foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
บ่ทันพอได๋หันใจถิ่มกะฮอดปลายปีแล้วเด้อพี่น้อง ทั้งบักพยาธิโควิด-19 ที่บ่ทันจางไป แถวบ้านอาวทิดหมูยังติดอันดับ 10 ของประเทศอยู่เลย หลังจากหมดพายุฟ้าฝนผ่านไปแล้ว ตอนนี้กะฮอดยามหนาววอยๆ มาอีกปี นอนผู้เดียวเปลี่ยวอุราคือเก่า สาวๆ สำใหญ่ส่ำน้อยเพิ่นกะแนมกายอาวทิดหมูคนผู้ฮ้ายไปเบิด แม่ฮ้างแม่หม้ายเพิ่นกะว่าแต่ผู้ข้าสิตั๋วสิต้ม กะเลยบ่ชายตามาหา กะคือสิได้นอนหนาวกอดผ้าห่มอยู่กระท่อมน้อยฮิมมูล หาปูปลาเลี้ยงปากเจ้าของผู้เดียวนี่หล่ะ สู้ๆๆ ต่อไปเด้ออาว!

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง นอนลี้อยู่บ่เป็น

        ## ความทุกข์เพราะขาดแคลนเสื้อผ้าที่อาศัยพอทนได้ แต่ท้องกิ่วนี่นอนหลับไม่ได้จริงๆ @ความจนทนไม่ไหว ##

art local people

นายคำหมา แสงงาม

kamma 01นายคำหมา แสงงาม หรือ “ครูคำหมา” หรือ “จารย์ครูคำหมา” ได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ ทางช่างศิลป็ผู้มืฝีมือยอดเยี่ยมเป็นที่ยอมรับของซาวอีสาน จนกระทั่งมืผู้ให้สมญานามว่า “ช่างเทวดา” และ “ช่างเนรมิต” โดยเป็นช่างคนเดียวของภาคอีสาน ที่มืความสามารถในการทำ "นกหัสดีลิงคํ" ได้อย่างสวยงาม และ ด้วยความโดดเด่นในฝีมือการก่อสร้างและการบูรณะถาวรวัตถุ ประเภทโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ หอระฆัง ฯลฯ อันเป็นสิ่งปลูกสร้างทางพุทธศาสนา ได้สร้างซื่อเสียงให้แก่ครูคำหมา จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง อาทิ การบูรณะองค์พระธาตุพนม การบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกแบบและก่อสร้างซุ้มประตูวัด กำแพงแก้ว โบสถ์ เมรุเผาศพชั่วคราว มากมายหลายสิบแห่ง

ในด้านงานแกะสลัก ท่านถือเป็นผู้บุกเบิก "การแกะเทียนพรรษา" ที่ถือเป็นรูปแบบใหม่ในยุคนั้น เนื่องจาก สมัยก่อนไม่มีการหล่อเทียน แห่เทียน เช่นปัจจุบัน ซาวบ้านจะฟั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระ เพื่อจุดบูชาจำพรรษา ครั้นในสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลฯ มีการแห่บั้งไฟที่วัดกลาง มีคนไปดูมาก แต่ในการแห่บั้งไฟมีการตีกันจนถึงแก่ความตาย เสด็จในกรมเห็นว่าไม่ดี จึงให้เลิกการแห่บั้งไฟและเปลี่ยนเป็นการแห่เทียนแทน ประเพณีการแห่เทียนพรรษาจึงเกิดขึ้นมาถึงจนบัดนี้

ซึ่งแต่เดิมต้นเทียนมีลักษณะเรียบง่าย คือ การนำเทียนมาติดกับสำไม้ไผ่ โดยมีกระดาษจังโก (กระดาษสีเงินสีทอง) ตัดลายฟ้นปลาปิดรอยต่อเท่านั้น ต่อมามีการหล่อเทียนเป็นลวดลายต่างๆ อาทิ กระจังตาอ้อย บัวควํ่า ก้ามปู ฯลฯ แล้วน่าไปติดที่ สำต้นเทียนเพื่อความสวยงาม และมีการประกวดเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

candle festival 007

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 ครูคำหมา แสงงาม ได้คิดและแกะสลักต้นเทียนโดยไม่ต้องพิมพ์ดอกมาติด เหมือนเช่นที่ช่างรุ่นก่อนทำมา ทำให้ต้นเทียนแกะสลักที่นายคำหมาทำให้กับ วัดบ้านกุดเป่ง อำเภอวารินชำราบ มีความแปลกใหม่สวยงาม จึงมักได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดเทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี และใกล้เคียงเป็นประจำทุกปี จนถือเป็นต้นแบบให้แก่ช่างฝีมือในยุคนั้นเป็นต้นมา จากนั้นในปี พ.ศ. 2520 จังหวัดอุบลราชธานีจึงได้จัดงานสัปดาห์ประเพณีแห่เทียนพรรษา ให้เป็นงานประเพณีประจำปีที่ยิ่งใหญ่และมโหฬาร โดยมีการประกวดต้นเทียนประเภทต่างๆ รวมถึงขบวนแห่ เพื่อดึงดูดผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ไปเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก

การสั่งสมประสบการณ์

นายคำหมา แสงงาม เกิดเมื่อ ปีมะโรง พ.ศ. 2434 ที่บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายเคน และนางค้ำ แสงงาม มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน นายคำหมา แสงงาม เป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัว และได้แต่งงานกับนางลำดวน แสงงาม มีบุตรธิดา 4 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 2 บ้านขมิ้น หมู่ที่ 5 ตำบลเทอดไทย อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบัน ขึ้นกับอำเภอบึงเขาหลวง) จังหวัดร้อยเอ็ด

นายคำหมา เรียนหนังสือตัวธรรมและมูลกระจายจากพระสงฆ์ เมื่ออายุ 6 ขวบ พ่อแม่นำไปฝากเป็นศิษย์วัดศรีนวล บ้านชีทวน ศึกษาวิชาหนังสือและวิชาช่างกับพระอาจารย์วง และ พระอาจารย์สี จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ จึงบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั้นได้ศึกษาพระธรรมวินัยและศิลปะการช่างไปพร้อมกันด้วย

