foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
♥️♥️ สวัสดีปีใหม่ 2564 ♥️♥️ ขอให้รักษาสุขภาพกันนะครับ ลมหนาวรอบที่ 3 มาแล้ววันนี้😁 จากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นเส้นความกดอากาศที่ 1020, 1030 จากทางประเทศจีนแผ่ลงมาถึงประเทศลาว กำลังเข้านครพนมและบึงกาฬ😀 คาดว่าความหนาวเย็นครั้งนี้จะพอๆ กับคราวก่อน หรืออาจจะเพิ่มกว่าเดิมนิดหน่อย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสุขภาพ และระมัดระวังเรื่องฟืนไฟจากการก่อกองไฟผิงให้ความอบอุ่นกันให้มากนะครับ...

: Our Sponsor ::

adv200x300 2

: Facebook Likebox ::

: Administrator ::

mail webmaster

: My Web Site ::

krumontree200x75
easyhome banner
ppor 200x75
isangate net200x75
paya supasit

ju juอย่าสุไลเสียถิ้ม พงษ์พันธุ์พี่น้องเก่า อย่าสุละเผ่าเซื้อ ไปย่องผู้อื่นดี

        ## อย่าได้ลืมญาติพี่น้องของตัวเอง ไปยกย่องผู้อื่นว่าดีกว่า @ปีใหม่เมือยามบ้านกัน ##

he ra header

เหรา (อ่านว่า เห-รา) ความงามในแบบศิลปะแบบบ้านๆ ของฅนอีสาน ความงดงามที่เกิดจากความศรัทธาในพุทธศาสนาและความเชื่อ สร้างขึ้นโดยคนในท้องถิ่นที่ไม่ได้ไปร่ำเรียนมาจากสำนักศิลปะใด แต่สร้างด้วยความศรัทธาและแรงบันดาลใจที่มีต่อพระพุทธศาสนา เป็นศิลปะแบบ Naïve Art (นาอีฟ อาร์ต) บางคนบอกเป็นงานศิลปะที่ไร้เดียงสา คือศิลปะที่สร้างขึ้นโดยคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนทางศิลปะมาก่อน ศิลปะแบบชาวบ้าน เป็นงานที่มีความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ละเลยกฎเกณฑ์ มุมมองต่างๆ แบบดั้งเดิม บ้างก็ว่าผิดพลาดไม่เป็นไปตามรูปทรงเรขาคณิต ไม่เป็นรูปทรง เหมือนงานศิลปะจากสำนักหรือสกุลช่างหลวง ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งงานศิลปะพื้นบ้านนั้นก็มักจะมีแนวทางที่เรียบง่ายคล้ายๆ กัน ไม่ได้มาจากบริบททางวัฒนธรรมหรือประเพณี เฉกเช่นดัง "เหรา" ตัวนี้

he ra 01

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Arisara Kangkun ได้โพสต์ภาพความน่ารักของ "สัตว์หิมพานต์" ตรงบันไดทางขึ้นสิม หรืออุโบสถ วัดชัยภูมิการาม หรือ วัดกลาง วัดเก่าแก่ของอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมข้อความระบุว่า น้อน เอ็นดูความตาจุด 55555 เพิ่งรู้ว่าน้อนไม่ใช่พญานาค 5555 ใครแวะมาเที่ยวเขมราษฎร์ แวะไปทำบุญและถ่ายภาพกับน้อนในวัดได้นะคะ ในเมืองมีอาคารเก่าสวยๆ อยู่เยอะค่ะลองมาเที่ยวกันนะ” (น้อน ศัพท์แสงวัยรุ่นในสื่อโชเชียล มีความหมายว่า "น้อง" แทนตัวด้วยความรักแต่ไม่รู้จักว่าเป็นอะไร บางทีอาจจะใส่ น.หนู ตามไปหลายตัว "น้อนนน" แสดงว่าน่ารักมาก อันนี้ถามหลานๆ มาอีกที ผมแก่แล้วก็เพิ่งจะเข้าใจ ไม่ว่ากันนะ😁🤣😂) ซึ่งโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน มีคนทำเป็นภาพแฟนอาร์ต คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนจนกลายเป็นกระแส #หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ จนล่าสุดมีการเปิดเผยว่า สัตว์หิมพานต์ตัวดังกล่าวไม่ใช่พญานาค แต่เป็น “เหรา”

“เหรา” หรือ "น้อนน" ที่กำลังโด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ขณะนี้ ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นบันไดอุโบสถ หรือ สิม วัดชัยภูมิการาม หรือวัดกลาง วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ลักษณะแปลกตา มี 5 หงอน ไม่มีเกล็ด เท้าด้านหลังเหยียบปลา สร้างโดยช่างฝีมือชาวบ้านสมัยโบราณ ลักษณะเรียบง่าย ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นให้เหลือเพียงความงามอันบริสุทธิ์ ไม่มีเกล็ด หรือเปลวกนก เหมือนกับงานช่างหลวง ที่สร้างด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นความงามอีกรูปแบบที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน อาจเรียกได้อีกอย่างว่า ศิลปะแบบนาอีฟ (Naïve) เป็นคำภาษาฝรั่งเศส หมายถึง เป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา

he ra 02

เหรา, มกร คืออะไร?

ประเทศในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง ไทย ลาว เขมร และพม่า มีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชา “งู” และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพ คือ มีพิษร้ายแรง จึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ โดยเฉพาะงูใหญ่อย่าง “พญานาค” ซึ่งอาจจะมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามอุดมคติของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นในดินแดนล้านนานั้น มีปากคล้ายจระเข้ บ้างมีเขี้ยวยาวโค้ง เรียกกันว่า “มกรคายนาค” (อ่านว่า มะ–กะ–ระ หรือ มะ–กอน) เป็นสัตว์จินตนาการในป่าหิมพานต์ เพื่อเสริมความเข้าใจให้มากขึ้นจึงขอนำเอาบทความของผู้รู้มาขยายต่อให้ทราบต่อไปดังนี้

สัตว์อะไร...กันแน่...!?...ที่เชิงบันไดโบสถ์วัดกลาง

โดย ติ๊ก แสนบุญ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์หอการค้าอุบลฯ

ณ เวลานี้ตามโลกสื่อสารออนไลน์ต่างๆ มีการพูดถึงมากสำหรับ สัตว์ทวารบาท ทางเข้าออกของโบสถ์ วัดชัยภูมิการาม (วัดกลาง) ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้คนต่างให้ความสนใจมาติดตามเที่ยวชมจากทั่วสารทิศ โดยข่าวข้อมูลกระแสหลัก ให้ข้อสรุปว่ารูปสัตว์ดังกล่าวคือ ตัวเหรา โดยข้อเขียนนี้ต้องการให้เห็นที่มา และความน่าจะเป็นแห่งที่มาของความหมายอื่นๆ ซึ่งไม่จำกัดการนิยาม การให้ความหมาย รวมถึงมิติทางวัฒนธรรมความเชื่อ ซึ่งเป็นมุมมองส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป

รูปสัตว์ทวารบาลที่พบโดยทั่วไป จำแนกออกเป็น สัตว์เสมือนจริงตามธรรมชาติ เช่น งู จระเข้ สิงโต เสือ ช้าง หมา ตะกวด และสัตว์ในจินตนาการ อย่างสัตว์หิมพานต์ ที่มีการผสมผสานกันของสัตว์หลากหลายชนิดในสัตว์หนึ่งตัว ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดี หรือสัตว์สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมความเชื่อ อันประกอบด้วย

1. พญานาค

พญานาค ถือได้ว่าเป็นสัตว์สัญลักษณ์อันดับต้นๆ ของการถูกนำมาสร้างสรรค์ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่อง นาคาคติ ที่มีพัฒนาการด้านความเชื่ออันสืบทอดคตินี้มาจาก "ลัทธิบูชางู" ตามระบบความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในแถบถิ่นอุษาคเนย์ โดยเฉพาะในบริบทแถบถิ่นลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่ตอนใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เรื่อยลงมาจนถึงปากแม่น้ำโขง ล้วนแล้วแต่มี คตินับถือบูชางู หรือ นาค โดยในด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี มีหลักฐานสำคัญที่อธิบายความหมายเชื่อมโยงจาก ลวดลายเขียนสีที่ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งปรากฏลวดลายเขียนสีเป็นรูปงูที่ภาชนะดินเผาที่ใช้เซ่นบูชาศพจำนวนมาก ซึ่งพบในแอ่งสกลนคร ที่เคารพบูชางูมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีตั้งแต่ยุคโลหะ (ปราณี , 2543 )

he ra 03

ศาสนาคารที่ทำการศึกษาล้วนพบว่า มีกรอบแนวความคิดเรื่อง พญานาค หรือ นาคาคติ ซึ่งพบอยู่ทุกกลุ่มสกุลช่างทั้งอีสาน และสปป.ลาว โดย "นาค" หรือ "พญานาค" เป็นชื่อเรียกตามสมมติอย่างหนึ่ง ที่ใช้เรียกแทนสัตว์เลื้อยคลานในจินตนาการ ประเภทงู ที่มีปรากฏการณ์ความเชื่อทั้งในโลกวัฒนธรรมตะวันตก และโลกตะวันออก โดยในมิติทางภาษาชื่อของ นาค จัดอยู่ในภาษาตระกูล อินโด-ยูโรป มีรากเดิมว่า นอค (naga) แปลว่า เปลือย แก้ผ้า แล้วภาษาอังกฤษรับมาใช้ว่า nakea เป็นอันรู้กันว่า "นาค" ไม่ใช่คำไทยลาว และไม่ใช่คำมอญ-เขมร

