foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

art local people

 ken dalao 01

หมอลำเคน(ฮุด) ดาเหลา

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ปี พ.ศ. 2534

ken1ชาติภูมิ

หมอลำเคน  ดาเหลา มีชื่อจริงว่า นายฮุด ดาเหลา เกิดเมื่อวันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2473  ปีมะเมีย เชื่อชาติไทย สัญชาติไทย ภูมิลำเนาเดิมบ้านหนองเต่า อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายโอ๋ ดาเหลา มารดาชื่อนางจันแดง ดาเหลา มีพี่น้องรวม 7 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 4 คน บิดามารดามีอาชีพทำนา

การศึกษา

หมอลำเคน  ดาเหลา เรียนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านหนองเต่า แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาเหมือนชาวอีสานทั่วไป แต่ด้วยความสนใจในการแสดงพื้นบ้านอีสาน คือ หมอลำ ที่มีอยู่ในตัวประกอบกับผู้มีแววศิลปินมาตั้งแต่เด็กๆ หมอลำเคน ดาเหลา จึงได้เริ่มหัดเล่นหมอลำ ลิเกพื้นบ้าน และหนังประโมทัย โดยเริ่มหัดด้วยตัวเอง ประกอบกับในปี พ.ศ. 2489 ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน คือ ผีดาษ หรือไข้ทรพิษ ระบาดไปทั่วหมู่บ้านในอีสานผู้คนล้มตายมาก ชาวบ้านจึงแยกย้ายกันไปอยู่ตามทุ่งนา ไม่มีการพบปะกันเท่าที่ควร หมอลำเคน ก็ได้ไปอาศัยอยู่ที่ทุ่งนาของตน และใช้เวลาว่างนอนท่องกลอนลำเล่น โดยอาศัยการได้สัมผัสจดจำ ลีลาการแสดงและท่องกลอนที่จดจำมาจาก หมอลำคง ดาเหลา ซึ่งเป็นพี่ชาย และเป็นหมอลำที่กำลังมีชื่อเสียงในละแวกบ้านของตน หมอลำเคน ดาเหลา ได้ยึดลีลาท่าทางการแสดงและกลอนลำของพี่ชายเป็นหลักในการฝึก จนสามารถลำเองได้โดยไม่มีครูสอนให้

ken dalao 04

พออายุได้ 16 ปี พี่ชายคือ หมอลำคง ดาเหลา ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน หมอลำเคน ดาเหลา จึงถูกจับให้แสดงแทนพี่ชาย ด้วยความสามารถที่มีอยู่ในตัว ประกอบกับเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีปฏิภาณและลีลาการลำที่โดดเด่น จึงสามารถแสดงหมอลำกลอนได้เป็นอย่างดี จนได้รับความนิยมในหมู่ชาวอีสานอย่างรวดเร็ว

ชีวิตครอบครัว

หมอลำเคน ดาเหลา ได้ประกอบอาชีพทางด้านศิลปินด้วยการแสดงหมอลำเพียงอย่างเดียว จนประสบผลสำเร็จในด้านชื่อเสียง และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร จนสามารถสนับสนุนให้บุตร-บิดา ได้รับการศึกษาในระดับสูงๆ และประกอบอาชีพอย่างมั่นคงได้ หมอลำเคน ดาเหลา มีภรรยา และบุตร ดังนี้

ภรรยาคนที่ 1 คือ นางเบ็ญ คำไม มีบุตรด้วยกัน 3 คน

ภรรยาคนที่ 2 คือ นางพูนทรัพย์ ผาลา มีบุตรด้วยกัน 1 คน

ภรรยาคนที่ 3 คือ นางคำพา  ฤทธิทิศ มีบุตรด้วยกัน 6 คน

ภรรยาคนที่ 4 คือ นางบุญเพ็ง ไผ่ผิวไชย ไม่มีบุตรด้วยกัน

ken dalao 08

ด้านการเรียนลำ

หมอลำเคน ดาเหลา เป็นหมอลำที่จะถือว่า “อัจฉริยะ” ก็คงไม่ผิด ด้วยเหตุที่ว่า เริ่มการลำของตนเองหรือยึดอาชีพหมอลำโดยไม่มีการเรียนจากครูมาก่อน แต่ก็ได้รับความนิยมและประสบผลสำเร็จในอาชีพอย่างสูงสุด จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี 2534 จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วในชั้นต้นที่ว่า หมอลำเคน ดาเหลา เริ่มชีวิตการลำของตนโดยการขึ้นลำแทนพี่ชายที่เสียชีวิตอย่างกระทันหัน แต่ด้วยความเพียรพยายามที่จะมีความก้าวหน้าในอาชีพมากขึ้น