ต่อมาได้ศึกษาวิชาศิลปะการช่างเพิ่มเติมกับ พระครูวิโรจน์ รัตโนบล (ญาถ่านดีโลด) จนสำเร็จที่ วัดทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านไม่ทิ้งวิชาช่าง ยังศึกษาฝึกฝนตนเองเรื่อยมา ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่าในการสั่งสมความรู้ โดยในปี พ.ศ. 2444 ท่านได้เป็นหนึ่งในช่างที่เดินทางไปทำการบูรณะองศ์พระธาตุพนม ตามดำริของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งขณะนั้นชำรุดทรุดโทรมมาก นับเป็นประสบการณ์เชิงช่างที่มีคุณค่ายิ่ง

nakon panom 1

และในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านได้ติดตามพระอาจารย์ของท่านไปทำงานช่างตามวัดต่างๆ ทั่วภาคอีสาน จนกระทั่งอายุ 26 ปี ได้ลาจากเพศบรรพชิต และหันมาทำงานเป็นช่างเต็มตัว โดยศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองเพิ่มเติม จากหนังสือ ตำรา ใบลาน ทำให้มีความรู้แตกฉานในวิชาช่างแบบโบราณ รวมทั้งคติความเชื่อของชาวอีสานที่แฝงอยู่ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างถ่องแทํในงานช่าง รู้มาก รู้ลึกและรู้กว้าง ยากที่จะหาผู้ใดเทียบได้ สามารถปั้นและหล่อพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้ ผลงานทุกชิ้นจะมีความวิจิตรบรรจง ประณีตสวยงาม และคงไว้ซึ่งศิลปะแบบพื้นบ้าน จนเป็นที่กล่าวขวัญยอมรับและยกย่องกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งมีผู้ยกย่องว่าเป็น "ช่างเทวดา"

ศิลปะเชิงช่าง การออกแบบสร้างสรรค์เมรุชั่วคราว รูปนกหัสดีลิงค์ ช่างคำหมา ถือว่า เป็นนายช่างผู้เชี่ยวชาญการทำเมรุชั่วคราวทั้งแบบธรรมดา และแบบทรงนกหัสดีลิงค์ โดยศิลปะสถาปัตยกรรมในพิธีดังกล่าว ท่านถือเป็นบรมครูช่างผู้นำเข้าคติรสนิยม จากพื้นที่วัฒนธรรมอุบลฯ มาสู่จังหวัดต่างๆ ในแถบอีสานกลาง ไม่ว่าจะเป็นที่ เมืองอุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฯลฯ จวบจนมาถึงปัจจุบันสมัย โดยได้มีการขยายรสนิยมในเชิงช่าง และคตินิยมการปลงศพด้วยการขึ้นนกหัสดีลิงค์นี้ไปยังที่ต่างๆ ในอีสาน ผ่านพิธีกรรมปลงศพกลุ่มพระเถระ ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน แม้ในเชิงช่างจะมีการปรุงปรับดัดแปลง อย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ รูปแบบส่วนยอดหอแก้ว หรือซุ้มสำหรับวางหีบศพที่ช่างคำหมา ได้ออกแบบสร้างสรรค์จะนิยมการทำเป็นทรงเครื่องยอด แบบอย่างทรงจอมแห ที่เป็นอิทธิพลช่างหลวงราชสำนักกรุงเทพฯ จากเครื่องยอดของพระเมรุมาศเจ้านายชั้นสูง ทำให้เห็นถึงการปะทะสังสรรค์ทางรสนิยมเชิงช่างที่ไม่หยุดนิ่ง ระหว่างวัฒนธรรมหลวงกับวัฒนธรรมชาวบ้าน ผ่านนายช่างผู้มากฝีมือท่านนี้ ปัจจุปันสานุศิษย์ของท่านก็ยังสืบสานต่อ

kamma 07

บทวิเคราะห์ที่สำคัญที่ท่าน อาจารย์ วิโรฒ ศรีสุโร ครูใหญ่ด้านวิชาการศิลปะสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานศึกษา ผู้ล่วงลับ ได้วิเคราะห์ผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ ศาสนาคาร ของ ช่างคำหมา แสงงาม ไว้ว่า “….ผลงานในระยะแรกๆ ย่อมมีอิทธิพลจากตระกูลช่างทางล้านช้าง แต่พอในระยะหลังๆ กลับได้รับอิทธิพลจากทางบางกอก (รัตนโกสินทร์) ตลอดทั้งรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (อุโบสถหรือสิม) และงานตกแต่งประดับ ก็เป็นไปอย่างทางภาคกลางทั้งสิ้น อาจจะเป็นไปได้ว่า ทางวัดอยากได้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบภาคกลาง จึงบีบคั้นให้ท่านได้พัฒนาการตัวลายให้เป็นไปอย่างสมัยนิยม จนบางครั้งทำให้ขาดรสชาติของความเป็นพื้นถิ่นอีสานไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่บางครั้งช่างก็อาจรู้ดี แต่เพื่อความต้องการของตลาดจึงจำใจต้องโอนอ่อนตามไปในที่สุด” (วิโรฒ 2536)

ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย กระจายกันไปประกอบวิชาชีพทั่วภาคอีสานนับพันคน ท่านฝึกหัดอบรมโดยใช้วิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วจึงมอบหมายงานให้ทำจากง่ายไปสู่งานที่มีความซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ และด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นผู้ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และเป็นคนสมถะ ท่านจึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์

kamma 02

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความมัธยัสถ์ โดยเงินทองที่หามาได้ส่วนใหญ่จะน่าไปบุญ และสมทบทุนสร้างถาวรวัตถุ งานบางแห่งไม่มีค่าแรงก็รับทำเพื่อทำบุญ การทำงานก็เช่นกัน หากมีวัสดุเหลือใช้หรือแม้แต่เศษวัสดุที่ผู้อื่นทิ้งแล้ว ท่านก็สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นงานศิลปะที่สวยงามได้ และท่านมักลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง เพื่อประหยัดเวลาถือเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ายิ่ง