แต่ทั้งตระกูลไทยลาวกับมอญ-เขมร รับมาใช้ในความหมายว่า งู เพราะ งูเป็นสัตว์เปลือย ไม่มีขนปกปิด แล้วสร้างจินตนาการเพิ่มเติมต่อมาว่า หัวหน้างู ทั้งหลายคือ พญานาค (สุจิตต์ , 2549) ทั้งนี้ พญานาค ในวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่รับอารยธรรมกระแสหลักจากจีน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และญวน ล้วนใช้สัญลักษณ์เป็นรูป มังกร ซึ่งก็ผิดกันกับพญานาคก็เฉพาะรูปร่างหน้าตา และชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่ง จีน เรียกว่า เล้ง เล่ง หรือ หลง โดยคนไทยนิยมเรียกว่า มังกร ซึ่งอาจมาจากภาษาบาลีสันสกฤตว่า มกร (ส. พลายน้อย, 2547)

he ra 04

นอกจากนี้ยังมีคำอื่นๆ ที่หมายถึง "งู" คือ เงือก เงี้ยว งึม ต่อมาเรียกด้วยคำบาลีว่า นาค หรือ พญานาค (สุจิตต์ , 2550) เช่นเดียวกับคนในวัฒนธรรมอื่นๆ  ดั่งมีตำนานในแถบลุ่มน้ำโขง เช่น ในเขมร มีเรื่อง "นางนาคกับพระทอง" กล่าวได้ว่าเป็นนิทานปรัมปราของบรรพบุรุษชาวเขมร ในลาวและภาคอีสานของไทยมีหนังสืออุรังคธาตุ ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับนาคอยู่มากมาย ส่วนเวียดนาม (อาณาจักรจามปา) มีนิทาน นางนาค เช่นกัน และไทยสยามในแถบแคว้นสุโขทัยมีเรื่องราว "พระร่วง" เป็นลูกนางนาค ส่วนใน พม่า มีตำนานเกี่ยวกับนาคอยู่ในเรื่องกำเนิดเมืองหงสาวดี ดังนั้น นาค จึงมีความหมายนัยยะสำคัญต่อลัทธิความเชื่อที่เป็นลักษณะร่วม บนความหลากหลายของวัฒนธรรมตามบริบทในแต่ละพื้นที่ ดังปรากฏร่องรอยผ่าน ตำนาน นิทานปรัมปราที่อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับนาค ปรากฏอยู่ในกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ในแถบถิ่นนี้ ซึ่ง ศรีศักร วัลลิโภดม ได้วิเคราะห์เรื่องของ นาค ไว้ในหนังสือ แอ่งอารยธรรมอีสาน อยู่ 3 ประเด็น ซึ่งเป็นกรอบแนวความคิดที่นักวิชาการรุ่นต่อมาใช้อธิบายความหมายของนาค ในบริบทของแถบถิ่นสุวรรณภูมิ คือ 1) นาคเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนดั้งเดิม 2) นาคเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าแห่งดินและน้ำ 3) นาคเป็นลัทธิทางศาสนา

นอกจากนี้ นาค ได้ถูกอธิบายความไว้ในหนังสืออุรังคธาตุ ตอนต้นเรื่องว่า “เมืองสุวรรณภูมินี้เป็นที่อยู่แห่งนาคทั้งหลาย” นาค ในความหมายทางลัทธิศาสนา เช่น ตำนานอุรังคธาตุ ที่แสดงให้เห็นถึงชัยชนะใหม่ต่อระบบความเชื่อเดิม จากการเคารพนับถือผีสู่การนับถือพุทธ และพราหมณ์ ซึ่งผสมผสานกลมกลืน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า บรรดานาค ได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ศาสนา และสถาบันกษัตริย์

he ra 05

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการนำลักษณะของ งู หรือ นาค เข้าไปเป็นองค์ประกอบทางงานช่างต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับลัทธิความเชื่อ ดั่งปรากฏสถาปัตยกรรมประเภทศาสนาคารในเวลาต่อมา ส่วนในด้านเอกลักษณ์และรูปก็ย่อมแปลกแตกต่างกันไป ตามแต่รสนิยมในเชิงช่างที่สั่งสมถ่ายทอดสืบต่อกันมาในแต่ละสายสกุลช่าง ในกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาวอีสานชื่อ "นาค" ยังปรากฏคำในภาษาถิ่นที่ต่างออกไปอีกเช่น งูซวง ในนิทานเรื่อง สังข์สินไซ และใน สารานุกรมไทย ฉบับ ปรีชา พิณทอง อธิบายว่า ลวง คือ นางนาค เรียก นางลวง ซึ่งสอดคล้องกับ มหาสิลา วีระวงศ์ ซึ่งอธิบายว่า “ลวง” นี้หมายความว่า นาค (ลวงเป็นคำลาว นาคเป็นคำบาลี)

ในตำนานอุรังคธาตุ กัณฑ์ที่ 2 พุทธประวัติ ยังบรรยายถึง การเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยการสร้างรอยพระพุทธบาทในที่ต่างๆ ซึ่งเป็นยุคก่อนจะมีพระพุทธรูป ตลอดจนการทำให้พวกนาคยอมรับนับถือพุทธศาสนา มีข้อสันนิษฐานว่า แต่เดิมมาคนเผ่าอ้ายลาวคงนับถือผี คือบรรพบุรุษผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว และมี ลัทธิบูชางู โดยเหตุที่ได้อพยพโยกย้ายมาสู่อาณาบริเวณที่เป็นเขตมรสุมฝนตกชุก มีสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะคงจะถูกงูกัดตายมาก จึงยอมจำนนแล้วบูชา จะเห็นรูปปั้นงูในสมัยก่อนเป็นหัวงูจงอางซึ่งเรียกกันว่า งูซวง ต่อมาจึงเติมหงอนขึ้นคล้ายกับสวมชฎาให้งู แล้วใช้เป็นลวดลายประดับไว้ตามสถานที่เคารพ เช่น บนหลังคาโบสถ์วิหาร หรือตามข้างบันไดทางขึ้นลง ต่อมาชนพวกนี้จึงยอมรับนับถือพุทธศาสนาในสมัยก่อนสร้างพระอุรังคธาตุ

ในส่วนของความเป็นสัญลักษณ์จาก งู สู่ นาค โดยถูกปรับเปลี่ยนตามภาษาศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏอยู่ที่ลวดลายเขียนสีบนหม้อเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากที่ทำขึ้นเพื่อเซ่นบูชาศพ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องตน หรือจะเห็นได้จากการที่รูปสัญลักษณ์นาคถูกนำไปผูกติดเป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่กับ "บั้งไฟ" ที่มนุษย์จุดไปขอฝน โดยมีลักษณะแบบงู หรือนาค จะสามารถพบได้ในกลุ่มวัฒนธรรมไทยลาวในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีงานพุทธหัตถศิลป์อย่าง "โฮงฮด" หรือ "ฮางฮด" ที่นิยมทำเป็นรูป พญานาค ที่ใช้ใน พิธีฮดสรงพระ หรือที่เรียกว่า พิธีเถราภิเศก อันแสดงถึงการใช้นาคเป็นสัญลักษณ์ในการเป็นตัวกลางที่เปลี่ยนผ่านสถานภาพทางสังคมระหว่างชาวบ้านและพระสงฆ์

kong hod 4

นาค ในมิติวัฒนธรรมเชิงช่าง โดยเฉพาะในกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาว ทั้งล้านนาและล้านช้าง ยังปรากฏการใช้นาคเป็นองค์ประกอบสำคัญในลวดลายของผ้าทอ โดยลดทอนรายละเอียดตามจินตนาการเป็นลักษณะตัว s และตัว w โดยมีคำอธิบายว่า ความคิดเรื่องนาคมีมาก่อนที่นาคแบบอินเดียจะแพร่เข้ามาสู่ท้องถิ่น นาค ในความหมายเก่าของท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งอวัยวะเพศชาย เป็นผู้บันดาลสายฝนเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์

2. จระเข้

จระเข้ มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ร่วมของเทพเจ้าแห่งน้ำร่วมกับ นาค เพราะอยู่ในน้ำและว่ายน้ำได้ โดยมีสัตว์ในน้ำชนิดต่างๆ เป็นบริวาร ฉะนั้นการติดต่อกับบรรพบุรุษที่อยู่แหล่งเดิมได้ ก็โดยผ่านงูหรือจระเข้นี่เอง (สุจิตต์ , 2550) โดยเฉพาะในแถบสองฝั่งโขง ที่พบการนำจระเข้มาใช้ในองค์ประกอบส่วนประดับตกแต่ง โดยเฉพาะส่วนฐานเชิงบันไดโดย จระเข้ มกร หรือ ตัวเหราคายนาค ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ความเชื่อกับเทพเจ้าหลายองค์ แต่ทั้งหมดเป็นล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับน้ำ โดยถูกนำไปใช้เป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่เป็นพาหนะของเทพเจ้าที่เกี่ยวกับน้ำ โดย รัชกาลที่ 6 ทรงประทานอธิบายว่า มกร คือ เหรา (ส.พลายน้อย, 2532) โดยจระเข้ถือเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ในอุษาคเนย์ และเป็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของคนอุษาคเนย์มาตั้งแต่ยุคดั้งเดิม อย่างน้อยก็มีร่องรอยหลักฐานราวยุคสุวรรณภูมิเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว

he ra 07

ทั้งในบางกลุ่มชนยังเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่อง ผีบรรพชน ที่สืบมาถึงปัจจุบัน ที่สำคัญคือการสลักหินเป็นร่องลึกรูปจระเข้ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อดั้งเดิมพื้นถิ่นของที่นี่ สัตว์เลื้อยคลานพวกนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และความศักดิ์สิทธิ์ เพราะลักษณะการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับน้ำและดิน คือเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่คนยุคก่อนจินตนาการสมมุติเอาว่า นี่คือสื่อกลางที่จะติดต่อหรือ บันดาลให้เกิดน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ยุคดั้งเดิมเหล่านี้ ส่วนมากยังปรากฏอยู่บนวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในอุษาคเนย์ ที่ยังพบได้พร้อมๆ กับศาสนาและความเจริญก้าวหน้าของสังคม

ดังนั้นรูปสัตว์ทวารบาลทางเข้าโบสถ์แห่งนี้ก็คือ การสืบทอดคติความเชื่อมาจากกรอบแนวคิดว่าด้วยเรื่อง นาคาคติ ที่พัฒนาสืบเนื่องมาจากลัทธิบูชางูของศาสนาผีของกลุ่มคนพื้นเมืองที่ถูกเรียกว่า พวกนาค เมื่อปรับเปลี่ยนมารับนับถือพระพุทธศาสนา ก็มีการสร้างสรรค์จินตนาการสืบต่อเป็นสัตว์ที่มีคุณวิเศษมากขึ้น เช่น มีมือ เท้า ที่ผสมผสานกับสัตว์อื่นๆ ดังมีการเปรียบเทียบว่า นาค หรือ พญานาค ว่ามีลักษณะแบบอย่างตัว เหรา คือสัตว์หิมพานต์ชนิดหนึ่ง โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานอธิบายว่า เหรา จะมีหัวเหมือนมังกร และมีตีนแบบอย่างพวกตัวจิ้งเหลน แต่ทั้งหมดก็ไม่สามารถหาข้อสรุปให้เป็นที่ยุติได้

he ra 08

โดยในมุมมองผู้เขียนเสนอว่า ทวารบาลโบสถ์วัดแห่งนี้คือ รูปลักษณะนาค หรือพญานาค นั้นเอง เพียงแต่รูปแบบนาคที่วัดแห่งนี้ ช่างญวนได้สร้างสรรค์เป็นนวัตศิลป์ใหม่ที่เรียบเกลี้ยง ปราศจากลวดลาย (สัมพันธ์ไปกับรูปแบบที่เรียบเกลี้ยง ในรายละเอียดของการตกแต่งตัวโบสถ์ด้วยเช่นกัน) โดยเท้ามีการจับปลา ซึ้งเป็นคติที่นิยมทำของวัดในฝั่งสปป.ลาว อีกทั้งเมื่อดูช่วงเวลาการซ่อมสร้าง สิม หรือ โบสถ์ ของวัดแห่งนี้ ซึ่งซ่อมสร้างเสริมในปี พ.ศ. 2460 – 2470 (ตามข้อมูลในพื้นที่) ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว บริบทสังคมท้องถิ่นอีสานในขณะนั้นได้ผสมผสานคติไทยพอสมควรแล้ว ในเชิงการรับอิทธิพลทางศิลปะจากส่วนกลางกรุงเทพฯ อีกทั้งขนาดลายละเอียดการตกแต่งดูได้จากรูปแบบสิมหรือโบสถ์หลังนี้ รวมถึงการให้นิยามชื่อเรียกที่ว่า ตัวเหรา ก็ถือเป็นการนำเข้าชื่อตามคตินิยมไทยส่วนกลาง ไม่ใช่ชื่อที่นิยมใช้ในชุมชนท้องถิ่นไทย-ลาว 2 ฝั่งโขง โดยหากเป็นคำพื้นเมืองเดิมสองฝั่งโขง โดยเฉพาะชาวบ้านจะนิยมเรียก พญานาค ว่า ตัวลวง หรือ งูซวาง ซึ่งเรื่องราวของ "หมาสรวง" มักมีความสัมพันธ์กับเรื่องราวของงูซวาง/งูซวง