หมอลำเคน ดาเหลา จึงแสวงหาความรู้จากการเรียนธรรม บาลี สนธิมูล จนแตกฉาน ฝึกการฟ้อน การลำด้วยตนเอง โดยอาศัยการจดจำกลอนลำของหมอลำคนอื่นๆ ที่ตนชอบมาเป็นแม่แบบ นอกเหนือจากการจดจำกลอนลำของพี่ชายของตนที่ได้ฝึกฝนมา จากความสนใจและมีใจรักเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อมีหมอลำใหญ่ๆ มาลำที่หมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียง ก็จะไปนั่งฟังตลอดคืน และจดจำวาดลำ (ทำนองลำ) ของหมอลำเหล่านั้นมาเป็นแม่แบบ แม้กระทั่งกลอนลำและวาดลำของหมอลำผู้หญิงที่ตนชอบ ก็จะนำมาฝึกลำตาม โดยจะไม่ยึดใครเป็นหลัก แต่จะใช้การผสมผสานเข้าเป็นแบบของตน แต่ก็ไม่ได้มากเพราะไม่ได้สมัครเป็นลูกศิษย์โดยตรง เข้าลักษณะ “ครูพักลักจำ” นอกจากนี้ยังได้ใช้กลอนลำของอาจารย์หนูอัด ซึ่งเป็นหมอลำดังในเวลานั้นมาฝึกลำ และใช้ลำมาจนกระทั่งสามารถแต่งกลอนำเองได้ จึงใช้กลอนลำที่ตนแต่งลำมาจนกระทั่งปัจจุบัน (เคน ดาเหลา,  2556 : สัมภาษณ์)

ken dalao 07

3 ศิลปินแห่งชาติ : ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม (2549) ฉวีวรรณ ดำเนิน (2536) เคน ดาเหลา (2534)

การเรียนแต่งกลอนลำ

จากความเพียรพยายามที่จะพัฒนาการลำของตน ตลอดจนการแต่งกลอนลำด้วยการเรียนธรรม บาลี สนธิมูล จนแตกฉาน จึงทำให้หมอลำเคน ดาเหลา มีความรู้ในด้านขนบธรมเนียมประเพณีอีสาน สำนวนผญา และนำมาผนวกกับความรู้ในเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง จึงทำให้ หมอลำเคน ดาเหลา สามารถแต่งกลอนลำใหมีเนื้อหาสาระที่ดี สำนวนกลอนที่เฉียบคมถึงใจผู้ฟัง ส่วนในด้านรูปแบบการประพันธ์ได้อาศัยจากประสบการณ์ในการลำ นำมาใช้แต่งได้อย่างมีความสละสลวยไพเราะยิ่งนัก

หมอลำเคน ดาเหลา เริ่มฝึกแต่งกลอนลำเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2500 โดยมิได้เรียนจากครูแต่อย่างใด จะใช้วิธีฝึกหัดตามแบบของกลอนลำของหมอลำทั่วๆ ไป ทั้งด้านเนื้อหา สัมผัส โดยในช่วงดังกล่าวนี้ถือว่า เป็นช่วงที่แตกลำแล้ว สามารถด้นกลอนสดได้ จึงทำให้มีความกล้าที่จะแต่งกลอนเพื่อใช้ลำเป็นของตนเองได้

ประสบการณ์ในการแต่งกลอน

หมอลำเคน ดาเหลา เป็นหมอลำที่มีผลงานในการแต่งกลอนที่ดีพร้อม ทั้งในด้านเนื้อหาสาระ และสัมผัสตามรูปแบบการประพันธ์ โดยอาศัยประสบการณ์ในการลำและกลอนลำของครูที่ใช้ลำมาเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่มิได้ขาด จึงทำให้ผลงานการแต่งกลอนลำของท่าน มีความสัมพันธ์กับสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างดี

ken dalao 06

การแต่งกลอนลำของหมอลำเคน ดาเหลา เริ่มแต่งกลอนลำได้เองในราวปี พ.ศ. 2500 โดยอาศัยวิธ๊การแต่งตามประสบการณ์ในการลำ และศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมตามแหล่งความรู้ต่างๆ ที่พอจะหาได้ จนสามารถแต่งกลอนเพื่อใช้ลำเอง และลูกศิษย์ได้ใช้ลำมากมาย กลอนลำที่ท่านแต่งจะมีลีลาและจังหวะที่แปลกไปจากกลอนลำของหมอลำอื่นๆ ในด้านเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น ในด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีอีสาน ประวัติศาสตร์ นิทาน กลอนลำ แบบตลก กลอนลำเบ็ดเตล็ด เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นำเอาสำนวนภาษาอีสาน หรือสำนวนผญาอีสานมาแทรกไว้ในกลอนได้อย่างดียิ่ง จึงทำให้กลอนลำมีเนื้อหาสาระ สัมผัสคล้องจองที่ดี และมีภาษาที่ลึกซึ้งกินใจแก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

