foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
ช่วงนี้ เศร้า หดหู่ วิตกกังวล สมองไม่แล่นจนไม่อยากเขียนบทความใดๆ เลยครับ สถานการณ์โรคระบาดจากพยาธิโควิดครั้งนี้รุนแรงมาก คนติดกันเยอะ ตายกันแยะเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ยังมีพวกที่เอาแต่สนุก เย้วๆ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวการระบาด ไปมั่วสุมทั้งในแหล่งการพนัน โบก ไพ่ ไฮโล สนุกเกอร์ ตลอดจนการกินดื่มร่วมกันแบบไม่ระวังตัว จนระบาดกลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ สงสารคนเฒ่าคนแก่อยู่บ้านที่พลอยติดไปกับลูกหลานขี้ดื้อหลายเด้อพี่น้อง เป็นตาซังแท้สู 🙏🙏🙏😁

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75

No. of Page View

paya supasit

ju juใจบ่โสดาด้วยเว้าแม่นกะเป็นผิด ใจบ่โสดาดอมเว้าดีกะเป็นฮ้าย

        ## แม้นไม่สบอารมณแล้วจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจได้ @รักกันไว้เถิด ##

mp3

tai orathai6

ต่าย อรทัย

tai best femail vocalกินข้าวหรือยัง?

ทำให้ ต่าย อรทัย ประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2547 รับรางวัลมาลัยทองจาก เพลงลูกทุ่งยอดนิยม นักร้องดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม และนักร้องหญิงยอดนิยม

จากภาพ การประกาศผลนักร้อง และงานเพลงลูกทุ่งยอดเยี่ยม รางวัลมาลัยทอง ประจำปี 2547 โดยสมาคมลูกทุ่งเอฟเอ็ม รางวัลเพลงยอดเยี่ยม และรางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ คัฑลียา มารศรี จากเพลง ให้กำลังใจตัวเอง ส่วนนักร้องชายยอดเยี่ยม ได้แก่ แจ๊ค ธนพล จากเพลง คนที่รอคอย นักร้องหญิงยอดนิยม ได้แก่ ต่าย อรทัย จากเพลง กินข้าวหรือยัง นักร้องชายยอดนิยม ได้แก่ ไมค์ ภิรมย์พร จากเพลง อยากให้เธอเข้าใจ

นักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรก ที่สามารถทำสถิติยอดขายอัลบั้มชุดแรก "ดอกหญ้าในป่าปูน" ได้ทะลุเกินกว่า 1,000,000 ชุด (โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจยุคเทปผี ซีดีเถื่อน) ชนิดม้านอกสายตา ด้วยเพลงฮิตสะกิดใจอย่าง โทรหาแหน่เด้อ ที่ถูกอกถูกใจแฟนเพลงทั่วประเทศ และล่าสุดกับผลงานชุดที่ 2 ขอใจกันหนาว ที่ฮิตติดลมบนจากเพลงที่ฟังง่ายๆ สบายๆ อย่างเพลง ขอใจกันหนาว, กินข้าวหรือยัง, ดาวเต้น ม.ต้น จนรายการโทรทัศน์หลายรายการต้องจองคิวไปสัมภาษณ์กันเลยทีเดียว ทั้ง ทไวไลท์โชว์ เจาะใจ สมาคมชมดาว เป็นต้น

ชื่อจริง : อรทัย ดาบคำ ชื่อเล่น : ต่าย
วัน-เดือน-ปีเกิด : วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2523 (ปีวอก)
ภูมิลำเนา : บ้านคุ้มแสนชะนี ตำบลพรสวรรค์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
บิดาชื่อ : นายสาง ดาบคำ มารดาชื่อ : นางนิตยา ดาบคำ
การศึกษา : ประถมศึกษาที่ โรงเรียนบ้านคุ้มแสนชะนี มัธยมศึกษาที่ โรงเรียนนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเอกสื่อสารมวลชน (ภาคพิเศษ)
ผู้ชักนำเข้าวงการ : พี่กุ้ง บ่าวข้าวเหนียว พี่สาวบ้านเชียง ครูเพลง : ครูสลา คุณวุฒิ
อัลบั้มสร้างชื่อ : ดอกหญ้าในป่าปูน เพลงสร้างชื่อ : ดอกหญ้าในป่าปูน, โทรหาแหน่เด้อ
รางวัลที่ได้รับ : รางวัลมาลัยทอง นักร้องลูกทุ่งยอดนิยมฝ่ายหญิงประจำปี 2546
อาหารที่ชอบ : ยำวุ้นเส้น อาหารอีสานทุกอย่าง
อนาคต : อยากเป็นชาวสวน (สวนผลไม้ สวนยาง)

ต่าย อรทัย กับความฝันของเธอในวัยเด็ก

tai orathai10"ต่าย - อรทัย ดาบคํา" นักร้องลูกทุ่งผู้พลิกผันชีวิตตัวเอง จากเด็กบ้านนอกที่มีความมุ่งมั่น และความพยายาม จนทําให้ในวันนี้เธอคือ นักร้องที่ดังสุดๆ จากชุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" และล่าสุดมีอัลบั้มชุด "ขอใจกันหนาว" ชีวิตที่พลิกผันจากสาวบ้านนาที่เดินตามความฝันของตัวเอง จนกลายมาเป็นนักร้องค่ายแกรมมี่ มียอดขายเทปกว่าหนึ่งล้านตลับ แต่กว่าจะมีวันนี้ชีวิตของดอกหญ้าในป่าปูนคนนี้ต้องพบกับอุปสรรคมากมายทั้งความยากจน อดมื้อกินมื้อ พ่อแม่แยกทาง แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอหมดกำลังใจแต่อย่างใด เธอกลับไขว่คว้าหาโอกาส จนวันหนึ่งโอกาสนั้นวิ่งมาหาเธอเอง เธอเล่าว่า

"ต่ายเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทางกันทิ้งต่ายไว้กับยาย และน้องอีก 3 คนต้องหารายได้จุนเจือครอบครัวด้วยการรับจ้างลอกปอ เกี่ยวข้าว ดายหญ้า ต้องหาบน้ำเป็นระยะทาง 2-3 กิโลทุกวัน ยากจนถึงขนาดที่ว่าปลาตัวนึงปกติกินคนนึง แต่ต้องเอาปลามาป่น และผสมน้ำเยอะๆ เพื่อให้กินได้หลายคน หลายวัน"

แม้ว่าจะยากจนแต่ ต่าย อรทัย มีความฝันอย่างหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไป นั่นคือ การเป็นนักร้อง "ต่ายเป็นคนชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฝันว่าอยากเป็นนักร้อง จึงไปประกวดร้องเพลงในงานสงกรานต์ ได้รางวัลชนะเลิศ แม้จะไม่มีพ่อแม่ไปให้กำลังใจเหมือนคนอื่นๆ แต่ก็ไม่หมดกำลังใจ เพราะเราอยากเดินตามความฝันของเรา แต่ต่ายก็ยังไม่ได้เป็นนักร้องเพราะตอนนั้นยังเรียนไม่จบ ก็เลยเลือกเรียนทั้งที่มีโอกาสเป็นนักร้อง จนเรียนจบ ม. 6 แต่ไม่มีเงินเรียนต่อ จึงเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนด้วยการช่วยแม่รับจ้างซักผ้าแล้วเรียนรามคำแหงไปด้วย ตอนนั้นชีวิตลำบากมากจากที่เคยอยู่ท้องนากว้างๆ ต้องมาอยู่ห้องเล็กๆ มุงสังกะสี ต่อมาเพื่อนชวนไปทำงานบริษัทยา ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงตีสอง เงินที่ได้ก็จะส่งเป็นค่าเช่าห้อง และให้ยาย เวลาที่คิดถึงยาย และน้องๆ ก็จะร้องเพลง "ทุ่งนางคอย" ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ "

แม้จะทำงานโรงงานที่สมุทรปราการ แต่ต่ายก็ยังไม่ทิ้งความฝันที่อยากเป็นนักร้อง จึงไปประกวดร้องเพลงหลายครั้ง สถานที่ฝึกฝนการขับร้องเพลงของเธอในยามนั้นคือ เวทีประกวดที่ฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการ เธอเคยดั้นด้นขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงทางช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ ที่รายการ "ชุมทางเสียงทอง" แม้ไม่ชนะ ล้มลุกคลุกคลานอยู่เช่นนี้ แต่ก็ทำให้ต่ายสานฝันได้สำเร็จ จนท้ายที่สุดได้มีโอกาสพบกับ ครูสลา คุณวุฒิ "อาจารย์ใหญ่" แห่งวงการลูกทุ่งยุคนี้ เธอจึงได้เข้าซุกปีกของค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่ จนได้เดินตามเส้นทางความฝันของเธอในวันนี้

tai orathai8

"ต่าย อรทัย" ต้องใช้เวลาบ่มตัวนานเป็นปี ก่อนอัลบั้มออกวางแผงในช่วงปลายปี 2545 แต่ก็สามารถลบล้างความเชื่อที่ว่า "เพลงโจ๊ะ หรือ เพลงโชว์สะดือ" เท่านั้นที่สร้างนักร้องให้ดังได้ เนื่องจากเพลงของต่ายในชุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" เป็นเพลงช้า ทำให้การต้อนรับจากแฟนเพลงในระยะแรกไม่ดังเปรี้ยงปร้าง กว่าเนื้อหาจะโดนใจแฟนเพลงก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่เมื่อฮิตฮอตแล้วก็ไม่มีอะไรมาหยุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" ของ "ต่าย อรทัย" ได้ และไม่น่าแปลกใจที่เธอได้รับ รางวัลมาลัยทองประจำปี 2546 ของคลื่นวิทยุเอฟ.เอ็ม. 95 ในฐานะ นักร้องหญิงยอดนิยม

รายการลูกทุ่งเอฟ.เอ็ม.ระบุว่า เพลง "โทรหาแหน่เด้อ" นี้อยู่อันดับ 4 มาสองสัปดาห์ต่อเนื่องกัน แต่ติดอันดับ 1 ใน 10 นานถึง 52 สัปดาห์ ถือว่ายืนอันดับนานกว่าเพลงอื่นๆ รวมถึงเพลง "อยากให้เธอเข้าใจ" ของ ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องชายค่ายเดียวกัน

ในปี 2554 ต่าย อรทัย ได้เป็นผู้หญิงที่มีผู้ค้นหาสูงสุดประจำปี 2554 ของกูเกิลไทยแลนด์ และได้รับรางวัล ผู้หญิงต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม ประจำปี 2554

สลา คุณวุฒิ ได้เคยกล่าวความรู้สึกเกี่ยวกับ ต่าย อรทัย ในรายการ ที่นี่หมอชิต ว่า

ต่าย อรทัย เป็นศิลปินคนแรก ที่บริษัทให้ครูสลาใช้ความสามารถเต็มรูปแบบ ทั้งบุคลิกภาพ เสื้อผ้า หน้าผม แนวเพลง ถ้าเปรียบเทียบครูสลาเป็นนักศึกษาหรือนักเรียน ต่าย อรทัย คือวิทยานิพนธ์ชิ้นสำคัญ เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ที่ทำให้เราได้ด็อกเตอร์ ในวันแรกๆ ที่เห็นต่ายออกทีวี เด็กที่ลำบากมากคนหนึ่งที่เราเห็นตั้งแต่วันแรกที่เจอ และอยู่มาวันหนึ่งได้เห็นต่ายได้ออกทีวี มีรายการดังๆ ต่างๆ หลายรายการสัมภาษณ์ต่าย เห็นทีไรจุก น้ำตาไหลทุกที ไม่อยากเชื่อว่าครูบ้านนอกคนหนึ่ง อยู่มาสามารถเขียนเพลงให้ลูกศิษย์ และพาลูกศิษย์ไปนั่งอยู่ในจุดที่สูงส่งมาก ในความรู้สึกของตัวเองและชาวบ้าน รู้สึกตื้นตันใจ "

tai album 2"ขอใจกันหนาว" พุ่งแรง
คอลัมน์ มาลัยลูกทุ่ง โดย เลิศชาย คชยุทธ (หนังสือพิมพ์มติชน)

ขณะที่ลูกกรุงโหมโฆษณาและอัดเอ็มวีกันเข้าไป แต่ยอดขายไม่ทะลุเปรี้ยงปร้างสักเท่าไหร่
นักร้องลูกทุ่ง 'ต่าย อรทัย' ก็มานิ่มๆ กับงาน "ขอใจกันหนาว" และก็ทำยอดเกินล้านตลับไปได้แบบสบายๆ แล้ว

18 ตุลาคม 2547

"เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย ผู้สาวบ้านไกลใจลอย บ่มีคนคอยเคียงเงา อยู่ในเมืองใหญ่ อุ่นกายแต่หัวใจหนาว วันๆ มีหลายเรื่องราว รุมเร้าให้คอยหวั่นไหว

ฝืนยืนสู้แค่ไหน นานไปแรงใจสุดท้อ หวั่นเกรงทางบ้านที่รอ แม่พ่อจะสู้จั๋งได้ ปัญหาหลายอย่าง สู้ตามลำพัวบ่ไหว พรุ่งนี้สิเดินอย่างไร เมื่อใจบ่มีคนเคียง

อยากมีพี่เลี้ยง เคียงข้างบนทางเปื้อนฝุ่น มอบใจอุ่นๆ กันหนาว กันท้อพอเพียง ยามเจ็บเห็นหน้า ยามมีปัญหายืนเคียง ยาวเหงาได้โทรฟังเสียง หล่อเลี้ยงหัวใจทุกคราว

ขอพึ่งแรงแห่งฝัน บันดาลให้เจอคนดี ให้สาวบ้านไกลคนนี้ ได้มีคนคอยเคียงเงา งานยุ่งเมืองใหญ่ ขอใจฮักมั่นกันหนาว ดูแลในทุกเรื่องราว ให้สาวดอกหญ้าอุ่นใจ"