ครูคำหมา แสงงาม เป็นผู้อุทิศตนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยนอกจากท่านจะทำงานด้านศิลปะแล้ว ยังอุทิศตนให้กับการให้ความรู้แก่ลูกศิษย์จำนวนมาก โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน และด้วยเป็นปราชญ์ในงานด้านทัศนศิลป็ ทั้งงานปั้นและงานแกะสลัก ทำให้สถาบันการศึกษาต่างๆ เชิญท่านเป็นวิทยากรอยู่บ่อยครั้ง

kamma 03

ผลงานที่สำคัญ

  • การบูรณะองค์พระธาตุพนม ขณะนายคำหมาบรรพชาเป็นสามเณร ได้ร่วมเดินทาง ไปกับคณะพระครูวิโรจน์ รัตโนบล ช่างไทยรุ่นแรกที่ไปบูรณะพระธาตุพนมเมื่อปี พ.ศ. 2444
  • งานปั้นและหล่อพระพุทธรูปที่สำคัญ คือ พระประธานองค์ใหญ่ วัดสุปัฏนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี บูรณะพระเหลา วัดพระเหลา บ้านพนา อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน จังหวัดอำนาจเจริญ) พระสังข์กัจจายน์ วัดสระทอง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด พระประธานวัดบ้านขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ฯลฯ
  • การบูรณะโบสถ์ ซุ้มประตู วัดเอี่ยมวรนุช กรุงเทพมหานคร
  • การบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี แนะนำออกแบบและดูแลลูกศิษย์บูรณะหัวเสากำแพงรอบวัด
  • สร้างเมรุเผาศพแบบชั่วคราวเป็นประจำทุกปี เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 7 ครั้ง
  • สร้างนกหัสดีลิงค์ สำหรับเผาศพเจ้านายหรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ประมาณ 20 ครั้ง
  • ออกแบบและก่อสร้างโบสถ์ไม่น้อยกว่า 80 แห่ง ศาลาการเปรียญ 10 แห่ง หอระฆัง 10 แห่ง หอไตร วิหาร มณฑป 9 แห่ง
  • ออกแบบและก่อสร้างซุ้มประตูวัด กำแพงแก้ว 45 แห่ง
  • ออกแบบและแกะสลักลวดลายเทียนพรรษา ได้รับรางวัลชนะเลิศ ที่ จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงเป็นประจำทุกปี

kamma 04

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2528 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัจจุบัน) ได้มอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศิลปะ ให้แก่ท่าน และในปี พ.ศ. 2529 ท่านได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปีนแห่งชาติ สาขา ทัศนศิลป๋ (การปั้นแกะสลัก) อันเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต

นานาทัศนะ

สุวรรณศรี สันคอกช้าง จากเวปไซด์ส่งสการดอทคอม กล่าวถึงนกหัสดีลิงค์สีสันสวยงามที่สร้างขึ้นโดย พ่อครูคำหมา แสงงาม ผู้เป็นปราชญ์ที่จรรโลงสร้างนกหัสดีลิงค์ในภาคอีสานว่า “รู้สึกจะมีพ่อครูคำหมาเป็นผู้สืบทอดแต่เพียงผู้เดียว เคยมีคนถามว่า นกหัสดีลิงค์ ที่สร้างขึ้นของทางเหนือสวยและถูกกว่าทางภาคอีสาน แล้วทำไมไม่มีใครได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ข้าพเจ้าขอตอบอย่างเป็นกลางว่า ไม่มีสิ่งไหนที่จะบรรยายได้ว่าสวยหรือไม่สวย เพราะงานทุกชิ้นที่ถูกผลิตออกมานั้นมันมีค่าทางจิตใจมากกว่า ทางภาคอีสานมีผู้สามารถสร้างนกหัสดีลิงค์ได้เพียงแค่ท่านเดียว ก็สมควรแล้วที่จะต้องได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นศิลปีนแห่งชาติ เพราะมีแค่หนึ่งเดียวในภาคอีสาน ส่วนทางภาคเหนือเรางานประเภทนี้มีให้เห็นหนาตา”

kamma 05

ดำรง วงศ์อุปราช ศิลปินแห่งชาติ กล่าวถึงครูคำหมาว่า พ่อใหญ่คำหมา แสงงาม เป็นศิลปินแท้ๆ เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถทางช่างและศิลปะ มีวิริยะธรรม มีมนุษยธรรม และมีศีลธรรม ท่านได้สร้างกุศลธรรมไว้มากมาย ไม่ใช่เพราะว่าท่านมีอายุมากถึง 99 ปีเท่านั้น ศิลปินที่แท้จริงเช่นนี้นับวันจะหายาก เพราะโลกได้เปลี่ยนไป แม้แต่คนไทยก็เอาอย่างคนตะวันตกเกือบทุกทาง โดยไม่รู้ว่าเราเองมีดีอย่างไร”

kamma 06

อาคม วรจินดา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน กล่าวยกย่องครูคำหมาว่า พ่อครูเป็นฮากบ้านฮากเมีอง คือรอบรู้ในฮีตบ้าน คลองเมือง มีปิญญาสุขุมไม่ร้อนวิชา ดำเนินชีวิตงดงามบริสุทธิ์ และสมถะ พ่อครูมีบุญคือ เป็นรัตตัญญู ผู้รู้ราตรืนาน มีอายุยืน มีชีวิตเป็นดั่งตำนานแห่งงานหัศนศิลป็ ประกอบศาสนคารไว้อย่างมีคุณค่าน่าสะออน”

พ่อครูคำหมา แสงงาม ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ขณะอายุได้ 99 ปี

 

redline

backled1

 

mp3

ponsak songsaeng 01

พรศักดิ์ ส่องแสง

พรศักดิ์ ส่องแสง หรือ นายบุญเสาร์ ประจันตะเสน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2503 ที่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 6 คน ของนายเฮา และนางแว่น ประจันตะเสน