ken dalao 02

ผลงาน

  • ปี พ.ศ.2489-2509 ตั้งโรงเรียนหมอลำที่บ้านหนองเต่า อำเภอตระการพืชผล และสำนักงานหมอลำ (ข้างวัดแจ้ง) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และมีลูกศิษย์เดินทางเข้ามาเล่าเรียนเป็นจำนวนมากจนมีชื่อเสียงโด่งดัง อาทิ ทองเจริญ ดาเหลา (บุตรชายของหมอลำคง ดาเหลา พี่ชาย) ฉวีวรรณ ดำเนิน และบุญช่วง เด่นดวง เป็นต้น
    ต่อมา หมอลำเคน ดาเหลา ได้ไปเปิดสำนักงานหมอลำร่วมกับหมอลำคำภา ฤทธิทิศ ที่ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีลูกศิษย์ที่เดินทางเข้ามาเล่าเรียนในยุคนี้ก็มี บุญเสริม เพ็ญศรี อำพัน สร้อยสังวาลย์ และทองศรี ศรีรักษ์ เป็นต้น
  • ปี พ.ศ. 2527 มูลนิธิญี่ปุ่น (The Japan Foundation) และบริษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น (Japan Broadcasting Corporation) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม ได้เชิญหมอลำเคน ดาเหลา, บุญเพ็ง ไฝผิวชัย และฉวีวรรณ ดำเนิน ร่วมเดินทางไปทำการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมอีสาน ที่ประเทศญี่ปุ่น
  • ปี พ.ศ.2531 ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2531 สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • ปี พ.ศ.2534 ได้รับคัดเลือกให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” ประจำปีพุทธศักราช 2534 สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)

ken dalao 03

ผลงานด้านกลอนลำของ หมอลำเคน ดาเหลา ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่อง ด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ ด้านศาสนาและความเชื่อ ด้านการศึกษา ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ด้านการดำเนินชีวิต

คารวาลัย..ศิลปินแห่งชาติ

คารวาลัย..ศิลปินแห่งชาติ ผู้สืบทอดศิลปะขนบพื้นบ้านอีสานขนานแท้ “เคน ดาเหลา” นายฮ้อยแห่งกลอนลำ ผู้ลึกล้ำด้วยปฏิภาณและพรสวรรค์ขั้นอัจฉริยะราวกับประทานมาจากเมืองฟ้าพญาแถน หนี่งร้อยปี อาจมีแค่หนึ่งคน!!

เคน ดาเหลา เป็นใคร?

ถามคนรุ่นใหม่ๆ อาจจะไม่รู้จัก แต่หากถามผู้สูงวัย ภาพเก่าในวันก่อน คงจะย้อนกลับมาในความทรงจำ เพราะชื่อของ “เคน ดาเหลา” ในวันเหล่านั้น ก็คงไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์สตาร์แห่งวงการที่เพียงแค่เอ่ยชื่อ ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้ เรียกว่ามีงานบุญงานสังสรรค์ที่ไหน ถ้าได้ “เคน ดาเหลา” ไปงัน (แสดง) เป็นอันได้ม่วนซื่นโฮแซวจนซอดแจ้ง...

เคนฮุดชุดเต้ย - หมอลำเคน ดาเหลา

แม้นไม่มี "แสงสีเสียงอลังการ" เหมือนกับหมอลำประยุกต์ยุคใหม่ แม้นมีเพียงเสียงแคน หรืออย่างมากสุดก็หมอลำฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นคู่ลำ แต่ก็พร้อมจะทำให้คนดูผู้ชมลุกขึ้นมา “เต้นฟ้อนหน้าฮ้าน” ได้ราวกับมีมนต์ดึงดูดใจให้สนุกสนาน...