ในบางถิ่นเขียนเป็น งูทรวง พบในฮูปแต้มหรืองานจิตรกรรมฝาผนังอีสานโบราณ โดยเฉพาะในยุคจารีตล้านช้างโดยนิยมทำเป็นรูปพญานาค ตกแต่งส่วนหัวมีหงอนที่แปลกแตกต่างกันไป ตามแต่จินตนาการช่าง ทั้งกลุ่มสกุลช่างพื้นบ้านพื้นเมือง ช่างญวน โดยมีเรื่องราวหลักฐานผ่านวรรณกรรมทางศาสนา ทั้งของล้านช้างและล้านนา เรื่อง คัชชนาม สรุปได้ว่า หมาสรวง (ซึ่งหมายรวมถึงงูซวง/งูซวาง) ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกพญาแถนส่งมาจากสวรรค์ เพื่อลงมาปราบปรามมนุษย์ที่ประพฤติไม่ดี โดยเมื่อมาอยู่ในบริบทของเมืองมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อรับคติพุทธสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ก็ยังได้รับเกียรติยกย่องในฐานะเทพผู้รักษาค้ำจุนพระพุทธศาสนา โดยมีรูปเป็นสัตว์ทวารบาลเหล่านั้นทำหน้าที่คุ้มครอง ปกป้องศาสนาคารอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ดังปรากฏอยู่ที่งานสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมทางศาสนา และประติมากรรมปูนปั้น เชิงสัญญะทางความเชื่อในศาสนา เป็นรูปหมาสรวง และงูซวง หรือตัวลวง ตามทวารบาลบริเวณเชิงบันไดศาสนาคารต่างๆ และนัยยะที่ปรากฏอยู่ที่การสร้างสรรค์รูปสัตว์ต่างๆ

he ra 06

ทำให้เห็นถึงการผสานคติความเชื่อพื้นเมืองเดิมแห่งศาสนาผี ที่ผสานผสมกับศาสนาพุทธ ภายใต้รูปสัญญะแห่งการสร้างสรรค์ ปรับแต่งกับระบบรสนิยม และคติความเชื่อของช่างพื้นถิ่น ที่มีลักษณะเสรี ทำให้เกิดรูปแบบทางเลือกอันหลากหลาย อย่างนอกกรอบจารีตแห่งขนบช่างกระแสหลักทั่วไป ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างคุณค่าแห่งความหมายที่สำคัญในตัวเอง

ติ๊ก แสนบุญ ธันวาคม 2563
(ข้อเขียนนี้หากเป็นประโยชน์ขออุทิศแด่ พี่ดำเนิน แสนบุญ ผู้ล่วงลับ)

he ra 09

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ที่คนในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์กันสนั่นถึง น้อน หรือเจ้า เหรา สุดน่ารักตัวนี้ ทางพระใบฏีกา สุทัศน์ สติสัมปันโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชัยภูมิการามได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า "เหราตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2317 จากฝีมือช่างท้องถิ่น หรือช่างสกุลญวนในสมัยนั้น หากแต่ทางวัดเพิ่งได้มาบูรณะใหม่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยนำเอาสีทองที่เหลือจากการทำสีซุ้มประตูวัดมาทา ทำให้จากสีขาวเดิมกลายเป็นสีทองอย่างที่เห็น"

หลังจากนั้นมีคนสอบถามเข้ามาว่า "ทำไมถึงมีลักษณะแบบนั้น ถือเป็นการดูถูกหรือเปล่า ให้ช่วยอธิบายหน่อย" ทางวัดจึงได้มีการอธิบายไปว่า "ไม่ได้ทำด้วยความดูถูกแต่อย่างใด สร้างด้วยความจิตใจและความศรัทธา ที่ในสมัยก่อนอยากแสดงให้เห็นถึง การอยู่แบบไม่ต้องโอ่โถง อยู่แบบเรียบง่าย คือเน้นใช้งานและความเรียบง่าย เป็นแค่สร้างขึ้นมาเป็นปูนฉาบเรียบเหมือนกับตัวพระอุโบสถ

ตั้งแต่ที่มีข่าวออกไปที่เรียกกันว่า 'น้อน' หรือโพสต์ล้อเลียนว่าเหมือน 'โปเกมอน' บ้าง ตอนแรกอาตมาก็เกิดความสงสัยว่า มองเป็นโปเกมอนได้อย่างไร แต่สุดท้ายก็มองเป็นเรื่องของนานาจิตตังไป ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชัยภูมิการามได้อธิบายแล้วยังบอกอีกว่า ตั้งแต่ที่มีกระแสน้อนนั้น ในปัจจุบันจากแต่ก่อนที่มีแค่คนในพื้นที่ หรือคนใกล้เคียงเท่านั้นที่เข้ามาในวัด หากทุกวันนี้มาจากที่ไกลๆ ไม่ว่าจะทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

he ra 10

หากมองในมุมมองของความสวยงาม เหรา ตัวนี้อาจไม่ได้สวยงาม และดูประณีตเหมือนกับหลายๆ ที่ในประเทศไทย เหมือนกับการที่เขาชอบพูดกันเล่นๆ ว่า  งานไม่ตรงปก หรือ ถ้าเป็นงานกราฟิกคงเป็นงานที่บรีฟไปแล้ว งานที่ได้ไม่ตรงบรีฟ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่ได้แตกต่างกันจนเกินไป แม้ถูกมองว่าบิดเบี้ยว แต่ก็ยังมีฟังก์ชันแบบของตัวเองที่งดงาม จนเป็นกระแสอยู่นั่นเอง...

 

redline

backled1

 

ta fon morlum

ท่าฟ้อนนาคเกี้ยวเกล้า

การวางขา ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเท้าขวา หรือเท้าซ้ายก็ได้ไม่จำกัดเท้าแน่นอน ก้าวสลับกันไปให้เข้ากับจังหวะแคน เป็นการก้าวเดินธรรมดาเข้ากับจังหวะ น้ำหนักจะอยู่ทั้งสองขา ทำเช่นเดียวกันทั้งหมอลำกลอนชายและหญิง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ยกแขนทั้งสองขึ้นศีรษะทั้งชายหญิง ไม่จีบมือ ใช้แขนพันกันหักข้อมือเคลื่อนไหว เหมือนนาครัดกัน ยกแขนเหนือศีรษะตลอด

การแปรขบวน หมอลำกลอนวาดอุบลราชธานี จะแปรขบวนได้สองอย่าง คือ ฟ้อนเกี้ยวท่านาคเกี้ยวเกล้าโดยการฟ้อนโชว์ ทั้งคู่ก้าวเดินออกไปข้างหน้าเวทีชายอยู่ด้านขวามือเสมอ แล้วถอยหลังกลับที่เดิม หรือทั้งคู่ฟ้อนในท่านาคเกี้ยวเกล้า โดยการก้าวเดินแปรเป็นวงกลม ชายจะอยู่วงนอกเสมอ

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกด้วยใบหน้าสดชื่น อยู่ในลักษณะสำรวม เป็นการฟ้อนที่อยู่ในท่าไหว้ครู ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์เพื่อความมั่นใจ การก้าวเดินตามจังหวะนุ่มนวลเรียบร้อย

ta fon morlum 02

ท่าฟ้อนธรรมดา

การวางขา การวางขาเหมือนท่าฟ้อนนาคเกี้ยวเกล้า เป็นการก้าวเดินไปตามจังหวะแคน จะก้าวเท้าไหนก่อนก็ได้ น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าทั้งสอง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวงที่จำกัด วงจะสูงบ้างต่ำบ้างตามความถนัด ความพอใจของหมอลำแต่ละคน มืออยู่ในท่าคล้ายสอดสร้อยมาลาของภาคกลาง ไม่มีจีบมือ ใช้ข้อมือหักพริกคว่ำและหงายสลับกันไป ทำเหมือนกันทั้งชายหญิง

การแปรขบวน การแปรขบวนจะต่อจากท่าที่ 1 โดยการเดินไปตามจังหวะเป็นวงกลม เริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งแล้วกลับมาที่เดิม ชายจะอยู่รอบนอกทุกครั้งหญิงจะอยู่วงในเสมอ

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกบ่งบอกถึงความสนุกสนานร่าเริงเย้าหยอกกัน เป็นการท้าทายคู่ต่อสู้อย่างมีความสุข

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเกี้ยวในจังหวะและท่าธรรมดาและเป็นท่าฟ้อนที่หมอลำกลอนทุกคนถือว่าเป็นท่าฟ้อนเกี้ยวที่สุภาพที่สุด

ท่าสาละวันเตี้ยลง

การวางขา การวางขาคงทำเหมือนทุกท่าที่ผ่านมา เป็นการก้าวเดินไปตามจังหวะแคน ในท่าฟ้อนเกี้ยวจังหวะธรรมดา การก้าวเดินจะก้าวไปข้างหน้า หรือต่างคนต่างก็ถอยหลังทำเป็นวงกลมก็ได้

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ใช้ท่าเกี้ยวธรรมดาทั้งหมด ไม่จีบมือ ไม่จำกัดวง แต่มีการไล่นิ้วอย่างสวยงาม