ไม่ต้องสงสัยหรือต้องแปลกใจอะไรเลยที่เพลง "ขอใจกันหนาว" ของ ต่าย อรทัย ทำไม? เมื่อได้ฟังครั้งแรก ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจคอเพลงลูกทุ่งที่ชอบเพลงหวานซึ้งกินใจกันเสียแล้ว นอกเหนือไปจากน้ำเสียงหวาน ใส มีลีลาการเอื้อนที่พลิ้วไหวเป็นของตัวเองของ ต่าย อรทัย ที่ถือว่า "สอบผ่าน" มาจากผลงานก่อนหน้านี้ เช่น เพลงดอกหญ้าในป่าปูน, โทรหาแน่เด้อ, กินข้าวหรือยัง ฯลฯ

"หัวใจติดดิน สวมกางเกงยีนส์ตัวเก่า ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าเก้า แต่ใจสาวไม่ด้อยราคา...จะสวมมงกุฎดอกหญ้า ถ่ายรูปปริญญา ย้อนมาบ้านเรา..." เพลงดอกหญ้าในป่าปูนดังระเบิด เดินไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงของ ต่าย อรทัย ร้องเพลงนี้ดังมาจากสถานีวิทยุคลื่นต่างๆ

ความดังแรงของ "ต่าย อรทัย" นักร้องสาวชาวอุบลราชธานีคนนี้ ซึ่งใช้เพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นต้นแบบ แม้ว่าสุ้มเสียงจะไม่ถนัดไปในแนวของเพลงสนุกสนาน แต่ สลา คุณวุฒิ ก็ดึงเอาเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของนักร้องบ้านนอกคนนี้ออกมา จนเห็นความงดงามของบทเพลง ต่าย อรทัย ดังแรงจนรายการ "เจาะใจ" เชิญมาออกรายการเพื่อคุยกันถึงประวัติชีวิต และร้องเพลงทั้งของพุ่มพวงและของตัวเอง

tai orathai2เพลง ขอใจกันหนาว มีเนื้อหาที่ไม่ได้พิสดาร เพียงแต่ไม่เคยมีนักประพันธ์นำจุดนี้ ออกมาถ่ายทอดเป็นบทกลอน และบทเพลง สลา คุณวุฒิ มีความสามารถพิเศษที่หยิบเอาความรู้สึกในใจของหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่อยากมีแฟนสักคน ในยามที่พลัดบ้านมาทำงานในกรุงเทพฯ ออกมาเขียนเป็นเพลงลูกทุ่ง หนุ่ม-สาวที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดในต่างจังหวัดมาเรียนหนังสือ หรือมาทำงานทำการในเมืองใหญ่ ย่อมมีความเหงา และในที่สุดก็ต้องมีแฟนและอยู่กินกันฉันสามีภรรยา จุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของคนนี่แหละ สลา คุณวุฒิ ประพันธ์เป็นเพลง "ขอใจกันหนาว" ให้ ต่าย อรทัย ขับร้องได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

เพลงนี้เป็นเพลง 4 ท่อน แต่แทนที่จะร้องไป 4 ท่อนแล้วฟังดนตรี เพื่อนักร้องจะกลับมาร้องซ้ำอีกครั้งในท่อนแยก (ท่อน 3) หรือท่อนสุดท้าย (ท่อน 4) แต่ สลา คุณวุฒิ ตั้งใจให้ต่าย อรทัย ร้องไป 3 ท่อนแล้วต่อด้วยดนตรี จากนั้นจึงค่อยร้องท่อนสุดท้าย แล้วจึงมาฟังดนตรีสลับอีกครั้ง จากนั้นจึงมาร้องซ้ำในเพลงท่อนสุดท้ายอีกรอบ เป็นอันจบเพลง นี่คือการสร้างสรรค์งานเพลงแนวใหม่ ที่นานๆ จะมีแบบนี้สักครั้ง ฟังจากวิทยุ ดูจากทีวีครั้งเดียวก็ติดใจและต้องการฟังซ้ำ หรือรอฟังไม่ไหวก็ต้องหาซื้อเทป ซื้อซีดีมาเปิดฟัง

การร้องและการพูดหน้าเวทีของ ต่าย อรทัย หากจะเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นก็ไม่ต้องสงสัย เพราะบริษัทแกรมมี่ ที่เป็นต้นสังกัดได้จัดคอร์สอบรมให้กับนักร้องในสังกัด เพื่อจะได้ร้องได้ดี พูดหน้าเวทีได้คล่องแคล่ว เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลง ไม่ใช่ถือว่าร้องเก่งแล้ว ไม่ต้องฝึกกันอีกคงไม่ได้ หรือการพูดหน้าเวที ถ้าเล่นกับแฟนไม่เป็น ทำเป็นเงอะๆ งะๆ วางหน้า วางตัวไม่เข้าท่า รับรองว่าแฟนเพลงหนีหมด กระทบมาถึงบริษัทเทป ซึ่งจะขายเทปขายซีดีไม่ออก เวลาไปจัดคอนเสิร์ตก็มีคนดูน้อย ติดตามกันต่อไป นักร้องสาว "ต่าย อรทัย" จะเป็นอย่างไรในวันข้างหน้า

tai orathai3"ต่าย-อรทัย" น้ำตาริน
"สมาคมชมดาว" สานฝันเป็นจริง

tai orathai4กระแสเพลง "โทรหาแนเด้อ" ดังเป็นพลุแตก "สมาคมชมดาว" เลยต้องรีบคว้าตัวนักร้องลูกทุ่งดาวรุ่งสาว ต่าย อรทัย เจ้าของปรากฏการณ์ล้านแล้วจ้า!! มาพูดคุยเพื่อเอาใจคอเพลงลูกทุ่งกันเป็นพิเศษ ต่าย เปิดใจถึงชีวิตก่อนได้เป็นนักร้องดังให้ฟังว่า

"แค่ได้ร้องเพลงทำอัลบั้มก็ถือว่าฝันเป็นจริงแล้ว ไม่เคยคิดว่าเพลงจะขายได้ถึงล้านม้วน เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ จากสาวโรงงานที่มีรายได้แค่ วันละ 200 กลายเป็นศิลปินดังที่มีรายได้ 6 หลักต่อเดือน แต่ถึงจะหาเงินได้มากแค่ไหน ก็ไม่เคยลืมตัวว่าเราเคยลำบากมาก่อน เงินที่ได้มาส่วนใหญ่ต่ายจะเอาไปปรับปรุงซ่อมแซมบ้านใหม่ ให้ พ่อ-แม่ ยาย และน้องๆ ที่อุบลราชธานี อยากให้พวกเค้ารู้ว่าต่ายรักและแคร์ทุกคนที่บ้านมาก เพราะต่ายเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด น้องๆ เลยคิดว่า ต่ายไม่รัก" พูดถึงไม่ทันไร 2 แหม่ม รีบงัดวีทีอาร์ที่น้องชายพูดถึงพี่สาวออกมาให้ฟังจน ต่าย นั่งน้ำตารินอยู่พักใหญ่ ชนิดที่ทำเอาแฟนเพลงในสตูฯ พลอยปลื้มใจตามไปด้วย

นอกจากนี้ สมาคมชมดาว ยังสร้างเซอร์ไพรส์ต่อ ด้วยการลงทุนเปิดประตูสตูดิโอต้อนรับเพื่อนๆ โรงงานร่วมร้อยชีวิต จากสมุทรปราการ เข้ามานั่งชมมินิคอนเสิร์ตจากต่ายกันอย่างจุใจ ให้สมกับที่เธอตั้งใจและวาดฝันไว้ว่า สักวันจะเล่นคอนเสิร์ตให้เพื่อนโรงงานดู บรรยากาศมินิคอนเสิร์ตในสตูฯ ชมดาว ประทับใจผองเพื่อน และผู้ชมทางบ้านจริงๆ ครับ เพราะตอนรุ่งเช้า มีเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน พูดถึงเธอด้วยความชื่นชม และตบท้ายด้วยการยืมซีดีเพลงจากผมไปฟังบ้าง (ไม่ค่อยลงทุนเลยนะ) (ออกอากาศคืนวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2547)

บันทึกเมื่อ 1 สิงหาคม 2547

 tai orathai20

ติดตามความเคลื่อนไหว ต่าย อรทัย ได้ทาง Facebook Fanpage

สัมภาษณ์พิเศษ ต่าย อรทัย

ต่าย อรทัย ได้ส่งเสียงหวานๆ ให้แฟนเพลงทั่วประเทศมานานถึง 16 ปี คงไม่มีใครไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินเพลงของนักร้องลูกทุ่งเสียงดีคนนี้แน่ๆ เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ถึงการทำงานตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเป็นกันเองยิ้มแย้มแจ่มใสตามสไตล์สาวอีสานของเธอ

Q : เข้าวงการมากี่ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา?

A : ปีนี้เข้าปีที่ 16 แล้วค่ะ มีอัลบั้มชุดหลัก 11 อัลบั้มแล้ว นอกนั้นจะเป็นชุดพิเศษไปแจมกับคนอื่นๆ

Q : ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้เราเข้าวงการมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

A : ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นนะคะ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน เปลี่ยนเข้ากับยุคสมัยใหม่ ก็เชื่อว่าทั้งคนฟังเพลงเอง หรือนักร้องเอง และคนที่อยู่ในวงการ ค่ายเพลงต่างๆ ก็คิดว่า ก็น่าจะมีการพัฒนาเอกลักษณ์ของความเป็นลูกทุ่ง แต่ว่าอันนี้คือเราก็คงดูบรรยากาศของแฟนเพลง ความชอบ ความนิยมในแต่ละยุคสมัย เราจะเขียนเพลง เราจะนำเสนอตัวเองยังไง ให้ไปด้วยกันได้ มีการพัฒนามาเรื่อยๆ

tai 19

    เพลงของเราเองก็มีการเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เปลี่ยนมาเรื่อยๆ เท่าที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับครูสลา ครูเพลงทุกท่าน แล้วก็ทางบริษัทด้วย จะดูว่าบรรยากาศภาพรวม ความชอบ ความนิยมของแฟนเพลงเป็นยังไง ซึ่งแน่นอนว่า เอกลักษณ์ของต่ายจะเป็นเพลงช้า แต่ว่าช้ายังไงเราถึงจะกลมกลืน อย่างในช่วงแรกๆ เราจะเป็นจังหวะสนุกๆ ใช่มั้ยคะ ทุกคนจะแจ้งเกิดในเพลงสนุกๆ แต่มันจะมีอะไรที่หยิบจากตรงนั้นมาพัฒนาปรับเปลี่ยนให้มันเป็นตัวเองได้

Q : เราเข้ามาในวงการ 16 ปี เรามีวิธีรักษาชื่อเสียงตัวเองยังไง เพราะเราก็เป็นนักร้องลูกทุ่งน้ำดี ไม่ค่อยมีข่าวเสียหายให้ได้ยินเลย?

A : ถ้าลำพังแค่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ ก็คิดว่าทั้งตัวเองด้วยที่หมายถึงซื่อสัตย์ในอาชีพของตัวเองแล้ว พยายามสร้างวินัยให้กับตัวเอง ว่ามาตรฐานที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ให้เราตรงไหน แล้วก็มีเรื่องอะไรบ้าง เราจะอยู่ตรงนี้ เราจะดูแลตัวเองได้ยังไง แล้วมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ โชคดีมีคนดีๆ ที่คอยบอกเรา บางครั้งเราอาจจะเผลอแวะข้างทางไปนิดๆ เล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่ความคิดเอง เรากว่าจะมาได้ขนาดนี้ ไม่ได้สู้แค่วันสองวัน คำพวกนี้นั่นเอง และความหวังดีของทุกคน ก็มาคอยเสริม เราเป็นคนที่ชอบคิดอยู่แล้วในหลายๆ เรื่อง ทุกคนหวังดี ถ้าเราไม่ฟังแล้วใครจะมาดูแลเราได้ ใครจะช่วยเราได้ ถ้าวันหนึ่งมันผิดพลาดไปแล้วจริงๆ

Q : เราดังได้โดยที่ไม่ต้องโป๊?

A : (ยิ้ม) คือนักร้องในหลายยุคที่ผ่านมานะคะ ก็แล้วแต่เอกลักษณ์ อย่างสมัยก่อนเท่าที่มีโอกาสได้เห็น ยกตัวอย่างอย่างแม่ผึ้ง พุ่มพวง แม่ผึ้งเองก็ไม่ได้โชว์นะคะ แต่ก็มีนักร้องอีกค่ายอื่นที่โชว์ความสามารถของตัวเอง และอาจจะโชว์วับๆ แวมๆ อาจจะด้วยความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน อย่างแม่ผึ้งสามารถร้องได้ทั้งช้า ทั้งสนุกสนาน ทั้งเร็ว ทั้งตลก ทะลึ่งตึงตังได้หมดทุกอารมณ์ แต่ศิลปินบางคนความลงตัวก็อาจต้องโชว์ อันนี้คิดว่าความลงตัวและความสามารถของคน ซึ่งต่ายเองก็ถูกวางไว้อย่างนี้ แล้วก็ด้วยความที่ตัวเองแต่งอย่างอื่นไม่ลงตัวเท่าอย่างนี้ ก็คิดว่าเคยเป็นอย่างนี้และก็มาอย่างนี้มาตลอด

Q : เคยมีการลองเปลี่ยนลุคดูบ้างไหม ให้เป็นสาวเปรี้ยว ดูทันสมัย เป็นสาวเมืองกรุง?