การศึกษา จบการศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ที่ บ้านหนองหญ้าลังกา ตำบลปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จากนั้นไปสมัครเป็นคอนวอยในวงหมอลำชื่อ "แชมป์อีสาน" ของครูคำหอม ได้บันทึกเทปกลอนลำชุดแรกเมื่อ พ.ศ. 2524 ชื่อชุด "เสือสำนึกบาป" และ "ซาหลงบั้ง" ต่อมาได้บันทึกเสียงเพลงลูกทุ่งในชื่อชุด "หนุ่มนานครพนม" ต่อมาได้คัดเลือกทหารและจับสลากได้ใบแดงเป็นทหารเกณฑ์ เข้ารับราชการที่ มณฑลทหารบกที่ 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี ก็ยังลาราชการออกมาทำวงอยู่ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ชื่อ พรศักดิ์ ส่องแสง ตั้งให้โดยครูเพลง รักษ์ วัฒนยา หรือ ครูคำหอม พ่อฮ้างน้อย ผู้สนับสนุนให้ตั้ง วงดนตรี พรศักดิ์ ส่องแสง มีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 40 ชุด เพลงที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับพรศักดิ์ ส่องแสง จนรู้จักกันทั่ว ดังเช่น หนุ่มนานครพนม, มาลัยใจดำ, สาวคุมกำเนิด,  ลอยแพ, เสือสำนึกบาป, อีสานพลัดถิ่น, แม่ของใคร เป็นต้น

เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ - พรศักดิ์ ส่องแสง

มีชื่อเสียงโด่งดังสูงสุดประมาณปี พ.ศ. 2529-2530 โดยครูคำหอมเตรียมแผนการใหญ่จะเอา "หมอลำเข้าเธคให้ได้" เพราะสมัยนั้น สถานบันเทิงที่เรียกว่า ดิสโก้เธค ได้รับความนิยมของนักเที่ยวกลางคืน จึงติดต่อ สุมทุม ไผ่ริมบึง (แสนคม พลโยธา) ผู้ประพันธ์เพลง "สาวอีสานรอรัก" และเพลง "คิดถึงทุ่งลุยลาย" แต่งกลอนลำเต้ยสลับเพลงลูกทุ่งอีสาน ในชื่อ "เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ" ผลงานเพลงนี้เองที่ทำให้เธคทั้งหลายมีแดนซ์รูปแบบหมอลำ สุมทุม ไผ่ริมบึง เขียน "เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ" โดยนำเอาเพลง "คักใจเจ้าแล้วบ่" ของ ศักดิ์สยาม เพชรชมภู ที่ว่า "พอใจของเธอหรือยัง บอกแล้วบ่ฟังเลยหนีแม่หนีพ่อ.." มาใส่ในเต้ยสาวจันทร์ฯ "พอใจหรือยังสาวจันทร์ หรือฝันหาชายคนใหม่.."

เบื้องต้นครูคำหอม ต้องการให้เต้ยสาวจันทร์ฯ เป็นเพลงลูกทุ่งหมอลำที่ฟังกันได้ทั้งประเทศ และให้พรศักดิ์ ร้องขยี้สไตล์ตัวเอง ไม่ได้เอาตามที่สุมทุม คนแต่งที่เขียนเป็นกลอนผญา เมื่อปล่อยเทปเพลงชุด "เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ" ออกสู่ท้องตลาด ก็เป็นไปตามที่ครูคำหอมคาดการณ์ไว้ ด้วยจังหวะการลำร้อง และดนตรีที่เร้าใจ หมอลำก็ได้เข้าดิสโก้เธคจริงๆ เมื่อทุกเธคต้องเปิดเต้ยสาวจันทร์ฯ

คำว่า "กั้งโกบ" ก็เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้ภาคอื่นค้นหาคำตอบ ซึ่ง "กั้งโกบ" หมายถึง อาการยกมือขึ้นป้องหน้า สาวจันทร์กั้งโกบ ก็หมายถึง สาวจันทร์ยืนป้องหน้า มองหาชายคนรัก

พรศักดิ์ได้ออกตระเวนแสดงทั่วประเทศ และออกไปแสดงถึงในต่างประเทศ เคยมีการจัดคอนเสิร์ตประชันกันระหว่าง พรศักดิ์ ส่องแสง กับ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ด้วยดนตรีสองแนวต่างสไตล์มาแล้ว โดยใช้คอนเสิร์ตชื่อว่า "คอนเสิร์ตสองคนสองคม" แสดงเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ที่ สนามกีฬาเวโลโดรม หัวหมาก

ponsak songsaeng 05

พรศักดิ์จดจำคำสอนของครูคำหอมได้เป็นอย่างดี จะร้องหรือลำ ก็อย่าให้เหมือนใคร ต้องสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง "อย่านำเขา ให้เขานำเฮา" หมายถึงอย่าเลียนแบบเขา ให้เขาเลียนแบบเรา พรศักดิ์ ส่องแสง จดจำคำสอนของครูหอมไม่ลืม "อย่าเฮ็ดคือไผ" ออกไปหน้าเวที ไม่ต้องฟ้อนเหมือนหมอลำ ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาเหมือนนักร้องลูกทุ่ง พรศักดิ์ ส่องแสง บนเวทีวันแรก จนเวทีสุดท้ายของชีวิต จึงเป็น 'ศิลปินคนบ้านบ้าน' อย่างเราเห็นกัน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พรศักดิ์ ส่องแสง ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต "คำภีร์ ไลฟ์ ก็ใจมันบงการ" ของ ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ที่ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อ 26 มีนาคม 2559 โดยทั้งคู่ร่วมร้อง "เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ" และ "หนุ่มนานครพนม" เพลงในตำนานชีวิตราชาลูกทุ่งหมอลำ

ponsak songsaeng 14

จะว่าไปแล้ว พรศักดิ์ ส่องแสง เป็นศิลปินพรสวรรค์ล้วนๆ ไม่มีครูบาอาจารย์ด้านกลอนลำ อาศัยจดจำจากการฟัง และนำมาประยุกต์ให้เป็นลีลาของตัวเอง โดยมีแต่ครูคำหอมเป็นเทรนเนอร์ อย่างเพลง หนุ่มนานครพนม เคยมีนักร้องในวงลูกทุ่งดาวสวรรค์ เคยร้องไว้แล้ว แต่ไม่ดัง ครูคำหอมนำมาให้พรศักดิ์ร้องใหม่ กลับได้รับความนิยม เพราะลีลาการร้องต่างกัน