การแปรขบวน เป็นการแปรขบวนสวนทางกับท่าฟ้อนเกี้ยวธรรมดา ชาย – หญิง อยู่ตรงกันข้ามฟ้อนท่าธรรมดา ถอยหลังค่อยๆ เตี้ยลงจนถึงพื้นทั้งคู่ ด้วยการหันหน้าเข้าหากัน

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าของทั้งคู่แสดงออกถึงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบ สนุกสนาน ร่าเริง แฝงไว้ซึ่งความท้าทายยั่วยุคู่ฟ้อนเป็นการแสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่แสดงถึงความสามารถของผู้ฟ้อนในลักษณะค่อยๆ เตี้ยลงหรือค่อยย่อลงไปจนถึงพื้น โดยไม่เซล้ม แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นซึ่งเป็นท่าฟ้อนเกี้ยวที่ฟ้อนยาก และสุภาพท่าหนึ่ง

ท่าฟ้อนม้วนมือ

การวางขา การวางขาและการก้าวเดินคงดำเนินไปเหมือนกับท่าฟ้อนอื่นๆ โดยการก้าวเดินให้เข้ากับจังหวะแคน

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ยกแขนขึ้นสูงระดับศีรษะ ฝ่ามือแบหันปลายมือเข้าหากัน ใช้มือทั้งสองหมุนทำเป็นลักษณะม้วนข้อมือ ทำเหมือนกันทั้งหมอลำกลอนฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

การแปรขบวน การแปรขบวนจะเชื่อมต่อจากเดินตามจังหวะเป็นวงกลม ท่าฟ้อนไล่ครุบ จะเปลี่ยนเป็นท่าฟ้อนม้วนมือด้วยการก้าวเดินคู่ไปข้างหน้า พอประมาณ แล้วกลับถอยหลังเข้าที่เดิมโดยมีหมอแคนอยู่ตรงกลาง

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกเป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ที่อิ่มเอิบ มีความสุข สนุกสนานร่าเริง

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่บอกให้คู่ฟ้อนและหมอแคนที่ให้จังหวะทราบว่า จะจบขบวนการฟ้อนและกลับเข้าที่เดิมแล้ว

ท่าฟ้อนกำมือ

การวางขา การวางขาคงยังดำเนินไปเหมือนท่าฟ้อนม้วนมือ เป็นการเดินถอยเข้าที่เดิมทั้งคู่ให้เข้าจังหวะแคน

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนและมืออยู่ในลักษณะเดิมกับท่าฟ้อนม้วนมือ เพียงแต่กำมือเข้าแทนมือแบ แขนจะลดลงต่ำเรื่อยๆ โดยการทำเป็นจังหวะในลักษณะหักข้อมือ

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนมากนัก เพียงแต่ก้าวถอยกลับเข้าที่เดิมเข้าจังหวะแคน ทั้งคู่จะอยู่คนละข้างของหมอแคนข้างใดก็ได้ไม่จำกัด

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าและอารมณ์แสดงออกถึงความสนุกสนานร่าเริง

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ให้คู่ฟ้อน หมอแคน และผู้ชมทราบว่า จบสิ้นการฟ้อนลงแล้ว

ta fon morlum 01

ท่าฟ้อนแฮ้งกางขา

การวางขา ยืนอยู่ในท่าขากางออกพอประมาณในท่ายืนตรง น้ำหนักอยู่ทั้งสองข้างหน้ามองตรง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนเหยียดออกไปด้านข้างเหยียดตรงระดับไหล่ ฝ่ามือคว่ำ

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนเป็นการแสดงยืนอยู่กับที่เพื่อจะเชื่อมไปสู่ท่าใหม่

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกเป็นสีหน้าและอารมณ์ปกติ

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนอิสระเลียนแบบสัตว์ ได้แก่ การบินของอีแร้งในลักษณะที่อีแร้งกำลังจะบินลงสู่พื้น ด้วยการกระพือปีกและกางขา เพื่อสัมผัสกับพื้นดิน เพื่อการทรงตัว

ท่าฟ้อนกาตากปีก

การวางขา ขาอยู่ในท่าการยืนตรง เท้าแยกกันเล็กน้อย หันหน้าตรง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนเหยียดตรงอยู่ในระดับไหล่คว่ำฝ่ามือลง ปลายนิ้วเหยียดตรง

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนเป็นการแสดงท่าประกอบกับเนื้อหาอยู่กับที่

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกอยู่ในท่าสงบปกติ

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าอิสระที่เลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์ ได้แก่ การพักผ่อนของสัตว์ปีกด้วนการตากปีกออกผึ่งแดด

ท่าฟ้อนยูงรำแพน

การวางขา ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าตามจังหวะแคน น้ำหนักอยู่ที่เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง วงสูงบ้างต่ำบ้างไม่จำกัด หักข้อมือม้วนออกไปด้านข้างทั้งซ้ายขวา แขนทั้งสองจะเหยียดตรงไปข้างหลังคว่ำฝ่ามือลง หักปลายนิ้วขึ้นทั้งสองข้าง (เหมือนท่ายูงฟ้อนหางของภาคกลาง) ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

การแปรขบวน เป็นการเดินไปตามจังหวะไปข้างหน้าประมาณ 4 - 5 ก้าว หรือมากกว่านั้น ประกอบกับท่ามือแล้วถอยกลับไปอยู่ที่เดิม

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกให้เห็นถึงความร่าเริงสนุกสนาน สดชื่น

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบนกยูง ที่แสดงออกถึงความพึงพอใจ ด้วยการอวดศักดาของตน โดยการรำแพนหางเป็นอาการสื่อภาษาในการแสดงอำนาจกับนกตัวอื่น และในขณะเดียวกันก็เป็นการบอกถึงความเจ้าชู้กับเพศตรงข้ามด้วย

ท่าฟ้อนเต่าลงหนอง

การวางขา ก้าวเดินสลับเท้าออกไปข้างหลัง ให้เข้ากับจังหวะแคน ด้วยการเดินตรงไปข้างหน้าประมาณ 4 - 5 ก้าว นำหนักตัวอยู่ที่เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง เหยียดแขนทั้งสองตรงไปข้างหน้า แล้วลดต่ำลงมาให้อยู่เหนือระดับเข่าพอประมาณ ฝ่ามือคว่ำทั้งสองใช้มือขวาทับซ้ายหรือซ้ายทับขวาก็ได้ ลำตัวโค้งลงค่อนข้างมาก ให้นิ้วหัวแม่มือพ้นออกมาทั้งสองข้าง กระดิกหัวแม่มือให้เคลื่อนไหวแทนขาเต่า สวนนิ้วอื่นๆ อยู่ในลักษณะประกบกันเรียบ

การแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าสลับขวา – ซ้ายให้เข้ากับจักหวะแคน ประกอบกับมือที่ส่ายไปมา และกระดิกหัวแม่มือ ก้าวไปข้างหน้าประมาณ 4 - 5 ก้าว แล้วก็ถอยกลับไปยังที่เดิม

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกบ่งบอกถึงความดีใจ ตื่นเต้นในการพบหนองน้ำ ด้วยอาการรีบคลานลงหนองด้วยความเร็วสังเกตจากการกระดิกนิ้วหัวแม่มือแทนขาเต่า

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนอิสระที่เลียนแบบสัตว์ เช่นเดียวกับเป็นการเลียนแบบที่บอกถึงลักษณะรูปร่างของเต่า ตลอดจนพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเต่าด้วย

ท่าฟ้อนหลีกแม่ผัว

การวางขา ก้าวเดินไปข้างหน้าในลักษณะย่อเข่าเล็กน้อย เท้าไหนก้าวก่อนก็ได้ให้เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าที่ก้าว

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองจะวางในท่านวยนาดเหมือนกับการเดินทุกอย่าง แขนและขาสลับข้างกัน มือวางคว่ำทับเข่าที่ก้าวในท่าสำรวมนอบน้อมพร้อมกับก้มศีรษะ

การแปรขบวน เป็นการเดินไปข้างหน้าให้เข้ากับจังหวะแคนประกอบลีลาแขนเดินออกไปประมาณ 5 - 6 ก้าว แล้วเดินถอยกลับที่เดิม

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกถึงความเคารพนอบน้อมสุภาพสำรวม เมื่อต้องเดินผ่านผู้มีอาวุโส

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบพฤติกรรมในวิถีชีวิตจริงของคนในสังคมชนบท ลักษณะผู้น้อยที่พึงปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ ที่อยู่ในฐานะของแม่สามี ผู้เป็นสะใภ้จะต้องถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ท่าฟ้อนสาวผมโป่งแค่งกุ้งในหนอง

การวางขา เท้าทั้งสองยืนแยกห่างกันพองาม ลำตัวโค้งก้มลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าทั้งสองข้าง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองยื่นลงไปยังพื้น ลักษณะกำมือไม่แน่น (มือจับขอบสวิง) ตวัดไป – มา

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน เป็นการแสดงให้เข้ากับจังหวะแคนอยู่กับที่

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นการฟ้อนเลียนแบบการทำมาหากินของชาวชนบท ด้วยการใช้สวิงช้อนกุ้งในหนอง ซึ่งเป็นการช้อนที่เรียกว่า “แค่ง”

ท่าฟ้อนเอาบุญตีกลองกินเหล้า

การวางขา ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าสลับกับเท้าซ้าย ให้เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าก้าวเสมอ

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง มือขวายกขึ้นระดับอก มือซ้ายอยู่ระดับเอวในลักษณะหักข้อมือคว่ำไปข้างหลัง มือขวาก็ทำเช่นเดียวกัน แสดงการตีกลอง

การแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าให้เข้ากับจังหวะแคน ประกอบท่ามือตีกลองไปข้างหน้า แล้วถอยหลังกลับที่เดิม

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกบ่งบอกถึงความสนุกสนานอย่างมีความสุข

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบประเพณีการทำบุญต่างๆ ของชาวอีสาน ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการตีกลองร้องเพลงกินเหล้า บอกถึงการมีความสุขที่สุดในชีวิต

ta fon morlum 03

ท่าฟ้อนเกี่ยวข้าวในนา

การวางขา ยืนแยกเท้าห่างกันพอประมาณ ลำตัวโค้งก้มลงค่อนข้างมาก น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าทั้งสอง

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงระดับเข่า มืออยู่ในลักษณะกำไม่แน่น (ทำท่าเกี่ยวข้าว) มือขวากำเคียวยกขึ้น – ลงเข้ากับจังหวะ

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าเข้ากับจังหวะแคนประมาณ 2 - 3 ก้าว แล้วถอยกลับที่เดิม

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกค่อนข้างเคร่งขรึมขมักเขม้นในการทำงาน

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบวิถีชีวิตของชาวชนบทด้วยการเกี่ยวข้าวในนา ซึ่งส่วนมากชาวชนบทมีอาชีพในการทำนา