A : ปรับเปลี่ยนให้มีดีไซน์แปลกๆ นั้นมีแน่นอน แต่เปลี่ยนปรับจากลุคเรา ให้ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยทั้งหมด ก็ไม่ใช่แล้ว อย่างช่วงปีแรกๆ มีการหาเสื้อผ้ามาหลายแนวมากนะคะ กว่าเราจะลงตัวใส่มาทุกอย่าง มีการเทสต์ก่อน ใส่กระโปรง ใส่ชุดแซก ลองมาหมดแล้ว จากที่เราลองคุยกับคอสตูมแล้ว ไม่ใช่ ไม่ผ่าน ด้วยน้ำเสียงเราเป็นอย่างนี้ การวางรูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างนี้ บุคลิกเราเป็นอย่างนี้ เหมาะกับชุดแบบนี้ เสื้อผ้าในสไตล์แบบนี้

Q : เคยคิดวางแพลนถึงอนาคตตัวเองในวงการนี้ไหม?

A : ก็ไม่เคยกำหนด (หัวเราะ) ไม่เคยกำหนดว่าจะถึงอายุเท่าไร ก็ร้องไปจนกว่าตัวเองจะร้องเพลงไม่ไหว ค่อยว่ากันอีกที ว่าวันนี้ตัวเราจะยังร้องเพลงอยู่ แต่อาจจะทำควบคู่กันไป เหมือนกับอยู่ดีๆ แล้วมีความฝันด้านอื่น หายไปเลยหรือออกไปเลย ก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น

Q : อัลบั้มเราเป็นอัลบั้มที่ 11 แล้ว ในปัจจุบัน มันมีเทปผีซีดีเถื่อน เพลงให้โหลดฟรี เรื่องนี้มันมีผลกระทบกับตัวเราไหม?

A : มีค่ะ แล้วก็ยิ่งทุกวันนี้คือยอดการซื้อซีดีมันลดลงอยู่แล้ว และพฤติกรรมการฟังเพลงของแฟนเพลงทุกวันนี้ก็เปลี่ยนไปหมดเลยนะคะ ก็แทบจะทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็ตาม ต่างก็มีสื่ออยู่ในมือ ก็โหลดเพลงมาฟัง ยอดซีดีก็ลดลงตามไปด้วย อย่างเมื่อก่อนถ้าย้อนไปเมื่อ 5-10 ปี เทปผีซีดีเถื่อนอันนั้นเรามีผลกระทบ แต่ทุกวันนี้คนจะฟังเพลงผ่านการฟังยูทูบบ้าง หรือว่าการโหลดเพลงมาไว้ฟังในมือถือ อันนั้นมีผลโดยตรงเหมือนกัน

tai 21

     อย่างยอดซีดีมันอาจจะพอมี หมายถึงว่า ณ ปัจจุบันนี้ แฟนคลับที่เป็นแฟนคลับจริงๆ เค้าก็จะบอกว่า ซื้อแล้วขอลายเซ็นเก็บไว้เป็นแบบของสะสม ด้วยความที่ว่ารักในตัวศิลปิน ซื้อเก็บสะสม อาจจะได้มีโอกาสฟังในรถ อย่างเวลาเดินทางไปทำงานได้เปิดฟัง แต่ถ้าได้อยู่บ้านจริงๆ อาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะเปิดในโทรศัพท์มากกว่า ก็ยังคงมีได้อยู่ หมายถึงว่ายอดซีดี ยูทูบ ยอดต่างๆ ตอนนี้บอกไม่ได้ว่าได้จากยอดซีดี จากเทปอย่างเดียว มันไม่ใช่แล้ว ก็จะเป็นการกระจายรายได้ไปส่วนอื่น

Q : ห่างหายจากการทำเพลงจากอัลบั้มที่แล้วไปกี่ปี?

A : จากชุดที่ 10 ก็ 3 ปีแล้วค่ะ ด้วยจังหวะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างด้วย ด้วยตัวของเพลงยังไม่ได้อย่างที่โปรดิวเซอร์อยากจะได้ ก็เลยใช้เวลา 3 ปีรวบรวมเพลง ทัวร์คอนเสิร์ตแทน

Q : ล่าสุดที่เราเปลี่ยนลุคแต่งหน้า แล้วคล้าย น้ำตาล ชลิตา มีนิตยสารติดต่อเราไปลงปกบ้างไหม?

A : ยังค่ะ แต่ว่าตอนนี้หลายคนก็ยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่ เราก็ไม่ค่อยแต่งลุคนี้เหมือนกันค่ะ อย่างไปงานรับรางวัลเอย นิตยสารอื่นก็ยังไม่มีค่ะ อาจจะมีแบบวินเทจบ้างก็จริง อาจจะมีทรงผมที่ยังเหมือนเดิม เสื้อผ้าอาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ยังไม่มีเปลี่ยนไปขนาดนี้

Q : ทำงานมา 16 ปี อยากจะลองเปลี่ยนลุคในแบบเซ็กซี่ดูบ้างไหม?

A : จริงๆ เป็นคนที่ชอบดูหนังสือ ดูแฟชั่นนะ ชอบซื้อหนังสือนิตยสารที่มีการถ่ายแบบในแนวต่างๆ ชอบมากๆ แล้วก็มีแอบคิดเล่นๆ ถ้าสมมติเราแต่งในสไตล์อย่างนี้ เราจะเหมือนมั้ยนะ จะผ่านรึเปล่า เคยคิดเล่นๆ แต่หลังจากที่เปลี่ยนลุคมา ก็ไม่มีใครติดต่อ

Q : ถ้ามีจะรับไหม?

A : ก็ยินดีนะคะ แต่เบื้องต้นคงดูภาพรวมก่อนนะคะว่า มันจะผิดลุคเราไปมากน้อยแค่ไหน แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว เราชอบแบบนี้ จะไปใส่สายเดี่ยวมันก็รู้สึกไม่มั่นใจค่ะ เราเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยลองใส่นะ สายเดี่ยว แขนกุด เสื้อกล้าม พวกนี้ลองมาหมดแล้ว แต่มีความรู้สึกใส่ปุ๊บส่องกระจก พวกนี้มันก็สวยดีเนอะ แต่พอก้าวขาออกจากบ้าน ก็รู้สึกไม่มั่นใจ หาเสื้อคลุมใส่ทันทีเลย จนมาทุกวันนี้ค่ะ และก็อย่างผู้ใหญ่วางลุคไว้ คือเราเห็นเรารักษามาตรฐานตัวเองมา ด้วยนิสัยความชอบของเรา มันก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรมากค่ะ

tai 22

Q : เราอยู่ค่ายแกรมมี่โกลด์มาแต่แรกเลยใช่ไหม?

A : ค่ะ

Q : เซ็นสัญญาอะไรยังไง?

A : เซ็นสัญญาครั้งแรกเลย 6 ปี ล่าสุดก็เป็น 10 ปี แต่ว่าอันนี้เป็น 10 ปีสุดท้ายแล้วนะคะ ก็จะหมดกลางปีนี้ จะต่อหรือไม่ ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ

Q : เราอยู่ตรงนี้มานาน ถ้าเกิดว่าเราจะไม่ต่อสัญญาแล้ว มันจะมีผลอะไรไหม?

A : ก็เดี๋ยวอยู่ที่การพูดคุยและการตกลงกันค่ะ

Q : ถ้าจะไม่ต่อสัญญา ก็จะเป็นนักร้องอิสระ?

A : แต่ก็ไม่ไปไหนนะคะ เราอยู่ด้วยสัญญาใจ แกรมมี่ก็ถือว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งที่อบอุ่นและดูแลเรา แจ้งเกิดที่นี่ และเราก็ไม่ไปไหนอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะยังอยู่ ต่อสัญญาหรือไม่ต่อสัญญาก็ตาม ก็ไม่ไปไหนอยู่แล้วค่ะ

Q : เราไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องความรักหรือเปล่า?

A : จริงเหรอคะ (ยิ้ม) คิดว่าความรักมันอยู่กับทุกคน เป็นคนไม่ได้มีความลับอยู่แล้ว มีคิด มีฝัน อยากมีครอบครัว มีเป้าหมาย แต่มันอยู่ตรงที่ว่าใครจะเข้ามา ยังไง อะไรแบบไหน มันก็มี เราคิดมากอยู่แล้ว

Q : ปีนี้เราอายุเท่าไรแล้ว?

A : 37 แล้วค่ะ

Q : มีคนเข้ามาบ้างไหม มีคนคุย หรือคนที่เราดูๆ ไว้บ้างไหม?

A : (ยิ้ม) ยังไม่มีค่ะ เราทำงานตลอด มีหลังมานี้แม่บ้าง ยายบ้างหรือญาติๆบ้าง เริ่มถามแล้วว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีลูกเต้าจะอยู่ยังไง เราก็บอก อยู่อย่างนี้แหละแม่ ก็คุยกับแม่ แต่ว่าในกลุ่มเพื่อนๆ เอง ก็มีทุกแนวเลยนะคะ หลายรุ่นหลายอายุ เป็นรุ่นพี่ก็มี เค้าก็มีครอบครัวแล้ว บางคนก็เลิกไปแล้ว เพื่อนบางคนอาจจะรุ่นน้องรุ่นเด็ก อาจจะรักๆ เลิกๆ เจอกันก็จะเล่าสู่กันฟังตลอด ว่าเป็นยังไง โอเคมั้ย

Q : หรือว่าเรากลัว?

A : ก็ไม่ได้กลัว เหมือนว่าเราไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น เราก็สัมผัสได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเจอปัญหาอย่างนี้เนอะ

Q : หรือกะรอให้พร้อม?

A : พร้อมแล้ว (ยิ้ม) แต่ถามว่ากลัวมั้ย มันก็ไม่เชิงว่าจะกลัวซะจนเราแย่ หรือเป็นเหตุผลหลักๆ คือมันก็มีบ้างอยู่แล้วในความรู้สึกของเรา บางทีเราก็เหงา แล้วแต่ห้วงอารมณ์มันไม่เหมือนกัน

tai 23

Q : หรือว่าเรามี แต่เราไม่บอก?

A : (หัวเราะ) ไม่หรอกค่ะ คือถ้าเป็นวันหยุดปุ๊บ เราก็เที่ยว นัดไปเที่ยวกับเพื่อนซะส่วนใหญ่

Q : มีคนเข้ามาจีบไหม?

A : ไม่มี คือเรามองไม่เห็น เราทำงานไง อย่างน้องผู้จัดการเค้าจะเห็นมากกว่า อย่างสมมติว่า เราไปงานคอนเสิร์ต ตั้งใจทำงาน อยู่บนเวที พอเราลงเวทีมา ใครที่มองเราบ้าง เราก็ไม่รู้ ไปแล้วก็ถ่ายรูปเสร็จต่างแยกย้ายกลับ

Q : มีความรู้สึกว่าอยากมีแฟนบ้างไหม?

A : ก็อยากมีนะ (หัวเราะ) ลุ้นกันต่อไปค่ะ แม่ ยาย ย่า ก็ถามกันเยอะ

Q : มีสเปกหนุ่มในฝันเราไหม?

A : ไม่รู้ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มันจะเปลี่ยนรึเปล่า (ยิ้ม) คือเราไม่รู้ว่า ผู้ชายบางคนเค้าเข้ามา จะเป็นคนดีจริงมั้ย ชีวิตเราสู้มาจนถึงวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะคิดมากอยู่นิดหนึ่ง เค้าพร้อมที่จะดูแลเรา และเราอยู่ได้อย่างมีความสุขสบายใจรึเปล่า หรือว่าเข้ามาแล้วเราแย่ลง ก็คิดอยู่แล้ว ลูกผู้หญิงด้วย แล้วเราก็อยู่ตรงนี้ด้วย

Q : เราบริหารการเงินเรายังไง?

A : ชีวิตลำบากมันก็เป็นอุทาหรณ์เหมือนกันนะคะ ชีวิตเราลำบากตั้งแต่เด็กๆ เลย คือจริงๆ เป็นคนคิดตลอดเวลา แต่ไม่ถึงกับว่าคิดมากไร้สาระนะคะ คิดในทุกๆ เรื่อง อย่างการใช้ชีวิตก็ตาม แม้แต่การไปซื้อของส่วนตัว เราอยากได้มาก เรารู้สึกว่าเราฟุ่มเฟือยเกินไปรึเปล่า ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลให้เราระมัดระวังตัวเอง พอเราไปทำงาน เราต้องใช้ความสามารถแลกกับเงิน แล้วเราเดินทางตลอด ความเสี่ยงในชีวิตมันเยอะ ก็เลยคิดว่าดูแลตัวเองให้ดี และเก็บตังค์ให้มันได้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้า ความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้นอยู่แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่าเราอย่าประมาทดีกว่า ก็เลยต้องมีสติ ดูแลตัวเอง แบ่งเงินดูแลครอบครัวยังไง พ่อแม่และยาย ญาติพี่น้องก็มีดูแลซัพพอร์ตบ้างที่จำเป็น

tai 20

   ตัวเราเองในชีวิตประจำวันใช้จ่ายยังไง เราก็เก็บไว้เผื่อวันหนึ่งเราจะฉุกเฉินขึ้นมา เราต้องเก็บเพื่อว่าวันหนึ่งเราอยากจะมีฝันอะไรบางอย่างที่มากกว่าการร้องเพลง แล้ววันหนึ่งถ้าเราพร้อมเราสามารถจะทำได้เลย เราฟังผู้ใหญ่มามากด้วย เลยกลายเป็นคนที่จะทำอะไร ก็ต้องคิดไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ได้มาใช้ไปๆ เราไม่ใช่คนงกนะ แต่ใช้เงินเป็น คือค่อนข้างเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร เลยต้องหาจุดแข็งในตัวเอง โดยกลายเป็นว่าจะทำยังไงในการเลี้ยงน้อง เราต้องตั้งใจหางาน คอนเสิร์ต ดูแลตัวเอง สร้างมาตรฐานให้ตัวเองมีระเบียบวินัย ยืนได้ด้วยความสามารถตัวเองแบบไหน ก็คุยกับน้องทีมงานและญาติๆ ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงานคอนเสิร์ตแล้วจะอยู่ยังไง ก็เหมือนเราบอกคนอื่น แล้วเราก็บอกตัวเองด้วย ไม่ใช่ได้มาใช้ไปๆ วันหนึ่งมันจะหมด เพราะเราเองก็หามาลำบากค่ะ