คำว่า "ร้องให้ดี" กับ "ร้องให้ดัง" นั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของนักร้องแต่ละคน พรศักดิ์เองยอมรับว่า เพลงหนุ่มนานครพนม เขาร้องผิดเนื้อผิดคำ "ลืมหนุ่มนครพนม เคยนั่งเรือชมสองฝั่งเวียงจันทน์.." ซึ่งคำร้องที่ถูกต้องคือ "ลืมหนุ่มนครพนม เคยนั่งเรือชมสองฝั่งเคียงกัน.." และโดยความเป็นจริงแล้ว นครพนมอยู่ตรงข้ามกับแขวงคำม่วน ไม่ใช่นครหลวงเวียงจันทน์

เนื่องจากพรศักดิ์ เป็นนักร้องที่อาศัยจดจำคำร้องจากผู้แต่ง จึงร้องผิดเนื้ออยู่หลายเพลง แต่ครูคำหอมบอกว่า "มึงอย่าไปสนใจ ร้องให้ดัง เพลงดังแล้ว คนก็ไม่สนใจว่าร้องผิดร้องถูกตรงไหน"

พรศักดิ์ ส่องแสง ได้เล่าถึงเรื่องราวในอดีตว่า "หลังจากครูคำหอม อาจารย์ของผมท่านเสียชีวิต ผมก็มารับช่วงวงจากท่าน คือซื้อวงต่อ ทำมา 2 ปีไม่ไหว มันได้แต่ชื่อเสียงไม่ได้เงิน กลายเป็นหนี้เขา เป็นเพราะเราคุมคนไม่ได้ ไม่มีอำนาจ ไม่มีบารมีเหมือนครูคำหอม คนในวงรุ่นใหญ่กว่าทั้งนั้นเขาไม่ค่อยเชื่อฟังเรา สั่งอะไรไม่ทำอย่างที่เราสั่ง มีเพื่อนๆ ก็ไม่จริงใจ สุดท้ายผมก็เลยคิดว่าหยุดดีกว่า ผมเลยขายทุกอย่างในราคาที่ถูกมาก ถามว่าเสียใจมั้ย ผมไม่เสียใจไม่เสียดาย ผมเป็นคนแฟร์ ผมคิดว่าผมมาก็ไม่ได้มีอะไรมา"

ponsak songsaeng 02

"หลังจากนั้นก็ไปทำรถบัสแดง ทำไร่อ้อย ทำสิบล้อ ทุกอย่างเจ๊งขาดทุนหมด เป็นหนี้เขาอีก เป็นช่วงลำบากชีวิตในเมืองไทยเป็นช่วงขาลง จ้างไปทำงานก็ราคาตก ผมก็ไม่ทำถึงจะอดก็อดอย่างมีศักดิ์ศรี สุดท้ายเลยตัดสินใจไปหาเงินที่ต่างประเทศ ไปร้องเพลง ผมไปได้ทุกที่ เพราะเมื่อก่อนเวลาเข้าหน้าฝนเข้าพรรษา ครูคำหอมเขาก็จะพาเราไปทำบุญต่างประเทศ ไปวัดไทยในสวิสฯ เยอรมัน อังกฤษ พ่อเสียเราก็กลับไปสายเดิม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็ชักชวนให้ไปช่วยงาน ผมลำบากนะ แต่เงินดี ได้มากกว่าเมืองไทย และที่นู่นทุกคนยังต้อนรับเราแบบซูเปอร์สตาร์อยู่"

"ผมทำงานหนักนะ แต่ทำได้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวของพี่น้อง ช่วงหลังกลับมาเมืองไทยก็มาอัดเพลงทิ้งไว้ แล้วกลับไปทำงานต่อ ชุดแรก อยากจะร้องไห้ก้องไปทั้ง... กระแสมา พอมาชุดสอง ตอนเมียไม่มี ทำไมไม่เจอ ก็มาอีก ก็เลยใส่ชุด 3 เข้าไป มีเมียเด็ก ก็ได้อีก ตอนนี้เลยไม่ได้ไปไหนเลย 3 - 4 ปีนี่อยู่แต่เมืองไทย ก็ถือว่าเราโชคดี ถ้าจะให้กลับไปทำวงตอนนี้ผมไม่ทำแล้ว เขาสร้างให้พรศักดิ์มาเป็นนักร้อง ไม่ใช่ผู้บริหาร ถ้าทำวงก็เจ๊งอีก"

ponsak songsaeng 03

"ทุกวันนี้ถ้าไม่มีงานผมก็อยู่บ้านสบายๆ อยู่ที่อีสานหนองบัวลำภู เวลาอยู่บ้านผมมีความสุข ไม่เหงา ผมมีไร่ มีนา มีสวน เลี้ยงวัว จับปลา เป็นชาวบ้านเต็มขั้นอยู่อย่างพอเพียง ผมถือว่าผมโชคดี ผมประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว เพราะหมื่นคน ล้านคนก็ไม่ได้เหมือนเรา จบ ป. 4 มาได้ระดับนี้ อยากจะไปประเทศไหนก็เก็บกระเป๋าไปได้เลย ไม่รวย แต่มีทุกอย่างพอเพียงให้ดูแลครอบครัวได้"

"ส่วนเรื่องสุขภาพ ตอนนี้ผมสุขภาพไม่ดี เป็นโรคหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด ทุกวันนี้กินยาคุมมันอยู่ พร้อมเมื่อไหร่จะไปทำบอลลูน ช่วงนี้งานเยอะอยู่ เอาเถอะ ผมไม่แคร์หรอกความตาย ตายก็ตาย เพราะว่าก็จะตายมาหลายเที่ยวแล้ว ปีนี้สองครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 15 มกราคม มันแน่นหน้าอก พูดไม่ได้เลย มารู้ตัวอีกทีก็อีกวันนึง..."