ท่าฟ้อนแหลวเซินบินหาแนวกิน

การวางขา ก้าวด้วยเท้าขวาสลับกันไปข้างหน้าประมาณ 3 - 4 ก้าว เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักอยู่ที่เท้าก้าว

การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองเหยียดตรงไปด้านข้างคว่ำมือ ปลายมือทั้งสองโบกขึ้น – ลง เอียงซ้าย – ขวาสลับกันไป

การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วถอยหลังประมาณ 3 - 4 ก้าว แล้วถอยหลังกลับเข้าที่เดิม สายตามองจ้องพื้นหาอาหาร

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกถึงใจจดจ่ออยู่กับการหาอาหาร

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบการบินของเหยี่ยว ในการบินเสาะแสวงหาอาหาร ด้วยความเร็วพอปานกลาง

ท่าฟ้อนนกกระเจ่าบินวน

การวางขา ชายยืนซ้อนหลัง ก้าวด้วยเท้าขวาสลับกันไปศีรษะเอียงด้านขวา ก้มหน้านิดหน่อย น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าก้าว ทำเหมือนกันทั้งชายและหญิง

การตั้งวง ตั้งวงกลางกวักมือขึ้น – ลง ทำเหมือนกันทั้งชายและหญิง

การแปรขบวน ก้าวเดินพร้อมกับเคลื่อนไหวมือบินเหมือนนก ให้เข้ากับจังหวะแคน ไปข้างหน้าประมาณ 3 - 4 ก้าว แล้วถอยหลังกลับที่เดิม หรือทำเป็นวงกลมก็ได้

การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกด้วยสีหน้าและอารมณ์ปกติ

ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบการบินของนกกระเจ่าบินวนเวียนไป - มา

 ขอบคุณผู้ให้ข้อมูล : หมอลำทองศรี ศรีรักษ์

redline

backled1

 

isan tradition

line
รู้จักกับภาคอีสาน | ภูมิปัญญาท้องถิ่น | อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน | ขนบธรรมเนียมประเพณี | ฮีตสิบสองคองสิบสี่

ระเพณีและความเชื่อของชาวอีสานนั้น นับว่ามีส่วนช่วยทำให้การดำรงชีวิตของสังคม มีความสงบร่มเย็น ความเชื่อในเรื่อง ภูตผี เทพาอารักษ์ ถูกกำหนดขึ้นด้วยจุดประสงค์แฝงเร้นให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรพื้นถิ่น สร้างแหล่งอาหาร พืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ และช่วยรักษาป่าไม้ให้กับชุมชน หลายๆ ประเพณีจึงมีขึ้นเพื่อเป็นการรวมใจของคนในชุมชน สร้างขวัญกำลังใจในการประกอบสัมมาอาชีพ ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นอันทรงคุณค่า เมื่อท่านไปเยือนถิ่นอีสาน นอกจากจะได้ชื่นชมกับขนบธรรมเนียมประเพณี การแสดงออกทางด้านศิลปวัฒนธรรมอันสวยงาม สนุกสนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดมิได้เลยคือ อาหารการกิน ที่มีรสแซบถูกปากเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

isan province

bulletรู้จักกับภาคอีสาน 

isan poom pan ya

bulletภูมิปัญญาท้องถิ่น

bulletอัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน

  • อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน ความเป็นหนึ่งเดียวของอีสานที่ไม่ว่าจะไปปรากฏ ณ ที่แห่งใด ก็สามารถบอกได้ว่านี่แหละอีสาน
  • พระธาตุและธาตุ ที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระดูกเจ้านายชั้นสูง และชาวบ้านธรรมดา
  • "สิม" หรือ "โบสถ์" หรือ "อุโบสถ" สถาปัตยกรรมอันเป็นอัตลักษณ์อีสาน
  • หอไตรอีสาน ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คำสอนสำคัญในพุทธศาสนา
  • หอแจก ศาลาโรงธรรม หรือธรรมศาลา ศาสนาคารที่เป็นศูนย์รวมของชุมชน
  • ศาสนาคาร ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมเพื่อรับใช้พุทธศาสนา และความเชื่อของฅนอีสาน
  • บรรจุภัณฑ์แห่งความตาย มีคำกล่าวที่ว่า "ยิ่งใหญ่คับฟ้ามาจากไหนก็เล็กกว่าโลง (โลงศพ)"
  • เหรา (หรือ "น้อนน" ภาษาในสื่อโซเชียล) ศิลปะแบบพื้นบ้านที่สร้างตามความเชื่อและแรงศรัทธาอย่างแท้จริง

 

isan pra pe nee

bulletขนบธรรมเนียมประเพณี

bulletคติความเชื่อของฅนอีสานโบราณ

isan heet kong

bulletระบบการปกครองและฮีตสิบสองคองสิบสี่

line
รู้จักกับภาคอีสาน | ภูมิปัญญาท้องถิ่น | อัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน | ขนบธรรมเนียมประเพณี | ฮีตสิบสองคองสิบสี่

 

art local people

ศิลปินพื้นบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน คือ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันหลากหลาย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเราชาวอีสาน จึงขอประกาศเชิดชูคุณูปการของท่านเหล่านั้นให้ลูกหลานได้รู้จัก เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ผู้จัดทำเว็บไซต์ไม่อาจทำความรู้จักกับศิลปินพื้นบ้านทุกท่านได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ในท้องถิ่นต่างๆ ได้ช่วยชี้แนะกันมา ยินดีรับข้อมูลและภาพประกอบของศิลปินชาวอีสานทุกท่านนำมาเสนอ ณ ที่นี้ ติดต่อได้ที่ webmaster (@t) isangate.com ขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับ

kamma sm
ศิลปีนแห่งชาติ ประจำปี 2529
สาขา ทัศนศิลป๋ (การปั้นแกะสลัก)
pluang 1
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2529
สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน)
thongmark1
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2529
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)
ken1
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2534
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)
chaweewan1
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี  2536
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)
boonpeng sm
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2540
สาขาศิลปการแสดง (หมอลำ)
kampoon boontawee sm 
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2544
นักเขียนรางวัลซีไรต์คนแรกของไทย
por chalardnoi
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2549
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)
banyen sm
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2556
สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ)
pongsak 01
ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2557
สาขาศิลปะการแสดง (ประพันธ์เพลงลูกทุ่ง)
preecha 03

ดร.ปรีชา พิณทอง

นักปราชญ์ผู้รอบรู้วิถีชีวิตคนอีสาน
เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเรียบเรียง
ตำราทั้งคดีโลกและคดีธรรม
bampen na ubon sm
ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะวัฒนธรรม
จารีตประเพณีอีสาน
ได้รับการยกย่องเป็น "เจ้าโคตรเมืองอุบล"
sura oonnawong sm
ปราชญ์ชาวบ้าน  มีความรู้ด้านศาสนพิธี พุทธปรัชญา การปฏิบัติสมาธิ
และการจ่ายผญา
Chollapat sm
ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษ์ สารสนเทศ
และศิลปะการฟ้อนภาคอีสาน
thongkam pengdee sm
พระเอกหมอลำคณะรังสิมันต์
ต้นฉบับหมอลำกลอนทำนองอุบล
angkanang
ศิลปินนักร้อง/หมอลำ
ยุคเดียวกับบานเย็น รากแก่น
saman 1
หมอลำโกอินเตอร์กว่า 20 ประเทศ
sombat simlaa
เทพแห่งแคน ผู้ไร้ดวงตาแต่หัวใจมีเพลง
หมอแคนมากความสามารถของไทย
nopadol 6
ผู้ก่อตั้งวงดนตรีลูกทุ่งพูดจาภาษาอีสาน
วงดนตรีเพชรพิณทอง
tongsai 11

นายทองใส ทับถนน

ศิลปินครูพิณเมืองอุบลฯ เป็นตำนาน
ในวงดนตรีลูกทุ่ง เพชรพิณทอง
sa nguan 01
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผู้สืบสานพิณอีสาน
แห่งจังหวัดอำนาจเจริญ
usa janvijit sm

นายอุส่าห์ จันทรวิจิตร

นายช่างประติมากรรมศิลปะอีสาน
และต้นเทียนพรรษาอุบลราชธานี
boonleng sm
ปราชญ์พื้นบ้าน เกษตรกรแบบพอเพียง
แห่งจังหวัดอุบลราชธานี
kampan sm
ศิลปินพื้นบ้าน เพลงโคราช
แห่งจังหวัดนครราชสีมา
surin paksiri sm
"ทิดโส สุดสะแนน" นักจัดรายการวิทยุ
นักแต่งเพลงลูกทุ่งแห่งจังหวัดอำนาจเจริญ
doi intanont sm
นักแต่งเพลงลูกทุ่ง/หมอลำ
แห่งจังหวัดสุรินทร์
kamkerng sm
นักแต่งเพลงลูกทุ่ง/หมอลำ
แห่งจังหวัดอุบลราชธานี
koon tawonpong sm
หมอลำกลอนเพอะ (สองแง่สองง่าม)
ฉายา "หมอลำคูณหี" เมืองอุบลฯ
ratree sriwilai sm
หมอลำ ดีกรีปริญญาเอกคนแรก
ผู้แต่งกลอนลำเป็นต้นตำรับลำซิ่ง

jomsri sm 
หมอลำหญิงเสียงดีของเมืองอุบลราชธานี
บันทึกแผ่นเสียงลำคู่กันกับหมอลำคูณ
kampoon sm
หมอลำอาวุโสที่มีชื่อเสียงในอดีต
อยู่ในหมอลำคณะ สุนทราภิรมย์
noom sm
ปราชญ์ชาวบ้านผู้ประพันธ์กลอนลำ
ชีวิตชาวนา
ให้ หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน
duang wang sa loon sm
ปราชญ์ชาวบ้านผู้ประพันธ์กลอนลำ
ให้ ศิลปินหมอลำอีสานมากมาย
kru kamman sm
นักคิด นักเขียน นักวิชาการการศึกษา
ผู้ประพันธ์นวนิยาย ครูบ้านนอก
sawing boonjerm sm
ปราชญ์ชาวบ้าน ครูภูมิปัญญาไทย
ด้านปรัชญาศาสนา และประเพณี
ได้รับยกย่องให้เป็น "ปรัชญาเมธีอีสาน"
sorapetch sm
นักประพันธ์/นักร้องเพลงลูกทุ่งดัง
เจ้าของเพลง หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือ
dee load sm

พระครูดีโลด

พระสงฆ์ผู้สืบสานต่อพระศาสนา
เชี่ยวชาญงานช่างศิลป์เป็นเลิศ
ampon sm

นายอัมพร ขันแก้ว

ภูมิปัญญาอีสานด้านดนตรีพิณ-ซุง
และปราชญ์สมุนไพรพื้นบ้าน
tepbutr satirodchompoo sm