สัมภาษณ์เมื่อ พฤษภาคม 2560

เส้นทางตลอด 20 ปี ของ 'ราชินีดอกหญ้า' | ต่าย อรทัย | ป๋าเต็ดทอล์ก

 

redline

backled1

 

mp3

jintara 09จินตหรา พูนลาภ

จินตหรา พูนลาภ หรือชื่อจริงตามบัตรประจำตัวประชาชนคือ ทองใบ จันทร์เหลือง เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2512 ในครอบครัวเกษตรกรรม บิดาชื่อ นายประไพร จันทร์เหลือง มารดาชื่อ นางจันทร์ จันทร์เหลือง เกิดที่บ้านจานทุ่ง ตำบลสิงห์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนบ้านจานทุ่ง จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

และจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชานาฏศิลป์และการละคร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เมื่อปี พุทธศักราช 2547 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อปี พุทธศักราช 2550

เป็นลูกคนที่ 4 จากทั้งหมด 5 คนของครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีความสนใจในการร้องเพลงมาตั้งแต่ยังเด็ก เคยเข้าร่วมการประกวดร้องเพลงที่จังหวัดขอนแก่น และหลังจากชนะการประกวดในครั้งนั้น จึงได้รับการชักชวนจาก "เฮียยิ้ง" ชาย สีบัวเลิศ นักจัดรายการวิทยุเพลงลูกทุ่ง เพื่อเข้าเป็นนักร้องบันทึกเสียงกับ ค่ายแกรมมี่ ผลงานเพลงชุดแรกที่บันทึกเสียงคือ "ถูกหลอกออกโรงเรียน" โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายปรีชา ทรัพย์โสภา นักจัดรายการวิทยุประเภทเล่าข่าวยามเช้าที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมในสมัยนั้น และประสบความสำเร็จตามมาด้วยเพลง "วานเพื่อนเขียนจดหมาย" ทำยอดขายได้ 8 แสนชุด งานเพลงในยุคแรกเป็นแบบลูกทุ่งภาคกลาง และลูกทุ่งอีสาน แต่หลังจากมีผลงาน 4 ชุด ได้เริ่มออกผลงานแนวหมอลำซึ่งได้เสียงตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม

หลังออกอัลบั้มชุดที่ 16 ชาย สีบัวเลิศ ผู้ปั้น จินตหรา พูนลาภ ให้โด่งดัง ได้แยกตัวออกจากสังกัดเดิม ค่ายแกรมมี่ มาเปิดเป็นค่ายใหม่ชื่อ มาสเตอร์เทป โดยได้ จินตหรา พูนลาภ มาเป็นศิลปินเบอร์หนึ่งของค่าย

jintara 07

จินตหรา พูนลาภ ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในการร่วมงานกับนักร้องรุ่นพี่ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ในเพลง "แฟนจ๋า" และ "มาทำไม" และในปี พ.ศ. 2547 ได้ร่วมแสดงบนเวที MTV Asia Music Award ที่สิงคโปร์ กับ ธงไชย แมคอินไตย์ แคทรียา อิงลิช และ นัท มีเรีย

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 จินตหรา พูนลาภ ได้เซ็นสัญญากับค่ายใหม่ อาร์สยาม ในสังกัดอาร์เอส หลังจากที่ค่ายเดิมคือ มาสเตอร์เทป ปิดตัวลงไป

ชีวิตครอบครัว สมรสกับ กอบกิตติ กวีสุนทรกุล หรือ "จังโก้" นักประพันธ์เพลงสังกัดค่ายเพลงพันธมิตร และผู้จัดการวงดนตรีจินตหรา พูนลาภ

ในหน้า "ภาษาอีสานจากเพลง" ได้นำเสนอมีทั้งกลอนลำและเพลงที่ถูกใจสะท้อนชีวิตอย่าง แอบรักหนุ่มยาม เป็นกลอนลำแบบทางขอนแก่น ผลงานของครูเพลง ดาว บ้านดอน เพลง รักโผล่โสนแย้ม สำหรับคนอกหักอีกแล้วครับ แต่ถ้าฟัง ท่วงทำนองก็ม่วนหลายเด้อ เพลง น้ำตาสาววาริน ความช้ำเมื่อคนรักไม่มาตามสัญญา รอแล้วรอเล่าจนงานแห่เทียนผ่านไปอีกปี และยังมีเพิ่มเติมเพลงใหม่ๆ อีกหลายเพลงถ้าสนใจก็ไปดูกันได้

jintara 10
อยู่ในวงการมานานผ่านมาหลายยุค ลุคการแต่งตัวก็เปลี่ยนไป

jintara 02แล้ว สาวจินตหรา พูนลาภ ก็กระหึ่มวงการเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ทั้งแฟนลูกทุ่ง และสตริง เมื่อ ป๋าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ นำเธอมาร่วมร้องเพลง "แฟนจ๋า" ในอัลบั๊มชุด แฟนจ๋า จนเป็นที่ฮือฮาด้วยความใสซื่อของฅนอีสานแท้ๆ  และเธอยังได้ไปร่วมงานบนเวที MTV Music Award 2004 ที่สิงคโปร์ กับป๋าเบิร์ด น้องแคท และนัท มีเรีย อีกด้วย ให้มันรู้กันไปเลยว่าไผเป็นไผ จริงไหมน้องจิน?

"จินตหรา พูนลาภ" ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

jintara 04นับเป็นเวลากว่า 16 ปี แล้วบนเส้นทางการเป็น "นักร้อง" ของสาวเสียงพิณ จินตหรา พูนลาภ เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เธอจะต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งในเรื่องหน้าที่การงาน และเรื่องชีวิตส่วนตัว แต่มาถึงวันนี้ เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการทำงานให้กับบรรดาแฟนเพลงของเธออย่างเต็มที่โดยไม่รู้จักเหนื่อย จักท้อ ทำให้ในวันนี้เธอประสบความสำเร็จได้ก้าวขึ้นมายืนในตำแหน่งนักร้องลูกทุ่งอันดับหนึ่งของประเทศไทยแล้ว

จินตหรา พูนลาภ ได้กล่าวถึงเรื่องของการทำงานว่า "จินทำงานแทบจะทุกวัน เวลาพักผ่อนก็จะเป็นเวลากลางวัน ได้นอนวันละประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นเช่นนี้มา 16 ปีแล้ว ตั้งแต่เข้าวงการเป็นนักร้อง ในหนึ่งปี จินจะได้พักจริงๆ ก็ประมาณ 5-6 วัน"

jintara 03ก่อนจะมาถึงวันนี้ ชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอบอกว่า "ชีวิตของจินในช่วงที่เล่นคอนเสิร์ตอยู่นั้น มันก็มีปัญหา และอุปสรรคให้แก้ไขอยู่บ่อยๆ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ เพราะมีกำลังใจที่ดีจากแฟนเพลง" เธอยังบอกต่ออีกว่า "แฟนเพลงสำคัญกับจินมาก การเป็นนักร้องมันก็แปลกเหมือนกัน เขาสร้างขึ้นมาอยู่กับเขา สร้างโดยที่ว่าเราต้องเป็นแบบนี้ ต้องเหนื่อยแบบนี้ แต่ว่าได้กำลังใจแล้วเราก็คิดซะว่า เทวดาสร้างมาให้เป็นคนของประชาชน ประชาชนก็ได้ความสุขกับสิ่งที่เราทำ เราก็ได้ความสุขจากงานเรา ได้สิ่งตอบแทนคือกำลังใจ เหมือนกับแลกเปลี่ยนความสุขของกันและกัน มันกลายเป็นว่า เรารู้สึกไม่ได้พัก เราเหนื่อย จินกลับมองว่ามันชดเชยกัน ความสุขของแฟนเพลง ความสุขของจินที่จินได้รับมามันคละเคล้ากันไป ถึงจะลำบาก แต่กำลังใจที่ได้รับจากบรรดาแฟนเพลง ทำให้หายเหนื่อย และมีกำลังใจในการทำงานต่อไป เพื่อบรรดาแฟนเพลงและคนรอบข้าง"

jintara 06เคล็ดลับ : จินตหรา พูนลาภ ใช้ส้มตำเรียกพลังเสียง

แม้ว่านักร้องลูกทุ่งสาว "จินตหรา พูนลาภ" จะมีน้ำเสียงที่แหบพร่า แต่ก็ยังเป็นแหบมหาเสน่ห์ ขวัญใจประชาชนมานานนับสิบปี สาวจินเธอมีเคล็ด(ไม่) ลับ ในการเรียกพลังเสียงก่อนขึ้นคอนเสิร์ตทุกครั้งว่า

"ส้มตำค่ะ" ส้มตำเผ็ดๆ รสจัดๆ จะทำให้การร้องเพลงของเธอในแต่ละคืนมีเสียงที่ก้องกังวาล เพราะต้องร้องเพลงคืนละหลายสิบเพลง แถมยังไม่มีเว้นอีกต่างหาก โดยทีมงานในวงดนตรี จินตหรา พูนลาภ จะทราบกันว่า สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับวงก็คือ อุปกรณ์ในการตำส้มตำ ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ, ครก-สาก และเครื่องปรุงรส ต้องติดรถไปทุกครั้ง จะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่ห้ามลืมสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด

"หนูจิน" ยังแอบกระซิบมาด้วยว่า เสียงจะดีมากดีน้อย ขึ้นอยู่กับความเผ็ดของส้มตำ ถ้าเผ็ดมาก หลอดลมก็โล่ง ไม่มีอะไรติดขัด ส่วนการกินส้มตำ ต้องใช้วิธีมะรุมมะตุ้มกินกันทั้งวงเท่านั้น ถึงจะแซ่บอีหลี เด้อ...

ผลงานเพลงอื่นๆ

  • ร่วมร้องเพลง ในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
  • เพลงพิเศษ "บารมีพระแม่เมือง" ประพันธ์โดย ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ในชุดพิเศษ "เพลงเฉลิมพระเกียรติ สดุดี สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ"
  • ร่วมงานกับ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ในเพลง "แฟนจ๋า" และ "มาทำไม" ในอัลบั้ม ชุดรับแขก และเพลง "ซ่อมได้"(เวอร์ชันหมอลำ) ในอัลบั้ม แฟนจ๋า...สนิทกันแล้วจ้ะ
  • จากการร่วมงานกับ ธงไชย แมคอินไตย์ ทำให้ยอดขายรวม เทป ซีดี และวีซีดี อัลบั้ม "ชุดรับแขก" เป็นยอดขายสูงสุดของประเทศไทย จำหน่ายได้ 5ล้านชุด และได้มีโอกาส ขึ้นเวที MTV Asia Awards 2004 ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับ เบิร์ด ธงไชย แคทลียา อิงลิช และ นัท มีเรีย โดยในปีนี้มีนักร้องชื่อดังร่วมงานมากมาย อาทิ มารายห์ แครี วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2547 และเบิร์ด ธงไชย ก็ได้รับรางวัลศิลปินไทยยอดนิยมจากงานนี้ ในปีนั้น ได้ร่วมคอนเสิร์ต ฟ.แฟน ทั่วประเทศไทย
  • ร่วมร้องเพลงในช่วงเปิดรายการ "เวทีไทย" เวอร์ชัน รวมศิลปินลูกทุ่ง
  • เพลง ใจฉันยังมีเธอ เป็นเพลงเปิดตัวกับค่ายใหม่ สังกัดอาร์สยาม ในเครืออาร์เอส เพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในอัลบั้มเดี่ยว
  • ร่วมร้องเพลง คนไทยรวมใจเลือกตั้ง ร่วมกับ กุ้ง สุทธิราช บ่าววี และกระแต
  • ร่วมร้องเพลง ขวานไทยใจหนึ่งเดียว เพื่อปลูกจิตสำนึกสามัคคีในชาติ แต่งโดย ยืนยง โอภากุล ร่วมร้องกับ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และศิลปินอื่นกว่า 40ชีวิต
  • เพลงชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้ ถูกใจแฟนเพลงอย่างรวดเร็ว และมียอดดาวน์โหลดขึ้นอันดับต้นๆ ทุกเครือข่าย ก่อนอัลบั้มเต็มจะวางแผง สำหรับเพลง "ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้" และยังติดชาร์ตคลื่นวิทยุอันดับที่1 มากกว่า 10 สัปดาห์ของ Fm 95.00 MHz ลูกทุ่งมหานคร และวิทยุทั่วประเทศ และได้รับรางวัลมหานครอวอร์ด สาขาเพลงลูกทุ่งหญิง
  • เพลงลูกเป็ดขี้เหร่ เพลงประกอบละครกำนันอิ๊ด ที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวแฟนคลับ บนวิทยุ JTR Wave บนเว็บไซต์จินตหราแฟนคลับ ไม่ได้ถูกบรรจุลงอัลบั้มไหน เพื่อจำหน่าย
  • เพลงประกอบโฆษณา ธนาคารสำราญใจ โดย ธนาคารธนชาต
  • เพลงพิเศษ เพลง"มักบ่าวเว้าไทย" ร่วม featuring โดย ตุ้ย เกียรติกมล ล่าทา ประพันธ์โดย อ.วสุ ห้าวหาญ คาดจะบรรจุลงอัลบั้ม จินตหราครบเครื่องชุดที่8 อยากเป็นฉันในอ้อมกอดเธอแต่ก็ไม่ได้บรรจุลงอัลบั้มใด และได้นำเพลงนี้กลับมาร้องอีกครั้งในชื่อเพลง ฮักแพงแสลงใจ โดย featuring กับ เก่ง วงเฟลม จากค่าย เยส!มิวสิค ในปี 2560 (single)
  • ร่วมแสดงคอนเสิร์ต "มหกรรมคนสร้างสุข" กับ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
  • ร่วม featuring กับ เวสป้า อาร์สยาม เพลง "ติดฝนความคิดถึง" ประพันธ์โดย อ.พยัต ภูวิชัย ติดอันดับเพลงฮิตโดยเวลาไม่นาน
  • ร่วม featuring กับ ศิลปินแห่งชาติ ชาย เมืองสิงห์ เพลง ชะทิงนองนอย ในอัลบั้ม "The Man City Lion Project ชาย เมืองสิงห์"
  • ร้องเพลง"เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ" ในเวอร์ชันหมอลำ และร้องเพลงคู่ ศุ บุญเลี้ยง ในเพลง "สาวลาวบ่าวไทย" ในคอนเสิร์ต ประภาส 2
  • ได้ร่วมทำผลงานเพลงกับ "หนุ่ม ศรราม เทพพิทักษ์" โดย ศรราม เป็นผู้กำกับมิวสิควีดีโอเพลง เมียหลวงทวงสิทธิ์ , แผลใหม่ , ฟ้าฮ้องบึ้ม และยังร่วมแสดงเป็นพระเอกในเพลง เมียหลวงทวงสิทธิ์ อีกด้วย
  • ร่วมร้องเพลงพิเศษ "รักพ่อ..ไม่มีวันพอเพียง" ร่วมกับศิลปินอาร์สยาม / Yes! Music / KAMIKAZE / Garden Music / นักแสดงช่อง 8 / ผู้ประกาศช่อง 8 / วีเจ สบายดีทีวี / คูลเจ คลื่น COOLfahrenheit 93 กว่า 150 ชีวิต ขอรวมพลังถ่ายทอดบทเพลงนี้ แทนความรู้สึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของ"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"

