆ เราจะเรียนดี เรียนเก่ง และมีความประพฤติดีมาก ปัญหาสังคมอาจน้อยกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้...

เกียรติคุณที่ได้รับการยกย่อง

  • พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกเป็น “คนดีศรีอำนาจเจริญ”
  • พ.ศ. 2546 ได้รับเลือกเป็น “ศิลปินมรดกอีสาน”
  • พ.ศ. 2552 ได้รับเลือกเป็น “ปราชญ์เมืองอุบลฯ”
  • พ.ศ. 2556 ได้รับเลือกเป็น “ผู้ทดแทนคุณแผ่นดิน”

อ่านบทความเรื่อง "เรียนภาษาอังกฤษประสาครูบ้านนอก" โดย คำหมาน คนไค

ชีวิตครอบครัว

นายสมพงษ์ พละสูรย์ แต่งงานกับนางสาวมาลัย (บุตรนายผุย นางคำปุ่น กาญจนกัณฑ์) ใน พ.ศ. 2504 มีบุตรสาว 2 คนคือ นางมาริสา ชัยชาญ และนางสาวรสมาลิน หลังจากนางมาลัยถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2509 นายสมพงษ์ได้แต่งงานอีกครั้งกับนางสาวสายัณห์ (บุตรนายสุปัน นางยุ่น พูลพัฒน์) ใน พ.ศ. 2514 มีบุตรสาว 2 คน คือ นางสาวสิริพงษ์ และนางสาววราพงษ์ ครอบครัวมีแต่ความสงบสุข ไม่เงียบเหงา เพราะการที่เป็นศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ นักเขียน นักอภิปราย ฯลฯ ย่อมได้รับการเชิญให้เข้าร่วมในงานสำคัญๆ ของสังคมอยู่ตลอดเวลา

kru kamman 01

จนกระทั่งสูงอายุมากขึ้น ร่างกายจึงทรุดโทรมลง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยขึ้น จนกระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559 สิริอายุ 78 ปี 8 เดือน 18 วัน

ครูบ้านนอก - ความจริงไม่ตาย

redline

backled1

 

art local people

duang wang sa loon 1ดวง วังสาลุน

นายดวง วังสาลุน เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีความสนใจในศิลปะการแสดงพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็ก ได้เริ่มฝึกการร้องลำตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ จึงหันเหชีวิตมาเป็นหมอลำ โดยเป็นตัวประกอบตามคณะหมอลำต่างๆ วงดนตรีพื้นบ้าน แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะตัวเองไม่มีกลอนลำที่เป็นของตนเอง จึงได้คิดเขียนกลอนลำขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงโดยวิธีครูพักลักจำ จากครูบาอาจารย์ต่างๆ เวลาผ่านไปก็สั่งสมความชำนาญมากยิ่งขึ้น จึงหันเหจากการออกหน้าเวทีการแสดง มาอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ประพันธ์กลอนลำ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หมอลำดวง วังสาลุน ก็ยึดเอาอาชีพประพันธ์กลอนลำเป็นอาชีพ มีผลงานให้คนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้าง มีอุปสรรคมากมายก็ไม่เคยท้อ ยังคงสร้างผลงานเรื่อยมา ในช่วงแรกๆ ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เพราะยุคนั้นวงการหมอลำยังไม่เฟื่องฟู

จนเมื่อปี พ.ศ. 2541 ได้รับเชิญไปอยู่กับคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานียุคนั้น คือ คณะอุบลพัฒนา ที่มีพระเอกใหญ่เสียงทอง ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม คู่กับนางเอกสาวอังคนางค์ คุณไชย และสไบแพร บัวสด ร่วมคณะอยู่ด้วย ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะ หมอลำอำพร สง่าจิตร

นายดวง วังสาลุน ได้รับมอบหมายให้ประพันธ์กลอนลำ และจัดฉากประกอบเรื่อง "นางนกกระยางขาว" เพื่อเข้าประกวดหมอลำในปีนั้น จนได้รับรางวัลชนะเลิศจากกรมประชาสัมพันธ์ หลังจากนั้นได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์เรื่อยมาตามลำดับ ถึงขั้นมีบริษัทจากส่วนกลางมาติดต่อให้ไปบันทึกแผ่นเสียงจำนวนมาก

duang wang sa loon 2

กลอนลำของนายดวง วังสาลุน ประพันธ์ขึ้นนั้นมีอยู่มากมายหลากหลายประเภท เช่น ลำเรื่องต่อกลอน ลำล่อง (ลำยาว) ลำเพลิน ลำภูไท ลำกล่อมลูก ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดออกไปยังผู้ฟังจากศิลปินมากมาย เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงให้กับศิลปิน เช่น หมอลำ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2549 บานเย็น รากแก่น ศินปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2556 รวมถึง อังคนางค์ คุณไชย และอีกหลายๆ คน