นายเทพบุตร สติรอดชมภู

เจ้าของค่ายเพลงอีสานยุคแรก
ผู้สร้างตำนานหมอลำคณะรังสิมันต์
triam chachumpon sm

เตรียม ชาชุมพร

ศิลปินผู้วาดภาพประกอบแบบเรียน
ภาษาไทย ชุด มานะ มานี ปิติ ชูใจ
Ning nong sm

หนิงหน่อง เพชรพิณทอง

ดาวตลกอีสานผู้สร้างความหรรษา
กับวงดนตรีเพชรพิณทอง
thong lomwong sm

นายทอง ล้อมวงศ์

ปราชญ์พื้นบ้านช่างหัตถกรรม
ทองเหลืองบ้านปะอาว
nampueng sm

น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์

ศิลปินพื้นบ้านกันตรึม
ฉายา Queen of กันตรึม
noom puthai sm

หนุ่ม ภูไท

นักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรี
ลูกทุ่งอีสานอันเป็นเอกลักษณ์
supan cc sm

สุพรรณ ชื่นชม

ผู้ประพันธ์กลอนลำฮิตติดปาก
ชมรมแท็กซี่, โบว์รักสีดำ
thong huad sm

ทองฮวด ฝ่ายเทศ

ศิลปินซอพื้นบ้านอีสาน
@
@

 

3 local artistศิลปินพื้นบ้านภาคอีสาน จากตำนานสู่ปัจจุบันนั้น มีมากมายหลายท่าน ที่ยังได้รับการกล่าวขานถึงด้วยความสามารถอย่างแท้จริง อย่างคุณแม่หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุ) โคจรมาพบกับหมอแคนระดับเทพอย่าง หมอแคนสมบัติ สิมหล้า และราชาพิณอีสาน ทองใส ทับถนน ในงานมหกรรมศิลปะพื้นบ้านภาคอีสาน

ท่านใดมีประวัติส่วนตัวของศิลปินอื่นๆ ที่ยังไม่ปรากฏในเนื้อหาหน้านี้ อยากจะนำมาเผยแพร่ เพื่อยกย่องเกียรติคุณของท่านเหล่านั้น ให้ลูกหลานได้รู้จัก โปรดได้แจ้งมายัง กระผมผู้จัดทำเว็บไซต์นี้ได้ทันทีครับ ทางโทรศัพท์หมายเลข 08-1878-3521 หรือทางอีเมล์ webmaster (@) isangate.com ได้ครับ ขอขอบพระคุณทุกท่าน

สำหรับข้อมูลจะส่งให้ในรูปเอกสารเวิร์ด ภาพประกอบต่างๆ ที่ท่านได้เรียบเรียงมาดีแล้ว หรือจะแนะนำส่งลิงก์ที่เกี่ยวข้องมาให้ทางทีมงานเราได้รวบรวม เรียบเรียงให้เหมาะสมก็ได้ครับ ยินดีให้เครดิตแก่ท่านในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้น คงไม่มีค่าตอบแทนสำหรับท่านนะครับ นอกจากความเคารพรักในน้ำใจ เพราะผมอาจจะมีรายได้จากแบนเนอร์โฆษณาบ้างเล็กน้อย ก็ยังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายค่าโดเมน/ค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ ต้องอาศัยจากเงินเดือนข้าราชการบำนาญของผมเองเข้าช่วยบ้าง จึงพออยู่รอดได้ครับ

mp3

วามบันเทิงเริงใจของคนอีสานมีมาเนิ่นนาน มีเครื่องดนตรีที่มีท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือ "สำเนียงอีสาน" อันแท้จริง การขับร้องบทเพลงต่างๆ นั้นบ่งบอกได้ทั้งความอุดมสมบูรณ์ ความมีชีวิตชีวา ความสนุกสนาน การทำมาหากินของผู้คน และบางเพลงกับท่วงทำนองก็บ่งบอกถึงความห่วงหาอาทร คิดถึงบ้านที่จากมาทำงานในถิ่นอื่นๆ รวมทั้งรำพันถึงความรักต่อญาติพี่น้อง คนรักในทางไกลที่จากมา มีพัฒนาการต่อเนื่องมาเนิ่นนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน จนในที่สุดท่วงทำนองพื้นบ้านอีสานก็มีส่วนเชื่อมโยงและเข้าถึงกับคนในทุกภาค ด้วยการนำทำนองอีสานไปร่วมกับดนตรีร่วมสมัย (เครื่องดนตรีสากลยุคใหม่) และคำร้องภาษาอีสานที่ปนกับภาษากลางไปเป็นเพลงรูปแบบใหม่ๆ ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

morlum klon 3

หมอลำ ลมหายใจอีสาน

หมอลำ คือ การขับร้องลำนำ นิทานพื้นบ้านโบราณ บทกลอนบทกวีต่างๆ ทั้งที่เป็นการขับร้องเดี่ยวๆ ไม่มีดนตรีประกอบ และการขับร้องประกอบเครื่องดนตรีคือ "แคน" เป็นหลัก จากการขับร้องเดี่ยวๆ มาเป็นคู่ และเป็นหมู่คณะ มีเครื่องดนตรีหลายชนิดประกอบให้มีความไพเราะ สนุกสนาน จนเป็นที่นิยมกลายเป็นเพชรน้ำเอกของภาคอีสาน โอกาสที่จะมีการแสดงหมอลำ คือ งานทำบุญให้ทาน งานรื่นเริงในหมู่บ้าน และงานฉลองต่างๆ ในช่วงออกพรรษา

วิวัฒนาการของหมอลำดำเนินต่อเนื่องมาเป็นลำดับนานต่อเนื่อง จาก หมอลำ (ลำคนเดียว) มาเป็น หมอลำคู่ หมอลำหมู่ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมมากมาย เดินสายไปลำกันทั้งภาคเหนือภาคใต้ จนมาถึงยุคละครโทรทัศน์เฟื่องฟู มีการทำนายกันว่า "หมอลำตายแน่" ไม่ค่อยมีงานแสดง แต่คำทำนายไม่เป็นจริงเกิดมี หมอลำซิ่ง เป็นวงหมอลำผสมดนตรีสากลสมัยใหม่ ที่ครึกครื้นกลับมาอีกระยะหนึ่งและพัฒนาต่อกลายเป็น วงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ ที่โด่งดังมากมายในปัจจุบัน เช่น คณะเสียงอีสาน ประถมบันเทิงศิลป์ และอื่นๆ ซึ่งเมื่อมีตัวเอกชูโรงโด่งดัง จาก พระเอก นางเอกหมอลำ ก็มีการแยกตัวออกมาเป็น นักร้องลูกทุ่งเดี่ยว ออกมาตั้งคณะกันมากมาย [ อ่านเพิ่มเติมได้จาก : หมอลำศิลปะพื้นบ้านที่ไม่มีวันตาย ]

morlum dress

ลูกทุ่งอีสาน

เพลงลูกทุ่งและความหมาย

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ให้คำจำกัดความถึง เพลงลูกทุ่ง ว่า หมายถึง เพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคม อุดมคติ และวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งให้บรรยากาศของความเป็นลูกทุ่ง

เพลงลูกทุ่ง เป็นเพลงมีวิวัฒนาการมาจากเพลงพื้นเมือง หรือเพลงชาวบ้าน แก่นเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งที่สะท้อนให้เห็นลักษณะของวิถีไทย ถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องดนตรีของตะวันตกมาใช้บรรเลงทำนอง และเมื่อพิจารณาถึงเพลงพื้นเมืองอันเป็นต้นกำเนิดของเพลงลูกทุ่ง พบว่า เพลงพื้นเมืองเป็นวรรณกรรมที่บรรจุเนื้อหาของสังคม และชีวิตจริงของคนไทยในแต่ละท้องถิ่นไว้ในความเรียบง่ายของท่วงทำนองดนตรี (ภิญโญ จิตต์ธรรม, 2516 : 16) เนื้อเพลงลูกทุ่งแสดงถึงความรู้สึกนึกคิด โลกทัศน์ที่มีต่อสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเนื้อเพลง ทำนอง ดนตรีประกอบ มีรูปแบบที่เรียบง่าย ซึ่งกล่าวได้ว่า เพลงลูกทุ่งอาจจะเกิดขึ้นเพราะ คนชนบทส่วนใหญ่นิยมที่จะร้องเพลง ที่มีสำเนียงในรูปแบบของตนเองที่ติดมาจากท้องถิ่น ติดมาจากพวกเพลงลำตัด หรือ ลิเก ที่มีการเล่นลูกคอ ลูกเอื้อน หรือว่าอย่างลีลาของหมอลำ ก็มีแนวทางการร้องลูกคอของเขาพลิ้วพรายไปอีกแบบหนึ่ง ไม่ร้องตรงๆ (พยงค์ มุกดาพันธ์, 2532 : 35–36) และจากสำเนียงการร้องดังกล่าว ต่อมาจึงเกิดการเรียกรูปแบบแนวเพลงลูกทุ่งขึ้นหลายประเภท ได้แก่ ลุกทุ่งปักใต้ ลูกทุ่งล้านนา ลูกทุ่งอีสาน ลูกทุ่งหมอลำ ลูกทุ่งเพื่อชีวิต เป็นต้น

pleng looktung 01

เพลงลูกทุ่งไทย ใช้ภาษาง่ายๆ ตรงไปตรงมา ในลักษณะเดียวกันกับเพลงพื้นบ้าน เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป และแพร่ขยายกว้างไกลถึงชนบททุกแห่ง เพลงลูกทุ่งหลายเพลงสะท้อนถึงสภาพสังคม ความเป็นอยู่และวัฒนธรรมไทย หลายเพลงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทย บางเพลงเป็นหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์สังคมของประเทศ บางเพลงเป็นที่รวมของภูมิปัญญา และทรัพย์สินทางปัญญาของชาวบ้าน เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง

ที่มาของคำว่า “เพลงลูกทุ่ง” พัฒนาการระยะแรกของเพลงลูกทุ่งนั้น ใช้คำว่า “เพลงตลาด หรือ เพลงชีวิต” เป็นคำเรียกบทเพลงของนักร้องเพลงไทยสากลกลุ่มหนึ่ง ในช่วงภายหลังสงครามครั้งที่ 2 อย่างไม่เป็นทางการ โดย ป. วรานนท์ (ประชา วรานนท์) นักจัดรายการวิทยุพล 1 ใช้เรียกขาน เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2498 – 2499 เพลงแนวนี้ได้รับความนิยมกว้างขวาง เหล่านักร้องที่ถูกเรียกขานว่าเป็น กลุ่มนักร้องเพลงตลาด บางคนก็ถูกเรียกขานว่าเป็น นักร้องเพลงชีวิต เพราะร้องเพลงสะท้อนชีวิต สะท้อนสังคม เช่น แสงนภา บุณราศรี, คำรณ สัมบุณณานนท์, เสน่ห์ โกมารชุน (จำนง รังสิกุล, 2527 : 72) ซึ่งทั้งลีลาและการขับร้องเป็นลักษณะที่แปลกกว่าบทเพลง หรือลีลาการขับร้องเพลงของนักร้องที่มีผลงานเพลงแพร่หลายอยู่ในขณะเดียวกัน