เคน ดาเหลา หรือ “พ่อครูเคน” หรือ “พ่อใหญ่เคน” หรือ "หมอลำเคนฮุด" และอีกหลากหลายสรรพนามเรียกขาน แล้วแต่ความมักคุ้น ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นศิลปินหมอลำอาวุโสระดับแนวหน้าของภาคอีสาน ที่มีลีลาการลำและน้ำเสียงที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง 

ด้วยอัตลักษณ์การลำ ผสานผญาคารมคมคายแบบปราชญ์อีสาน เป็นสำนวนกลอนเฉียบคมลึกถึงใจ เคน ดาเหลา เป็นเลิศในปฎิภาณไหวพริบโต้ตอบแบบอิมโพรไวส์หรือด้นสด ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ปรากฏอย่างรวดเร็ว กลอนลำของท่านสมบูรณ์แบบด้วยทำนองแบบอุบลราชธานี ที่เรียกว่า “วาดอุบล” ซึ่งมีลีลาการลำ การใช้สำนวนกลอนที่เฉียบคมลึกซึ้ง เป็นต้นแบบของการลำแม่บท 32 ท่าของอีสาน ทั้งลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเต้ยแบบต่างๆ ได้สมบูรณ์จรดเพดานโลกยะสำเนียง... 

“ลำของท่านก็มีลำหลายแบบ มีลำหักลำโค่น ถูกอกถูกใจของคนฟัง มีคารมคมคาย มีปฏิภาณในการลำ ลำด้นลำเดิน ที่เป็นสไตล์ของเพิ่นนั่นล่ะ” ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ครูเพลงและศิลปินอาวุโสแห่งเมืองอุบลฯ แสดงความคิดเห็น เมื่อกล่าวถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของครูเคน ดาเหลา

ด้วยนามเดิม คือ “ฮุด ดาเหลา” เมื่อย่างเข้าสู่เส้นทางหมอลำนามอุโฆษ และเพื่อให้เป็นที่เข้าใจกัน เวลาเอ่ยถึงหมอลำเคนว่าเป็นเคนไหน สมัญญานาม “หมอลำเคนฮุด” จึงถูกพูดเพื่อสร้างเอกลักษณ์ ขณะเดียวกัน “เคนฮุด” นั้น ก็มีความหมายที่บ่งบอกถึงพรสวรรค์ในตัวตนของหมอลำผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ด้วย

“ฉายาของเพิ่น คือ หมอลำเคนฮุด ก็ฮุดสมชื่อ คือไปได้เรื่อยๆ ในการลำ หมายถึงว่า ใครก็เอาไม่อยู่ ดั้นด้นกลอนลำได้ดุเด็ด สนุกสนาน ตลกโปกฮา คนฟังก็เฮตึ้งๆๆ สะอกสะใจ โดยเฉพาะกลอนสังวาส สะเด็ดสะเด่าเลย

“ลำสังวาส" ก็มีลักษณะใกล้เคียงกับลำตัดของภาคกลางนั่นล่ะครับ เลาะไปเลาะมานำหมู่แนวมักนั่นแหละ (เรื่องเพศ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ) แต่จะพูดแบบมีศิลปะ” ครูเพลงเมืองอุบลหัวเราะเล็กน้อย

ด้วยจิตวิญญาณแบบเสรีชน กลอนลำหลายต่อหลายกลอนของพ่อครูเคน จึงมักแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา สัปดนแต่ก็เปี่ยมล้นด้วยวาทะ และบทสรุปที่ทำให้ได้คิด แม้จะเพียงมุ่งหมายให้เฮฮา แต่ทว่าก็ขอโทษขอโพยผู้ฟังไว้ล่วงหน้าหรือตามหลังเสมอๆ อย่างในกลอนลำที่เป็นอมตะชิ้นหนึ่งของท่าน ที่ชื่อ “แตงสังหารสาว” ซึ่งสร้างกระแสเกรียวกราวไปทั่วอีสานยุคนั้น สาวไหนได้ยินได้ฟัง เป็นต้องม้วนหน้าเป็นเสื่อสาดกันไปเลย

แตงสังหารสาว - หมอลำเคน ดาเหลา

“ครูเคน ดาเหลา เป็นคนง่ายๆ ตรงไปตรงมาประสาชาวบ้าน การได้เป็นศิลปินแห่งชาติก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีแล้วล่ะ” ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ให้ความเห็นเพิ่มเติม

“ครูเคนถือว่าเป็นหมอลำซูเปอร์สตาร์ยุคแต่กี้แต่ก่อนเลย ยุคหลังๆ ศิลปะหมอลำมันประยุกต์ไปหมดแล้ว แต่ของพ่อเคนจะเป็นพื้นบ้านต้นฉบับ เป็นศิลปะพื้นบ้านจริงๆ มีความละเมียดละไม”