พรศักดิ์ ส่องแสง สมรสกับ นางจุฬาวัลย์ ประจันตะเสน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ บ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ศึกษาต่อการศึกษานอกโรงเรียนจนได้วุฒิการศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 6 และได้รับศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาดนตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2547-48

หลังจากนั้นก็มีชุดอื่นๆ อีกมากมาย แต่มาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ประมาณปี 2548 จากชุด "มีเมียเด็ก"

ponsak songsaeng 06

รางวัลเกียรติยศ

  • พ.ศ. 2534 - รางวัลพระราชทาน ลูกทุ่งกึ่งศตวรรษ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534
  • พ.ศ. 2548 - รางวัลมาลัยทองนักร้องยอดนิยม ประจำปี พ.ศ. 2548
  • ได้รับพระราชทานปริญญาบัตร ศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาดนตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2547-48
  • พ.ศ. 2562 - รางวัลสิงหราช สาขาศิลปะการแสดง จาก คณะวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ponsak songsaeng 11

สำหรับฉายา "ไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร" นั้นมาจากสมัยวัยรุ่นชอบการต่อยมวย พรศักดิ์ให้ช่างสักแถว อำเภอบ้านไผ่ สักรูปมังกรไว้ที่แขนซ้าย โดยจ่ายค่าสักเป็นกระทิงแดง 1 ขวดและยาทันใจ ได้เป็นลวดลายและฉายาในการขายกำปั้น เมื่อมาเป็นนักร้องมีเพลงดัง เขาอยากลบรอยสัก ก็ลบไม่ได้ ครูคำหอมจึงบอกว่า ไม่ต้องลบ เอาลายสักเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เลยเป็นที่มาของฉายา "ไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร พรศักดิ์ ส่องแสง"

ศิลปินมรดกอีสาน : นายบุญเสาร์ ประจันตะเสน (พรศักดิ์ ส่องแสง)
สาขาศิลปะการแสดง ประเภทลูกทุ่งหมอลำ ประจำปีพุทธศักราช 2559

ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปกระทันหัน

ponsak songsaeng 08

เมื่อเวลา 20.40 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2564 นายบุญเสาร์ ประจันตเสน หรือ พรศักดิ์ ส่องแสง ได้เกิดวูบล้มในห้องน้ำที่บ้านพักถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และได้จากไปอย่างกระทันหันจากหัวใจวายเฉียบพลัน ณ ห้องผู้ป่วย โรงพยาบาลหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู เสียชีวิตอย่างสงบด้วยอายุ 60 ปี ทางครอบครัวได้นำศพกลับมาที่บ้านเลขที่ 236 หมู่ 14 ตำบลบ้านขาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

ponsak songsaeng 10.jpg

โดยบรรยากาศที่บ้านพักมี พระราชวชิรธาดา เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู เจ้าอาวาสวัดวัดพัชรกิติยาภาราม บ้านห้วยเตย ตำบลหนองหว้า อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ พรศักดิ์ ส่องแสง เคยไปบวชอยู่ที่วัดด้วย ได้เดินทางมาที่บ้าน ส่วนนางจุฬาวัลย์ ประจันตะเสน อายุ 58 ปี ภรรยาของ พรศักดิ์ ส่องแสง อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจ ไม่พร้อมที่จะให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ มีญาติมิตรนั่งปรึกษาหารือเรื่องจะจัดงานศพในช่วงโควิดอย่างไร และผู้ที่ทราบการเสียชีวิตได้เดินทางมาที่บ้านจำนวนหนึ่ง

ponsak songsaeng 12

ponsak songsaeng 13

ทางทีมงานเว็บไซต์ 'ประตูสู่อีสาน' ขอแสดงความอาลัยและเสียใจกับครอบครัว 'ประจันตะเสน' ด้วยครับ ชมไลฟ์สดสุดท้ายเพื่อระลึกถึงแฟนเพลงกันหน่อย

"ลายมังกร" พรศักดิ์ ส่องแสง : ความจริงไม่ตาย ThaiPBS

redline

backled1

 

art local people

หมอลำคูณ ถาวรพงษ์

koon tawonpong smหมอลำคูณ ถาวรพงษ์ เกิดเมื่อปี 2445 ณ บ้านจานตะโนน หมู่ที่ 11 ตำบลหนองบ่อ อำเภอเขื่องใน (ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นเขต อำเภอเมืองอุบลราชธานี) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายพ่วย และนางสุนีย์ ถาวรพงษ์ ท่านชอบการร้องลำมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก โดยหัดลำด้วยตนเองก่อน ต่อมาได้ไปเรียนลำจากครูที่บ้านเตยสวนงัว อำเภอม่วงสามสิบ เมื่อท่านอายุ 16 ปี ได้บวชเป็นสามเณรที่วัดจานตะโนน และได้ลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ. 2469 ท่านก็หันมาประกอบอาชีพเป็นหมอลำเต็มตัว และได้แต่งงานอยู่กินกับ นางพับ สุวรรณกูฎ มีบุตรเป็นชาย 4 คน หญิง 4 คน

หมอลำฝ่ายหญิงที่ลำคู่กันกับหมอลำคูณ มีหลายคน ได้แก่ หมอลำจอมศรี บรรลุศิลป์, หมอลำหม่อน, หมอลำอั้ว, หมอลำเที่ยง, หมอลำสุบรรณ เป็นต้น แต่ที่ลำด้วยกันบ่อยที่สุด คือ หมอลำจอมศรี บรรลุศิลป์ จนกิตติศัพท์ดังไกลถึงหูของ นาย ต.เง็กชวน นายห้างเจ้าของห้างแผ่นเสียงตรากระต่าย ซึ่งมีความคิดที่จะนำศิลปินพื้นบ้านประจำภาคต่างๆ มาอัดแผ่นเสียงบ้าง จึงได้แสวงหาจากภูมิภาคต่างๆ สำหรับภาคอีสานนั้นได้ทราบว่า มีหมอลำชื่อดังของเมืองอุบลราชธานี คือ หมอลำคูณ ถาวรพงษ์ กับหมอลำจอมศรี บรรลุศิลป์ ท่านทั้งสองจึงได้ถูกชักชวนให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรถไฟ เมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2483 โดยมีหมอแคน คือ นายชื่น ทานให้ และ นายบัว มีทรัพย์ เพื่อบันทึกเสียง แผ่นเสียงที่นาย ต. เง็กชวน อัดออกจำหน่ายในครั้งนั้นคือ "ลำทางสั้น กลอนศีลห้า" และลำคู่กันคือ "ลำเว้าสาว" เป็นแผ่นเสียงชุดแรกและชุดสุดท้ายของท่านทั้งสอง มีการจำหน่ายเผยแพร่และได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้ชื่อเสียงของท่านทั้งสองโด่งดั่งมากขึ้นไปอีก จนมีงานลำมากมายทุกวันจนไม่มีเวลาพักผ่อน