jintara 11

เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ

  • รางวัล “พระธาตุนาดูนทองคำ” ประเภทบุคคลดีเด่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสาขาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีพุทธศักราช 2557 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • รางวัล Thailand Fever Awards 2017 จากเพลง “เต่างอย” และรางวัลนาคราช (ลูกทุ่งหญิงยอดเยี่ยม) ปี พุทธศักราช 2561
  • ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำลูกทุ่ง) พุทธศักราช 2562 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

jintara 08

เต่างอย - จินตหรา พูนลาภ

ในวงการสตริงมี "แมวเก้าชีวิต" อย่าง ดอน สอนระเบียบ ในวงการลูกทุ่งแมวเก้าชีวิตอีกคนคงต้องยกให้ จินตหรา พูนลาภ ที่ดังแล้วเงียบหายไป (จริงๆ เธอก็ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว เพียงแต่ไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่ และเดินสายแสดงโชว์ในต่างประเทศ) แล้วเธอก็กลับมาดังอีกรอบ ดังคำที่ว่า "แม่ก็คือแม่" ปัจจุบัน จินตหรา พูนลาภ ก็กำลังมีเพลงที่กำลังได้รับความนิยมคือ ฟ้าฮ้องบึ้ม เต่างอย น้ำตาย้อยโป๊ก และ พื้นที่ทับซ้อน ด้วยเป็นผู้มีน้ำเสียงไพเราะ กอปรกับมีลีลาการร้อง และลูกคอที่เป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับสมญานามว่า “แหบเสน่ห์” และ “นักร้องสาวเสียงพิณ”

jintara 12 

 

redline

backled1

 

mp3

monsit 01มนต์สิทธิ์ คำสร้อย

มนต์สิทธิ์ คำสร้อย มีชื่อเดิมว่า บุญเถิง แก้วศรีนวน เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2507 ที่ ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เป็นบุตรนายหนูลา และนางยุ้น แก้วศรีนวน เกษตรกรปลูกปอและมัน ที่มีฐานะยากจน มนต์สิทธิ์จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านทรายไหลแล้ง หลังจบการศึกษาจึงเดินทางเข้ามาทำงานที่กรุงเทพ โดยหวังจะได้เป็นนักร้องตามคาเฟ่ แต่ก็ได้เป็นแค่เด็กรับรถ และพนักงานเสิร์ฟ แม้ในบางโอกาสจะได้ขึ้นร้องเพลงบ้างตอนที่นักร้องขาด ทำให้มนต์สิทธิ์ยังต้องตระเวนประกวดร้องเพลงตามที่ต่างๆ

กว่าจะมาเป็น มนต์สิทธิ์ คำสร้อย "ผมเคยเป็นเด็กรับรถ เคยเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารมาก่อนครับ" นี่คือหนึ่งในจำนวนหลากหลายอาชีพ ที่นักร้องหนุ่มคนนี้ผ่านมาแล้ว และคงจะไม่แปลกนัก ที่เขามักจะรำลึกถึงอาชีพเก่าของเขาอยู่เสมอ เพื่อเตือนความทรงจำว่า ตัวเขาเองมาจากไหน และมายืนจุดนี้ได้อย่างไร

มนต์สิทธิ์ มีชื่อเดิมว่า "บุญเถิง แก้วศรีนวน" เกิดที่จังหวัดมุกดาหาร ที่บ้านที่อาชีพปลูกมัน ปลูกปอ ทำให้มีโอกาสฟังรายการวิทยุอยู่บ่อยๆ เมื่อมีการประกาศว่าจะมีการประกวดร้องเพลงที่ไหน ก็จะไปสมัครร้องเพลงที่นั่น กระทั่งสามารถติดอันดับ 2 จาก 20 คน โดยนำเอาเพลงของสายัณห์ สัญญา ขึ้นประกวด ในขณะที่อีกคนนำเพลงของยอดรัก สลักใจขึ้นร้องแข่ง จนในที่สุดกรรมการตัดสินใจไม่ได้ เลยรับทั้งสองคน

monsit 03การประกวดครั้งหนึ่งที่ มนต์สิทธิ์ ประทับใจอย่างมาก ก็คือ ครั้งที่ชนะได้ที่ 2 ในการประกวดรายการใหญ่ที่ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพราะที่นี่ได้พบกับ "มนต์รัก กลิ่นบุปผา" นักจัดรายการวิทยุของที่นี่ ซึ่งติดใจเสียงของมนต์สิทธิ์ จึงนำตัวมาอุปการะที่บ้านและทำเพลงให้ เพื่อนำไปเสนอตามค่ายเพลงต่างๆ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธเสมอ ส่วนมากมักจะได้รับการติติงเรื่องหน้าตาว่าไม่หล่อ ไม่มีจุดขาย ประกอบกับช่วงนั้นมนต์สิทธิ์มีวัยมากถึง 29 ปีแล้ว

สถานการณ์จึงยิ่งสิ้นหวังไปกันใหญ่ ภายหลังจึงหายุทธวิธีใหม่ โดยการส่งเฉพาะเทปเสียงเข้าไปก่อน โดยไม่ส่งรูปตามไป ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เมื่อนายห้างบริษัทชัวร์ออดิโอ สนใจเสียงของมนต์สิทธิ์ และแม้ต่อมาจะเห็นหน้าตาคนร้อง ก็ตกลงใจรับโดยให้เหตุผลว่า "สงสาร ที่มีหน้าตาจ๋อยๆ จืดๆ" และด้วยเหตุนี้นี่เอง ที่นับตั้งแต่ที่เข้าวงการวันแรกจนถึงปัจจุบัน มนต์สิทธิ์ยังไม่เคยย้ายสังกัดแต่อย่างใด

"ผมส่งรูปถ่ายที่ดีที่สุดของผมไปให้เขาดู พอเขาเรียกดู ก็ติว่า แก่ไปบ้าง ไม่หล่อเลย ไม่มีจุดขาย สู้เขาไมได้หรอก ยิ่งพอถามถึงอายุ ตอนนั้น 29 ปีแล้ว เขาก็ยิ่งร้องอี้!.."

ในที่สุด ก็เลยไม้เด็ด ด้วยการหลบหน้า แต่ให้มาเฉพาะเสียงเท่านั้น ซึ่งก็สำเร็จจนได้ เมื่อนายห้างเรียกตัวเข้ามาเป็นนักร้องหมอลำประจำค่ายเดียวกันกับ "สมจิตร์ บ่อทอง" ซึ่งตอนนั้นสมจิตร์ดังมาก "บุญเถิง" ใช้เวลาอยู่ในห้องอัด 2 ปีเต็มกระทั่งปี 2538 จึงออกอัลบั้มแรก "ขายควายช่วยแม่" พร้อมกับเดินสายพร้อมกับ สมจิตร์ บ่อทอง เพื่อโปรโมตเทป และให้เกิดความคุ้นเคยกับหน้าเวที หากวันนั้นเขาท้อแท้ ไม่อดทน วันนี้คงไม่มีมนต์สิทธิ์ คำสร้อย และบักเถิง แห่งมุกดาหาร ก็คงจะไปแบกลังน้ำปลาอยู่ที่ไหนสักแห่ง

monsit 02สิ่งที่เขาเตือนสติตัวเองเสมอก็คือ "เราคือคนของประชาชน เราต้องอย่าหยิ่ง การพูดจากับประชาชนต้องพูดดีๆ อย่าลืมบุญคุณ ต้องนึกเสมอว่าเรามาจากไหน ก้าวมาได้เพราะใคร และอย่าลืมบ้านเกิด เท่านี้ ก็จะเป็นขวัญใจประชาชนได้ตลอดแล้ว" หากจะเอ่ยถึงนักร้องลูกทุ่งที่เล่นลูกคอให้โดดเด่น เห็นทีต้องมีชื่อ "มนต์สิทธิ์ คำสร้อย" อยู่ในทำเนียบด้วยอย่างแน่นอน ก็เพราะลูกคอมหัศจรรย์นี่แหล่ะ ที่ทำให้เข้าแจ้งเกิดในวงการ แต่กว่าจะมาเป็นนักร้องดังขึ้นมาได้ เขาผ่านอะไรมามากมายกว่าที่เราคิด .....

"มนต์สิทธิ์ คำสร้อย" เข้าสู่วงการครั้งแรก ด้วยการประกวดร้องเพลงที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลฯ แต่การประกวดครั้งนั้น กลับได้แค่รางวัลที่ 2 แต่ก็เป็นเวทีที่ทำให้เขามีโอกาสได้พบกับ "คุณมนต์รัก กลิ่นบุปผา" ดีเจชื่อดังแห่งเมืองอุบลฯ "เขาเห็นว่าผมเสียงดี จึงนำผมไปเสนอค่ายเทป ทุกค่ายเห็นผมแล้วก็ไม่มีใครรับเขาบอกว่า ผมแก่ไปบ้าง หรือ หรือ หน้าตาหล่อหนีหมด บ้าง สุดท้าย นายห้างชัวร์ ออดิโอ ก็ตัดสินใจรับผมเข้าสังกัด ซึ่งก็มาทราบทีหลังว่า ที่เขารับก็เพราะสงสาร เห็นหน้ามันดูจ๋อยๆ จืดๆ ลองรับมันไว้หน่อยซิ" มนต์สิทธิ์เริ่มต้นเล่าถึงการไต่เต้าเข้าสู่วงการ

จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ที่เขายึดอาชีพร้องเพลง ผลงานสร้างชื่อ คือ ชุดสั่งนาง ซึ่งเป็นงานเพลงชุดที่สอง และเพลงจดหมายผิดซอง ส่วนอัลบั้มแรกในชีวิตก็คือ เพลงชุด ขายควายช่วยแม่ ส่วน ชุดสามคือ คิดถึงจังเลย ชุดที่ 4 โกสัมพี  ชุดที่ 5 กำลังใจ, ชุดที่ 6 ดอกไม้ให้คุณ และล่าสุดคือ ชุดผ้าปูเตียง รวมทั้งหมด แล้วมี 7 ชุดด้วยกัน

เราถามคุณมนต์สิทธิ์ว่า ทำงานเพลงออกมาเยอะ และเคยโด่งดังสุดๆ มาแล้ว ทุกวันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง คุณมนต์สิทธิ์ตอบว่า "ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะครับ จากที่เราเป็นนายบุญเถิง แก้วศรีนวม ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่คราวนี้ดีใจมากที่ทำให้แฟนเพลงมีความสุข และอยากอยู่อย่างนี้ตลอดไป"

monsit 06

แต่วงการนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ความดังมีขึ้นมีลง เพราะมีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นมาประดับวงการอยู่ไม่ขาดสาย สิ่งเหล่านี้กระทบต่องานของเขาหรือไม่? "ไม่หรอกครับ ผมว่าต่างคนก็ต่างมีสไตล์ของตัวเอง ใครดังผมก็ดีใจด้วย ขอให้เป็นลูกทุ่งด้วยกัน อยากจะให้ลูกทุ่งอยู่ไปนานๆ ไม่ว่าค่ายไหน ผมก็ภูมิใจและดีใจด้วย"

monsit 04"ส่วนงานโชว์ตัว ก็ยังมีเรื่อยๆ ครับ ทางโปรดิวเซอร์ และผู้จัดการส่วนตัวเขาก็ยังรับอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับว่ามากเกินไป แล้วแต่เจ้าภาพครับ บางทีก็เรียกเฉพาะตัวฝน ธนสุนทร หรือเฉพาะมนต์สิทธิ์ครับ"

คุณมนต์สิทธิ์บอกว่า การแสดงหน้าเวทีส่วนใหญ่ จะเน้นการโชว์แดนเซอร์อลังการเหมือนที่อื่น แต่จะเน้นการร้องและพูดคุยให้ความบันเทิง พยายามเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะเชื่อว่าแฟนเพลงคงชอบแบบนั้นมากกว่า ถึงได้เรียกใช้ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย แต่ถ้าเจ้าภาพอยากได้แดนเซอร์ ก็ต้องไปจัดหาว่าจ้างมาเอง ซึ่งพวกนี้ค่อนข้างมืออาชีพ สามารถเล่น เต้นได้กับทุกศิลปินอยู่แล้ว