ก่อนจะก้าวสู่ขั้นบรมครูหรือ “ครูบาใหญ่แห่งแวดวงหมอลำ” เคน ดาเหลา หรือชื่อเดิม “ฮุด ดาเหลา” ก็เหมือนลูกหลานอีสานทั่วไปในยุคห้าหกสิบปีก่อนนั้น ที่เมื่อเจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ชั้น ป.4) ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา แต่ทว่าด้วยความสนใจในการแสดงพื้นบ้านอีสานที่มีอยู่ในตัว ประกอบกับเป็นผู้มีแววศิลปินมาตั้งแต่เด็กๆ “ฮุด ดาเหลา” ในตอนนั้น จึงเริ่มหัดเล่นหมอลำ ลิเกพื้นบ้าน และหนังประโมทัย (หนังตะลุงของภาคอีสาน ที่นำหมอลำกับหนังตะลุงมารวมกัน) โดยเริ่มหัดด้วยตัวเองแบบครูพักลักจำ

ken dalao 05

ก่อนค่ำวันที่ 9 ตุลาคม 2557 ที่บ้านเลขที่ 528/155 ภายในหมู่บ้านแก่นทองธานี ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ครอบครัว “ดาเหลา” พร้อมญาติต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า หลังทราบข่าวว่าหมอลำ “เคน ดาเหลา” ศิลปินแห่งชาติ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 85 ปี เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา หลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 

อำนาจเงิน - เคน ดาเหลา

redline

backled1

manat

การศึกษา
บรรพชา-อุปสมบท
manat
  • ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านนาหมอม้า อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี
  • มัธยมศึกษา โรงเรียนอุบลวิชาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
  • ว.อ. (ครูผู้สอนวาดเขียนเอก) สมัครสอบ
  • การศึกษาบัณฑิต ค.บ. (ศิลปศึกษา) วิทยาลัยครูอุบลราชธานี
  • มหาบัณฑิต พบ.ม. พัฒนบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
  • พ.ศ. 2497 : เป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหมอม้า ตำบลนาหมอม้า อำเภออำนาจเจริญ เป็นเวลา 1 ปี
    ศึกษาวิชานักธรรม และอักษรธรรมโบราณอีสานจากพระอธิการคำ จนฺทโชโต
  • พ.ศ. 2498 : เป็นสามเณร-พระภิกษุที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา 9 ปี
    ศึกษาวิชานักธรรม บาลีไวยากรณ์ วิชาสามัญ ศิลปะ อักษรโบราณอีสาน อักษรขอมและอักษรไทยน้อย จากนายอาคม ประกอบผล ศาสตราจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ อาจารย์ผ่าน วงษ์อ้วน และอาจารย์สวัสดิ์ วงศ์วิเศษ
การทำงาน
  • อาจารย์โรงเรียนพนาศึกษา อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน จังหวัดอำนาจเจริญ)
  • อาจารย์โรงเรียนปทุมพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
  • อาจารย์ 3 ระดับ 8 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศนอ.)
    ช่วยราชการที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)
ผลงานวิชาการ
(พิมพ์เผยแพร่แล้ว 15 เรื่อง)
  • การบาศรีสูตรขวัญ
  • สุภาษิตอีสาน
  • ภาพเขียนสีอุบลราชธานี
  • ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยอีสาน
  • ตำราเรียนอักษรโบราณไทยอีสาน
  • ท้าวคำสอน
  • ธรรมคำสอนโลก
  • เฮือน 3 น้ำ 4
  • บุญข้าวสาก
  • พระเถระกายเน่า
  • ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
  • ชายเจ็ดโบสถ์
  • ตำรายาสมุนไพรอีสาน
  • การเขียนลายไทย
  • การทำเครื่องปั้นดินเผา
    และมีเอกสารการเขียนหนังสือ-ปริวรรตอักษรโบราณไทยอีสานให้เป็นอักษรไทย ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่อีกกว่า 50 เรื่อง
ผลงานด้านสื่อมวลชน
  • จัดทำรายการเผยแพร่ความรู้ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง วปถ.6 ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 เป็นต้นมา เนื้อหาที่นำออกเผยแพร่ได้แก่
    • การศึกษา (ประวัติ แผนการศึกษาแห่งชาติ การศึกษานอกโรงเรียน)
    • ศาสนา (พุทธจริยา จริยศึกษา ปรัชญา ความเชื่อ พิธีกรรม)
    • ศิลปะ (จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม)
    • วัฒนธรรม (การแต่งกาย การกินอยู่ ยารักษาโรค)
    • ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา ภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • จัดทำสารคดีเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) และสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) ร่วมเป็นพิธีกรบรรยายการถ่ายทอดสดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี
ที่อยู่
  • 299 หมู่ 11 (บ้านนิคมจัดสรร) ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
  • โทรศัพท์ 045-241716