ด้วยความมุ่งมัน ทุ่มเท ในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กอร์ปกับคุณค่าในบทประพันธ์กลอนลำที่ทรงคุณค่า ที่ได้มอบไว้ให้เป็น "มูนมังมรดก" สู่บรรพชนชาวอีสาน นายดวง วังสาลุน จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์กลอนลำ) ประจำปี พ.ศ. 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และยังได้รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาดนตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2558

duang wang sa loon 3

นายดวง วังสาลุน ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 รวมสิริอายุ 67 ปี

กลอนลำอาลัยพ่อหลวง โดย นายดวง วงสาลุน ลำโดย ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม

 

redline

backled1

 

art local people

noom yenjai 01นุ่ม เย็นใจ

พ่อนุ่ม เย็นใจ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2471 เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาชั้นนักธรรมเอก และยังเป็น ครูวาดเขียนโท (วท.) และครูพิเศษมัธยม (พม.)

พ่อนุ่ม เย็นใจ เริ่มต้นประพันธ์วรรณกรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ได้ประพันธ์กลอนลำอีสานกว่า 3,000 กลอน นอกจากนั้นยังได้ประพันธ์ บทเทศน์แหล่ บทสวดสรภัญญ์ กลอนหนังปราโมทัย สำนวนอีสาน เพลงรำวงย้อนยุค ผญา สุภาษิต ไว้อีกเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประพันธ์กลอนลำให้กับ หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุ) ศิลปินแห่งชาติ (สาขาศิลปะการแสดง) หมอลำทองคำ เพ็งดี หมอลำประยูร ธาตุทอง หมอลำคำเก่ง บัวใหญ่ หมอลำรังสรรค์ วงศ์งาม หมอลำอำนาจ แผงงาม ได้นำไปแสดงจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังทั่วภาคอีสาน

ซึ่ง กลอนลำ ของ คุณพ่อนุ่ม เย็นใจ เป็นที่ยอมรับในแวดวงสังคมหมอลำ อาทิ กลอนลำชีวิตชาวนา กลอนลำล่องลารุ่งอรุณ ลำล่องประวัติเมืองอุบล ลำล่องพุทธภูมิ เป็นต้น นอกจากการประพันธ์กลอนลำแล้ว ยังได้ทำหน้าที่นักจัดรายการวิทยุ ถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาอีสาน ออกสู่สาธารณชนเรื่อยมา

จากผลงานที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้พ่อนุ่ม เย็นใจ ได้รับรางวัลจากองค์กร หน่วยงานต่างๆ มากมาย เช่น

  • ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวรรณศิลป์ (ร้อยกรองพื้นบ้าน) พ.ศ. 2542
  • รางวัลดีเด่นผลิตสื่อพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2543
  • รางวัลการประพันธ์กลอนลำ จากสหพันธ์สมาคมหมอลำแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544
  • โล่เชิดชูเกียรติคุณศิลปินดีเด่น สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2546

noom yenjai 03

พ่อนุ่ม เย็นใจ ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยการเสียสละเวลา ช่วยเหลืองานด้านวัฒนธรรมด้วยดีเสมอมา จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์กลอนลำ) ปรระจำปี พ.ศ. 2550 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2553

noom yenjai 02

และเมื่อวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เราก็ได้สูญเสียบุคลที่ทรงคุณค่า ด้านศิลปวัฒนธรรมอีสานไปอีกท่านหนึ่ง โดยเฉพาะท่านเป็นที่รักและเคารพของแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุ) อย่างยิ่ง คุณพ่อนุ่ม เย็นใจ จากไปด้วยวัย 88 ปี 4 เดือน 29 วัน และทางญาติพี่น้อง ลูกหลาน ได้บำเพ็ญกุศล ที่ วัดพระธาตุหนองบัว อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ลำล่องชีวิตชาวนา ประพันธ์โดยพ่อนุ่ม เย็นใจ ลำโดย ฉวีวรรณ ดำเนิน

redline

backled1

 

mp3

sak siam 04ศักดิ์สยาม เพชรชมพู

บุญชื่น เสนาลาส (บางที่ก็บอก เสนาราช) หรือ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู (บ้างก็เขียนเป็น เพชรชมภู) เกิดที่บ้านนานกเขียน ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ครอบครัวมีฐานะยากจนมีอาชีพทำนา เขาจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านหัวช้าง ที่อยู่ห่างจากบ้านไปประมาณ 1 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนต่อ และก็ได้ออกมาช่วยครอบครัวทำนาอย่างเต็มตัว หาทางเข้าสู่วงการบันเทิงเพราะอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นพระเอกหมอลำ มีโอกาสได้ฝึกพูดจนมีความชำนาญจนได้เป็นโฆษก