พอจะสืบสาวได้ว่าเพลงที่มีแนวเป็นเพลงลูกทุ่ง และบันทึกไว้เป็นหลักฐานเป็นเพลงแรก คือเพลง "โอ้เจ้าสาวชาวไร่" ผลงานประพันธ์ทำนองและคำร้องของ ครูเหม เวชกร เมื่อ พ.ศ. 2481 ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์ เป็นเพลงประกอบละครวิทยุเรื่อง "สาวชาวไร่"

ส่วนคำว่า "เพลงลูกทุ่ง" อาจารย์จำนง รังสิกุล คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 ปลายปีเดียวกัน ประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงทางสถานีไทยโทรทัศน์ ตั้งชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง" ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 มีการจัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 2 สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานในฐานะ "นักร้องลูกทุ่งชาย" ยอดเยี่ยม โดยที่ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อพฤษภาคม 2507 นั้น ยังไม่มีเพลงลูกทุ่งเข้าประกวด

เพลงลูกทุ่งอีสาน

เพลงลูกทุ่งอีสาน เนื้อหาและหลักเกณฑ์ในการเป็นเพลงลูกทุ่งอีสาน สามารถมองได้จากภาษาที่ใช้ในคำร้องเพลงลูกทุ่ง ใช้ภาษาท้องถิ่นอีสานปะปนภาษาภาคกลาง และสำเนียงการเอื้อนเสียง ลีลา สำเนียง แม้ว่าจะใช้เครื่องดนตรีสากลบรรเลงเพลงลูกทุ่งอีสาน แต่สำเนียงก็จะปรากฏออกมาเป็นทำนองพื้นบ้านอีสาน โดยใช้เครื่องดนตรีสากลประกอบเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน เพื่อให้เห็นบรรยากาศท้องถิ่นตามคำร้อง ทำนอง และ สำเนียงเพลงพื้นบ้านอีสาน (นิพินธุ์ สุวรรณรงค์, 2553 : 95-96)

pleng looktung 02

เพลงลูกทุ่งอีสาน ได้พัฒนาการทางวัฒนธรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีเนื้อหาเพลงที่ฟังง่าย จำง่าย ผู้ฟังได้ฟังเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถร้องได้ทั่วๆ ไป บางครั้งมีการนำเอา ”ทำนองลำ” มาผสมผสานเข้ากันกับเพลงลูกทุ่งอีสาน จนทำให้เป็นที่มาของแนวเพลง “ลูกทุ่งหมอลำ” ซึ่ง “หมอลำ” นั้นนับว่าเป็นการแสดงพื้นบ้านที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย การแสดงหรือการเล่นหมอลำส่วนมาก จะเล่นเพื่อความบันเทิง ฉะนั้นจึงมักจะเล่นเมื่อมีเทศกาลงานประจำปี เช่น งานประเพณีสำคัญ และงานบุญต่างๆ การแสดงหมอลำไม่มีหลักฐานจารึกชัดเจนว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใด (เจริญชัย ชนไพโรจน์, 2529: 11-59)

เพลงลูกทุ่งหมอลำ มีบทบาทสำคัญ ในเรื่องให้ความบันเทิง ความสนุกสนานเป็นมหรสพ ในงานประเพณี งานรื่นเริงต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับศิลปินนักร้อง นักประพันธ์ นักเรียบเรียง และนักดนตรี เป็นอย่างมาก และจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กระแสธุรกิจบันเทิงได้เป็นตัวผลักดัน ในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานเพลงลูกทุ่งหมอลำ ให้เป็นไปตามกระแสนิยมของสังคมเพื่อความอยู่รอด จากบทบาทความสำคัญของเพลงลูกทุ่งหมอลำ ที่มีอิทธิพลต่อชาวอีสานดังกล่าว เห็นควรแก่การเรียนรู้ถึง กำเนิดเพลงลูกทุ่ง พัฒนาการของเพลงลูกทุ่งอีสาน และเพลงลูกทุ่งหมอลำ เพลงพื้นบ้านอีสานแพร่กระจายสู่เมืองกรุงในปัจจุบัน

รำโทน เป็นภูมิปัญญาและศิลปะของชาวอีสานที่มีมาก่อน รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะส่งเสริมเสียอีก ซึ่งคำว่า “รำโทน” นั้นมีสาเหตุมาจากการใช้ กลองโทน มาบรรเลงประกอบจังหวะการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสาน โดยลักษณะกลองโทนนั้น ใช้หนังงูเหลือมเป็นหน้าหนังกลอง บางครั้งก็ใช้หนังกบ ตัวกลองทำด้วยดินเผา จะมีเสียงดัง “ปอดป่อง ปอดป่องๆ ๆ” ซึ่งนำมาประกอบกับจังหวะการลำ ตามเสียงของหนังกลองงูเหลือม เพลงที่ผู้แต่งนำมาเลียงของการบรรเลงโทน คือ “เพลงบักหลอดปอดป่อง” ซึ่งเป็นเพลงของ “ครูเบญจมินทร์” ได้นำมาบันทึกแผ่นเสียง มีเนื้อร้องว่า... “บักหลอดปอดป่อง ไถนาวันพระ ฝนตกฮะบักหลอดปอดป่อง”

ถึงแม้ชาวอีสานจะถูกรัฐบาลในครั้งนั้น นำเอาศิลปะรำโทน ซึ่งเป็นศิลปะของตัวเอง ไปเป็นศิลปะประจำชาติ และถึงแม้ชาวอีสานจะหันไปนิยมรำโทนที่เป็นรูปแบบใหม่ของรัฐบาลก็ตาม แต่ทว่าในพื้นถิ่นของภาคอีสาน ก็ยังมีการสร้างผลงานรำโทนในรูปแบบของ “นิทานก้อม” แบบดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะรูปแบบของท่วงทำนอง ลีลาจังหวะของรำโทนนั้น เป็นลักษณะเฉพาะของชาวอีสาน ต่อมา รำโทน มีรูปแบบของท่วงทำนองลีลาจังหวะเปลี่ยนไป มีการปรับเปลี่ยนดัดแปลง และเสริมแต่งจากนักประพันธ์เพลงในแต่ภาคแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นเพิ่มสีสันเพื่อให้เหมาะสมกับเพลงที่ใช้ประกอบกับการเต้นรำ แล้วมีการนำเพลงรำโทนในรูปแบบใหม่มาบันทึกแผ่นเสียง และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย

pleng looktung 03

ครูสุรินทร์ ภาคศิริ ได้นำนิทานก้อมมาดัดแปลงใช้บันทึกแผ่นเสียงรำโทน ได้นำเอาเนื้อนิทานก้อมมาเป็นพื้นฐาน จัดรูปแบบพัฒนาดัดแปลงคำร้อง และจัดโครงสร้างใหม่ เพื่อให้เป็นเพลงลูกทุ่งหลายเพลง ได้แก่ เพลงบ้องกัญชา แต่งให้ กาเหว่า เสียงทอง ร้องในปี พ.ศ. 2513 และเพลงผ้าขาวม้า แต่งให้ สาลิกา กิ่งทอง ร้องในปี พ.ศ. 2514 เป็นต้น

ในยุคช่วงปี พ.ศ. 2504 ของเพลงลูกทุ่งที่ใช้คำร้องภาษาอีสาน คือ “ศักดิ์ศรี ศรีอักษร” นักร้องสาวจากจังหวัดอุบลราชธานี ในผลงานเพลง “ผู้ใหญ่ลี” ซึ่ง พิพัฒน์ บริบูรณ์ ได้เลือก ชาญชัย บัวบังศร บันทึกเสียงดนตรีสากล แต่ถ้าเป็นทางดนตรีอีสานเลือก สมัย อ่อนวงศ์ หมอแคนชาวจังหวัดเพชรบุรี บันทึกเสียง เพลง “ผู้ใหญ่ลี” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพในชนบทของชาวอีสาน กล่าวถึงในยุคก่อน ผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ของชาวอีสานไม่ชินกับการใช้ภาษาไทยกลาง พร้อมทั้งมีความรู้ก็น้อยในการปฏิบัติหน้าที่ปกครองลูกบ้าน และเป็นเรื่องเล่าขานที่ตลกสนุกสนาน ในการใช้ภาษาผิดๆ ถูกๆ ซึ่ง ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในปี พ.ศ. 2514 สถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 ขอนแก่น ได้จัดการประกวดแข่งขันลำเรื่องต่อกลอน ผลการแข่งขันปรากฏว่า “คณะอุบลพัฒนา” ได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับความนิยมทั่วภาคอีสาน ในขณะนั้น ครูสุรินทร์ ภาคศิริ (หรือ ทิดโส สุดสะแนน) พร้อมกับนายห้างแผ่นเสียงกรุงไทย ประเสริฐ หวังสันติพร กำลังค้นหานางเอกแสดงภาพยนตร์ ในเรื่อง “บัวลำภู” ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์ โดยมีเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ “เพลงอีสานลำเพลิน” ประพันธ์โดย ครูสุรินทร์ ภาคศิริ

อีสานลำเพลิน โดย อังคนางค์ คุณไชย (ต้นฉบับ)

หลังจากนั้น นายห้างประเสริฐ หวังสันติพร พร้อมทั้งนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียง พรชัย ณ วังใหม่ และครูสุรินทร์ ภาคศิริ จึงได้มาพบกับหัวหน้าคณะอุบลพัฒนา อาจารย์อัมพร สง่าจิตร ที่สำนักงานหมอลำจังหวัดขอนแก่น เพื่อมาขอให้ อังคนางค์ คุณไชย แสดงภาพยนตร์รับบทเป็นหมอลำสาว พร้อมกับ สไบแพร บัวสด แสดงร่วมกัน หลังจากที่หัวหน้าหมอลำคณะอุบลพัฒนา อนุญาตให้ทั้งสองแสดงภาพยนตร์เรื่อง บัวลำภู แล้ว อังคนางค์ คุณไชย ก็ได้บันทึกแผ่นเสียง “เพลงอีสานลำเพลิน” และสไบแพร บัวสด ใน เพลงลำเพลินหมอลำสาว ซึ่งเป็นที่มาของเพลงลูกทุ่งอีสาน (สุรินทร์ ภาคศิริ, 2557 : 155-161)