 

redline

backled1

 

chumphon

ภูมิลำเนา/การศึกษา/
การทำงาน
chumphon
  • บ้านปะอาว หมู่ 11 ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
  • ปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ประวัติศาสตร์
    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม
  • ปริญญาโท อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต (อ.ม.) ประวัติศาสตร์
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ (2517-2532)
  • ศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
  • หัวหน้ากลุ่มนิเทศก์ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
ผลงานทางวิชาการ
เกียรติประวัติ
  • เป็นผู้บรรยายพิเศษ วิชา ป.611 สัมมนาประวัติศาสตร์ไทยชั้นสูง สำหรับนิสิตปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (18 มิถุนายน - 5 ตุลาคม 2527)
  • เป็นกรรมการคุวบคุมปริญญานิพนธ์ ระดับปริญญาโท วิชาเอกประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม
  • ได้รับเชิญจาก The Center for Souteast Asian Studies มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ไปทำการวิจัยและบรรยายพิเศษ ณ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 6 เดือน (23 เมษายน - 22 ตุลาคม 2539)
สถานที่ติดต่อ
  • หัวหน้ากลุ่มนิเทศก์ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
  • ถนนตระการ - พนา ตำบลขุหลุ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี 34130
  • โทร. 0-4548-2411- 413, 0-4548-1245   โทรสาร. 0-4548-1210
ปัจจุบัน
  • เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงทำงานศึกษาวิจัยด้านประวัติศาสตร์อีสาน พื้นถิ่นลุ่มน้ำโขง ร่วมกันกับผองเพื่อนนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่น
  • ติดต่อทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 089-424-3360
  • Facebook : ชุมพล แนวจำปา

chumphon 03

 chumphon 04

7 - 10 ธันวาคม 2559 วิจัยเรื่อง "การจัดการน้ำโดยภูมิปัญญาของชาวนาบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง"
Trip นี้ ณ สะหวันนะเขด นักวิจัยไทยสองคน ญี่ปุ่นสองคน

redline

backled1

 

preecha pintong header

ประวัติการศึกษา

preecha 03
  • เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2457 ณ บ้านโพนทอง หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  • เป็นบุตรของนายตา และนางคำ พิณทอง มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน
  • เริ่มเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านโพนทอง การเรียนดีมากแต่ฐานะยากจนจึงบวชเรียน
  • เป็นสามเณรที่วัดหอไตร อำเภอเขื่องใน ได้เล่าเรียนการอ่านอักษรโบราณ ทั้งตัวไทยเดิม ตัวลาว และตัวไทยน้อยอย่างแตกฉาน
  • พ.ศ. 2473-2475 สอบได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ในขณะที่ยังเป็นสามเณร
  • พ.ศ. 2480 เมื่อย้ายมาจำพรรษาที่วัดป่าใหญ่ (มหาวนาราม) สอบได้เปรียญสามประโยค และได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนธรรม
  • พ.ศ. 2484 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง
  • พ.ศ. 2495 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาของพระภิกษุสามเณร เช่น การเรียนนักธรรม เรียนบาลี
  • พ.ศ. 2499 สอบได้เปรียญเก้าประโยค ซึ่งถือว่าเป็นเปรียญสูงสุดของฝ่ายสงฆ์ ได้รับการยกย่องจากทุกสารทิศในวงการสงฆ์ เพราะเป็นพระชนบทที่ไม่ได้ไปร่ำเรียนในสำนักกรุงเทพฯ แต่สอบได้ สมณศักดิ์ครั้งสุดท้ายคือ เจ้าคุณพระศรีธรรมโสภณ เจ้าของนามปากกา "ปริญญาโณ ภิกขุ"
  • พ.ศ. 2505 ลาสิกขาบท