บุญชื่น เสนาลาส โปรดปรานการร้องเพลงลูกทุ่งอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ อย่างเพลง ลาก่อนบางกอก และ ลาน้องไปเวียดนาม และเสียงของเขาก็เป็นที่จับใจของคนในหมู่บ้านที่ได้ฟังทุกครั้งไป

sak siam 06ต่อมาได้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของ "คณะรำวงดาวอีสาน“ ที่จัดตั้งขึ้นใน ตำบลโคกก่อ หลังจากที่ตามไปเป็นเพื่อนพี่สาวที่เป็นนางรำวงของคณะ ต่อมาก็ผูกขาดการเป็นนักร้องเชียร์รำวงของคณะอยู่เพียงคนเดียว แม้ต้องร้องเพลงตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึงรำวงเลิกเวลาตี 2 ตี 3 โดยได้ค่าร้องแค่ไม่กี่บาทต่อ 3 คืน แต่เขาก็พอใจเพราะว่าได้ขึ้นร้องเพลงโชว์ ระหว่างนั้นเขาก็ฝึกตีกลองชุดไปด้วย

ในยามที่วงไม่มีงาน เขาก็จะติดตามพี่ชายอีกคนที่เป็นหมอลำไปกับ คณะทองดีพัฒนา ของบ้านนานกเขียน ต่อมาพี่ชายย้ายไปอยู่ คณะสุภีร์คะนองศิลป์ ที่ขอนแก่น เขาก็ติดตามไปเช่นเดิม และซึมซับเอาศิลปะหมอลำไปไม่น้อย แต่ที่คณะนี้เขาได้เข้าร่วมวงในฐานะมือกลอง โดยได้ค่าตัวคืนละ 50 บาท เขากับพี่ชายอยู่ที่นี่ได้ราว 1 ปีก็กลับมาอยู่กับ หมอลำคณะขวัญใจจักรวาล ที่บ้านเกิด โดยรับหน้าที่มือกลองเช่นเคย แต่มีโอกาสได้ร้องเพลงบ้าง เขาอยู่ที่นี่ 2 - 3 ปี จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับ หมอลำคณะเพชรสยาม หนึ่งในธุรกิจบันเทิงของ เทพบุตร สติรอดชมพู โดยศักดิ์สยามยังคงรับหน้าที่ตีกลองและร้องเพลงบ้างเช่นเดิม แต่ได้ค่าเหนื่อยเพิ่มเป็นคืนละ 70 บาท เขาอยู่ที่นี่อีกราว 2 - 3 ปี

sak siam 03

ต่อมา บุญชื่น รื่นฤดี ซึ่งเป็นชื่อของเขาในการทำหน้าที่ร้องเพลงขัดตาทัพในวง ก็ถูกชวนให้ย้ายมาอยู่ใน คณะหมอลำรังสิมันต์ วงหมอลำที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น แต่วงนี้ก็ยังอยู่ในเครือของ เทพบุตร สติรอดชมพู โดยในยุคนั้น วงรังสิมันต์ มีการเปลี่ยนแปลงจากวงหมอลำแท้ๆ มาเป็นหมอลำ - ลูกทุ่ง เพื่อขยายตลาดไปยังภาคอื่นๆ ที่นี่ ศักดิ์สยาม ยังคงทำหน้าที่เดิมทุกประการ