"ส่วนใหญ่ผมจะถูกเชิญไปตามงานเปิดตัวแสดงสินค้ามากกว่า ส่วนการไปเป็นวง ผมว่าตอนนี้เศรษฐกิจคงไม่เหมาะแน่ เพราะถ้ามีวงต้องรับผิดชอบเยอะ ปวดหัวครับ"

มนต์สิทธิ์ คำสร้อย อยู่ในสังกัดชัวร์ ออดิโอ มาโดยตลอด และยังไม่คิดจะเปลี่ยนค่ายเหมือนนักร้องคนอื่นๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ค่ายนี้คือผู้ที่ยอมรับเขาเข้ามาเป็นนักร้อง หลังจากถูกค่ายอื่นปฏิเสธมาแล้ว ที่สำคัญ ชัวร์ออดิโอ มีวิธีการดูแลศิลปินในค่ายอย่างยุติธรรม การดูแลดีทุกอย่าง ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ดีกับทุกคน เป็นกันเอง ซึ่งทุกสัปดาห์ จะมีการประชุมกัน ทำให้ศิลปินอยู่ในขอบเขตไม่ออกนอกลู่นอกทาง

monsit 05

สำหรับผลงานล่าสุด ของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย คือ ชุด ผ้าปูเตียง ซึ่งได้ ครูลพ บุรีรัตน์ เป็นคนแต่งเพลงที่ชื่อเดียวกับอัลบั้ม มนต์สิทธิ์บอกว่า ดีใจมากที่ได้ร้องเพลงของครูลพเป็นครั้งแรก เพราะรู้ว่าเป็นนักแต่งเพลงคู่บุญของพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาก่อน เรียกได้ว่าแต่งเพลงให้พุ่มพวงร้องจนดังมาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนแนวเพลงยังเป็นแนวของมนต์สิทธิ์เหมือนเคย คือ เพลงลูกทุ่งหวาน แต่ไม่เน้นลูกคอมากเหมือนเพลงสั่งนาง

ชีวิตครอบครัว

ในระหว่างที่ มนต์สิทธิ์ กำลังโด่งดังสูงสุด ได้เกิดกรณีที่สาวน้อยนางหนึ่ง อ้างว่าลูกสาวของเธอเกิดมาจากมนต์สิทธิ์ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในระหว่างที่เธอทำงานเป็นหางเครื่องในวงดนตรีสมจิตร บ่อทอง และมนต์สิทธิ์เป็นนักร้อง หลังจากผลการพิสูจน์ยืนยันว่าเด็กเป็นลูกของมนต์สิทธิ์จริง มนต์สิทธิ์จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กแต่โดยดี ลูกสาวของมนต์สิทธิ์ คนนี้ชื่อ น้องเปีย น.ส.ปิยะพร แก้วศรีนวน

monsit 07

ในเดือนตุลาคม 2556 มนต์สิทธิ์ออกมายอมรับว่า ตัวเองเป็นเกย์ ผ่านรายการโทรทัศน์ทางช่องเคเบิลทีวี

รางวัลเกียรติยศ

  • รางวัล “พระพิฆเนศทองพระราชทาน” ครั้งที่ 1 ประเภท ผู้ขับร้องเพลงลูกทุ่งยอดนิยม จากเพลง “ขายควายช่วยแม่” (ปี 2539)
  • “บุคคลแห่งปี 2539” ( Man of the year’96) จาก นสพ. เดอะ เนชั่น
  • รางวัลโทรทัศน์ทองคำครั้งที่ 11 (2 มีนาคม 2540) สาขามิวสิกวิดีโอดีเด่น จากเพลง “จดหมายผิดซอง”
  • รางวัลครอบครัวขวัญใจประชาชน จากการจัดของ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ในงาน "ครอบครัวในดวงใจ" ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2540
  • รางวัล “พระพิฆเนศทองพระราชทาน” ครั้งที่ 2 ประเภท ผู้ขับร้องเพลงลูกทุ่งยอดนิยมจากเพลง “สั่งนาง” (ปี2540)
  • "ผู้แต่งกายดีเด่น" ประจำปี 2540 จากการคัดเลือกของสมาคมช่างตัดเสื้อไทย ประเภทบันเทิง สาขานักร้อง
  • มิวสิกวิดีโอดีเด่นเพลง “ขายควายช่วยแม่”, “สั่งนาง” และเพลง “กำลังใจ” ร้องโดย “มนต์สิทธิ์ คำสร้อย” จากการคัดเลือกของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) เมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคม 2544

 

สั่งนาง โดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย

 

redline

backled1

 

mp3

sunareeสุนารี ราชสีมา

สียงเพลง... "กราบเท้าย่าโม" และ "โคราชบ้านเอ็ง" ที่ สุนารี ราชสีมา ขับขานเรื่องราวทุกข์ สุข เศร้า ของหนุ่มสาวแห่งท้องทุ่ง บ่งบอกบางสิ่งบางอย่างให้เราทราบได้ว่า นักร้องสาวเสียงทองผู้นี้ ก็เป็นหนึ่งในลูกหลานย่าโม...เมืองโคราช แม้ว่าชีวิตเธอต้องระหกระเหินออกจากบ้านหนองหอย ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวดังเปรี๊ยะๆ

สุนารี ราชสีมา มีชื่อจริงว่า ทิม สอนนา (ชื่อเล่น: สุ) เป็นชาวอำเภอโนนไทย (ปัจจุบันได้ถูกแบ่งออกเป็น อำเภอพระทองคำ) จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านทำนบพัฒนา เป็นบุตรของนายเทียม และ นางยม สอนนา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2511 เริ่มเข้าสู่การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งเมื่ออายุ 13 ปี เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ขณะมีอาชีพคนงานโรงงานเย็บผ้า จนได้เข้าประกวดร้องเพลงในรายการ "ชุมทางคนเด่น" โดยใช้ชื่อ "สุนารี ราชสีมา" ซึ่งเป็นชื่อของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ได้รับตำแหน่งสูงสุดเป็นรองชนะเลิศประจำปีฝ่ายหญิง พ่ายแพ้ให้กับ น้ำอ้อย พุ่มสุข แต่ สุขสันต์ หรรษา นักจัดรายการวิทยุ มีความชื่นชอบในน้ำเสียงของสุนารี แม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่สวยดีนัก จึงชักชวนให้เข้ามาเป็นนักร้องอัดแผ่นเสียงในที่สุด

สุนารีบันทึกเสียงเพลงชุดแรกคือ "ลาโคราช" (แก้กับเพลง น้ำตาหล่นที่โคราช ของ แสนสุข แดนดำเนิน) และชุดที่สอง "กลับโคราช" โดยใช้ชื่อ "ทับทิม นิยมทอง" แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเป็นเพลงเร็ว เมื่อมาอยู่ในสังกัดชัวร์ออดิโอ โดยกลับมาใช้ชื่อ สุนารี ราชสีมา จากการแนะนำของ ชลธี ธารทอง จึงเริ่มบันทึกเสียงเพลงชุด "มือถือไมค์ไฟส่องหน้า" จนกระทั่งเพลง "กลับไปถามเมียดูก่อน" ซึ่งเป็นเพลงจังหวะช้า กลับได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับเพลง "กราบเท้าย่าโม" และ "สุดท้ายที่กรุงเทพ" ทำให้สุนารีครองตำแหน่ง ราชินีลูกทุ่งนับแต่นั้นมา และเป็นนักร้องต้นแบบให้กับผู้สมัครเข้าประกวดร้องเพลงลูกทุ่งรุ่นหลัง โดยที่สุนารียังคงมีผลงานเพลงออกมาสม่ำเสมอ และสามารถร้องได้หลากหลายแนว นอกจากนี้ยังมีผลงานการแสดงละคร และภาพยนตร์อีกด้วย

sunaree bw 1ชีวิตที่โลดแล่นอยู่กับคณะดนตรีลูกทุ่งมากว่า 30 ปี ของ สุนารี ราชสีมา เริ่มจากวันที่ก้าวขึ้นเวทีประกวดเสียงร้องตั้งแต่อายุ 13 เพื่อเติมเต็มความความพร่องทางเศรษฐกิจให้ครอบครัว นับว่าน่าสนใจพอดู และจากก้าวนั้นเองที่ทำให้สาวโคราชคนนี้ต้องจากบ้านเกิดมานานเต็มที

สุนารี ราชสีมา ผู้หญิงนิ่งๆ ที่ดูซื่อๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว ในขณะเดียวกันก็ดูอ่อนโยน และใจดี ปนเปไปกับมาดสาวสมัยในเสื้อผ้าแบบเท่ เข้ากันดีกับรูปร่างสูงใหญ่ของเธอ จะมาเล่าถึงเรื่องราวของสาวโคราชอีกคนบนเวทีแห่งชีวิต

เอาคำว่า "ราชสีมา" มาใช้เพื่อให้รู้ว่าเป็นคนโคราชใช่ไหม?

คงอย่างนั้นมั้งคะ เพราะว่าสมัยก่อน คนที่เป็นนักร้องเขาจะใช้ชื่อกันแบบว่า ศรเพชร ศรสุพรรณ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ แสนสุข แดนดำเนิน เหมือนกับว่าเป็นคนจากไหนก็เอาชื่อบ้านเกิด ชื่อจังหวัดมาใช้ อะไรทำนองนี้

ชื่อนี้สุใช้มาตั้งแต่ตอนที่ประกวดในรายการ ชุมทางคนเด่น ก็ไม่รู้นะว่าจะชนะ หรือจะได้เป็นนักร้องจริงๆ กับเขาหรือเปล่า แต่เราอยากเหมือนนักร้องมากที่สุด เลยใช้ชื่อนี้ แล้วจริงๆ ชื่อของสุก็ไม่ใช่ชื่อนี้นะ ชื่อนี้เป็นชื่อที่ขอยืมเพื่อนสนิทมาใช้ เพราะรู้สึกว่าเราชอบ อยากมีชื่อแบบนี้บ้าง พอขึ้นร้องเพลงเลยใช้ชื่อนี้เลย แต่ขนาดว่าเรานามสกุลแบบนี้ ร้องเพลงย่าโม ร้องเพลงที่เกี่ยวกับโคราชตั้งหลายเพลง ยังมีคนเคยมาถามว่าเป็นคนโคราชจริงๆ หรือเปล่า...

ในฐานะที่เป็นชาวโคราชคนหนึ่ง พูดถึงโคราชให้ฟังกันหน่อย

"สุออกจากโคราชมาตั้งแต่อายุ 13 เพราะพอจบ ป.6 พี่สาวก็ไปรับมาทำงานที่กรุงเทพฯ เพราะที่บ้านมันค่อนข้างจะแล้งน่ะ ทำอะไรไม่ได้ ถ้าจะถามว่ารู้จักที่ไหนบ้างในโคราชนี่บอกได้เลยว่ารู้น้อยมาก นอกจากที่บ้านเกิดแล้วก็ไม่เคยไปไหนเลย"

สุเกิดที่บ้านหนองหอย เป็นหมู่บ้านที่ไกลจากตัวเมืองไปอีก 50 กิโลฯได้ แต่ก่อนอยู่ในอำเภอโนนไทย แต่ปัจจุบันแยกมาเป็นกิ่งอำเภอพระทอง สมัยก่อนที่นั่นลำบากมาก น้ำไฟไม่มี เพิ่งมาเจริญจริงๆ เมื่อสัก 15 ปีก่อนนี่เอง สมัยนั้นจะใช้น้ำต้องเอาปี๊บไปตักน้ำบ่อเข็นใส่รถมาจากหมู่บ้านอื่นไกลๆ

แล้วเชื่อไหมว่ามันแล้งอยู่แต่อีตรงบ้านเรา (หนองหอย) ที่เดียวนะ หมู่บ้านรอบๆ ไม่เห็นมีใครแล้ง ฝนตกเป็นปกติ ญาติพี่น้องที่ตำบลอื่น หมู่บ้านเขามาเยี่ยมไม่เห็นมีใครบ่น แถมมีนั่นนี่หิ้วมาฝากอุดมเชียว ยังสงสัยเหมือนกันว่าทำมั้ย ! (เสียงสูง) ต้องมาเจาะจงที่หมู่บ้าน เคยคิดว่าที่หมู่บ้านมันคงมีตัวแล้งหรือเปล่า และไอ้ตัวแล้งนี่จะเป็นเราซะเองก็ไม่รู้ เพราะพอมากรุงเทพฯ แล้วพ่อแม่เล่าว่าก็ไม่แล้งเท่าไหร่นะ แล้วแปลกด้วย ตอนหลังนี่มาเป็นนักร้องแล้วกลับบ้านทีไรฝนตกทุกที แม่ยังบอกอีนางมาบ่อยๆ นะลูกมาแล้วฝนตกดี" (หัวเราะขันตัวเอง)

sunaree 7

ฝนแล้งอย่างนั้นกระทบความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง?