preecha

การทำงาน

  • หลังจากลาสิกขาบทแล้ว ได้ออกมาประกอบอาชีพส่วนตัวโดยตั้ง "โรงพิมพ์ศิริธรรม" ด้วยเหตุที่มีใจรักในวัฒนธรรมอีสาน วรรณคดีอีสาน ต้องการเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้อ่านได้ศึกษา
  • ด้วยความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายสาขา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวอีสาน จึงได้แต่งหนังสือมากมายออกมาเผยแพร่  ผ่านทางโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ของตนเอง เช่น
    • ประเพณีไทยโบราณอีสาน
    • ภาษิตโบราณอีสาน
    • มนต์โบราณอีสาน เล่ม 1 เล่ม 2
    • รวมวรรณคดีอีสาน เล่ม 1 เล่ม 2
    • ขูลู-นางอั้ว
    • ผาแดง-นางไอ่
    • เวสสันดรคำโคลง
    • สังข์ศิลป์ชัย
    • สวดมนต์แปล
    • กาพย์ปู่สอนหลาน - หลานสอนปู่
    • สิริจันโทวาทยอดคำสอน
    • สวดมนต์เจ็ดตำนาน
    • นกจอกน้อย
    • ท้าวก่ำกาดำ
    • ไขภาษิตโบราณอีสาน
    • ท้าวฮุ่ง-หรือเจือง
    • สารานุกรม อีสาน-ไทย-อังกฤษ
  • พ.ศ. 2480 - 2494 เป็นครูสอนนักธรรมบาลี ประจำสำนักเรียนวัดมณีวนาราม วัดสุปัฏนารามและวัดกลางอุบลราชธานี
  • พ.ศ. 2490 ได้เป็นประธานขออนุญาตตั้งโรงเรียนมัธยมขึ้นที่ วัดมณีวนาราม ให้ชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนอุบลวิทยากร
  • พ.ศ. 2499 ได้ทำถนนกว้าง 6 เมตร ยาว 9 กิโลเมตรจาก บ้านโพนทองถึงบ้านกอก
  • พ.ศ. 2500 ได้พัฒนาภายในบ้านโพนทอง โดยแบ่งที่ดินให้ครัวเรือนละ 200 ตารางเมตร มีครอบครัว 200 เศษ
  • พ.ศ. 2501 ได้สร้างโรงเรียนนักธรรมบาลีและโรงเรียนมัธยมขึ้น 2 หลัง ด้วยเครื่องไม้จริง หลังคามุงสังกะสี กว้าง 8 เมตร ยาว 32 เมตร
  • พ.ศ. 2506 ได้สร้างสถานีอนามัยชั้นสองขึ้น 1 หลัง ที่บ้านโพนทอง

preecha 00 
รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2528

คุณพ่อปรีชา พิณทอง ถือเป็น "คนสำคัญของแผ่นดินอีสาน" เป็นผู้รวบรวบ ค้นคว้า ปริวรรต วรรณกรรม ประเพณี พิธีกรรม รวมถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของอีสานเพื่อเป็นฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมสำหรับผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้สามารถนำมาศึกษาได้อย่างกว้างขวาง โดยมีผลงานที่เป็นประจักษ์ และ เป็นต้นแบบให้ลูกหลานได้ใช้สืบค้น คือ หนังสือประเพณีโบราณไทยอีสาน หนังสือภาษิต(ผญา) โบราณอีสาน หนังสือสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ และอื่นๆ อีกกว่า 30 เล่ม

ท่านมักจะปรารภกับผู้ที่ท่านสนทนาด้วยเสมอมาว่า คนอีสานขาดความรู้ความเข้าใจของดีอีสาน ชาวอีสานไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจตนเอง แต่ไปศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่ห่างไกลตัวเอง คนที่ไม่เข้าใจตนเองแล้วจะไปเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร ท่านจึงเป็นผู้นำในการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีลุ่มน้ำโขง ด้วยการศึกษาจากคัมภีร์ใบลาน หนังสือก้อมที่มีอยู่ในวัดต่างๆ ซึ่งกำลังจะสูญหายไป ท่านมักปรารภอยู่เสมอด้วยความมุ่งมั่นว่า ท่านกำลังทำความดีที่คนอื่นเขาไม่ค่อยเห็นว่าเป็นความดี ซึ่งทำให้ท่านดูเหมือนว่าอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานและสังคมภายนอก เรียกได้ว่าทำด้วยใจรักอย่างแท้จริง และในที่สุดความดีที่ท่านทำก็ได้ปรากฏผล มีคนเห็นถึงความดีนั่น

preecha 05
คุณพ่อปรีชา พิณทอง กับ ดร.เสรี พงศ์พิศ

ชีวิตและผลงานของท่าน ดร.ปรีชา พิณทอง ทั้งเมื่ออยู่ในเพศบรรพชิตและฆราวาส มีมากมายแทบไม่น่าเชื่อว่า คนธรรมดาที่ด้อยโอกาสคนหนึ่งจะสามารถทำได้ ท่านได้เขียนไว้ในเรื่องเล่าของท่านเองตอนหนึ่งความว่า “…ข้าพเจ้าเรียนมหาวิทยาลัยโลกจาก ไฮ่นา สาโท ฮั้วสวน ลวนปิ่น ผักนาง อางหญ้า แคบแค แจฮั้ว ดินดอน ขอนไม้ นกหนู ปูปีก กว่าจะได้สิ่งเหล่านี้มารวมกันเป็นกอบเป็นกำก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร…” แสดงให้เห็นว่า ท่าน ดร.ปรีชา พิณทอง ได้แสดงความเป็นปราชญ์แท้แห่งเมืองนักปราชญ์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวรรณกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีอีสานและพระพุทธศาสนา โดยการ “เหมบเขียน” (นอนคว่ำเขียนหนังสือบนเตียงไม้) อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนบ้านอันเป็นที่ทำงานส่วนตัว และจัดพิมพ์เป็นหนังสือออกเผยแพร่เป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว

ด้วยผลงานการศึกษาค้นคว้าของท่านนับสิบๆ เล่ม ที่เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง จนอาจเรียกได้ว่า ไม่มีนักศึกษาเกี่ยวกับวรรณกรรมและประเพณีวัฒนธรรมอีสานคนใด ไม่ได้อ้างอิงงานของท่าน เพียงเห็นหนังสือ สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ความหนา 1,075 หน้า เล่มเดียวก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ในความวิริยะอุตสาหะ ใส่ใจ ทุ่มเท อุทิศชีวิตวิญญาณ เพื่องานการศึกษาค้นคว้าตามปราชญ์วิถีที่หาได้ยากยิ่ง ท่านเล่าไว้ในประวัติของท่านเองว่า “…ข้าพเจ้ามีลูกศิษย์เป็นดอกเตอร์หลายคน แต่ศิษย์เหล่านั้นข้าพเจ้าไม่ได้อบรม สั่งสอนเขาเลย เขาเป็นศิษย์โดยเอาความรู้จากหนังสือที่ข้าพเจ้าได้แต่ง ไปทำวิทยานิพนธ์ สาหรับข้าพเจ้าก็ได้ปริญญาเอกเหมือนลูกศิษย์ ทั้งนี้จะเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่มีสถาบันชั้นสูงรับรอง…”

siritham offset

โดยสถานภาพเมื่อครองเพศฆราวาส ท่านก็มีครอบครัวที่สงบและเป็นสุขกับศรีภรรยาคือ คุณแม่คำวงศ์ พิณทอง (สกุลเดิม เดชพันธ์) กับบุตรชายที่ดีและเก่งคนพี่ชื่อ ปริญญา พิณทอง คนน้องชื่อ ปรัชญา พิณทอง ประสบความสำเร็จตามอัตภาพและพอเพียง ในการบริหารจัดการโรงพิมพ์ศิริธรรม และพัฒนามาเป็น โรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ท ที่กำลังเจริญเติบโตในรุ่นลูก ความสำเร็จของพ่อใหญ่ ดร.ปรีชา พิณทอง จึงเป็นความสำเร็จทั้งวิถีโลก วิถีธรรม และวิถีปราชญ์แห่งเมืองนักปราชญ์ที่น่าภาคภูมิใจ เป็นความดี ความงาม ความสุข อันบริสุทธิ์ ก่อให้เกิดพลังบันดาลใจ เป็นแบบอย่างอันงดงามแก่ลูกหลานชาวอุบลราชธานีและคนทั่วไป

เกียรติประวัติ

  • พ.ศ. 2528 เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยการนาเสนอของ ศูนย์วัฒนธรรม วิทยาลัยครูอุบลราชธานี (มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ปัจจุบัน)
  • พ.ศ. 2528 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาไทย เนื่องจากเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานทางวิชาการแสดงเอกลักษณ์ไทย มีความรู้ความสามารถดีเด่นหาได้ยาก โดยเฉพาะงานบุกเบิกวรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน ผลงานที่สำคัญคือ การอ่านอักษรไทยอีสานโบราณทั้งอักษรตัวธรรมและอักษรไทยน้อย แล้วถ่ายทอดเป็นอักษรไทยปัจจุบัน และเรียบเรียงตำราวิชาการทั้งคดีโลกและคดีธรรม
  • พ.ศ. 2532 เป็นบุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • พ.ศ. 2537 ได้รับเกียรติคุณเป็น "ผู้อนุรักษ์ไทยดีเด่น" ในวันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2537

ที่อยู่

  • โรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ท เลขที่ 429 หมู่12 ถนนอุบล-ตระการ บ้านโนนหงษ์ทอง ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
  • โทรศัพท์ 045 317 491

preecha 06

ดร.ปรีชา พิณทอง ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2546 สิริอายุได้ 89 ปี ประวัติชีวิตของพ่อใหญ่ ดร.ปรีชา พิณทอง จึงเป็นประทีปธรรมแห่งอีสาน ตำนานปราชญ์เมืองอุบลราชธานี โดยแท้

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)