อาจกล่าวได้ว่า เพลงลูกทุ่งอีสาน มีพัฒนาการมาจาก “รำโทน” สำหรับ เพลงลูกทุ่งอีสาน หมายถึง เพลงที่ใช้คำร้องเป็นภาษาอีสาน อยู่ในตัวบทเพลงลูกทุ่ง ส่วนเพลงลูกทุ่งหมอลำ คงเกี่ยวข้องกับ คำลำ และวาดลำ (ทำนองลำ) ที่ไปผสมสานอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของบทเพลงลูกทุ่ง ดังนั้นเพลงลูกทุ่งหมอลำพัฒนารูปแบบมาจากลูกทุ่งอีสาน

เพลงลูกทุ่งหมอลำ จากเพลงพื้นบ้านอีสานแพร่กระจายสู่เมืองกรุง อันเนื่องมาจาก โครงสร้างขั้นพื้นฐานทางด้านการคมนาคมขนส่ง เมื่อมีการสร้างทางรถไฟเข้ามายังภาคอีสาน เกิดการพัฒนาพื้นที่ในภาคอีสานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจกิจของประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในภาคอีสานเริ่มขึ้น และหลั่งไหลตามผู้คนที่อพยพโยกย้ายไปขายแรงงาน หรือนายฮ้อยนำสินค้าด้านการเกษตรเข้าไปซื้อขายแลกเปลี่ยนในถิ่นอื่น

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ "ศิลปะและวัฒนธรรมของภาคอีสาน" แพร่กระจายเข้ามาในท้องที่ของภาคกลางได้เร็วยิ่งขึ้น ดังที่ศิลปินพื้นบ้าน หมอลำกลอน เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปบันทึกแผ่นเสียง เช่น หมอลำบุญเพ็ง หมอลำคำปุ่น หมอลำเคน ดาเหลา หมอลำคำพา ฤทธิทิศ หมอลำบุญยัง สุภาพ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในคณะสุนทราภิรมย์ ที่ได้ผลักดันหมอลำอีสานให้เป็นที่แพร่หลายในกรุงเทพฯ ด้วยเพลงลูกทุ่งที่เป็นทำนองลำแบบอีสาน ต่อมาในระหว่างปี 2502 – 2503 หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ได้นำทำนองเต้ยโขง มาขับร้องในเพลง ขุ่นลำโขง

ในปี พ.ศ. 2514 อังคนางค์ คุณไชย ได้แสดงภาพยนตร์รับบทเป็นหมอลำสาว และได้บันทึกแผ่นเสียง “เพลงอีสานลำเพลิน” พร้อมด้วย สไบแพร บัวสด ใน “เพลงลำเพลินหมอลำสาว” หลังจากนั้น ความเป็นนางเอกหมอลำได้เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว อันเนื่องจากสถานีวิทยุกระจายเสียงได้เผยแพร่ผลงานออกไปทั่วประเทศ (สุรินทร์ ภาคศิริ, 2557 : 160)

pleng looktung 04

นอกจากนั้น เพลงลูกทุ่งหมอลำ ก็โดดเด่นมากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี พ.ศ. 2523 - 2528 เริ่มมีการบันทึกเสียงมากขึ้น ได้การผสมผสานคำร้องทำนองกับลำเพลินเข้าด้วยกันกับเพลงลูกทุ่ง และมีการผสมสานดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากล โดยเฉพาะมีการนำเอา “แซกโซโฟน” มาบรรเลง (โซโล่เดี่ยว) ซึ่งที่ผู้นำเอามาบรรเลงบันทึกเสียงเป็นคนแรกคือ “ครูสำราญ บุปผาวาส” และศิลปินอีสานที่เห็นเด่นชัด ในช่วงนี้ คือ ทองมี มาลัย อัลบั้ม “ชุดชมรมแท๊กซี”  สนธยา กาฬสินธุ์ อัลบั้ม ฮักสาวผมเปีย พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย อัลบั้ม “สาวติ๋มยิ้มบ่หวาน”และ คำเกิ่ง ทองจันทร์ อัลบั้ม “ลำเพลินพลทหารโข่ง” เป็นต้น

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2528-2540 ถือว่าเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่งหมอลำ ในยุคนี้พบว่า มีการนำใช้วาดลำ (ทำนองลำ) หลากหลายขึ้นเช่น “ลำเพลิน” “เต้ย” “ขอนแก่น” “ลำแพน” มาผสมผสานสลับกับทำนองของ “เพลงลูกทุ่ง” สำหรับการเรียบเรียงเสียงประสาน มีการนำเครื่องดนตรีสากลชิ้นเอกของบทเพลงมาเดี่ยว (Solo) ได้แก่ แซกโซโฟน ออร์แกน กีตาร์ ผสมผสานกับเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เช่น พิณ แคน โหวด โปงลาง และในการบันทึกเสียงนั้นผลิตเป็นทั้งแผ่นเสียง และเทปคาสเซ็ท (Cassette) ยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นห้างแผ่นเสียง มาเป็น ค่ายเทป ศิลปินลูกทุ่งหมอลำยุคนี้ที่โดดเด่น ได้แก่ เย็นจิตร พรเทวี เพลง “สาวดำรำพัน” พรศักดิ์ ส่องแสง เพลง “เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ” เฉลิมพล มาลาคำ เพลง “ตามใจแม่เถิดน้อง” สาธิต ทองจันทร์ เพลง “ปากโกรธใจคิดถึง” สมโภชน์ ดวงสมพงษ์ เพลง “เมียป๋าเพราะซาอุ” รุ่งโรจน์ เพชรธงชัย เพลง “ร้องให้ใส่เดือน” พิมพา พรศิริ เพลง “นํ้าตาเมียซาอุ” เดือนเพ็ญ อำนวยพร เพลง “สาวนาขาดรัก” จินตหรา พูนลาภ เพลง “พลังรัก” ศิริพร อำไพพงษ์ เพลง “โบว์รักสีดำ” และ สมจิตร บ่อทอง เพลง “กุหลาบแดง”

ธุรกิจเพลงลูกทุ่งหมอลำยุคนี้โดดเด่นมาก โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2530 เพลง “เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ” ของ พรศักดิ์ ส่องแสง ซึ่งมียอดขายเทปคาสเซ็ท ถึงหลายล้านตลับ และนำมาบันทึกแผ่นซีดีทีนำมาผลิตซํ้าได้ง่าย (เข้าสู่ยุคเทปผี ซีดีเถื่อน) และเป็นช่วงที่เกิดนายทุนสร้างวงดนตรีให้กับศิลปินลูกทุ่งหมอลำ ที่กล่าวมาทั้งหมดทุกๆคน ถือว่ายุคทองของธุรกิจเพลงลูกทุ่งหมอลำ

คิดฮอด (Kid Haud) Bodyslam feat.ศิริพร อำไพพงษ์ 

สภาพปัจจุบัน มีรูปแบบการพัฒนาที่โดดเด่น คือ การอำนวยการผลิตแนวคิดใหม่ มีการนำทำนองหรือ "วาดลำ” ผสมผสานสลับกับ “ทำนองเพลงร็อค” เมื่อมีการ Featuring ระหว่าง ลูกทุ่งหมอลำ กับ วงเพลงร็อค เช่นเพลง “คิดฮอด” ศิลปินวงร็อค Body-slam featuring ศิลปินลูกทุ่งหมอลำ ศิริพร อำไพพงษ์ อีกทั้งมีการนำเอาเพลงเก่ามาผลิตซํ้า เช่น เพลง “ชะทิงนองนอย” ศิลปินลูกทุ่งรุ่นครู ชาย เมืองสิงห์ featuring ศิลปินลูกทุ่งหมอลำ จินตหรา พูนลาภ 

 

 

ชะทิงนองนอย : ชาย เมืองสิงห์ feat. จินตหรา พูนลาภ

แม้แต่ดนตรีแดนอีสานใต้อย่าง "กันตรึม" ก็มีการผสมผสานกับดนตรีสมัยใหม่อย่างร็อคได้ไม่ขัดเขินที่โด่งดังก็เช่น ดาร์กี้ กันตรึมร็อค นั่นเอง

ดาร์กี้ กันตรึมร็อค - สุดยอดตำนานเพลงอีสานใต้

ข้อมูลบางส่วนจาก : จากเพลงพื้นบ้านอีสานแพร่กระจายเข้าสู่เมืองกรุง โดย จินดา แก่นสมบัติ

เพลงลูกทุ่งและหมอลำ

เพลงลูกทุ่งและหมอลำ นับเป็นความบันเทิงที่คู่กันกับชีวิตของฅนอีสานอย่างแท้จริง มีศิลปินตัวจริงของชาวอีสานมากหน้าหลายตา ที่เข้าไปครองใจคนฟังทั้งประเทศ ด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ ครึกครื้น เนื้อหากินใจ ตรงใจของหลายๆ คน เพราะการพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม สะท้อนการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน

looktoong

พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ขายรูปร่างหน้าตา ความหล่อเหลา การเป็นดารา หรือปริญญาชั้นสูง แต่พวกเขาขายน้ำเสียงที่ไพเราะ เนื้อหาของเพลงที่ตรงใจใครต่อใครหลายคนนั่นต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นแหบเสน่ห์อย่างหมอลำสาวศิริพร อำไพพงษ์ หรือสาวสะออนจินตหรา พูนลาภ จะมีสาวสวยบ้างอย่าง น้องฝน ธนสุนทร, ต่าย อรทัย และคนอื่นๆ คนผู้ฮ้ายแท้ๆ หนุ่มบ้านนาก็มีอย่าง บักเถิง มนต์สิทธิ์ คำสร้อย หรือหนุ่มอุดรตัวดำชื่อฝรั่งอย่างไมค์ ภิรมย์พร พวกเขาเหล่านี้เป็นขวัญใจของฅนอีสานอย่างแท้จริง ท่ามกลางความชื่นชมของคนไทยทั่วประเทศ

[ ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ยาวเลยแยกไปเป็น : ข้อมูลศิลปินลูกทุ่งและหมอลำดัง ]

 

redline

backled1

 

หมวดหมู่รอง

การแสดง การละเล่นพื้นเมือง

รวมศิลปินฅนอีสาน

การฟ้อนรำ การเซิ้ง การแสดงในภาคอีสาน

หมวดงานประเพณีพื้นบ้าน

ความรู้ของคนไทยอีสาน

บายศรีสู่ขวัญ

อาหารการกินฅนอีสาน

พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย

สนับสนุนให้ IsanGate อยู่รับใช้ท่านตลอดไป ด้วยการคลิกแบนเนอร์ไปเยี่ยมผู้สนับสนุนของเราด้วยครับ

isan word tip

isangate net 345x250

ppor blog 345x250

adv 345x200 1