“มันก็ลำบากเหมือนกัน แต่ลำบากอย่างนั้นมันแค่ไม่ได้กินดีอยู่ดี เทียบกับคำว่าลำบากในกรุงเทพฯ แล้วมันคนละอย่างกัน เพราะคนบ้านนอกลำบากอย่างไรก็ยังมีอยู่มีกิน เราพอหาเก็บพริกเก็บผักกินได้ ปีไหนฝนดีมีน้ำมีปลาก็จะวิดปลามาทำปลาร้าเก็บไว้กินข้ามปีได้ แต่ลำบากในกรุงเทพฯนี่ ถูกตัดน้ำตัดไฟ เวลาอยากอาบน้ำก็ต้องไปอาบที่คลอง น้ำก็ไม่สะอาด อาบแล้วยังมาคันเนื้อคันตัว ต้องซื้อเทียนมาจุดอยู่กันในตึกแถว นอนมองเพดานไป

สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามองเห็นได้คือเพดานใช่ไหม แต่ในใจนี่เห็นเป็นภาพชีวิตสมัยอยู่บ้านนอกทั้งนั้นเลยนะ อยู่บ้านทำไร่ทำนา ขี่ควาย เลี้ยงควายให้พ่อแม่ ตกเย็นกินข้าว คืนไหนเดือนหงายพ่อจะพาออกมานอนนอกชานเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง ใครอยากกินของหวานก็เดินไปหักข้าวโพดในไร่มาต้มกิน มีตังค์หน่อยไปซื้อน้ำตาลมาคลุกกินกับมะพร้าวขูด เพราะบ้านนอกมีมะพร้าวติดบ้านกันอยู่แล้ว พูดถึงความลำบากของเราสมัยนั้นคือ การที่เราต้องไปตระเวนหาแลกหาซื้อกล้าที่จะเอามาปลูกข้าว คือต้นข้าวอ่อนนั่นล่ะ

พูดจริงๆ เราก็ชินกับมันเหมือนกันนะ รู้สึกผูกพันกับมันถึงเราจะค่อนข้างลำบาก ไม่อยากมาเท่าไหร่หรอกกรุงเทพฯน่ะ ออกจากบ้านมาเหมือนใจจะขาดรอนๆ เลย ช่วงมาใหม่ๆ เวลาเช้าๆ ค่ำๆ จะนั่งร้องไห้ทุกวัน เวลาพ่อแม่มาเยี่ยมจะตามติดแจ ด้วยความคิดถึง จะไปไหนหรือเข้าส้วมก็แทบจะขอตามเข้าไปด้วยเลย"

sunaree 2เข้ากรุงเทพฯมาตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ...คิดว่าจะมาทำงานอะไร?

"แรกเลยมาอยู่ช่วยที่บ้านพี่สาวก่อน เพราะตอนที่มานั่นหัวโล้น ก็อยู่ช่วยพี่สาวขายส้มตำ ขายของไปก่อน แต่เขาว่า จะให้ไปทำงานที่โรงงานเย็บผ้า กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรเราไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าเราเองเมื่อ 20 กว่าปีก่อนนี่ มากรุงเทพฯ แล้วไม่มีความมั่นใจเลย รู้สึกว่าตัวเองเป็นอีเสี่ยว เป็นอีเด็กบ้านนอก เพราะตอนนั้นมาก็ยังพูดภาษาโคราชอยู่ แล้วสมัยนั้นคนกรุงเทพฯ เห็นคนอีสานก็จะล้อแล้ว ว่าเสี่ยวบ้าง...อะไรบ้าง ตัวเราเองยังมาพูดเหน่อ เป็นภาษาโคราชอีก แถมยังนุ่งผ้าถุง หัวโล้นมาอีก เขาก็มองเราเป็นลาว"

ทำไมหัวโล้น...?

"โกนเหาทิ้งค่ะ (นึกภาพเปิ่นๆ ของตัวเองแล้วนึกขันจนต้องหัวเราะยกใหญ่) พอดีโกนก่อนพี่สาวไปรับนิดเดียว แล้วพี่เขาจะมารอเราก็ไม่ได้ เลยต้องมาทั้งโล้นๆ อย่างนั้น

มาถึงพวกเด็กๆ ผู้ชายในซอยมันก็คงแปลกตามัน ก็จะชอบมาล้อ แบบว่าพยายามให้เราพูดเหน่อๆ ของเราออกมา จะทำเป็นมาป้วนเปี้ยนหน้าร้านให้เราถาม พอเราถามว่า ซื่ออ๊ะไหร ปั๊บ ก็จะเฮหัวเราะเยาะสนุกกันใหญ่ จริงๆ แค่มาซื้อน้ำขวดเปิดตู้เย็นหยิบเอาเองแล้ววางตังค์ไว้ก็ได้ เพราะเขารู้ราคากันดีอยู่แล้ว แต่จะต้องมาทำเป็นให้เราต้องพูด"

"รู้สึกเจ็บปวดนะว่า โอ๊ย ! ทำไมช่างเห็นเราเป็นตัวตลก แค้นด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเขา ตอนหลังๆ พี่สาวเขารู้ก็บอกว่าถ้าอายก็หัดพูดกลาง แต่ถ้าจะพูดโคราชก็ไม่ต้องอาย เพราะเราพูดอย่างบ้านเรา ไม่ต้องอาย"

แล้วไปไงมาไงสาวโรงงานเย็บผ้าถึงกลายเป็นนักร้องไปได้ "ยังไม่ได้เย็บผ้าเลยค่ะ ตอนนั้นเขาให้ไปหัดตัดด้ายอยู่ก่อน ทำอยู่ได้สัก 2 เดือน รู้สึกว่านั่งทำงานที่พื้นปูนนี่มันเย็น ทำให้เราปวดขา พอบอกพี่สาวเขาก็พาไปฝากงานใหม่ เผอิญเขามีเพื่อนเป็นคนรับเหมาทำกับข้าวให้คนในโรงงานกิน เราก็ไปเป็นลูกมือหั่นผัก ล้างผักให้เขา ได้ค่าตัววันละ 20 บาทเท่ากับไปตัดด้าย แต่อันนี้ดีกว่าหน่อยตรงที่วันไหนกับข้าวเขาเหลือเขาให้เอากลับมากินที่บ้านได้ อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีคนไปตามถึงบ้านพี่สาว บอกว่าจะตามให้ไปร้องเพลงอัดแผ่น ! ...

"เขาเป็นนักจัดรายการ ชื่อคุณสุขสันต์ หรรษา หรือจ่าประจวบ เสริมสุข เขาไปบอกว่า อยากปั้นเรา เห็นเราจากการประกวด ตอนนั้นที่สุมากรุงเทพฯ แล้วเราก็ได้มาประกวดอีกรอบ เป็นรอบที่หลังรวมแชมป์จากจังหวัดต่างๆ มาประกวดรอบในกรุงเทพฯ อีกที คราวนี้ได้แค่รองชนะเลิศ เลยเซ็งๆ อยู่ ผิดหวังที่เราไม่ได้เงินแสนไปให้พ่อแม่ ให้ถ้วยมาใบเดียวเท่านั้น"

แล้วคราวชนะที่โคราชได้รางวัลเท่าไหร่?

"ตอนนั้นได้ร้อยหนึ่ง โอ๊ย! ดีใจมากเลยนะตอนนั้น เพราะต้องนั่งรถจากหนองหอยมาประกวดกับเขา ทั้งที่ไม่มีเงินค่ารถอะไรหรอก ด้วยความอยากไปเลยขโมยข้าวเปลือกแม่ขายไป 2 ปี๊บ ได้เงินมาสัก 37 บาทได้ ก็เอามาเป็นค่ารถไปประกวด

พอมาถึงโคราช รถจะวิ่งเข้า บขส. ต้องเดินออกมาที่เวทีประกวดก็จะผ่านอนุสาวรีย์ย่าโม นั่นคือวันที่ได้ไหว้ย่าโมครั้งแรก ยกมือไหว้ไกลๆ ขอย่าว่า ให้ลูกชนะด้วยเถิด ไม่ได้มีดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปจุดไหว้อะไร ตอนหลังจะเข้ากรุงเทพฯ ถึงได้เข้าไปไหว้ลาจริงๆ

sunaree 8

ที่ขออย่างนั้น เพราะว่าวันนั้นเราต้องชนะให้ได้นะ คิดดูสิ ชั่วโมงนั้นถ้าไม่ชนะก็ไม่รู้ว่าจะกล้ากลับบ้านหรือเปล่า เพราะขโมยข้าวแม่ขายเอาตังค์มาเป็นค่ารถ จึงต้องชนะให้ได้รางวัลไปใช้คืนแม่น่ะ จำได้เลยว่าข้าวก็ไม่มีตังค์ไปกิน เพราะพาน้องชายไปเป็นเพื่อนเลยให้น้องกินคนเดียว ตัวเองตอนหิวออกมาเปิดน้ำก๊อกที่ข้างหลังเวทีกิน ไม่ได้กินอะไรเลย

หกโมงเย็นเขาถึงจะตัดสินก็พอดีรถคิวบ๊วยหมด เดินมาหน้า บขส. หอบข้าวของรางวัลมาพะรุงพะรัง แฟ้บ ยาสีฟัน สบู่ ตอนนั้นได้ยี่ห้อนกแก้วนะ แล้วก็แป้งสปริงซอง...พวกสามล้อเห็นก็เวียนมาถามไปไหมๆ แต่เราไม่ขึ้นหรอก ไม่อยากจะจ่ายเงิน ก็เลยเดินกลับกันเอง

พอเขาไปบอกว่าจะปั้นให้เป็นนักร้องดีใจไหม?

"ไม่เลย ตกใจมากกว่าว่าเขามาได้อย่างไร ยิ่งพอเขาบอกว่าจะเอาไปปั้นเป็นนักร้องยิ่งไม่สนใจเลย"

ทำไมอย่างนั้น

"เนื่องจากว่าเราเป็นคนที่สนใจวงการลูกทุ่งอยู่ไง ก็จะติดตามอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแวดวงนี้ แล้วจะเจอว่าเขามีคำฮิตๆ พูดกันอยู่ว่า เป็นนักร้องนี่ต้องถูกปล้ำก่อนถึงจะถูกปั้น ...เป็นอะไรที่ฝังใจเราอยู่ ทำให้ไม่เคยคิดอยากเข้าไปเป็นนักร้องเลย ยิ่งเรื่องมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งไม่เคยคิด (กลัวถูกปล้ำ?) ใช่ (หัวเราะ...แซวตัวเอง) คิดว่าตัวเองสวยน่ะ"

กลัวอย่างนั้นแล้วไปประกวดร้องเพลงทำไมล่ะ

"...สำหรับสุ นี่คือวิธีที่ทำให้เราหาเงินช่วยครอบครัวได้"

sunaree 9

ตกลงว่าอย่างไรกัน

"ก็ถามเขาว่าต้องเป็นเมียคุณก่อนหรือเปล่าถึงจะมีแผ่นเสียงออกมา... โอ๊ย ! พอพูดอย่างนั้น เขายกพระในคอขึ้นมาสบถสาบานวุ่นวาย ถ้าเป็นคนอย่างนั้นขอให้ฉิบหายอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เรายังไม่ไว้ใจ เลยบอกว่าต้องถามพ่อแม่ก่อน พอไปหาพ่อแม่ๆ ก็บอกแล้วแต่เรา แต่พี่สาวเขาเชียร์เต็มร้อย เลยคิดว่า เออ...ลองดูก็แล้วกัน ตกลงเขาไปเพราะแรงยุของพี่สาว

แรกๆ ที่ไป บริษัทอยู่ปากคลองตลาด พี่สาวก็จะพานั่งรถเมล์สาย 60 มีนบุรี-ปากคลองตลาดทุกวัน แต่กว่าจะถึงก็เมารถอย่างแรงจนอ้วกแตกไปทุกวัน พอถึงบริษัทก็สลบไสลไม่มีแรงทำอะไรแล้ว อาเขาเลยให้ไปอยู่ที่บ้านเขา

แรกๆ ก็ระแวงเหมือนกัน แต่พี่สาวให้หลานไปนอนเป็นเพื่อน แล้วอยู่ไปๆ ก็เห็นว่าจริงๆ แล้วเขาก็คนบ้านนอกเหมือนเรานี่ล่ะ กินอยู่กันอย่างไร มีความเป็นอยู่แบบไหน นอกจากลูกเมีย ก็มีลูกน้องในบ้านอีกหลายคน เพราะตอนนั้นอาเขาทำวงชาตรี ศรีชล กับแสนสุข แดนดำเนิน อยู่แล้ว สักพักก็วางใจ..."

อยู่บ้านนี้นานไหมกว่าจะได้ออกเทป?

ไม่นานค่ะ ไปพอมีเพลงก็ได้ร้อง แต่ว่ายังไม่ได้เป็นหัวหน้าวง ไปเป็นลูกวงเขาก่อน แต่ได้อัดแผ่น มีเพลงของเราร้อง แต่ว่าไม่ได้โด่งดัง ไม่ใช่เพลงเชียร์

เพลงแรกที่ได้บันทึกแผ่นเสียงชื่ออะไร...?

"ลาโคราช   นั่งรถทัวร์ด้วยใจคะนึง ร้องแก้กับเพลง น้ำตาหล่นที่โคราช ของนักร้องชาย

ซึ่งตอนนั้นเพลงนี้ดัง เลยทำให้มีคนรู้จัก แต่เรายังไม่ดัง ช่วงที่อยู่กับอาจวบก็จะร้องไปเรื่อย บางทีไปอัดเพลงแลกข้าวสารก็มี เพราะว่าเขาไม่มีเงินให้ ได้อะไรต้องเอา เพราะที่บ้านอยู่กันเยอะ ทำอะไรได้ก็ช่วยๆ กัน พอชุดที่สองชื่อ กลับโคราช ...กลับโคราชเถอะ เรามันเซอะอยู่ไปมันก็เซ็ง..."

เป็นเพลงที่เกี่ยวกับโคราชทั้งนั้นเลย ตั้งใจปั้นที่ความเป็นคนโคราชกันเลยหรือ?

"ยังไงไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเป็นความคิดของอาเขากับอาจารย์ชลธี ธารทอง นักแต่งเพลง เราไม่ประสีประสาอะไรเขาให้ร้องก็ร้อง มานึกสมัยนี้ยังขำเลยว่ารถไฟอะไรของเขาแล่นปราดๆ เขาเขียนมาให้ร้องนะ ...รถไฟแล่นปราดๆ กลับโคราชบ้านเอ็ง... คิดว่าเขาคงจะให้เข้าสัมผัสกับโคราชนะ เพราะถ้ารถไฟแล่นฉึ่กฉั่กคงไม่เข้าโคราชแน่เลย" (ยิ้มอารมณ์ดี)

ชุดไหนถึงดัง? "หลังจากนั้นอีกหลายชุด ตอนไปอยู่กับบริษัทชัวร์ออดิโอ ซึ่งตอนที่มาอยู่กับชัวร์ฯ นี่เขาบอกต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อเดิม คือสุนารี ราชสีมา หลังจากที่อาเขาเคยให้ใช้ ทับทิม นิยมทอง นายห้างชัวร์ฯ เขาบอกว่าไม่งั้นคนจะไม่รู้จักเลยว่า เราเป็นนักร้องชนะการประกวดมา แต่เปลี่ยนชื่อแล้วก็ยังไม่ดัง !"

sunaree r1

จับจุดได้ไหมว่าทำไมถึงไม่ดังสักที ทั้งที่แต่ละเพลงที่พูดถึงก็เพราะและทุกวันนี้ก็คือเพลงดังเพลงหนึ่ง

"ค่ะ ตอนที่มาทำชุด สุดท้ายที่กรุงเทพฯ นี่ มีเพลงในชุดชื่อ กลับไปถามเมียคุณดูเสียก่อน เพลงนี้คนฟังแล้วเขาฟีดแบกมาที่บริษัทว่า ดี เขาชอบ ทำให้รู้สึกว่าเขาชอบเพลงช้าของเรา ตอนหลังก็เลยทำเพลงช้าออกมาอย่าง รายงานหัวใจ ทางสายใหม่ พวกนี้ เริ่มดังแล้ว

จริงๆ แล้วกี่ชุดๆ ที่ทำออกมาจะเป็นเพลงเร็ว เพลงเต้น เพราะตอนนั้นตลาดลูกทุ่งเป็นของพุ่มพวง เพลงกระแซะกำลังดัง เลยตามตลาดพุ่มพวง เฮทำเพลงเต้น เพลงเร็วกัน เราก็หลงทางไปกับเขาด้วย บังเอิญว่าในชุดที่เราทำเพลงเร็วมันก็มีเพลงฟังอยู่บ้าง ชุดละ 2-3 เพลง แต่ไม่ได้โปรโมท ต้องคนที่ซื้อเทปถึงจะได้ฟังเพลงช้าของเรา ซึ่งเขาฟังแล้วชอบก็บอกทางบริษัทว่าเขาชอบสุนารีแบบนี้มากกว่า

ทีนี้พอเริ่มดังของเราเอง เพลงเก่าๆ ที่ร้องไว้ชุดก่อนๆ เลยได้ทยอยมาดังตามน้ำทีหลัง กราบเท้าย่าโม ก็เหมือนกัน ทำไว้ตั้งแต่ชุดที่ 3 หรือที่ 4 ถึงมาดังทีหลัง"

sunaree 4เคยถามคุณสุขสันต์ หรรษา (ผู้ชักนำมาเป็นนักร้อง) ไหมว่า ทำไม? ถึงเลือกที่จะไปตามเรามาปั้น

"อืมห์ ! ไม่เคยนะ แต่รู้สึกว่าอาเขาจะเชื่อมั่นในตัวสุมาก (ว่าจะดังได้?) ใช่ เพราะสมัยที่อยู่กับแกแล้วก็ไม่ดังสักที จนเราท้อนะ บอกแกว่าอาหนูคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านแล้วล่ะ อยากกลับไปทำไร่ทำนาอย่างเก่า อาเขาบอกว่าอย่าเพิ่งเลย อดทนไปก่อนเถอะ แกว่าถ้าคิดถึงบ้านจะไปเยี่ยมก็ไป เจอพ่อแม่หายคิดถึงแล้วกลับมานะ ...เขาไม่ยอมให้เลิก ถามว่าทำไมล่ะอา แกเคยบอกว่า วันหนึ่งเอ็งต้องดัง สักวันหนึ่งแม้นั่งอยู่ในส้วมก็จะมีคนร้องเพลงของเอ็งให้ได้ยิน แล้วจริงๆ นะ มีอยู่วันหนึ่งกำลังเดินสาย แล้วแวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมัน ขณะที่เรากำลังคร่ำเคร่งกับธุระของเรา ไอ้ห้องข้างๆ ก็เสียงแจ๋วขึ้นมาเลย ...สองมือกราบลงที่ตรงเหนืออาสน์ แทบบาทย่าโม... โอ๊ย ! นึกถึงคำพูดอาเขาแล้วขนลุกขึ้นมาเลย"

จากท้องนาสู่ฉายาราชินีลูกทุ่งยุคนี้ ถึงจุดสูงสุดของสุนารีแล้วหรือยัง?

"ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะไปอย่างไร ขนาดไหน แต่เท่าที่ผ่านมาสุพูดได้ว่าในหน้าที่การงาน ในสายอาชีพของสุ รู้สึกว่าเป็นเกียรติสูงสุด มีบุญที่สุด ที่ได้ร้องเพลง ส้มตำ พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพฯ แล้วต่อมาก็ได้ร้องในชุดมณีพลอยร้อยแสง ที่พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแต่งร่วมกับสมเด็จพระเทพฯ

แล้วก็วันที่ร้องเพลงส้มตำถวายหน้าพระที่นั่ง พระราชินี ในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทยที่ศูนย์วัฒนธรรม ร้องเสร็จ ผู้จัดเขาก็มาบอกว่า ทรงให้เข้าเฝ้า ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน ร้องเสร็จลงมาก็ไปเข้าเฝ้าตื่นเต้นมาก คลานเข้าไปนี่รองเท้าหลุดเลย พอเข้าไปใกล้ๆ พระเทพฯท่านก็บอกแม่ท่านนะว่า นี่ไง คนที่ร้องเพลงที่หม่อมฉันแต่งอะไรทำนองนี้ พระราชินีท่านก็คุยสุภาพมาก ประทับใจไม่ลืมเลย ทุกวันนี้ยังเล่าให้ลูกฟังอยู่เลย ว่าแม่นี่ได้เข้าเฝ้าพระราชินีมาแล้วนะลูก"

sunaree 5นอกจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีครั้งไหนที่ประทับใจคุณสุอีก

"เคยไปร้องเพลงถวายในงานปาร์ตี้ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ สมัยที่ท่านยังอยู่ที่อเมริกา เขาบอกว่างานเริ่ม 6 โมงเย็น สามทุ่มจะเลิก แต่ร้องไป 60 เพลง ตีสามยังไม่เลิกเลย โอโห ประทับใจมาก งานนี้ไปไม่ได้ค่าตัวนะคะ แต่ว่าการบินไทยที่เป็นคนจัดงานเขาอัพเกรดที่นั่งขากลับให้เป็นชั้นเฟิร์สคลาส นอนตีลังกากลับมาเลย"

"เขาเชิญไปงานวันเกิดของหลวงพ่อวัดไทยที่อเมริกา พระเทพประสิทธิมนต์ วัดพุทธาราม หลวงพ่อองค์นี้ท่านชอบเพลงสุชุดคุณแม่ยังสาว ประมาณเพลงเก่าเอามาร้องใหม่น่ะ เขามาว่าให้ไปงานนี้ ซึ่งการไปงานนี้ทำให้เรารู้ว่ามีช่องทางทำกินได้เงินดีมากเลยที่เมืองนอกน่ะ พอเราเล่นงานของหลวงพ่อเสร็จ เขาให้ไปต่อที่งานปาร์ตี้ของทูลกระหม่อม ไปแล้วก็ทำให้มีคนอยากให้ราไปโชว์อีกหลายที่เลย แต่ทีนี้เราไม่ได้เตรียมตัวไป มีงานรออยู่ที่เมืองไทย เลยนัดกันว่ารับงานไว้ที่ไหนบ้างว่ามา แล้วอีก 6 เดือนเคลียร์งานที่เมืองไทยเสร็จเราจะไป คราวนี้พอไปอีกที โอโห ! รับเงินกันไม่หวาดไม่ไหว เที่ยวเดียว 3 เดือน ได้เงินกลับมา 8 ล้านบาท"

มาถึงตรงนี้อย่างทุกวันนี้ เคยมองย้อนกลับไปคิดถึงชีวิตแบบเก่าๆ ที่ยังไม่เป็นนักร้องบ้างไหมว่าเราได้อะไรจากสิ่งที่ทำอยู่

"อย่างน้อยที่สุด สุว่าตัวเองได้เข้ามาฝึกความอดทน ได้ประสบการณ์ ได้เพื่อนแม้ว่าบางคนอาจจะดีไม่ดีไม่เท่ากัน ทั้งที่จริงใจและไม่จริงใจ แต่เราก็มีความสุขกับงานนี้ จากเดิมที่ไม่คิดอยากเป็นนักร้องอาชีพโชคชะตาก็ได้พาเราเข้ามา แล้วเราก็รักงานนี้ เหมือนมันซึมเข้าไปเป็นครึ่งหนึ่งในตัวเราแล้ว

อีกอย่างจากที่เคยถูกล้อว่าพูดโคราชออกเสียงเหน่อๆ สุเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนกรุงยอมรับคนอีสานกันมากขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่า คนกรุงเทพฯ เองก็สนุกที่จะพูดอีสาน ใครที่ฟังอีสานไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักคำอีสาน เหมือนว่าคุณไปอยู่ที่ไหนมา เพราะใครๆ เขาก็พูดกัน ตัวสุเองบางทีไปออกรายการก็พูดโคราชเลย รู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำ ที่อาจจะเป็นเราก็ได้ที่ทำให้ภาษาบ้านเราได้เผยแพร่เป็นที่รู้จัก"

มีอะไรอีกที่เป็นของดีโคราชที่คุณสุรู้สึกภาคภูมิใจ

ถ้าเป็นสถานที่ สุว่า ปราสาทหินพิมาย ที่นี่สวยงามมีความน่าสนใจดี ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนโคราชจนป่านนี้ สุเพิ่งเคยได้ไปที่นี่เมื่อสัก 2 ปีที่ผ่านมานี่เอง ไปถ่ายรายการท่องเที่ยวรายการหนึ่ง เขาหาข้อมูลมาให้เราอ่านแล้วพูดแนะนำให้ผู้ชมทราบ ก็ทำให้เราได้รู้จักสถานที่แห่งนั้นไปด้วยเป็นครั้งแรก แล้วก็ติดใจตั้งแต่นั้นมา ส่วนอย่างอื่นที่เป็นโคราช สุว่า หมี่โคราช ของเราก็ขึ้นชื่อนะคะ หมี่โคราชนี่จริงๆ แล้วมันมีลักษณะเป็นเส้นเล็ก ตากแห้ง เวลาปรุง ตามแบบคนโคราชจริงๆ นี่เขาจะเอามาผัดกับไก่บ้าน แบบนี้จะเข้ากันที่สุด

ยังมีความฝันสูงสุดอะไรที่อยากไปให้ถึงอีกบ้าง

"คิดว่าไม่มีอะไรแล้วในชีวิตนี้ ถ้าจะมีก็คงมีอยู่อย่างเดียวที่อยากให้พ่อแม่ของสุมีอายุยืนนานได้มากๆ ที่สุด เพื่อที่จะอยู่กับสุไปอีกน้าน...นาน เพราะในบั้นปลายของตัวเอง ได้คิดไว้แล้วว่าจะกลับไปอยู่กับพ่อกับแม่ที่บ้าน ตอนนี้ก็เริ่มเตรียมที่ทางเอาไว้แล้ว มะม่วง ขนุนอะไรก็ลงไว้บ้างแล้ว เตรียมจะไปทำสวนที่บ้าน ให้พ่อขุดบ่อเก็บน้ำไว้รอบๆ ที่ของเราแล้ว จะได้เอาไว้เก็บน้ำฝนไว้ใช้เพาะปลูกของเรา

ถ้าเป็นในสายงานถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว อยากจะถอยไปทำงานเบื้องหลังบ้าง อย่างการแต่งเพลงหรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งได้พยายามฝึก พยายามลองทำดูบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จเลยนะ คิดว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ในวันหนึ่ง ก็แค่นี้..."

sunaree 0

ชีวิตครอบครัว

เคยสมรสครั้งแรก มีลูกชาย 2 คน คือ อาร์เธอร์ และ ฮีโร่ แต่เลิกรากันในที่สุด ต่อมาได้คบหากับฝรั่ง แฟนหนุ่มรุ่นน้อง ชื่อ วาวเตอร์ เดราฟ ชาวเนเธอร์แลนด์วัย 27 ปี มาเป็นเวลา 2 ปี แม้ทั้งคู่จะมีอายุห่างกันถึง 20 ปี ปัจจุบันได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

อาร์เธอร์ และ ฮีโร่

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003417

 sunaree 1

เกียรติยศ

สุนารี ราชสีมา ได้รับรางวัลพระราชทานในงาน "กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย" ทั้ง 2 ครั้ง จากเพลง "กราบเท้าย่าโม" แต่งโดย เลิศ ศรีโชค เมื่อปี พ.ศ. 2532 และเพลง "สุดท้ายที่กรุงเทพ" แต่งโดย จิตรกร บัวเนียม ในปี พ.ศ. 2534 และยังได้รับโอกาสสูงสุดในชีวิต จากการขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี "ส้มตำ" ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ปี พ.ศ. 2534 ต่อมาได้ขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกหลายเพลง เพื่อบันทึกเสียงในชุด "มณีพลอยร้อยแสง"

 

redline

backled1

 

Loading...

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1

นโยบายความเป็นส่วนตัว Our Policy

ยินดีต้อนรับสู่ประตูอีสานบ้านเฮา เว็บไซต์ของเรา ใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)