ในยุคนั้น บางครั้งวงรังสิมันต์ ก็ต้องแปลงร่างไปเป็นวงดนตรี “จิระ จีรพันธุ์“ เจ้าของเพลงดัง เศรษฐีขายขี้กระบอง ด้วย เพราะ วงจิระ จีรพันธุ์ ก็อยู่ในเครือข่ายธุรกิจของเทพบุตร สติรอดชมพู เช่นกัน แต่ในการแสดงวันหนึ่ง ตัวหัวหน้าวงเกิดมาไม่ทันการแสดง วงจึงเปิดการแสดงไปก่อนโดยใช้ชื่อวงอื่นแทน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าวงผู้มาสายอย่างมาก จึงเกิดการอาละวาดต่อหน้า เทพบุตร สติรอดชมพู เขาจึงมีคำสั่งดอง จิระ จีรพันธุ์ และดันเอา ศักดิ์สยาม ให้ขึ้นมาแทน โดยได้ยื่นกระดาษให้แผ่นหนึ่งโดยบอกให้เอาไปท่อง ซึ่งในกระดาษดังกล่าวก็คือเนื้อเพลง "ตามน้องกลับสารคาม" ที่เตรียมเอาไว้ให้ จิระ จีรพันธุ์ สำหรับการบันทึกแผ่นเสียง

ตามน้องกลับสารคาม เพลงสร้างชื่อให้ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู

ไม่กี่วันถัดมา เขาก็เข้าเมืองหลวงเพื่ออัดแผ่นเสียงที่ ห้องอัดของห้างแผ่นเสียงศรีกรุง ถึง 6 เพลงรวด ซึ่งหาได้ไม่ค่อยได้บ่อยนักสำหรับนักร้องหน้าใหม่ 6 เพลงดังกล่าวก็คือ ตามน้องกลับสารคาม,  เสน่ห์สาวเวียงจันทน์, ธิดากัมปงจา, คิดฮอดอย่างแฮง, คุยเขื่อง และ เศรษฐีขายขี้กระบอง งานนี้ เขาหันมาใช้ชื่อใหม่ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ตามที่ เทพบุตร สติรอดชมพู ตั้งให้

จากนั้นไม่นาน เพลงตามน้องกลับสารคาม ก็ฮิตติดหูแฟนเพลงในภาคอีสานตามที่หวังกันไว้ จึงมีการตั้ง วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู ขึ้นรองรับความดังทันที ความโด่งดังของเขา สามารถกลบความดังของวงหมอลำในเครือของเทพบุตร สติรอดชมพูเสียหมดสิ้น ภายในปีเดียว ความดังของเขาก็ติดลม มีการบันทึกเสียงเพิ่มเติมอีกหลายเพลง และก็ได้รับความนิยมมากมาย อาทิ คักใจเจ้าแล้วบ่, สัญญาเดือนสาม และอื่นๆ

sak siam 05

วงดนตรีศักดิ์สยาม เพชรชมพู ในยุคนั้น ถือเป็นวงดนตรีอีสานวงแรก ที่มีรูปแบบเป็นลูกทุ่งมาตรฐาน โดยไม่ต้องอาศัยหมอลำมาเรียกความนิยมเช่นแต่ก่อน และความนิยมที่ได้รับก็ทำให้วงนี้กล้าประชันวงกับ สายัณห์ สัญญา ที่กำลังดังจากเพลง ลูกสาวผู้การ และรักเธอเท่าฟ้า ส่วนเรื่องรายได้จากการเก็บค่าผ่านประตู ก็เคยทำสถิติมาแล้วในการแสดงที่เวทีมวยลุมพินี ซึ่งในยุคโด่งดัง ดาว บ้านดอน และ เทพพร เพชรอุบล ก็เคยมาร่วมงานกับวงนี้ด้วยเช่นกัน

sak siam 01แต่ในด้านรายได้ในฐานะหัวหน้าวงตัวปลอม ศักดิ์สยาม มีรายได้แค่คืนละ 400 บาทเท่านั้น ไม่ว่าวงจะเปิดการแสดงวันละกี่รอบก็ตาม ก่อนที่จะขยับขึ้นมาเล็กน้อยอีก 100 บาท เรื่องนี้สร้างความอึดอัดให้กับตัวนักร้องอย่างมาก แม้ว่า วิเชียร สติรอดชมพู น้องชายของเทพบุตร จะแอบมุบมิบยัดเงินช่วยเหลือศักดิ์สยามอยู่บ้างในหลายๆ ครั้ง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศักดิ์สยาม ก็ถึงขั้นหลบหนีออกจากวงไป แต่ก็ถูกตามตัวกลับมา ซึ่งจากความอึดอัดเรื่องรายได้ ซึ่งก็ทำให้ทั้ง ดาว บ้านดอน และ เทพพร เพชรอุบล ต่างก็แยกตัวออกไปจากวงเช่นเดียวกัน