koon tawonpong 01

ในสมัยนั้น ยังไม่มีเครื่องขยายเสียง การลำต้องลำด้วยปากเปล่า การเดินทางต้องเดินด้วยเท้าบ้าง ใช้เกวียนบ้าง (ไม่ได้มีรถประจำทางอย่างสมัยนี้) ท่านเป็นหมอลำที่มีน้ำเสียงดี ก้องกังวาน ชัดเจน และถนัดในการลำกลอนเพอะ (สองแง่สองง่าม) คนทั่วไปจึงพากันตั้งฉายาให้ท่านว่า “หมอลำคูณหี” (เพราะกลอนลำของท่านเฉียดฉิวอยู่กับอวัยวะเพศชาย-หญิงนั่นเอง) แต่นิสัยของท่านนั้น เป็นคนมีศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริต สันโดษ ไม่ดื่มสุราและไม่มีนิสัยทางชู้สาวเลย เป็นคนสุขุม ค่อนไปในทางเก็บตัว จึงมีลูกศิษย์น้อย ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงคือ หมอลำวังสถาน สิงห์ธรรม

koon tawonpong 02

ในปี พ.ศ. 2487 หมอลำคูณได้ล้มป่วยลงด้วยอาการไข้ งดรับงานลำอยู่หลายปี ก่อนจะกลับมาลำได้ตามปกติ แต่อาการยังไม่สู้ดีนัก ในขณะที่ท่านลำที่บ้านโนนแดง ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเกิดอาการไข้จับสั่น แต่ก็ฝืนลำฉลองงานไปตลอดคืนจนสว่าง สถานที่นี้คือเวทีลำสุดท้ายของท่าน ก่อนจะล้มป่วยลงอีกครั้ง และได้เสียชีวิตเมื่อปี 2488 อายุ 43 ปี

ลำกลอนตลก (ลำเพอะ) โดย หมอลำคูณหี (คูณ ถาวรพงษ์)

ลำชมสัตว์ต่างๆ โดย หมอลำคูณ ถาวรพงษ์

ลำชมเรือน โดย หมอลำคูณ ถาวรพงษ์

ลูกศิษย์เอกของหมอลำคูณ ถาวรพงษ์ ที่ได้สืบทอดการลำแบบกลอนเพอะไปได้ครบถ้วน และมีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง คือ หมอลำวังสถาน สิงห์ธรรม คนบ้านคำหว้า ตำบลคำหว้า อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และนี่คือกลอนลำทางสั้นที่ชื่อกลอนว่า "มักโยนี"

 

redline

backled1

 

mp3

sonti sommart 01

นายสนธิ สมมาตร

นายสนธิ สมมาตร มีชื่อจริงว่า ไพฑูรย์ ทุมวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2495 ที่บ้านทุ่ง ตำบลนาคำใหญ่ (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับ ตำบลแดงหม้อ) อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนศรีทองวิทยา จังหวัดอุบลราชธานี และได้บวชเป็นสามเณรในระยะต่อมา ด้วยความที่เป็นสามเณรนักเทศน์ ที่มีน้ำเสียงอันไพเราะมาตั้งแต่เด็ก และยังมีความสนใจในด้านเพลงลูกทุ่ง จึงได้ลาสิกขาบทเพื่อตามหาความฝันของตนเอง โดยเข้ามาทำงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยมีความตั้งใจที่จะเรียนและทำงานไปด้วย

ที่เมืองหลวงนี่เอง สนธิ สมมาตร ได้เข้าทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ทำเก้าอี้บุนวม ระหว่างที่โรงงานส่งไปซ่อมเก้าอี้ที่ โรงภาพยนตร์เมโทร ย่านประตูน้ำ ก็ได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับผู้จัดการโรงภาพยนตร์ และเอ่ยปากขอร้องว่า "หากมีวงดนตรีมาเปิดการแสดงที่นี่ ขอให้ช่วยฝากฝังเขาเป็นนักร้องด้วย" ต่อมา สนธิ สมมาตร ลาออกจากโรงงานทำเก้าอี้มาเป็นบริกรย่านถนนเพชรบุรี ในร้านอาหารชื่อ แอนนี่บาร์ อยู่แถวเพชรบุรีตัดใหม่ จึงมีโอกาสไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดที่ใกล้ที่พัก และได้ประกวดร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆ เรื่อยมา

จนเมื่อ ปีพุทธศักราช 2515 ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดร้องเพลงที่วัดอุทัยธาราม ซึ่งเพลงที่ใช่ในประกวดได้เลียนแบบแนวเสียงของ "ทูล ทองใจ" และมีโอกาสเข้าเป็นนักร้องในวงที่ชื่อ "181 คอมโบ้" ซึ่งเป็นวงของคุณปรีชา จิตะรัตน์ โดยได้รับค่าตัวครั้งละ 20 บาท แต่เดือนหนึ่งมีงานแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น

แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้จัดการโรงภาพยนตร์เมโทร ก็มาเรียกตัวเขาไปพบกับ "แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์" ที่มาเปิดการแสดงที่โรงภาพยนตร์ และได้เข้าเป็นนักร้องประจำวงตามที่หวัง โดยใช้ชื่อว่า คม คีรีบูน ที่เขาเป็นคนตั้งเอง จากความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวต่อชื่อของ คม ขวัญแก้ว นักร้องคนหนึ่งในวงสุรพล สมบัติเจริญ ส่วนคีรีบูนนั้น เขาก็ว่าเป็น "นก" ที่ได้ชื่อว่ามีเสียงไพเราะที่สุด