ต่อมา เทพบุตร สติรอดชมพู หันไปทุ่มเทกับ บานเย็น รากแก่น เพื่อให้เป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ขณะที่ความนิยมในศักดิ์สยามก็เริ่มลดลง และหลังยุคเพลง ทุ่งกุลาร้องไห้ และ อ.ส. รอรัก ความบาดหมางระหว่างหัวหน้าวงตัวปลอมกับหัวหน้าวงตัวจริง จากเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ปรากฏออกมาเรื่อยๆ

จนในที่สุด ในปี 2521 ศักดิ์สยาม เพชรชมพู ก็แยกตัวออกมา และได้เปลี่ยนวงรัตนวาริน วงดนตรีโนเนมแถวสระบุรีให้เป็น วงศักดิ์สยาม เพชรชมพู โดยมีเสี่ยคนหนึ่งเป็นนายทุนให้ ที่นี่เขามีรายได้วันละ 1,200 บาท และเปิดการแสดงครั้งแรกในวันขึ้นปีใหม่ปี 2522 ที่สระบุรี วงของเขาออกเดินสายเฉพาะเขตภาคกลางและภาคตะวันออก

เนื่องจากเครือข่ายของวงไม่กว้างขวางพอ สำหรับการเดินสายแสดงไปทั่วประเทศ เขาเดินสายจนถึงปี 2525 ชื่อเสียงก็เริ่มจางหายจนเกือบหมด พี่ชายจึงชวนออกมาตั้งคณะหมอลำชื่อ เพชรเม็ดเยี่ยม ศักดิ์สยามจึงถูกแปลงไปเป็นพระเอกหมอลำ แต่การที่เป็นนักร้องที่ใช้เสียงสูง เมื่อมาเป็นหมอลำที่ต้องใช้เสียงต่ำลงมา ทำให้เขาเกิดความอึดอัด ก็เลยประกาศเลิกเป็นหมอลำ ต่อหน้าแฟนหมอลำที่มาชมการแสดง เมื่อเดือนเมษายน 2525 ก่อนที่จะหันมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น นักร้องรับเชิญตามห้องอาหาร และผลิตผลงานใหม่ออกมาบ้างตามโอกาส

ศักดิ์สยาม เพชรชมพู (บุญชื่น เสนาลาด) ศิลปินมรดกอีสาน พ.ศ.๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รางวัลเกียรติยศ

  • ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอื่นๆ อีกมากมายในฐานะนักร้องและวงดนตรีที่อุทิศตนช่วยเหลืองานการกุศลต่างๆ
  • ได้รับรางวัลเกียรติคุณ ผู้ขับร้องเพลงลูกทุ่งดีเด่น (เพลงทุ่งกุลาร้องให้) เป็นมรกดแกว่งลูกทุ่งไทย จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ภาค 2 ซึ่งเป็นรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2534
  • ได้รับเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี พ.ศ. 2552 จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผลงานเพลงดัง

คักใจเจ้าแล้วบ่, สัญญาเดือนสาม, ตามน้องกลับสารคาม, เสน่ห์สาวเวียงจันทน์, ขันหมากลูกกำพร้า, คิดฮอดอย่างแฮง, รวมอักษร, ช่างหัวมันเถาะ, เซียงบัวล่องกรุง, เสียงซอ, คุยเขื่อง, ธิดากัมปงจา, นัดตีสี่, เจ็บๆ แสบๆ, อย่าไปตามดวง, ร้องไห้ทำหยัง, จดหมายรักฉบับแรก, คงมีสักวัน, หงส์ปีกหัก, กอดหมอนนอนหนาว, ตามน้องทั่วอีสาน, แอมจ๋า, ฮักสาวรำวง, หัวใจแหว่ง, อย่าเห็นกันดีกว่า, ผิดด้วยหรือที่เกิดมาจน, นักร้องกลัวเมีย, สาลิกาหลายรัง, แคนสะกิดสาว, ศักดิ์สยามเดินกลอน, ศักดิ์สยามกราบแฟน, พระพรหมช่วยที, วาสนาอ้ายน้อย, จากบ้านนาด้วยรัก, อาลัยสาวเรณู, น้ำในคลอง

sak siam 02

งานนี้ต้องขอขอบคุณอย่างสูงสำหรับข้อมูล จากหนังสือ อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน ประวัติศาสตร์อีสานตำนานเพลงลูกทุ่ง เขียนโดย แวง พลังวรรณ และภาพจากผู้ใจบุญในอินเตอร์เน็ต

ที่มา : คันทรี่แมน

เพลง อ.ส. รอรัก ของ ศักดิ์สยาม เพชรชมพู

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)