ปีถัดมา สนธิ สมมาตร ได้มีโอกาสบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในเพลง “ฟ้าร้องที่หนองหาร“ และ “รักเหลือเดน” ผลงานการประพันธ์ของ ทอง ธนาทิพย์ หรือ ธาราทิพ ซึ่งเพลงแรกนั้น ก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงอย่างน่าพอใจ ปี 2517 ทอง ธนาทิพย์ ทำให้ สนธิ สมมาตร โด่งดังมากขึ้นไปอีกจากเพลง “ออกพรรษาที่เชียงคาน“ และมาจนถึงปัจจุบัน เพลงนี้ก็ยังถูกนำมาใช้ในงานบุญเทศกาลของ อำเภอเชียงคาน อยู่เป็นประจำ จนกลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ของเชียงคานไปแล้ว

sonti sommart 02

ปี 2518 สนธิ สมมาตร ลาออกจาก วงดนตรีขวัญจิต ศรีประจันต์ และไปเก็บตัวอยู่ที่เชียงใหม่อย่างเงียบๆ ร่วมครึ่งปี โดยให้เหตุผลว่า "ไปตามที่ใจอยากไป" แต่ ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ได้ไปเรียกตัวเขากลับมา พร้อมกับทะยอยป้อนเพลงดังให้เขาอยู่เป็นระยะ ขณะที่ชื่อ คม คีรีบูน ถูกเปลี่ยนชื่อมาใช้ สนธิ สมมาตร จวบจนถึงปัจจุบัน ตามคำแนะนำของครูพงศักษ์เอง งานนี้ สนธิ สมมาตร กลับมาดังอีกครั้งด้วยเพลง “ด่วน บขส.” ของ ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา และ “ลูกทุ่งคนยาก“ ของ ครูสุรินทร์ ภาคศิริ เพลงเหล่านี้และเพลงอื่นๆ ทำให้ สนธิ สมมาตร ผูกขาดเพลงหวานแนวอีสานไว้หมดสิ้นแบบไม่มีใครมาเทียบได้จวบจนถึงปัจจุบัน

sonti sommart 03

เพลงดังของเขาส่วนหนึ่งถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักแม่น้ำมูล“ ที่สร้างเมื่อปี 2521 โดยมีดาราดังอย่าง สุริยา ชินพันธ์ เป็นพระเอก และต้องรับบทลิปซิงค์เพลงของ สนธิ สมมาตร ซึ่งการผสมผสานของเสียงที่ไพเราะ และภาพที่งดงามเป็นที่ชื่นชอบของแฟนภาพยนตร์ในยุคที่ยังไม่รู้จักมิวสิกวิดีโออย่างมาก ขณะที่ สุริยา ชินพันธุ์ ก็เคลิบเคลิ้มตามแฟนภาพยนตร์ไปด้วย ถึงขั้นลงทุนตั้งวงดนตรีลูกทุ่งตามคำแนะนำของแฟนภาพยนตร์ ชื่อวง “ลูกทุ่งดารา สุริยา ชินพันธุ์“ จากนั้นดาราอีกหลายคนก็แห่กันมาจับธุรกิจเพลงลูกทุ่งกันอีกหลายคน

สำหรับ สนธิ สมมาตร นั้น หลังความสำเร็จของภาพยนตร์ เขาก็หันมาตั้งวงดนตรีของเขาเอง และออกเดินสายแถวภาคอีสาน แต่ก็อยู่ได้แค่ปีกว่าๆ ก็ยุบวงไป

ด่วน บ. ข . ส. คำร้อง/ทำนอง : พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ดนตรี : จิตรกร บัวเนียม เสียงร้อง : สนธิ สมมาตร

sonti sommart 04

สนธิ สมมาตร มีผลงานเพลงอยู่ค่อนข้างน้อย คือ ประมาณ 60 เพลงเท่านั้น ถ้าไม่นับการเอาเพลงเก่ามาขับร้องใหม่ นอกจากนั้นก็ยังเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ด้วย เช่นเรื่อง "สวรรค์บ้านนา" และ "ดอกคูนเสียงแคน" จากข้อมูลเท่าที่มีล่าสุดเมื่อปี 2543 สนธิ สมมาตร ยังคงครองตัวเป็นโสด

ก่อนหน้านี้ สนธิ สมมาตร เจ้าของเสียงเพลง "ลูกทุ่งคนยาก" ก็ป่วยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง และต้องเข้ารับการผ่าตัดเช่นกัน หลังการผ่าตัดที่รักษากล่องเสียงอยู่สองสามปี แม้เสียงจะเปลี่ยนไปบ้าง สนธิ สนมาตร ก็มีผลงานเพลงออกมาบ้าง โดยส่วนมากจะเป็นการนำเพลงเก่ากลับมาขับร้องใหม่ ปัจจุบัน สนธิ สมมาตร ได้ไปทำธุรกิจเปิดร้านขายกาแฟ

เพลง ออกพรรษาที่เชียงคาน ขับร้องโดย สนธิ สมมาตร (คม คีรีบูน)

sonti sommart 05

เพลง มนต์รักแม่น้ำมูล ประกอบภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักแม่น้ำมูล ขับร้องโดย สนธิ สมมาตร

ด้วยพรสรรค์ในน้ำเสียงที่เป็นแบบฉบับของตนเอง จึงทำให้ผลงานเพลงของ สนธิ สมมาตร ประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังอย่างไม่รู้ลืม แม้ว่าจะผ่านยุคสมัยที่มีชื่อเสียงไปแล้ว แต่ด้วยความที่ สนธิ สมมาตร เป็นดั่งภาพสะท้อนอัตลักษณ์อีสานในบทเพลงที่แสนไพเราะ แว่วหวาน ปนเศร้า จนได้ฉายาว่า "ทูลทองใจของชาวอีสาน" ทำให้หวนนึกถึงภาพของภูมิลักษณ์พื้นที่วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมอีสานได้อย่างมีชีวิต อันเป็นความงดงามในวิถีวัฒนธรรมที่ควรได้รับการกล่าวถึงเพื่อสืบสาน พัฒนา ให้เป็นมรดกชาวอีสานสืบไป

นายสนธิ สมมาตร จึงได้รับเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช 2550 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

redline

backled1

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)